ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 "H. H. Holmes" ฆาตกรจอมปีศาจ ซาตานในร่างมนุษย์กับปราสาทมรณะในชิคาโก !!!




ชีวิตคนเราทุกวันนี้ล้วนต้องการหลักประกัน อยากได้งานดี ๆ มีคนรักที่เพียบพร้อมด้วยเงินทองและสมบัติอันมากมาย เพื่อที่จะทำให้เรายินยอมพร้อมใจเข้าร่วมทางเดินไปกับใครสักคน ใครสักคนที่จะไม่ทำให้เราต้องลำบากอีกต่อไป

ชมบนยูทูป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณย้อนกลับไปในยุคศตวรรษที่ 18 เพื่อไปพบกับฆาตกรรายหนึ่ง ฆาตกรที่ภายนอกดูแล้วเป็นผู้ดีแต่ภายในกลับมีคุณสมบัติตรงกันข้าม จนทำให้ชาวอเมริกันในยุคนั้นถึงกับต้องตั้งฉายาให้กับเขาว่า "ซาตานในร่างมนุษย์ !!!"
"เฮนรี่ ฮาวเวิร์ด โฮล์มส์" หรือในชื่อที่รู้จักกันดีว่า "เอช. เอช. โฮล์มส์" ชื่อเดิมของเขานั้นก็คือ "เฮอร์แมน เวบสเตอร์ มัดเจทท์" เขาได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1861 เขาเกิดในครอบครัวที่เพิ่งอพยพเข้ามาที่เมืองกิลแมนตัน รัฐนิวแฮมเชียร์ พ่อของเขาชื่อ "เลวี ฮอร์ตัน มัดเจตต์" ส่วนแม่ของเขาคือ "ธีโอเดท เพจ ไพรซ์" ซึ่งนอกจากตัวของเขาแล้ว เฮอร์แมนยังมีพี่น้องอีกสามคนคือ พี่สาวคนโตชื่อเอเลน พี่ชายชื่ออาร์เธอร์ และมีน้องชายชื่อเฮนรี่
โดยในบันทึกที่ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงปี ค.ศ. 2007 นั้น มีการระบุว่าพ่อของเฮอร์แมนเป็นคนติดเหล้าอย่างแรง แต่ถึงกระนั้นตัวของเฮอร์แมนเองก็เป็นเด็กที่เรียนเก่งเป็นอย่างมาก เรียนเก่งจนเพื่อนร่วมชั้นบางคนอิจฉาหาทางกลั่นแกล้งเขาอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งที่เขาถูกกลั่นแกล้งนั้นก็อย่างเช่น การถูกเพื่อน ๆ หลอกให้เข้าไปในห้องวิทยาศาสตร์ แล้วบังคับให้เขาไปยืนประจัญหน้ากับโครงกระดูกที่อยู่ในห้องนั้น จากนั้นก็เอามือของโครงกระดูกมาลูบบนหน้าของเขา
โดยเฮอร์แมนบอกว่า สิ่งนี้มันถือเป็นความกลัวสุดขีดครั้งแรกของชีวิตกันเลยทีเดียว เพียงแต่เขาบอกว่าหลังจากนั้นเขาก็พบว่าร่างกายของมนุษย์นั้น เป็นอะไรที่น่าสนใจอย่างมาก และหลังจากนั้นมาเขาก็ได้เขียนบันทึกการรักษาอาการกลัวของเขาว่า เขาได้ใช้สิ่งที่เขาสนใจนี้ ลบล้างความกลัวที่มีอยู่ในใจออกไปจนสำเร็จ โดยเริ่มรักษาอาการเหล่านี้ด้วยการนำสัตว์มาฆ่า และผ่าตัดดูอวัยวะภายในของมัน ซึ่งสิ่งนี้เขาเรียกมันว่า..งานอดิเรก !!!


พอมาถึงอายุ 16 ปี เฮอร์แมนที่เรียนจบชั้นมัธยมก็ได้งานเป็นครูสอนตามโรงเรียนทั้งในเมืองกิลแมนตัน ไปจนถึงเมืองอัลตันที่อยู่ในรัฐนิวแฮมเชียร์นั่นเอง ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1878 เขาก็ได้แต่งงานกับ "คลาร่า เลิฟเวอริ่ง" และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองอัลตันนี่เอง จนสองปีต่อมาเขาก็ได้ให้กำเนิดลูกชายชื่อ "โรเบิร์ต เลิฟเวอริ่ง มัดเจ็ตต์"

พอเฮอร์แมนอายุได้ 18 ปี เขาก็ได้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเวอร์มองต์ที่ตั้งอยู่ในเมืองเบอร์ลิงตัน เพียงแต่ว่าการเรียนที่นี่มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสนใจอะไรมากมาย จึงทำให้เฮอร์แมนตัดสินใจลาออกหลังจากเรียนได้เพียงปีเดียวเท่านั้น และในปี ค.ศ. 1882 หลังจากที่เขาละทิ้งการเรียนไปแล้ว เขาก็ได้ขโมยศพที่ใช้สำหรับศึกษาการผ่าตัดออกมาจากห้องแลปของมหาวิทยาลัย โดยศพนี้เป็นศพที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและอยู่นอกเหนือจากการประกันภัย ทำให้ไม่มีการติดตามดำเนินคดีจริงจัง และเรื่องนี้มันก็ได้ทำให้คลาร่าภรรยาของเขาตัดสินใจขอเลิก และพาลูกชายไปด้วยโดยไม่ได้จดทะเบียนหย่า

พอตัวเองไม่มีภาระเลี้ยงดูลูกเมียแล้ว สองปีต่อมาเฮอร์แมนก็ได้ผันแปรมาเป็นนักต้มตุ๋น โดยหลังจากที่เขาย้ายมายังเมืองมัวร์ฟอร์คกรุงนิวยอร์ค ก็มีข่าวลือว่าเฮอร์แมนได้ลักพาตัวเด็กชายคนหนึ่งไป โดยภายหลังเฮอร์แมนได้ยืนยันว่า เขาได้พาเด็กชายคนนั้นกลับไปยังบ้านของเด็กเองที่แมสซาชูเสต แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีการสืบความจริงใด ๆ
โดยต่อมาเขาได้ท่องเที่ยวไปยังฟิลาเดเฟีย และได้งานเป็นผู้ดูแลอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐนอริสทาวน์ แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เขาก็ไปทำงานอยู่ในร้านขายยาของเมืองฟิลาเดเพียแทน ซึ่งช่วงที่เขาทำงานอยู่ที่นี่ ได้มีเด็กชายคนหนึ่งเสียชีวิตเพราะกินยาที่ซื้อมาจากร้านแห่งนี้ ซึ่งเฮอร์แมนเองก็ปฏิเสธความรับผิดชอบใด ๆ และตัดสินใจลาออกจากร้าน เดินทางออกจากเมืองมุ่งหน้าสู่ชิคาโก้ และที่นี่เฮอร์แมนก็ได้เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น "เฮนรี่ ฮาเวิร์ด โฮล์มส์" เพื่อหนีความผิดที่ตัวเองเคยก่อไว้ ให้หายไปกับชื่อเก่านั่นเอง



ในวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1887 หลังจากที่เฮอร์แมน เปลี่ยนชื่อมาเป็นเฮนรี่แล้ว เขาก็ได้แต่งงานกับ "เมอร์ทา เบลค์แนพ" ที่เมืองมินเนียโพลิสรัฐมินิสโซตา และได้ให้กำเนิดลูกสาวกับเธอชื่อ "ลูซี ธีโอเดท โฮล์มส์" เกิดในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1889 หลังจากที่เขาพาครอบครัวย้ายมาอยู่ในอิลินอยซ์ไม่นาน ซึ่งที่นี่ เขาได้ใช้เวลาทั้งหมด ไปกับการทำธุรกิจบางอย่างที่ต้องทำอยู่ในชิคาโก จนได้ไปพบรักและแต่งงานกับ "จีโอเจียนา โยค" เข้าอีกคน ทั้ง ๆ ที่ยังมีสถานะแต่งงานซ้อนอยู่กับคลาร่า และเมอร์ทาภรรยาสองคนก่อนหน้า

ย้อนกลับมาดูธุรกิจของเขา ในช่วงที่เฮนรี่มาถึงชิคาโก้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1886 นั้น เขาได้พบกับร้านขายยาของเอลิซาเบธ เอส ฮัลตันที่ตั้งอยู่หัวมุมระหว่างเซาธ์วัลลาซอเวนิวกับถนนเวสท์ 63 ในย่านเองเกิลวูด ซึ่งที่นี่เอลิซาเบธก็ได้ให้โอกาสเฮนรี่เข้าทำงาน โดยเฮนรี่เองก็ทำงานอยู่ที่นี่ด้วยความขยันขันแข็งตลอดมา
จนวันหนึ่งสามีของเอลิซาเบธได้เสียชีวิตลง เฮนรี่จึงยื่นข้อเสนอขอผ่อนซื้อร้านขายยาแห่งนี้จากเอลิซาเบธเพื่อดูแลต่อ การเจรจาผ่านไปได้ด้วยดี ทำให้เฮนรี่ได้กลายเป็นเจ้าของร้านขายยาแห่งนี้ และเขาก็สามารถทำเงินจากมันด้วยการขายน้ำวิเศษที่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้คนได้ ซึ่งก็คงไม่มีใครรู้ว่าเจ้าน้ำวิเศษนี้มันทำมาจากอะไร เพราะในสมัยก่อนนั้นอะไรที่ทำแล้วไม่เกิดปัญหา มันก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้เรื่อย ๆ นั่นเอง

จนกระทั่งเฮนรี่ได้ผ่อนจ่ายค่าร้านขายยาแห่งนี้แก่เอลิซเบธจนครบ เธอก็หายตัวไปแบบไม่มีใครพบเห็นอีกเลย โดยเฮนรี่บอกกับเหล่าเพื่อนบ้านและลูกค้าของร้านขายยาว่า ตอนนี้เอลิซาเบธได้ยกร้านขายยาแห่งนี้ให้กับเขาแล้ว ส่วนตัวเธอก็ย้ายออกไปอยู่แถว ๆ แคลิฟอร์เนีย

ต่อมาเฮ็นรี่ก็ได้ซื้อที่ว่างฝั่งตรงข้ามร้านขายยาเพื่อทำโรงแรมขึ้นมาอีกแห่ง และด้วยโรงแรมแห่งนี้มีลักษณะหรูหรา ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเรียกโรงแรมแห่งนี้ว่า “ปราสาท” โดยตัวตึกนั้นมีความกว้างประมาณ 50 ฟุต ยาว 162 ฟุต ตั้งอยู่บนเลขที่ 601 - 603 ถนนเวส์ 63 มีชื่อทางการว่าโรงแรมเวิร์ลด์แฟร์ โดยเฮนรี่บอกว่าเขาสร้างโรงแรมแห่งนี้ขึ้นเพื่อใช้รองรับกลุ่มคนที่จะเดินทางมายังนิทรรศการเวิร์ลโคลอมเบียนเอ็กซ์โปซิชั่นในปี ค.ศ. 1893 ภายในมีร้านค้าเปิดบริการ และมีร้านขายยาของเขาเองเปิดร่วมกับร้านอื่น ๆ อยู่ที่ชั้นล่างด้วย ในขณะที่ชั้นบนนั้นจะเป็นออฟฟิศทำงานของเขา รวมถึงห้องลับที่สามารถเข้าไปได้โดยการเปิดกลไกตรงส่วนกำแพง ประตูทั้งหมดสามารถเปิดได้จากทางด้านนอก ซึ่งทุก ๆ อย่างนั้นถูกออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาต้องการ

