ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

18 พฤศจิกายน 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ "The Mexican Bus" ตำนานรถประจำทางผีสิงของเม็กซิโก !!!




การเดินทางเวลาค่ำคืนในปัจจุบันทุกวันนี้ ถ้าเป็นการเดินทางในเมือง มันก็คงจะไม่มีอะไรที่จะทำให้เราต้องกังวลว่า เราจะสามารถไปถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพได้หรือเปล่า แต่ถ้ามันเป็นการเดินทางในแถบต่างจังหวัด ที่ต้องออกนอกเมืองไปจนห่างไกลความเจริญล่ะ มันจะทำให้เรามั่นใจได้แค่ไหน ว่ารถโดยสารคันนั้นจะสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย จนไปถึงที่หมายได้อย่างสบายอกสบายใจ แล้วถ้ายิ่งเส้นทางนั้นเคยมีประวัติเกิดอุบัติเหตุมาอย่างมากมายด้วยแล้วล่ะก็....

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับเรื่องเล่าที่ถูกแต่งขึ้นมาของประเทศเม็กซิโก เรื่องราวของรถโดยสารประจำทางคันหนึ่ง ที่จะพาเราท่องเที่ยวไปตามเส้นทางเดิม ๆ เพียงแต่ถ้าเราทำตัวผิดปกติให้ผู้คนบนนั้นรู้เข้า มันก็อาจจะเป็นเหตุทำให้เราไม่สามารถเดินลงมาจากรถคันนั้นได้เลยตลอดกาล

โดยเรื่องเล่านั้นมีอยู่ว่า...
ในทุกวันนี้ถ้าหากเราได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศเม็กซิโก แล้วได้เดินทางไปยังระหว่างเมืองโทลูก้ากับอิกซตาปานเดอลาซาลแล้วละก็ เราก็จะได้เพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ทั้งสองข้างของถนนไฮเวย์ ที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเวลาในช่วงนี้มันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนไม่อยากจะรีบเร่งไปจากที่นี่เลย


แต่อย่างไรก็ดีประมาณหลายปีก่อนนั้น ใครที่เดินทางมายังบริเวณนี้จะต้องรู้สึกตรงกันข้าม เพราะตลอดเส้นทางบนถนนไฮเวย์สายนี้ มันช่างเต็มไปด้วยอันตรายจากลมพายุที่พัดอย่างรุนแรง ส่วนบนถนนนั้นฝั่งหนึ่งก็จะมีแต่ก้อนหินแหลม กับกำแพงหินของภูเขาที่เต็มไปด้วยอันตราย ส่วนอีกด้านก็จะเป็นพื้นลาดเอียงที่ดูน่ากลัวอย่างมาก

ในเย็นวันหนึ่งของหลายปีก่อนนั้น มีรถโดยสารประจำทาง ที่เดินทางมาจากอิกซตาปานเดอลาซาลไปยังเมืองโทลูก้าคันหนึ่ง ซึ่งมันเป็นการเดินทางที่ต้องใช้เวลาทั้งคืน จนทำให้ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ในรถคันนั้นต่างก็เริ่มจะเหนื่อยล้า จนหลายคนต้องมีอันงีบหลับบนรถกันไป ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของการเดินทางแบบนี้อยู่แล้ว

จนเมื่อรถโดยสารวิ่งเข้ามาถึงบริเวณหุบเขา คนขับรถก็เริ่มเหยียบคันเร่ง เพื่อจะได้ค่อย ๆ ไต่ขึ้นเนินได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งผู้โดยสารในรถเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะเกิดอะไรผิดปกติขึ้นเลย จนรถทัวร์เริ่มขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้ฝนก็เริ่มเทลงมา ซึ่งจังหวะมันก็ไปตรงกับช่วงที่คนขับรถจะต้องวิ่งเข้าทางโค้งพอดี และมันก็ได้ทำให้คนขับต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นที่จุดนี้ เพราะถ้าเขาทำพลาด นั่นหมายถึงผู้โดยสารมากมาย อาจจะต้องได้รับบาดเจ็บไปจนถึงเสียชีวิตกันอย่างแน่นอน

ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ถนนเต็มไปด้วยน้ำและโคลน เหล่าผู้โดยสารตอนนี้ก็เริ่มจะกังวล เมื่ออยู่ดี ๆ รถโดยสารที่น่าจะต้องลดความเร็วลง กลับเพิ่มความเร็วขึ้นจนผิดสังเกต นี่มันจะต้องมีอะไรผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นแน่แน่ ผู้โดยสารบางคนได้ตะโกนเตือนคนขับรถไป แต่เขาก็กลับเพิกเฉยและเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งมันก็ได้ทำให้ทุกคนบนรถเกิดความกลัวขึ้นมามากขึ้นเรื่อย ๆ



ทันใดนั้น คนขับรถก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกับพูดว่า “รถเบรกแตก !!!”