"โรงแรมเวิล์ดแฟร์" หรือ "ปราสาท" ที่โฮล์มส์สร้างขึ้นบนถนนเวส์ 63

โดยช่วงการก่อสร้างโรงแรมแห่งนี้ เฮนรี่ได้ผลัดเปลี่ยนผู้รับเหมาก่อสร้างอยู่ตลอดเวลา โดยเขาให้เหตุผลว่าผู้รับเหมาก่อนหน้านั้นทำงานไม่ได้เรื่อง แต่เหตุผลจริง ๆ ที่ซ่อนอยู่ก็คือ เขาต้องการความมั่นใจว่า สิ่งที่เขาออกแบบโครงสร้างภายในปราสาทแห่งนี้ มันจะต้องมีเพียงตัวเขาเพียงคนเดียวที่รู้ความลับทั้งหมด
โดยในช่วงที่ตึกโรงแรมแห่งนี้ยังคงก่อสร้างอยู่นั้น เฮนรี่ก็ได้พบกับชายคนหนึ่งชื่อ "เบนจามิน ไพท์เซล" เขาเป็นช่างไม้และเคยมีประวัติเป็นอาชญากรมาก่อน แต่อย่างไรก็ดีทั้งสองคนก็มีอะไรที่เข้ากันได้ และกลายมาเป็นเพื่อนสนิท จนเฮนรี่ไว้ใจให้เบนจามินมาเป็นมือขวาในทำงานด้านมืดของเขา ซึ่งในภายหลัง นายอำเภอของที่นี่ได้ให้สมญานามแก่เบนจามินว่าเป็น
"เครื่องมือของเฮนรี่ โฮล์มส์ เครื่องมือที่มีชีวิต"
"เบนจามิน ไพท์เซล"

หลังจากที่โรงแรมสร้างเสร็จ เฮนรี่ก็ได้คัดเลือกเหยื่อหญิงสาวบางส่วนมาจากคนงานของเขานั่นเอง โดยหญิงสาวเหล่านี้ เฮนรี่จะพยายามยื่นข้อเสนอให้พวกเธอรู้สึกว่าจะได้สิทธิพิเศษในการทำงาน จากนั้นก็จะเสนอเงินค่าจ้างที่สูงเป็นพิเศษให้ โดยเฮนรี่เองจะปฏิบัติกับพวกเธอราวกับเป็นคนรัก ไม่ก็เป็นแขกพิเศษของโรงแรม และต่อมาเฮนรี่ก็จะสังหารพวกเธอทิ้งทั้งหมด โดยบางคนถูกจับพันธนาการอยู่บนเตียงในห้องเก็บเสียง รมแก๊สที่ทำให้หายใจไม่ออกเอาไว้ตลอดเวลา เหยื่อบางคนที่ถูกจับขังอยู่ในห้องบนชั้นสองนั้น พวกเธอเรียกมันว่า "หอลับห้อยโหน" เพราะที่นี่เฮนรี่จะจับพวกเธอแขวนเอาไว้

กล่องรมแก๊สของเขา

"หอลับห้อยโหน"

เหยื่ออีกส่วนก็ถูกจับขังไว้ในห้องเก็บเสียงขนาดใหญ่ข้างออฟฟิศของเขา ปล่อยให้พวกเธออยู่แบบหายใจไม่ออกทั้งอย่างนั้น ซึ่งห้องทั้งหมดนี้ล้วนถูกก่ออิฐอย่างหนาหุ้มเอาไว้ มีทางเข้าออกเพียงประตูลับที่เฮนรี่ออกแบบไว้เท่านั้น เหยื่อทั้งหมดจะถูกขังไว้แบบนั้นโดยไม่ได้รับอาหารใด ๆ จนมีบางคนเสียชีวิตไปอย่างน่าเวทนา

ส่วนระบบรักษาความปลอดภัยนั้น เฮนรี่ได้ออกแบบไว้ให้เขาสามารถรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้มีคนเดินอยู่ที่ส่วนไหนของโรงแรม โดยเซ็นเซอร์เหล่านี้เขาได้ซ่อนมันไว้ที่บริเวณประตูของทุกห้อง

ส่วนวิธีการกำจัดศพเหยื่อของเฮนรี่นั้น เขาจะนำร่างของพวกเธอลงไปทางปล่องเหล็กที่ออกแบบมาคล้าย ๆ กับช่องทางเดินของลิฟท์ ส่งตรงลงไปยังชั้นใต้ดิน และที่นี่มันก็คือห้องที่เฮนรี่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นห้องปฏิบัติการชำแหละศพ แล่เนื้อหนังของพวกเธอออกจนหมด จากนั้นก็นำไปทำเป็นหุ่นโครงกระดูก และส่งขายไปยังโรงเรียนแพทย์ บางศพเฮนรี่ก็จะฝังเอาไว้ในบ่อกรดเพื่อทำลายศพ โดยเขาเองก็มีเตาเผาศพขนาดใหญ่ถึงสองเตา เพื่อใช้เผาบางศพและทำลายหลักฐานบางอย่างด้วย มีทั้งยาพิษชนิดต่าง ๆ วางเรียงรายอยู่ตามชั้นวางของที่ห้องนี้ โดยของเหล่านี้เขาได้มันมาจากโรงเรียนแพทย์ ที่เขาขายโครงกระดูกให้นั่นเอง


เหยื่อรายหนึ่งนั้นเป็นคนที่เขารัก เธอชื่อ "จูเลีย คอนเนอร์" เป็นภรรยาของ "เน็ด คอนเนอร์" ที่ย้ายเข้ามาอาศัยในโรงแรมและทำงานอยู่ในร้านขายยาตำแหน่งพนักงานขาย โดยภายหลังเน็ดรู้ถึงความสัมพันธ์นี้ เขาจึงตัดสินใจลาออกและย้ายหนีไป โดยทิ้งจูเลียกับลูกสาวไว้ที่นี่ให้อยู่กับเฮนรี่ จนมาถึงปี ค.ศ. 1891 จูเลียได้บอกกับเฮนรี่ว่าเธอท้องและต้องการจะแต่งงานกับเขา เฮนรี่ก็ตอบตกลงเพียงแต่ว่าเขาไม่ต้องการลูกในท้อง และยื่นข้อเสนอให้เธอทำแท้ง จูเลียก็ตอบตกลงโดยวางแผนไว้ว่าจะทำแท้งกันในช่วงคืนก่อนวันคริสมาสต์ แต่พอถึงเวลาจริง ๆ เฮนรี่กลับลงมือสังหารเธอด้วยการรมคลอโรฟอร์มจนเสียชีวิต จากนั้นเขาก็ลงมือสังหารเพิร์ลซึ่งเป็นลูกสาวของเธอตายตามไปด้วย พอมีใครมาถามว่าจูเลียกับลูกสาวหายไปไหน เขาก็ตอบคนเหล่านั้นไปว่าพวกเธอย้ายออกไปมีครอบครัวใหม่ที่ไอโอว่าแล้ว
"จูเลีย คอนเนอร์" และลูกสาว เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

หลังจากช่วงคริสมาสต์เฮนรี่ก็ได้จ้างชาร์ล แชพเพลมาช่วยประกอบชิ้นส่วนโครงกระดูกของจูเลียที่เขาเพิ่งสังหารไป ซึ่งตัวของเฮนรี่ได้หลอกชาร์ลว่าเขาชื่อ เฮนรี่ กอร์ดอน แล้วพาชาร์ลไปยังห้องชั้นสองเพื่อตกลงพูดคุยการทำงาน โดยที่นี่เฮนรี่ได้วางซากโครงกระดูกของจูเลียเอาไว้บนพื้น พอจบการพูดคุยชาร์ลก็นำชิ้นส่วนกระดูกแขนของจูเลียกลับไปตกแต่งที่บ้าน ส่วนเฮนรี่กับเบนจามินมือขวาของเขาก็ได้ตามไปที่บ้านของชาร์ลอีก ครั้งนี้พวกเขาได้จ้างให้ช่วยตกแต่งโครงกระดูกผู้ชายอีกร่าง ที่ถูกตัดแบ่งออกเป็นสองท่อน ต่อมาเฮนรี่ก็ได้จ้างชาร์ลให้ช่วยตกแต่งโครงกระดูกของศพรายที่สามต่อ คราวนี้เป็นศพของผู้หญิง โดยหลังจากที่ชาร์ลจัดการตกแต่งโครงกระดูกทั้งสามร่างเสร็จ เฮนรี่กลับไม่ยอมจ่ายค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้ โดยเขาอ้างเหตุผลว่าเงินไม่ค่อยจะมี ชาร์ลจึงโมโหและไม่ยอมส่งชิ้นงานให้กับเฮนรี่ก่อนที่จะกลับเข้าบ้านไป

และเหตุนี้ก็ได้ทำให้ชาร์ลแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินการจับกุมตัวเฮนรี่ ในข้อหามีโครงกระดูกเก็บไว้ในห้องสามศพ ซึ่งก็แน่นอนว่าเฮนรี่นั้นก็ถูกปล่อยตัวในเวลาไม่นาน เพราะตำรวจไม่พบหลักฐานใด ๆ บ่งชี้ว่าเขาทำการฆาตกรรมศพทั้งสามนั่นเอง

ต่อมาเฮนรี่ได้พบกับทายาทตระกูลเจ้าของธุรกิจรถไฟชื่อ "มินนี่ วิลเลี่ยม" ในช่วงเดินทางไปทำธุรกิจที่บอสตัน เขาได้แนะนำตัวกับเธอว่าเขาคือ เฮนรี่ กอร์ดอน และได้เริ่มคบหากันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเมื่อเขาเดินทางกลับมายังชิคาโก เฮนรี่ก็ยังคงพยายามรักษาความสัมพันธ์กับมินนี่ตลอดเวลา ด้วยการส่งจดหมายรักไปหาเธออย่างสม่ำเสมอ ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1893 มินนี่ วิลเลียมก็เลยเดินทางมายังชิคาโกเพื่อติดต่อกับเฮนรี่อีกครั้ง โดยเขาก็ได้ยื่นข้อเสนอเป็นตำแหน่งงานเจ้าหน้าที่ชวเลขส่วนตัวให้กับเธอ ซึ่งมินนี่เองก็ไม่ปฏิเสธ และจากนั้นไม่นาน เฮนรี่ก็สามารถชักชวนให้เธอโอนย้ายทรัพย์สินมาลงทุนที่ฟอร์ทเวิร์ธในรัฐเท็กซัสให้กับอเล็กซานเดอร์บอนด์ ซึ่งเป็นชื่อปลอมของเฮนรี่อีกชื่อนั่นเอง
"มินนี่ วิลเลี่ยม" เหยื่อโฮล์มส์อีกราย หลอกจีบเอาเงินแล้วฆ่า


ต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ. 1893 มินนี่ก็โอนทรัพย์สินทั้งหมดจนเสร็จสิ้น และได้มอบให้เฮนรี่เป็นทนายความดูแลทรัพย์สินทั้งหมด จากนั้นเฮนรี่ก็สนับสนุนให้มินนี่แนะนำแอนนี่น้องสาวของเธอมาอยู่ชิคาโกอีกคน ซึ่งน้องสาวของมินนี่ก็ตกลง เฮนรี่จึงได้แอนนี่มาเป็นเพื่อน และเขาก็ได้พาเธอเดินดูโรงแรมของเขาไปทั่วอีกด้วย โดยในขณะที่อยู่ในออฟฟิศของเฮนรี่นั้น เขาได้ขอให้แอนนี่เดินเข้าไปด้านในห้องทำงาน จากนั้นเขาก็ลงมือจับล็อคเธอ แล้วพาเข้าไปในห้องลับเพื่อรมแก๊สหวังจะสังหารให้เสียชีวิต ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมินนี่เองก็ได้หายตัวไปอย่างลึกลับแล้วเช่นเดียวกัน

หลังจากงานเวิร์ลด์แฟร์จบลงด้วยความบอบช้ำ เพราะเจ้าหนี้ได้สั่งเลิกงานเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในปี ค.ศ. 1893 เฮนรี่ก็ได้เดินทางออกจากชิคาโกไป และไปปรากฏตัวอยู่ที่ฟอร์ทเวิร์ธรัฐเท็กซัส และที่นี่เขาก็ได้คิดจะใช้มรดกจากสองพี่น้องวิลเลียม มาสร้างปราสาทแห่งใหม่ขึ้นอีกครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็ยกเลิกความตั้งใจนี้ไป และตั้งใจจะย้ายออกจากอเมริกาไปยังแคนาดาแทน

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1894 มีอยู่ครั้งหนึ่ง เฮนรี่ถูกจับกุมในระยะเวลาสั้น ๆ เนื่องจากไปขายสินค้าติดจำนองที่เมืองเซนต์หลุยซ์รัฐมิสซูรี่ ซึ่งในช่วงที่กำลังรอการประกันตัวนั้น เฮนรี่ก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับโจรปล้นรถไฟชื่อ "มาเรียน เฮดจ์เพธ" ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก 25 ปี และที่นี่เขาได้คิดวางแผนที่จะเอาเงินประกันชีวิตจำนวน 10,000 ดอลลาร์ ด้วยการหลอกบริษัทประกันว่าเขาถูกมาเรียนฆ่าตาย โดยเฮนรี่สัญญากับมาเรียนว่า เขาจะให้ส่วนแบ่งแก่มาเรียนเป็นจำนวน 5,000 ดอลลาร์ ถ้ายอมให้อ้างชื่อไปใช้ตามแผน เพียงแต่ว่าหลังจากที่พยายามเดินเรื่องแล้วทางอัยการกลับไม่เล่นด้วย ทำให้แผนการของเขาล้มเหลว เฮนรี่จึงพยายามวางแผนอีกครั้ง โดยคราวนี้เขาได้ขอให้เบนจามิน ไพท์เซล มือขวาคนสนิทคนเดิมมาช่วยเดินเรื่องให้

"มาเรียน เฮดจ์เพธ" เจ้าเล่ห์พอๆ กัน

เบนจามินเองก็ตกลงที่จะร่วมแผนการนี้ด้วยการปลอมตัวเป็นนักประดิษฐ์ชื่อ บี.เอฟ. เพอรรี่ และไปทำประกันชีวิตโดยระบุว่าถ้าเขาตาย ภรรยาของเขาจะได้รับเงินประกันชีวิตจำนวน 10,000 ดอลลาร์ ซึ่งถ้าแผนการสำเร็จ ก็ค่อยแบ่งเงินกันคนละครึ่ง พอถึงเวลาเบนจามินก็ทำตามแผน เขาแกล้งทำเป็นเข้าไปในรถยนต์ที่หลอกว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ของเขา โดยตามที่ตกลงเฮนรี่จะจัดศพที่หามาวางไว้แทน แล้วทำการระเบิดสิ่งประดิษฐ์นี้ให้เหมือนเกิดอุบัติเหตุ และเฮนรี่จะต้องทำเป็นเดินเข้าไปตรวจสอบ จากนั้นก็จะเจอศพที่ถูกจัดฉากเอาไว้
แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เฮนรี่กลับลงมือสังหารเบนจามินด้วยการรมสารคลอโรฟอร์มจนเสียชีวิต จากนั้นก็วางศพของเขาไว้ในที่เกิดเหตุจริง ๆ ซึ่งพอเป็นแบบนี้เจ้าหน้าที่บริษัทประกันชีวิตก็ไม่มีอะไรติดใจ และยินยอมจ่ายเงินประกันจำนวน 10,000 ดอลล่าห์ ให้กับภรรยาของเบนจามินโดยไม่มีข้อสงสัย หลังจากนั้นเฮนรี่ก็ทำเป็นช่วยจัดการเรื่องศพของเบนจามิน และเพื่อไม่ให้ภรรยาของเบนจามินเอะใจ เฮนรี่จึงได้รับเลี้ยงดูลูก ๆ ของเบนจามินไว้เป็นจำนวนสามคนจากทั้งหมดห้าคน ส่วนลูก ๆ ที่เหลือก็ยังคงอยู่กับภรรยาของเบนจามิน เพื่อรอคอยวันที่สามีผู้แกล้งตายกลับมา โดยไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้ เบนจามินได้เสียชีวิตไปจริง ๆ เรียบร้อยแล้ว

ต่อมาเจ้าหน้าที่นิติเวชได้พบสารคลอโรฟอร์มอยู่ในตัวของเบนจามิน ไพท์เซล แต่โชคก็ยังคงเป็นของเฮนรี่ เพราะบริษัทประกันไม่ทราบถึงข้อเท็จจริงนี้ เพราะถ้าทราบ มันก็น่าจะทำให้เฮนรี่ถูกจับตัวในฐานะฆาตกร เพียงแต่ตอนนี้เฮนรี่เองก็ได้วางแผนหลบหนีแบบเนียน ๆ เอาไว้แล้ว

เฮนรี่เองได้พาลูก ๆ ทั้งสามของเบนจามินออกจากอเมริกาเหนือไปสู่ประเทศแคนาดา โดยได้พาภรรยาของเบนจามินหนีไปอีกทาง ตอนนี้เฮนรี่ได้บอกให้เธอเปลี่ยนชื่อไปตลอดการเดินทาง โดยให้เหตุผลว่าเบนจามินตอนนี้กำลังแกล้งตาย และหลบซ่อนตัวอยู่ในกรุงลอนดอน โดยปกปิดความจริงว่าเบนจามินได้เสียชีวิตไปแล้ว และเฮนรี่เองก็ปิดบังเรื่องที่อยู่ของลูก ๆ อีกสามคนไม่ให้เธอรู้อีกด้วย

พอมาถึงดีทรอยท์ ซึ่งอีกนิดเดียวก็จะเข้าสู่ประเทศแคนาดาแล้วนั้น พวกเขาได้แยกย้ายกันพักอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ซอย เฮนรี่เองพักอยู่กับภรรยาที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยในบ้านเช่าแห่งหนึ่ง ซึ่งที่นี่เฮนรี่ได้สารภาพเอาไว้ว่า เขาได้ทำการฆาตกรรมอลิสกับเนลลี่ลูกสาวทั้งสองคนของเบนจามิน ด้วยการบังคับให้พวกเขาเข้าไปในหีบขนาดใหญ่ จากนั้นก็ปิดฝาล็อคเอาไว้และทำการเจาะรูเสียบท่ออากาศให้ทะลุเข้าไปภายใน จากนั้นเขาก็จัดการพ่นแก๊สผ่านเข้าไปในท่อเพื่อให้เด็ก ๆ เสียชีวิต พอเด็กทั้งสองเสียชีวิตแล้ว เขาก็ฝังร่างอันเปลือยเปล่าของพวกเธอ เอาไว้ภายในห้องใต้ดินของบ้านเช่าหลังนั้น

นักสืบจากฟิลาเดเฟียชื่อ "แฟรงค์ เกเยอร์" ได้เงื่อนงำคดีโกงเงินประกันชีวิตของเฮนรี่ มาจากคำบอกเล่าของมาเรียน เฮดจ์เพธ ที่ประสงค์จะให้การเรื่องนี้เพื่อแลกกับการที่ตัวเองจะได้ลดโทษลงนั้น ทำให้นักสืบแฟรงค์เริ่มสะกดรอยตามเฮนรี่มาจนพบจุดฝังศพของเด็กทั้งสองในบ้านเลขที่ 16 ถนนเซนต์วินเซนต์ โดยหลังจากขุดศพของลูก ๆ ของเบนจามินขึ้นมาได้แล้ว แฟรงค์ได้สังเกตพบว่าเท้าของเนลลี่หายไป โดยภายหลังเขาก็ตรวจสอบพบว่า เนลลี่นั้นเป็นโรคข้อเท้าบิดงอ นั่นจึงเป็นไปได้ว่า เฮนรี่ตัดข้อเท้าของเธอทิ้งไป เพื่อไม่ให้คนที่มาพบศพสามารถระบุตัวตนของเธอได้

สุดยอดนักสืบ "แฟรงค์ เกเยอร์"

"บ้านเลขที่ 16" ที่พบศพลูกๆ ของเบนจามิน
จากนั้นแฟรงค์จึงได้ตามรอยของเฮนรี่ต่อไปจนถึงอินเดียนาโปลิส ซึ่งที่นี่เฮนรี่ได้ทำการเช่าบ้านพักหลังเล็ก ๆ เอาไว้ และที่นี่เฮนรี่ได้ระบุเอาไว้ว่า เขาได้แวะร้านยาท้องถิ่น เพื่อหาซื้อยาที่สามารถใช้ฆ่า "ฮาเวิร์ด ไพท์เซล" ลูกชายคนที่สามของเบนจามินที่ยังคงอยู่ร่วมเดินทางกับเขา จากนั้นก็แวะไปซื้อมีดจากร้านขายเครื่องมือช่าง เพื่อนำมันมาแยกส่วนของเด็กน้อย ก่อนที่จะเผาไฟทำลายหลักฐาน โดยร่องรอยที่เหลือจากการเผาครั้งนี้ มันก็ได้แก่ฟันและเศษกระดูกของฮาเวิร์ด โดยมันถูกพบกระจัดกระจายอยู่รอบ ๆ บ้านเช่าหลังนั้นนั่นเอง

"ครอบครัวไพท์เซล" (เบนจามิน, อลิซ, เนลลี่ และฮาเวิร์ด) ตายเรียบ

ต่อมาในวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1894  ชีวิตฆาตกรของเฮนรี่ก็จบลง เขาถูกเจ้าหน้าที่สืบสวนสะกดรอยตามจับมาตั้งแต่ฟิลาเดเฟีย จนมาพบตัวกันที่พิงเคอร์ตัน เฮนรี่ถูกแห่ขึ้นรถม้ากลับมายังเท็กซัส โดยคดีนี้ก็ยังเป็นที่น่ากังขาในกรณีที่เฮนรี่เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ แต่ภรรยาคนที่สามของเขากลับไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย มันเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ?