รถโดยสารที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงตอนนี้เริ่มจะเสียการควบคุม และในชั่วพริบตารถก็วิ่งแหกโค้งตกเขาลงไปยังด้านล่างทันที

ตัวรถกลิ้งตกลงไปกระแทกตามเนินหินของภูเขา จนในที่สุดมันก็ไปหยุดลงที่ตรงพื้นข้างล่าง ผู้โดยสารหลายคนต้องเสียชีวิตไปในช่วงที่ตัวรถกระแทกนั้น บางคนหมดสติท่ามกลางอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง และเมื่อเวลาผ่านไปตัวรถก็เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมา จนในที่สุดไฟมันก็ลุกลามไปทั่วทั้งคัน ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องโหยหวลออกมาจากรถโดยสารคันนั้นอีกต่อไป เพราะตอนนี้ผู้โดยสารทุกคน ล้วนได้เสียชีวิตไปอย่างน่าสยดสยองกันหมดแล้ว

หลังจากคืนนั้นผ่านไป เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้ามาถึงยังจุดเกิดเหตุพร้อมกับรถพยาบาลหลายคัน แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

ไม่มีใครรอดตายจากอุบัติเหตุครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและพยาบาลได้เห็นสภาพของศพผู้โดยสารบางคนกระเด็นออกมานอกตัวรถ และกระแทกกับก้อนหินใหญ่จนเสียชีวิต บางคนก็เสียชีวิตไปท่ามกลางควันไฟในตัวรถ จนเป็นที่น่าสยดสยองเป็นอย่างมาก



หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีผู้คนเล่าขานกันว่า พวกเขายังคงได้พบกับรถโดยสารประจำทางเก่า ๆ คันนั้น ยังคงวิ่งบนเส้นทางจากเมืองอิกซตาปานเดอลาซาล เพื่อไปยังเมืองโทลูก้าในเวลาค่ำคืนอยู่เช่นเดิม โดยพวกเขาล้วนเล่าว่า ถ้าเกิดว่าพวกเราไปพบกับรถคันนี้เข้า และด้วยความไม่รู้ของเราไปทำให้เราโบกมือเรียกรถคันนี้เข้าล่ะก็ มันก็จะหยุดรถจอดรับเรา จากนั้นก็จะเปิดประตูให้เราขึ้นไป และเมื่อขึ้นไปแล้วเราก็จะเริ่มรู้สึกได้ว่า ถึงแม้รถคันนี้มันจะเก่าแต่มันก็ยังคงอยู่ในสภาพดี และเราก็จะเห็นว่าบนรถคันนี้มีผู้โดยสารนั่งอยู่เต็มคันก็จริง แต่มันก็กลับมีที่นั่งว่าง ๆ เหลืออยู่ที่นึง ราวกับว่ามันรอให้เราเข้าไปนั่ง

พอเรานั่งลงไป มันก็จะทำให้เรารู้สึกเสียวท้องน้อยขึ้นมาทันที นั่นก็เพราะเราจะเริ่มสังเกตุเห็นหลายสิ่งหลายอย่างบนรถคันนี้ มันดูผิดสังเกตจากบรรยากาศที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะผู้โดยสารบนรถทั้งหญิงและชาย หรือไม่เว้นแม้แต่ผู้โดยสารที่เป็นเด็ก ทุกคนจะอยู่ในอาการนั่งนิ่ง ๆ กันหมด ไม่มีใครหลับบนรถและไม่มีใครพูดจาอะไรออกมาสักคำ จนทำให้บรรยากาศในรถที่ควรจะมีชีวิตชีวากลับเงียบงันราวกับว่าไม่มีใครอยู่บนรถคันนั้นเลย