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มสอบสวนพนักงานของโรงแรมทั้งหมด โดยพนักงานทำความสะอาดของโรงแรมให้การว่า เขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำความสะอาด ที่บริเวณชั้นสองของโรงแรมเลย เมื่อได้ความแบบนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงเริ่มปฏิบัติการตรวจสอบกันตลอดทั้งเดือน โดยเมื่อพวกเขาสามารถบุกเข้าไปยังห้องลับของเฮนรี่ได้ พวกเขาก็พบกับชิ้นส่วนของสร้อยทอง เศษเส้นผม และรองเท้าของผู้หญิง โดยเมื่อตรวจสอบไปที่สร้อยทองเส้นดังกล่าว ด้วยการนำมันไปสอบถามกับเจ้าของร้านทองที่มินนี่เคยซื้อสร้อยมา เจ้าของร้านก็ยืนยันกับพวกเขาว่า มันเป็นของมินนี่ วิลเลี่ยมอย่างแน่นอน

แผนผังชั้น 2 ของโรงแรม ศูนย์รวมแหล่งอำมหิต



ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ตรวจสอบไปยังห้องลับภายในออฟฟิศของเฮนรี่ แล้วพวกเขาก็พบกับร่องรอยขีดข่วนจำนวนมาก โดยร่องรอยดังกล่าวนั้นมาจากรองเท้าของผู้หญิง ซึ่งในภายหลังนั้นเฮนรี่สารภาพว่า รอยเท้าพวกนี้เป็นของแอนนี่ วิลเลียม น้องสาวของมินนี่นั่นเอง ซึ่งมันน่าจะเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายของเธอก่อนที่จะสิ้นลม จนเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบที่ชั้นสองเสร็จสิ้น พวกเขาก็ได้ลงไปตรวจสอบที่ห้องใต้ดินต่อ และที่นี่พวกเขาได้พบกับชิ้นส่วนกระดูกของมนุษย์ปะปนอยู่กับกระดูกของสัตว์จำนวนมากมายกองรวมกันเป็นภูเขาเลากา ที่โต๊ะก็มีร่องรอยของคราบเลือดแห้ง ๆ และยังพบกองเสื้อผ้าของผู้หญิงอีกเป็นจำนวนมาก


เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ช่วยกันตรวจสอบภายในบ่อกรดต้องสงสัยบ่อหนึ่ง พวกเขาก็ได้พบกับกระดูกของมนุษย์จำนวนมาก โดยกระดูกส่วนใหญ่ได้ถูกย่อยสลายไปบางส่วนเนืองจากถูกกรดกัดไปหมดแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังสามารถระบุเส้นผมที่พบได้สองกระจุก ซึ่งมันก็คือเส้นผมของมินนี่และแอนนี่ สองพี่น้องวิลเลียมที่หายตัวไปนั่นเอง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนก็ยังได้พบกับรอยเท้าของมินนี่อีกด้วย และพอพวกเขาพยายามตรวจสอบลงไปในบ่อกรดแห่งนี้เพิ่มเติม พวกเขาก็พบกองกระดูกอีกจำนวนหนึ่งกองอยู่ที่ก้นบ่อ และในจุดหนึ่งของห้องใต้ดินนั้น เจ้าหน้าที่ก็ได้พบกับกระดูกของเด็กอายุประมาณ 6 ปี ถึง 8 ปี กองหนึ่ง และยังได้พบกับชุดเดรสของผู้หญิงชุดหนึ่งที่น่าจะเป็นของจูเลีย โดยพวกเขาได้นำชุดนี้ไปให้คอนเนอร์อดีตสามีของเธอช่วยตรวจสอบ และเขาก็ยืนยันว่ามันเป็นของจูเลียจริง ๆ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามคนได้ตรวจสอบพบอุโมงค์ลับ ที่สามารถออกไปสู่ถนนข้างนอกได้ และนอกจากนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนก็ยังพบกับสารเคมีที่สามารถนำไปทำเป็นระเบิด ถูกซ่อนอยู่ที่ด้านหลังของกำแพง โดยเฮนรี่ไม่ได้อธิบายถึงสารเคมีเหล่านี้ว่าเขาเอามันมาเก็บไว้ทำไม แต่นักเคมีที่เชี่ยวชาญเรื่องสารก่อระเบิดนั้น ได้ประเมินความรุนแรงของมัน ว่าถ้านำสารเหล่านี้มาทำเป็นระเบิดจริง ๆ มันจะสามารถใช้สังหารคนให้ตาย ได้ภายในเวลาเพียงไม่ถึงนาทีเท่านั้น

ต่อมาเฮนรี่บอกว่า ซากศพโครงกระดูกจำนวนมากมายที่อยู่ภายในห้องใต้ดินแห่งนี้ เขาเพียงซื้อมันมาจากชายคนหนึ่งที่ขโมยศพมาจากสุสาน แต่เฮนรี่เองก็ไม่สามารถระบุชื่อของชายคนดังกล่าว หรือแม้กระทั่งชื่อของสุสานให้กับเจ้าหน้าที่ได้เลย


เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยืนยันการฆาตกรรมได้เพียงเก้าศพ ส่วนจำนวนเหยื่อเคราะห์ร้ายที่ถูกเฮนรี่สังหารนั้น  พวกเขาได้แต่ประมาณจำนวนไว้ตั้งแต่ 20 ถึง 100 ศพ ไม่ก็มากกว่า 200 ศพ โดยอาศัยเพียงข้อมูลรายงาน จากพยานแวดล้อมที่พูดถึงจำนวนหญิงสาว ที่หายเข้าไปในโรงแรมแห่งนี้แล้วไม่ได้กลับออกมา รวมกับจำนวนนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คน ที่มาเที่ยวงานเวิร์ลแฟร์แล้วไม่ได้กลับไปที่บ้านเท่านั้นเอง

ส่วนตัวของเฮนรี่เองนั้น เขาได้สารภาพว่าได้ทำการฆาตกรรมไป 27 ศพ และก่อนที่เขาจะถูกแขวนคอนั้น เขากลับบอกว่าเขาฆ่าคนไปเพียงสองคนเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความเห็นไว้ว่า ที่ห้องใต้ดินนั้นมีศพกองอยู่ในสภาพปนเปกันไปหมด จนไม่สามารถระบุได้ว่ามีร่างของคนตายอยู่กี่ร่างกันแน่ อีกทั้งเฮนรี่เองก็สารภาพเพียงว่า เขาได้ทำการฆ่าแต่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ที่นี่กลับมีโครงกระดูกของทุกเพศทุกวัยกองปนเปกันจนแยกไม่ออก

ในช่วงพิจารณาคดีในชั้นศาลนั้น เฮนรี่ถูกฝากขังอยู่ในคุกที่ฟิลาเดเฟีย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจของชิคาโกได้ขอสืบสวนคดีโกงเงินประกันชีวิตที่เฮนรี่สร้างเรื่องขึ้นจนจบก่อน จากนั้นการสืบสวนคดีการหายตัวไปของลูก ๆ ทั้งสามคนของเบนจามิน ไพท์เซลก็ได้เริ่มขึ้น ตามด้วยการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับศพในปราสาทมรณะ หรือในโรงแรมของเขาที่ชิคาโก ซึ่งมีเพียงคดีหลังเท่านั้น ที่ถูกพิจารณาคดีท่ามกลางสาธารณชน และมันก็เป็นคดีที่ฝังอยู่ในใจของชาวบ้านมากที่สุดคดีหนึ่ง

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1895 นั้น เฮนรี่ได้ถูกพิจารณาคดีฆาตกรรมเบนจามินและถูกระบุความผิดให้ได้รับโทษประหารชีวิต และต่อมาศาลก็พิจารณาจากหลักฐานในคดีที่เฮนรี่สังหารลูกๆ ทั้งสามคนของเบนจามินต่อ ซึ่งถ้ารวมจำนวนคดีฆาตกรรมทั้งหมด เข้ากับคำสารภาพของเฮนรี่แล้ว เขาก็น่าจะทำการฆาตกรรมเหยื่อไปเป็นจำนวนทั้งสิ้น 30 ศพ แต่เรื่องนี้ทางหนังสือพิมพ์กลับลงข่าวบิดเบือนจำนวนเหยื่อให้มากไปกว่าความเป็นจริง และได้ตั้งฉายาให้กับเฮนรี่ว่าเขาคือซาตาน ซึ่งการเสนอข่าวในรูปแบบนี้ สำหรับสมัยนั้นแล้ว มันก็ได้สร้างความวุ่นวายให้กับการสืบสวน รวมถึงสร้างแรงกดดันจากประชาชนที่ได้รับข่าวแบบผิด ๆ ต่างก็เรียกร้องให้ศาลลงโทษเฮนรี่อย่างเหี้ยมโหด

ข่าว "เอช. เอช. โฮล์มส์" ในหนังสือพิมพ์

ในขณะที่เฮนรี่ถูกจองจำอยู่ในคุกนั้น เขาได้เขียนคำสารภาพเอาไว้ และได้เขียนบรรยายบอกว่า ตอนนี้ใบหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป ดูแล้วเหมือนกับใบหน้าของซาตาน และหลังจากที่กระทำความผิดทุกอย่างไปแล้ว ตัวของเขาเองก็เริ่มกลายเป็นปีศาจขึ้นเรื่อย ๆ และมีข้อความหนึ่งเฮนรี่ได้เขียนเอาไว้ว่า

“ผมเกิดมาพร้อมกับมีปีศาจอยู่ภายใน และความเป็นจริงที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ก็คือ ผมเป็นฆาตกร ไม่มีบทกวีไหนจะใช้เล่าเรื่องนี้ได้ ผมเกิดมาพร้อมกับมีปีศาจคอยดูแล และมันเคยอยู่กับผมทุกหนทุกแห่ง ซึ่งมันก็จะคอยยืนอยู่ข้างเตียงของผมอยู่เสมอ”


ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1896 เฮนรี่ ฮาเวิร์ด โฮล์มส์ ได้ถูกนำตัวไปแขวนคอที่คุกโมยาเมนซิง หรือคุกฟิลาเดเฟียนั่นเอง เมื่อเขาเสียชีวิตลงได้มีการบันทึกเอาไว้ว่า ก่อนเฮนรี่จะถูกแขวนคอนั้น เขามีอาการสงบ สีหน้ามีความหวาดกลัวเล็กน้อย และตัวของเฮนรี่เองได้สั่งเสียไว้ก่อนตายว่า เขาอยากให้เจ้าหน้าที่ทำการฝังศพของเขาลงไปในบ่อซีเมนต์ความลึก 10 ฟุต เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครมาขโมยศพของเขาไปผ่าเล่น โดยการแขวนคอครั้งนี้คอของเฮนรี่ไม่หัก และเขาค่อย ๆ เสียชีวิตไปอย่างช้า ๆ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที กับพิธีกรรมก่อนถูกแขวน และใช้เวลา 20 นาที หลังจากถูกแขวนคอ

หลุมฝังศพโฮล์มส์ บ้านหลังสุดท้ายของเขา

เรื่องราวของเฮนรี่นี้ ได้ถูกนำมาเขียนเป็นหนังสือ และถูกสร้างออกมาเป็นภาพยนต์และซีรีย์ฆาตกรรมในทีวีอยู่หลายเรื่อง


มิติที่ 6 เองก็อยากจะให้ท่านผู้ชมที่ได้รับชมเรื่องของเอช. เอช. โฮล์มส์นี้ ได้มองไปถึงแง่มุมในการพบปะกับผู้คนที่ดูภายนอกแล้ว เขาน่าจะเป็นคนมั่งมีเงินทอง ร่ำรวยทรัพย์สินการงานดี ว่าแท้ที่จริงแล้วเราควรจะศึกษาถึงนิสัยใจคอของคนที่เรารู้จักให้มากกว่าสิ่งที่เห็น มองไปให้ลึกถึงในจิตใจรสนิยมก่อนที่จะตกลงปลงใจคบหา เพราะใครจะไปรู้ว่าคนที่เดินเข้ามาในชีวิตคนนั้น อาจจะมีห้องลับเอาไว้กักขังทรมานเรา เพื่อความสุขของเขาแบบชายคนนี้.."เฮนรี่ ฮาวเวิร์ด โฮล์มส์"



หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา Wikipedia: H. H. Holmes

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ Pocong ตำนานผีพยาบาทในผ้าห่อศพของประเทศอินโดนีเซีย !!!




ในประเทศอินโดนีเซียนั้นมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง พูดถึงประสบการณ์สยองขวัญที่มีผู้คนมากมายได้พบเจอกับมัน ต้องอกสั่นขวัญผวากับความสยองขวัญที่พวกเขาได้พบว่ามันคือลางร้าย มันคือความพยาบาท เพียงแต่ทำไมมันถึงต้องออกอาละวาดไล่หลอกหลอนผู้คนไปทั่วแบบนั้น
มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะขอเล่าประวัติความเป็นมาของผีโพคองในประเทศอินโดนีเซีย ผีที่ใครได้เจอต่างก็ต้องล้วนหวาดกลัวกับพฤติกรรมของมัน ว่าเรื่องนี้มันจะสามารถทำให้เรารู้สึกกลัวได้หรือไม่ !!!


โดยตำนานนั้นมีอยู่ว่า...

ถ้าหากท่านผู้ชมได้มีโอกาสออกไปขับรถเล่นบนถนนของประเทศอินโดนีเซียในยามค่ำคืน หากอยู่ดี ๆ ก็มีบางสิ่งบางอย่างกระโดดออกมาจากข้างทางตัดหน้ารถที่คุณกำลังขับอยู่ จนทำให้คุณต้องเหยียบเบรคกันจนตัวโก่งแล้วล่ะก็ มิติที่ 6 ก็อยากจะให้ท่านผู้ชมลองสังเกตดูกันดี ๆ ว่า เจ้าสิ่งที่ทำให้เราต้องเกือบจะประสบอุบัติเหตุนั้น มันใช่โพคองหรือเปล่า ?


"โพคอง" ที่ว่านี้ก็คือผีชนิดหนึ่ง ที่ออกมาเที่ยวหลอกหลอนผู้คนด้วยรูปลักษณ์ของศพคนตายที่ถูกห่อด้วยผ้าลินินสีขาว ใบหน้าเขียวคล้ำเน่าเฟะ ดวงตาทั้งสองข้างลึกกลวงโบ๋ และจุดสังเกตที่จะทำให้เรามั่นใจได้ว่ามันคือโพคองแน่ ๆ ก็คือนอกจากมันจะถูกห่อด้วยผ้าขาวแล้ว ที่บริเวณศีรษะ ลำคอ และปลายเท้าของมัน จะมีเชือกมัดตราสังข์เอาไว้ที่จุดดังกล่าวอย่างแน่นหนา

แท้ที่จริงแล้วคำว่า "โพคอง" ในภาษาของชาวอินโดนีเซียหมายถึง ผ้าขาวที่ไว้ใช้สำหรับห่อศพของคนตาย ก่อนที่จะนำไปฝังในสุสานของชาวมุสลิม ส่วนพิธีกรรมการใช้เชือกมัดไปตามจุดทั้งสามของศพนั้น ก็เพื่อไม่ให้วิญญาณของผู้ตายออกจากร่างไปไหนก่อนที่จะถึงเวลา โดยพิธีกรรมนี้มันก็มาจากความเชื่อกันว่า หลังจากที่คนเราได้เสียชีวิตไปแล้ว วิญญาณของพวกเขาก็จะสามารถอยู่บนโลกมนุษย์ต่อได้อีก 40 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วถ้าเชือกที่มัดไว้คลายตัวออก วิญญาณก็จะสามารถออกเดินทางไปยังโลกหน้าได้นั่นเอง

เพียงแต่ว่าถ้าครบ 40 วันแล้ว เชือกที่มัดไว้บริเวณศีรษะของผู้ตายไม่คลายออกมาล่ะก็ ศพนั้นก็จะกลายเป็นผีโพคอง กระโดดขึ้นมาจากหลุมฝังศพ และออกอาละวาดเที่ยวหลอกหลอนผู้คนที่เดินไปมาในเวลาค่ำคืน


สาเหตุที่ผีโพคองมันต้องกระโดดไปมานั้นมันก็เป็นเพราะว่า เชือกที่ถูกมัดอยู่บริเวณปลายเท้านั้น ทำให้มันไม่สามารถเดินได้อย่างปกติ มันเลยต้องใช้วิธีการกระโดดแทนการเดินนั่นเอง โดยการกระโดดแต่ละครั้ง มันจะสามารถเดินทางได้ไกลมากกว่า 40 เมตรเลยทีเดียว นั่นก็หมายความว่าถ้าเราเจอผีโพคองกระโดดตามหลังมา มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถหลบหนีจากการกระโดดตามของมันพ้น

พฤติกรรมของผีโพคองนั้น มันจะกระโดดไปมาตามถนนในแหล่งชุมชนยามค่ำคืน โดยมันจะคอยสอดส่องหาอะไรบางอย่างที่มันเชื่อว่า สิ่งนั้นจะสามารถช่วยเหลือมันให้พ้นจากสภาพอันน่าทุกขเวทนานี้ได้ นั่นก็คือ “ใครสักคน” ที่มีความกล้ามากพอ ที่จะช่วยเหลือปลดปล่อยวิญญาณของมันให้พ้นจากพันธนาการนั้นได้

เพียงแต่ว่าจะมีสักกี่คนที่จะสามารถตั้งสติไม่หวาดกลัวไปกับสภาพอันเน่าเฟะ และกลิ่นสาบสางอันรุนแรง ที่เกิดจากการย่อยสลายร่างกายหลังความตายของพวกมัน เพราะส่วนใหญ่ผู้คนที่ได้พบเจอกับมัน ก็ล้วนตัดสินใจวิ่งหนีกันจนป่าราบ เพราะกลัวว่ามันจะตามมาทำร้ายไม่ก็หัวใจวายตายไปเสียก่อน

นั่นก็เพราะหลังจากที่ผีโพคองเจอกับใครสักคนเข้า มันก็จะรอจังหวะเหมาะ ๆ จากนั้นมันก็จะกระโดดตามหลังเหยื่อผู้โชคร้ายคนนั้นไปเรื่อย ๆ โดยมันจะกระโดดตามไปจนกว่าเราจะรู้ตัว และเมื่อเรารู้ตัวแล้ว ว่าตอนนี้มีผีโพคองกำลังกระโดดตามมาล่ะก็...


มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ที่จะสามารถบรรยายความรู้สึกของการถูกผีโพคองกระโดดตามหลังได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือเรื่องราวของเด็กหญิงชาวอินโดนีเซียคนหนึ่ง ที่ปกติชีวิตประจำวันของเธอนั้น นอกจากการเรียนภาควิชาปกติในโรงเรียนแล้ว หลังเลิกเรียนเธอจะต้องเดินทางไปยังโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อไปเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสนา โดยเด็กหญิงคนนี้ก็ได้ใช้ชีวิตในรูปแบบนี้เป็นประจำทุกวัน เพียงแต่วันนี้เธอต้องพบกับประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่เธอจะไม่สามารถลืมมันไปได้ง่าย ๆ

เพราะในเส้นทางจากโรงเรียนไปยังศาสนสถานที่เธอจะต้องไปเรียนต่อนั้น มันจะต้องผ่านป่าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่มีต้นไม้ใบไม้ปกคลุมไปทั่ว จนแสงอาทิตย์ยามเย็นไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นเบื้องล่าง และเธอก็เดินผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำจนชิน จนไม่คิดว่ามันจะมีอะไรผิดปกติที่จะสามารถออกมาทำร้ายเธอได้

ในช่วงที่เธอเลิกเรียนวิชาศาสนาแล้ว เธอจึงเดินทางกลับบ้านด้วยการเดินย้อนกลับมายังเส้นทางเดิม ตอนนี้บรรยากาศมันก็เริ่มจะมืดแล้ว และเธอเองก็เดินทางเพียงลำพัง นั่นก็เพราะมีแค่เพียงตัวเธอเท่านั้นที่จะใช้เส้นทางนี้เดินกลับบ้าน

ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีอะไรบางอย่าง กำลังกระโดดตามหลังเธอมาเป็นจังหวะ

ยามเมื่อเธอลองก้าวเท้าให้ช้าลง เสียงกระโดดนั้นมันก็ค่อย ๆ เบาลงตาม และถ้าเธอลองเร่งฝีเท้าขึ้น เจ้าเสียงกระโดดนั้นก็จะเร่งถี่และดังขึ้น จนทำให้เธอเริ่มรู้สึกกังวลใจ ว่าบางสิ่งบางอย่างที่กำลังกระโดดตามหลังเธอมานั้น มันคืออะไรกันแน่ !!!

จะหันหลังกลับไปมองตอนนี้ก็ไม่กล้า เพราะระยะทางจากตรงนี้มันก็ยังไกลจากบ้านค่อนข้างมาก นั่นจึงทำให้เธอต้องพยายามข่มใจ รีบเดินต่อไปโดยหวังว่า เดี๋ยวสักพักเสียงกระโดดนี้มันก็คงจะหายไปเอง

แต่จนแล้วจนเล่า เสียงกระโดดนั้นมันก็ยังคงดังตามหลังเธอมาเรื่อย ๆ ราวกับว่ามันกำลังต้องการอะไรบางอย่างจากเธอ จนในที่สุดเธอก็เดินมาจนถึงจุดที่เธอมั่นใจว่า มันน่าจะเหลือระยะทางอีกเพียงนิดเดียว ก็จะได้กลับถึงบ้านกันแล้ว นั่นจึงทำให้เธอตัดสินใจหันหลังกลับไปมองดูสักครั้ง ว่าเจ้าสิ่งที่มันกำลังกระโดดตามเธอมานั้น มันคืออะไรกันแน่ ?

และสิ่งที่เธอได้เห็นกับสองตาเธอนั้นก็คือ ร่างของเด็กน้อยคนหนึ่งถูกพันด้วยผ้าขาว และมีเชือกมัดอยู่ที่บริเวณปลายผ้าเหนือศีรษะ ลำคอ และปลายเท้า

เมื่อเห็นดังนั้น เด็กน้อยไม่ต้องคิดคำนวนอะไรให้มากมายอีกต่อไป เธอตัดสินใจออกตัววิ่งหนีอย่างสุดชีวิต เพื่อที่จะทำยังไงก็ได้ให้เธอสามารถหลุดพ้นจากผีเด็กตัวนี้ แต่ยิ่งวิ่งไปเท่าไหร่ ความหวังที่จะหนีให้พ้นของเธอ มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะเสียงกระโดดของมันยังคงไล่ตามหลังเธออยู่ตลอดเวลา


แต่ถึงจะสิ้นหวังอย่างไรก็ตาม เด็กหญิงก็ต้องหนีต่อไป เธอพยายามวิ่งออกไปนอกเส้นทางบ้าง หลบซ้ายหลบขวาให้ผีกระโดดตามมาไม่ทันบ้าง วิ่งกระโดดข้ามลำธาร ทะลุเข้าพงไม้รก ๆ แล้ววิ่งหน้าตั้งต่อไป จนในที่สุดเธอก็สามารถวิ่งมาถึงหน้าบ้านตัวเองได้ อย่างที่ไม่เคยใช้เวลาครั้งไหนนานเท่าครั้งนี้มาก่อน

ตอนนี้เสียงกระโดดของมันก็หายไปแล้ว เด็กหญิงจึงรีบวิ่งเข้าบ้าน ล้างเท้า เสร็จแล้วก็รีบอาบน้ำและเข้านอนทันที

พอถึงรุ่งเช้า เด็กหญิงจึงตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้กับคุณแม่ของเธอฟัง และเมื่อคุณแม่ได้ฟังประสบการณ์ของลูกสาว ที่ได้พบเจอมาในช่วงเดินทางเมื่อคืนจนจบ คุณแม่จึงบอกกับเธอว่า

เจ้าผีที่กระโดดตามหลังเธอมาตลอดทางนั้นก็คือ ผีโพคองนั่นเอง และได้บอกกับเด็กหญิงอีกว่า จริง ๆ แล้วมันก็มีคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่เอาไว้ว่า ถ้าหากเราได้เจอกับผีโพค็องแล้วล่ะก็ เราต้องพยายามสลัดความกลัวออกไปให้ได้ จากนั้นเราก็ต้องเข้าไปกอดศพของมัน แล้วเราต้องพยายามแก้มัดเชือกที่มัดอยู่บริเวณปลายผ้าห่อศพด้านบนศีรษะออกให้ได้ ซึ่งถ้าเราทำได้สำเร็จ วิญญาณของผีโพคองตัวนั้นก็จะเป็นอิสระ สามารถไปสู่สุคติได้นั่นเอง

ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่า หลังจากนั้นมาเด็กหญิงคนนั้นจะได้พบกับผีโพคองอีกเป็นครั้งที่สองหรือไม่ และเราก็ไม่ทราบเช่นกันว่า เด็กหญิงคนนั้นจะสามารถปลดปล่อยวิญญาณของผีโพคองได้สำเร็จหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นเรา อันนี้ก็คงต้องแล้วแต่ว่าใครจะสามารถทำใจ ช่วยเหลือปลดปล่อยวิญญาณของมันกันได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง


และถ้าหากเราโชคดี ได้เจอกับผีโพคองมากระโดดตามหลังเราแบบเด็กหญิงคนนี้ ก็มีคนแนะนำวิธีที่จะสามารถหลุดรอดจากการกระโดดตามของมันไว้สองวิธี วิธีแรกก็คือ ให้เรารีบนอนหมอบแกล้งตาย ส่วนอีกวิธีก็คือ วิ่งป่าราบไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็จะเลิกตามเราไปเอง ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าท่านผู้ชมอยากใช้วิธีไหน ส่วนผู้บรรยายนั้น เลือกขอไม่เดินออกไปไหนในยามค่ำคืนจะดีกว่า เพราะเรื่องแบบนี้ตัวใครตัวมันจริง ๆ


--------- จบ ---------


ผีโพคองนั้น ถือเป็นตำนานเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศอินโดนีเซีย โดยมันได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์สยองขวัญ ออกฉายตามสถานีโทรทัศน์ตลอดมา และก็มีผู้คนมากมายส่งคลิปการพบเจอผีโพคอง ส่งเข้าไปในรายการโทรทัศน์แนวผี ๆ ของประเทศอินโดนีเซียกันมากมาย จนในที่สุดโพคองก็ได้กลายเป็นภาพยนต์ออกฉายไปตามโรงภาพยนต์ทั่วประเทศในปี ค.ศ. 2006 ในชื่อเรื่อง "โพคอง" กำกับการแสดงโดย รูดี้ โซดจาร์โว



ภาพยนต์เรื่องโพคอง (ภาค 1-3) กำกับโดย "รูดี้ โซดจาร์โว"

ซึ่งความน่ากลัวของมันถึงกับทำให้ประเทศฝรั่งเศษและเยอรมนี ที่ซื้อลิขสิทธิ์นำไปทำเป็นดีวีดีขาย ถูกสั่งห้ามนำออกจำหน่าย เพราะความสยองขวัญที่เกินกว่าคนในประเทศจะรับได้ จนสุดท้ายผู้กำกับต้องสร้างโพคองภาคสองขึ้นมา โดยใช้เนื้อหาเดิมแต่ลดความสยองขวัญลง เพื่อให้สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้อีกครั้ง

และในปีต่อมา "โพคอง (ภาค 3)" ก็ได้ออกมาอาละวาดอีกครั้ง


จนมาถีงปี ค.ศ. 2008 ก็ได้มีหนังผีชื่อ "โฟร์ตี้ ฮาริบังกิตนญา โพคอง" ออกมาฉายอีกเรื่อง โดยเรื่องนี้ได้กลายเป็นต้นกำเนิดของซีรีย์หนังผีอินโดนีเซียอีกหลาย ๆ เรื่องตามมา

ภาพยนต์เรื่อง "40 Hari Bangkitnya Pocong"

ผีโพคองก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง จนมีหนังผีของมันออกฉายตามมาอีกหลายเรื่อง ซึ่งดู ๆ ไปมันก็จะคล้ายกับซีรีย์บ้านผีปอบของประเทศเรา ที่ได้รับความนิยมและสร้างภาคต่อออกมามากมาย ทำรายได้เข้ากระเป๋าผู้สร้างกันไปจนทำให้ตำนานของมัน ถูกกลับนำมาเล่ากันอย่างสนุกสนานตามแถบพื้นที่ต่างจังหวัดอีกด้วย


ถ้าเรามองให้ลึกลงไป ตำนานผีโพคองนั้นมันก็เหมือนกับเรื่องเล่าของคนโบราณ เพื่อให้คนรุ่นหลังใส่ใจกับพิธีกรรมที่ปฎิบัติต่อผู้เสียชีวิตอย่างเคร่งครัด เพราะเชื่อกันว่าถ้าหากเราไม่เคารพต่อวิญญาณของผู้จากไป พวกเขาก็จะกลับมาหลอกหลอนเรา จนกว่าเราจะแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้องนั่นเอง
เพียงแต่ตอนนี้โพคองได้กลายเป็นดาราดังในหนังแนวสยองขวัญของประเทศอินโดนีเซียไปเสียแล้ว และมันก็น่าจะทำให้พวกเขา ตั้งใจประกอบพิธีกรรมต่อศพผู้เสียชีวิตกันอย่างเคร่งครัด เพื่ออย่างน้อยจะได้สบายใจว่า บรรพบุรุษของพวกเขาจะไม่หวลกลับมากระโดดตามหลังใคร เพื่อฟ้องว่าญาติ ๆ ไม่ใส่ใจกับการทำศพเอาเสียเลย !!!


อย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันได้ทุกวันศุกร์สะดวกนะครับ หลังจากจบรายการแล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
Scary for Kids - Pocong
Wikipedia - Pocong

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 "อลิสซา เดย์เลน บุสตามันตี้" ฆาตกรเด็กนรกแห่งมิสซูรี่ !!!



ประโยคที่บอกว่า “ชีวิตวัยรุ่นนั้นมันช่างสั้นนัก อยากทำอะไรก็ควรจะรีบทำ ก่อนที่เราจะต้องเรียนจบแล้วออกไปทำงาน ดังนั้นจงเก็บเกี่ยวความสุขในช่วงเวลานี้กันให้มากที่สุด” ซึ่งมันก็หมายถึงการบอกให้เราใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นให้เต็มที่ ก่อนที่ช่วงเวลาดี ๆ แบบนี้มันจะจากเราไปตลอดกาล ถ้าสิ่งที่เราตัดสินใจทำนั้นมันคือสิ่งที่ดีมันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่เราก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำลงไปนั้นเช่นกัน
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปยังรัฐมิสซูรี่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อไปพบกับชีวิตวัยรุ่นของเด็กสาวอายุ 15 ปีคนหนึ่ง เด็กสาวที่มองจากภายนอกแล้วดูไม่น่าจะมีพิษภัยอะไร แต่ภายในใจของเธอนั้นใครจะไปคิดว่า เธอจะอยากใช้ชีวิตวัยรุ่นของเธอ ด้วยการอยากลองเป็นฆาตกรโรคจิตดูสักครั้ง

"อลิสซา เดย์เลน บุสตามันตี้" เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1994 เธออาศัยอยู่กับตาและยายที่โคลเคาน์ตี้ รัฐมิสซูรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสาเหตุที่ต้องอาศัยอยู่กับตาและยายนั้น มันก็เป็นเพราะว่าแม่ของเธอนำมาทิ้งไว้ที่นี่พร้อมกับน้องชายของเธออีก 2 คน จากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย ส่วนพ่อของเธอก็ไม่ได้อยู่ดูแลครอบครัว เพราะเขาเองก็กำลังติดคุกเนื่องจากไปก่อคดีอะไรบางอย่างจนถูกศาลจำคุกถึง 10 ปี

ด้วยภาวะทางครอบครัวที่ผิดปกตินี้ มันจึงทำให้อลิสซากลายเป็นเด็กเกเร ชอบทำร้ายตัวเองด้วยการใช้มีดคัตเตอร์กรีดไปตามร่างกาย เธอริสูบบุหรี่ทั้ง ๆ ที่อายุยังน้อย ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้เพียงแค่สูบมัน แต่ยังใช้มันจี้ไปตามร่างกายของตัวเองเพื่อความสะใจอีกด้วย

ในเมืองที่เธออาศัยอยู่ผู้คนที่รู้จักกับอลิสซานั้น ต่างก็มองว่าเธอเป็นเด็กเกเรมีปัญหา ซึ่งภายใต้คลิปภาพเบื้องหน้าของเธอที่แสดงออกมาตามโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นั้น ไม่มีใครเคยรู้ว่าเธอเคยพยายามฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดนั้นมันก็ได้ทำให้เธอต้องถูกส่งตัวไปบำบัดอาการทางจิตที่โรงพยาบาล โดยแพทย์ได้จัดยากล่อมประสาทให้กับเธอชุดใหญ่ เพื่อบรรเทาอาการของโรคซึมเศร้านี้


กับน้องชายในสายตาของเธอนั้น เธอมองเห็นเขาเป็นเหมือนของเล่น เธอมักจะชอบแกล้งอยู่เสมอ ซึ่งจะมีใครคิดว่าแท้ที่จริงแล้ว เธอมองน้องชายตัวเองไปไกลกว่านั้น เพียงแต่เธอยังไม่มีโอกาสที่จะทำในสิ่งที่เธอคิดได้เท่านั้นเอง

นอกจากนี้หากมองพฤติกรรมของอลิสซาจากภายนอก มันก็ดูเป็นเพียงชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ชอบสนุกสนานตามแบบที่ตัวเองต้องการ แต่ใครเลยจะรู้ว่าภายในใจของเธอนั้น มันมีความต้องการอะไรบางอย่าง ความต้องการที่เกินกว่าเด็กทั่วไปจะสามารถคิดได้ และสิ่งนั้นมันก็ได้ผลักดันออกมาจากความคิดของเธอ จนถึงขั้นตัดสินใจลงมือกระทำการออกมาจริง ๆ

ในช่วงปี ค.ศ. 2009 อลิสซาโตขึ้นจนมีอายุได้ 15 ปี ตอนนี้เธอเป็นวัยรุ่นแล้ว ซึ่งตามปกติชีวิตเด็กสาววัยรุ่นมันก็ต้องไม่พ้นการพบปะพูดคุยกันในหมู่เพื่อนที่โรงเรียน พอถึงวันศุกร์ก็ต้องหาเรื่องขออนุญาตพ่อแม่ไปเที่ยวบ้านเพื่อน ไปนั่งจับกลุ่มเม้าท์แตก จัดปาร์ตี้ชุดนอน หรือคุยเรื่องสัพเพเหระตามประสา

แต่สำหรับอลิสซาเธอกลับใช้เวลาช่วงเลิกเรียนวันสุดท้ายของสัปดาห์ ให้หมดไปกับการขุดหลุมในป่าของสวนหลังบ้าน ขุดจนได้ขนาดประมาณส่วนสูงของเด็กถึงสองหลุม พอขุดเสร็จเธอก็กลับเข้าบ้านนอน ตื่นขึ้นมาก็ใช้ชีวิตเหมือนปกติที่เธอเป็น นั่นก็คือเล่นอินเตอร์เน็ต อัพสเตตัสบนทวิตเตอร์ และถ่ายภาพตัวเองลงเฟซบุ๊ก

จนกระทั่งวันที่เธอรอคอยมาถึง นั่นก็คือช่วงเวลาตอนเย็นของวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 2009 เมื่อเพื่อนบ้านตัวน้อย ๆ อายุ 9 ปีของเธอ คือ "อลิซาเบธ โอลเท็น" กำลังเดินเข้าบ้านของตัวเองหลังจากที่ไปเที่ยวบ้านเพื่อน ซึ่งใครจะไปคิดว่าอลิซเบธที่เกือบจะเดินถึงบ้านอยู่แล้วนั้น จะสามารถหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ได้กลับไปเจอหน้าพ่อกับแม่ของเธอที่กำลังรออยู่ตลอดกาล

"อลิซเบธ โอลเท็น" เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

พ่อและแม่ของอลิซเบธที่กำลังรอการกลับมาของลูกสาวนั้น ต่างก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกตินี้ พวกเขารู้ดีว่าลูกสาวของพวกเขานั้นเป็นเด็กที่กลัวความมืดอย่างมาก และมันก็น่าจะทำให้อลิซาเบธไม่กล้าที่จะหนีเที่ยวจนมืดค่ำแบบนี้ พอเดินสอบถามชาวบ้านแถว ๆ นั้นก็มีบางคนบอกว่า เห็นอลิซเบธเดินอยู่แถวนั้นตอนช่วงประมาณหกโมงเย็น ซึ่งมันก็น่าจะเป็นช่วงที่เธอกำลังเดินทางกลับบ้านนั่นเอง บ้านของเธอกับบ้านเพื่อนมันก็ไม่ได้อยู่ไกลกันเท่าไหร่นัก แล้วนี่เธอหายไปไหนกันแน่ ?

คิดได้ดังนั้นพ่อและแม่ของอลิซเบธ จึงตัดสินใจโทรศัพท์แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม และพวกเขาก็เริ่มจะวิตกกังวลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เธอก็ยังไม่กลับบ้านเสียที มันน่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเธอแน่นอน ซึ่งนั่นก็ได้ทำให้ทุกคนในบ้านเริ่มออกตามหาตัวอลิซาเบทอย่างจริงจังอีกครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป โดยที่พวกเขาไม่ได้รู้กันเลยว่าจริง ๆ ทุกอย่างมันได้สายไปเสียแล้ว


ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ช่วยกันตามหาอลิซเบธไปตามที่ต่าง ๆ เช่นกัน โดยพวกเขาเองก็ได้เข้ามาตรวจสอบจนถึงเขตป่าท้ายบ้านของอลิสซาด้วย เพียงแต่มันก็ไม่มีอะไรผิดสังเกต ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลองทำการติดต่อหาตัวของเธอ จากการทดสอบส่งสัญญาณเพื่อหาพิกัดโทรศัพท์มือถือของอลิซเบธอีกทาง เผื่อบางทีมันอาจจะส่งสัญญาณตอบรับกลับมา และพวกเขาก็อาจจะพบจุดที่อลิซาเบธอยู่ก็เป็นได้

ซึ่งผลของการพยายามติดต่อนี้ทำให้พวกเขาพบว่า โทรศัพท์มือถือของเธอยังคงทำงานอยู่ และได้ส่งพิกัดตำแหน่งของมันระบุออกมาว่า ตอนนี้เจ้าโทรศัพท์เครื่องนั้นมันน่าจะตกอยู่ในป่าที่อยู่ในสวนท้ายบ้านของอลิสซานั่นเอง

ก่อนที่จะลงมือเข้าไปยังที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบทำการขอหมายค้นแล้วเดินทางไปยังบ้านของครอบครัวของอลิสซาทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึง พวกเขาก็ได้พบกับอลิสซาอยู่ภายในบ้าน พอพวกเขายื่นหมายค้นพร้อมกับขอตรวจสอบยังพื้นที่จุดต้องสงสัยนั้น อลิสซาก็สารภาพออกมาทันทีว่า เธอได้ทำการสังหารอลิซเบธแล้ว และได้นำศพไปฝังไว้ที่ป่าท้ายบ้านของเธอนั่นเอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอให้เธอพาไปยังจุดฝังศพทันที พอไปถึงพวกเขาก็ได้พบกับหลุมดินสองหลุม หลุมหนึ่งยังอยู่ในสภาพถูกขุดทิ้งไว้ ส่วนอีกหลุมดูแล้วเหมือนมันจะเพิ่งถูกกลบไปไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำเครื่องมือมาขุดหลุมที่เพิ่งถูกกลบไว้ทันที ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับศพของหนูน้อยอลิซาเบธถูกฝังอยู่อยู่ในสภาพน่าเวทนาเป็นอย่างมาก

ต่อมาอลิสซาได้ถูกนำตัวไปสอบสวนที่โรงพัก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถามเธอว่า เธอลงมือฆ่าอลิซเบธ โอลเท็นไปทำไม โดยคำตอบที่ออกจากปากของเธอมานั้นมันช่างแสนจะเรียบง่าย จนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สอบสวนเธอนั้นถึงกับอึ้ง

อลิสซาบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เธอทำทุกอย่างไปก็เพียงเพราะอยากจะรู้ว่า เวลาจะลงมือฆ่าใครสักคนนั้น มันจะมีความรู้สึกอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง

อลิสซาเมื่อตอนยังใช้ชีวิตปกติ

โดยอลิสซาเล่าต่อว่า เธอรอโอกาสที่จะได้ลงมือฆาตกรรมแบบนี้มาหลายวันแล้ว โดยวันนั้นเธอเห็นอลิซเบธกำลังเดินมาตามทางเดิน แล้วคิดว่านี่คือสิ่งที่เธอกำลังรออยู่ โดยเธอได้แอบซุ่มจู่โจมจับตัวอลิซเบธจากทางด้านหลัง จากนั้นก็ลงมือทุบตีเธอแล้วใช้มือบีบคอ เท่านั้นยังไม่สาแก่ใจ อลิสซาก็ยังใช้มีดปาดคอของอลิซเบธจนเสียชีวิตอีก พอทุกอย่างจบลงด้วยความทุลักทุเล อลิสซาก็โยนร่างของอลิซเบธลงไปในหลุมที่เธอขุดเตรียมเอาไว้ใกล้ ๆ กับป่าติดสวนหลังบ้านของเธอนั่นเอง

พอเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามถึงจำนวนของหลุมศพที่เธอได้ขุดไว้สองหลุมนั้น แท้ที่จริงเธอต้องการใช้มันเพื่อฝังร่างของใครกันอีกบ้าง ?

อลิสซาก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วเธอตั้งใจจะขุดหลุมทั้งสองหลุมนี้ไว้ เพื่อใช้ฝังร่างน้องชายทั้งสองคนของเธอ เพียงแต่อลิซเบธนั้นเดินผ่านมาในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดี อลิซซาก็เลยตัดสินใจลงมือกับเธอ และมันก็มีเหตุผลเพียงเท่านั้น

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาจากสิ่งที่เธอพูด ถ้าทุกอย่างนั้นมันคือเหตุผลจริง ๆ ของเธอ พวกเขาเองก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่า ถ้าการฆาตกรรมครั้งนี้ตำรวจไม่สามารถจะตามหาตัวคนร้ายพบอย่างรวดเร็วล่ะก็ อลิสซาจะต้องลงมือสังหารใครเพิ่มอีกสักคน แล้วนำมาฝังที่สวนหลังบ้านของเธออีกศพอย่างแน่นอน

นักจิตวิทยาได้อธิบายพฤติกรรมความคิดของอลิสซาว่า จุดสำคัญของเรื่องนี้มันก็คือความอยากรู้อยากเห็นของเธอ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป ที่เวลาอยากจะรู้เรื่องอะไรก็ต้องพยายามหาคำตอบนั้นด้วยตัวเอง เพียงแต่ถ้าเป็นคนที่มีสภาพจิตใจปกติ เขาก็คงจะไม่ลองหาคำตอบเรื่องนี้ด้วยการลงมือเป็นฆาตกรจริง ๆ เหมือนกับอลิสซา ซึ่งมันก็เป็นไปได้ว่าเธอเพียงต้องการรู้ความรู้สึกนี้จริง ๆ นั่นจึงทำให้เธอตอบออกมาแบบไม่มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนไว้เบื้องหลังเลย

ซึ่งในคนปกตินั้นจะต้องรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี แต่กับอลิสซานั้นไม่ใช่ เพราะจากการสอบสวนไปถึงชีวิตที่ผ่านมาของเธอนั้น ทางจิตแพทย์พบว่าเธอเคยมีสัญญาณของคนจิตผิดปกติมาก่อน เธอเคยพยายามจะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งหลายหน และก็ได้รับการรักษาด้วยยากล่อมประสาท เพราะหลังจากที่พยายามจะฆ่าตัวตายครั้งล่าสุดนั้น เธอได้ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลและแพทย์ลงความเห็นว่า เธอน่าจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ซึ่งเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ทราบมาจากเพื่อนสนิทของอลิสซามาว่า เธอเคยใช้คัตเตอร์ไล่ทำร้ายคนรอบข้างและเคยใช้มีดกรีดข้อมือตัวเอง โดยเพื่อนของเธอยังบอกอีกว่า อลิสซาเคยบอกกับเธอว่า เธอนั้นอยากจะรู้ความรู้สึกของการได้ฆ่าคนจริง ๆ ดูสักครั้ง


"เจนนิเฟอร์ เมเยอร์" เพื่อนสนิทของอลิสซาให้สัมภาษณ์

หลังจากตรวจสอบประวัติบนโลกออนไลน์ของอลิสซา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบว่าเธอนั้นได้เป็นสมาชิกบนเวบไซต์สังคมหลายแห่ง บนเฟซบุ๊กของเธอนั้นนำเสนอตัวเองว่าเป็นสาวน้อยสายเกเร บางภาพที่เธอโพสต์จะเห็นลักษณะการแต่งหน้าแบบแปลก ๆ เพราะที่ปากของเธอจะทาลิปสติกเลอะ ๆ จนดูคล้ายกับเลือดเลอะที่ปาก แต่งหน้าสไตล์แบล็คคาบูกิทา ขอบตาสีดำรูปดาว แถมยังทำท่าขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทำหน้าทำตาเหมือนไปโกรธใครมา ซึ่งจริง ๆ เธอน่าจะเจตนาให้มันดูเซ็กซี่เสียมากกว่า

ภาพโพรไฟล์ที่อลิสซาแต่งหน้าแปลก ๆ

ส่วนวีรกรรมของเธอนั้น คนทั้งเมืองก็ล้วนรู้ดีว่าเธอเป็นพวกเด็กเกเร ก่อเรื่องห่าม ๆ อยู่เสมอ ในทวิตเตอร์ของเธอก็มีข้อความเขียนเอาไว้ก่อนการฆาตกรรมว่า
“สิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุดในชีวิตนั้นก็คือ การได้รู้ว่าทำไมตัวเองต้องเจ็บปวดแบบนี้”
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบอีกว่า ในแอคเคาท์ยูทูป Okamikage ของเธอนั้น (ช่องปิดไปแล้ว ไม่ต้องหานะจ๊ะ) ได้เขียนอธิบายเกี่ยวกับตัวของเองว่า เธอมีงานอดิเรกคือ “การฆ่าคน” และ “การใช้มีดตัดสิ่งต่าง ๆ” โดยโปรไฟล์บนยูทูปนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบกับคลิปที่เธอถ่ายทำขึ้นมาหลายคลิป และหลาย ๆ คลิปก็จะเป็นสิ่งที่เธอถ่ายทำกับน้องชายในกิจกรรมพิเรนทร์ ๆ  เช่น คลิปที่เธอบอกให้น้องชายของเธอไปสัมผัสกับรั้วไฟฟ้า โดยเธอลองจับรั้วให้น้องของเธอดูก่อน หลังจากนั้นเธอก็ให้น้องชายลองทำตาม ผลก็คือน้องชายของเธอถูกไฟช็อตจนล้มลงไปกับพื้น จบด้วยเสียงหัวเราะของเธออย่างสะใจ ในคลิปได้เขียนข้อความเอาไว้ว่า
“หวังว่าทุกคนคงจะถูกใจ ที่ได้เห็นพวกเราเจ็บ”

คลิปข่าวของเธอในช่อง 2 ฟอกซ์ (18+... นะครับ)

ซึ่งอย่างไรแล้ว โพร์ไฟล์บนโซเชียลมีเดียของเธอทุกแห่ง ได้ถูกทางผู้ให้บริการลบทิ้งไปทั้งหมดแล้ว และถ้าหากท่านผู้ชมลองค้นหาแล้วยังสามารถพบโพรไฟล์ของเธออยู่ นั่นก็หมายความว่าโปรไฟล์ทั้งหมดนั้นก็คือโปรไฟล์ปลอม ที่ถูกสร้างขึ้นในภายหลังทั้งสิ้น

พอสอบถามว่าตอนนี้อลิสซาอาศัยอยู่กับใคร เธอก็ตอบว่าเธอนั้นอาศัยอยู่กับตาและยาย แม่ของเธอก็เพิ่งจะทิ้งเธอไป และยังมีประวัติเคยติดคุกมาก่อน แถมยังเคยถูกตำรวจจับข้อหาเมาแล้วขับอีกด้วย ส่วนพ่อของเธอก็ทำความผิดบางอย่างจนต้องติดคุกถึง 10 ปี และพอนับช่วงเวลาถอยหลังกลับไปก็พบว่า ช่วงที่อลิสซาได้ถือกำเนิดขึ้นมานั้น ก็เป็นช่วงที่คุณแม่ของเธอยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น นั่นก็หมายความว่าอลิสซานั้นเป็นผลผลิตของพ่อและแม่ที่มีลูกกันก่อนเวลาอันควรนั่นเอง


หลังจากอลิสซาถูกจับกุมตัวในข้อหาฆาตกรรมอลิซเบธ เธอก็ได้ปรากฏตัวในศาลเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009 โดยผู้พิพากษาได้พิจารณาคดีกับเธอในฐานะของผู้ใหญ่ที่กระทำความผิด โดยไม่สนว่าในขั้นสอบสวนก่อนหน้านี้ เธอได้รับสารภาพทันทีรวมถึงได้พาเจ้าหน้าที่ไปยังจุดฝังศพ ราวกับยังไม่รู้เดียงสาอะไรเลยก็ตาม

ซึ่งสาเหตุที่คณะลูกขุนตัดสินใจจะพิจารณาคดีของอลิสซา ในฐานะเดียวกันกับการพิจารณาคดีของผู้ใหญ่นั้น ก็เพราะพวกเขาล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า อลิสซานั้นตัดสินใจก่อคดีฆาตกรรมด้วยตัวเอง และยิ่งพิจารณาจากขั้นตอนการเตรียมการ ไปจนถึงขั้นตอนการลงมือสังหารด้วยแล้ว มันก็ยิ่งทำให้แน่ใจว่า อลิสซานั้นได้ลงมือวางแผนการสังหารมาอย่างดี และตั้งใจจะก่อเหตุฆาตกรรมอย่างแน่วแน่ ซึ่งสิ่งนี้ดูยังไง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องของเด็กเล่นพิเรนทร์เลยแม้แต่น้อย

โดยในขณะที่เธอถูกจองจำอยู่นั้น มีรายงานว่าอลิสซาได้พยายามทำร้ายตัวเองด้วยการใช้ปลายเล็บเฉือนไปตามร่างกาย ซึ่งอาการนี้ก็ถือเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้าอย่างหนึ่งเช่นกัน โดยหลังจากนั้น เธอก็ถูกเจ้าหน้าที่จับตาดูตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ฆ่าตัวตาย และต่อมาทนายของอลิสซาก็ได้ร้องขอต่อศาล เพื่อให้ส่งตัวของเธอไปประเมิน และบำบัดสภาพจิตใจที่โรงพยาบาลก่อนจะดำเนินการใด ๆ ต่อไป


ซึ่งนั่นก็ทำให้การพิจารณาคดีของเธอ ต้องเลื่อนมาจนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 โดยศาลยังคงพิจารณาคดีกับเธอในรูปแบบเดียวกันกับการพิจารณาคดีผู้ใหญ่เช่นเดิม และตลอดเวลาในการพิจารณาคดีนั้น อลิสซาก็ไม่ได้แสดงทีท่าอะไรออกมาเลย

การพิจารณาคดีของเธอก็ยังคงดำเนินต่อมาจนถึงวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 2012 ซึ่งครั้งนี้เธอได้ถูกเพิ่มระดับของข้อหาขึ้นเป็นการฆาตกรรมให้ผู้อื่นเสียชีวิตด้วยการใช้อาวุธอีก

อลิสซาในวัย 18 ปีตอนนี้ ถูกอัยการเบิกสำนวนข้อกล่าวหาว่าเธอได้ทำการฆาตกรรมอลิซเบธอย่างเลือดเย็น โดยวิธีการใช้มีดปาดคอของเหยื่อ จากนั้นก็บีบคอจนเสียชีวิตด้วยมือทั้งสองข้าง ซึ่งทนายของเธอก็พยายามคัดค้านในการกล่าวหานี้ว่า อัยการพยายามใช้ถ้อยคำที่ดูน่าสยดสยอง เพื่อจูงใจให้คณะลูกขุนมองอลิสซาเป็นดังปีศาจร้าย


และทนายก็ได้พยายามบอกกับศาลว่า ตัวของอลิสซาในช่วงนั้นได้รับยากล่อมประสาทมาตลอด ตั้งแต่หลังเข้ารับการบำบัดอาการฆ่าตัวตายตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2007 ซึ่งมันก็เป็นช่วงก่อนที่เธอจะลงมือสังหารอลิซาเบธเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น และยังได้พยายามนำเสนอแง่มุมชีวิตที่ย่ำแย่ของเธอ ไม่ว่าจะการมีพ่อที่ติดคุกและแม่ที่ทิ้งเธอไป และชี้นำว่าสิ่งเหล่านี้มันก็น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อลิสซา มีความผิดปกติทางสภาพจิตใจจนก่อเหตุฆาตกรรมอลิซเบธขึ้นมานั้นเอง

โดยในครั้งนี้ทางทนายได้เบิกตัวจิตแพทย์ เพื่อแจ้งรายงานทางสภาพจิตใจของอลิสซาเพิ่มเติมว่า จิตใจของเธอนั้นได้รับความเสียหายและมีปัญหาทางสภาพอารมณ์ มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ มีความว้าเหว่ อารมณ์ไม่มั่นคง ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ และยังพบร่องรอยบาดแผลจากมีดคัตเตอร์ที่เธอได้ทำร้ายตัวเองมากกว่า 300 แผล รวมถึงร่องรอยการใช้บุหรี่จี้ไปตามตัวอีกหลายจุด และจิตแพทย์ก็ยังได้นำเสนอไดอารี่ของอลิสซา ที่เขียนเอาไว้ในช่วงหลังจากก่อฆาตกรรมให้ศาลรับทราบ โดยเธอเขียนเอาไว้ว่า
"ฉันรัดคอและปาดคอของพวกเขาไปแล้ว ตอนนี้เขาตายแล้ว ฉันไม่รู้ว่าบรรยายกาศที่รู้สึกตอนนี้มันคืออะไร มันสุดยอดไปเลย ประมาณว่า...โอ้พระเจ้า..ไม่น่าเชื่อ... นี่มันดีมาก ๆ เลย ฉันรู้สึกกังวลจนตัวสั่นไปหมด เอาล่ะ ..ฉันควรจะต้องไปโบสถ์ซะแล้ว lol”
ในวันถัดมาของการพิจารณาคดี อลิสซาก็สติหลุดร้องไห้ออกมาเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดี เนื่องจากอัยการได้ร้องขอให้ศาลพิพากษาโทษจำคุกตลอดชีวิตให้กับเธอ อลิสซาถึงกับยืนก้มหน้ามองไปบนพื้นตลอดเวลา ซึ่งนอกจากเธอที่ร้องไห้อย่างหนักแล้ว ตากับยายของเธอที่มาดูการพิจารณาในวันนี้ก็ล้วนร้องไห้ออกมาด้วยเช่นกัน ต่อมาผู้พิพากษาก็ได้นัดวันตัดสินคดีในวันรุ่งขึ้น โดยคุณยายของอลิซเบธเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายนั้นได้ตะโกนขึ้นมาว่า
“เอามันออกจากคุกวันไหน ฉันก็จะเอาศพหลานฉันออกมาจากสุสาน วันนั้น !!!”
คุณยายของอลิซเบธ โอลเท็น เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย


ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 อลิสซาได้พูดร้องขอเพื่อตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายว่า...

“ถ้าฉันสามารถทำให้เธอกลับมาได้ ฉันก็จะทำ”
และต่อหน้าญาติ ๆ ของอลิซเบธ โอลเท็นนั้น อลิสซาได้กล่าวกับพวกเขาว่า

“ฉันอยากจะบอกว่าฉันขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันขอโทษจริง ๆ”
โดยต่อมาศาลได้พิจารณาโทษให้จำคุกตลอดชีวิต แต่ให้รอลงอาญาไว้ก่อน โดยตอนนี้เธอยังคงถูกจองจำอยู่ในคุกมิสซูรี่ต่อไป โดยไม่มีกำหนดว่าจะถูกปล่อยตัวออกมาอีกทีเมื่อใด

ซึ่งเรื่องราวของอลิสซา บุสตามันตี้นี้ มิติที่ 6 ก็อยากจะให้พวกเรามองถึงชีวิตวัยรุ่นที่เป็นดังผ้าขาว ที่พร้อมจะถูกย้อมสีอะไรก็ได้ที่ตัวเองชอบ และอยากให้เราคิดถึงความเจ็บปวดจากชีวิตที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน เราก็ไม่ควรจะบำบัดมันด้วยความเจ็บปวดหรือความรุนแรงนะครับ เพราะถึงอดีตเราจะเลวร้ายปัจจุบันจะย่ำแย่ แต่อนาคตของเรานั้นยังสามารถเลือกสิ่งดี ๆ ให้มันเข้ามาในชีวิตได้ ซึ่งเราทำได้ด้วยการคิดดี ทำดี และไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากตรงหน้า อย่าได้คิดตัดสินใจใด ๆ ที่จะทำให้เราต้องเดินทางผิด เพราะถ้าตัวเราพลาดพลั้งไปเพียงครั้งเดียว มันก็อาจจะทำให้ทั้งชีวิตของเรา ต้องพังลงไปโดยไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้ ดังเช่นชีวิตของเธอ "อลิสซา เดย์เลน บุสตามันตี้"


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
Encyclopedia Dramatica - Alyssa Bustamante
OWLCATION - Murderous Children Alyssa Bustamante