ต่อมากระเป๋ารถก็จะค่อย ๆ เดินมาจากหน้ารถ พอเราเตรียมเงินจะซื้อตั๋ว กระเป๋ารถก็กลับเดินผ่านคุณไปเฉย ๆ  โดยไม่ได้เก็บค่าโดยสารกับคุณเลย

จนเมื่อคุณเดินทางมาถึงเมืองโทลูก้าโดยสวัสดิภาพ คนขับก็จะหยุดรถก่อนที่จะถึงสถานีเสียอย่างนั้น โดยเขาจะหันหน้ามาหาเรา แล้วบอกให้คุณลงรถตรงนี้แทน และด้วยการเดินทางที่จบลงอย่างผิดปกตินี้ มันก็จะทำให้เรารู้สึกไม่เข้าใจว่า ทำไมเราจะต้องลงรถที่ตรงจุดนี้ด้วย

และในขณะที่คุณกำลังจะเดินลงไป ผู้โดยสารคนอื่น ๆ ก็กลับยังคงนั่งอยู่แบบนั้น พอเราเดินมาถึงที่ด้านหน้าของรถแล้วพยายามจะยื่นเงินค่าโดยสารให้อีกที คนขับรถก็จะโบกมือปัดเงินของคุณออกไปอีก จากนั้นคนขับรถก็จะบอกกับคุณว่า



“เราไม่เก็บค่าโดยสารครับ กรุณาเดินลงไปได้แล้ว หรือไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องลง แล้วถ้าลงรถไปก็จงอย่าได้คิดหันหลังกลับมาโดยเด็ดขาด !!!”
ถ้าเราเชื่อฟังตามที่คนขับรถบอก โดยไม่หันกลับไปมองตัวรถเลยล่ะก็ เราก็จะได้ยินเสียงประตูรถปิด และรถโดยสารจะวิ่งจากไป แต่ถ้าเราไม่เชื่อฟังแล้วลองหันกลับไปมองล่ะก็ เราจะได้เห็นรถโดยสารคันนั้นอยู่ในสภาพดำเป็นตอตะโก และเราก็จะเห็นว่าภายในรถคันนั้น มีโครงกระดูกนั่งเป็นผู้โดยสารอยู่เต็มคัน ซึ่งโครงกระดูกเหล่านั้นก็ล้วนกำลังมองมาที่เราท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสนิท



จากนั้นรถโดยสารก็จะค่อย ๆ หายไป ส่วนตัวของเราก็จะต้องตายด้วยอุบัติเหตุในอีกไม่กี่วันต่อมา หลังจากนั้นวิญญาณของเราก็จะกลายเป็นหนึ่งในผู้โดยสาร นั่งอยู่ในรถประจำทางคันนั้นไปตลอดกาล

ซึ่งถ้าวันไหนคุณได้มีโอกาสเดินทางไปยังอิกซทาปาน เดอลาซาลแล้วล่ะก็ อย่าได้หาเรื่องเดินทางไปยังเมืองโทลูก้าในช่วงตอนกลางคืนเลยจะดีที่สุด เพราะไม่อย่างนั้น นอกจากคุณจะไม่มีโอกาสได้เห็นทิวทัศน์อันสวยงามของสองข้างทางแล้ว มันก็มีโอกาสค่อนข้างมากที่คุณจะได้พบกับรถโดยสารผีสิงคันนี้ ซึ่งถ้าหากว่าคุณพลาดได้เดินขึ้นไปโดยสารบนรถประจำทางคันนี้แล้วล่ะก็ กรุณาเช็คตัวเองให้แน่ใจว่า คุณได้ทำตามคำแนะนำของคนขับอย่างเคร่งครัดดีแล้ว ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น คุณก็อาจจะได้ท่องเที่ยวอยู่ในรถคันนั้นไปตลอดกาลก็เป็นได้


---------จบ--------


เรื่องราวของ "รถโดยสารผีสิง" หรือ "เดอะเม็กซิกันบัส" เรื่องนี้ เป็นเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นมาโดยดัดแปลงมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจริง บนถนนไฮเวย์เส้นทางจากเมืองอิซตาปานเดอลาซาลไปยังเมืองโทลูก้า ซึ่งถึงแม้ว่าจะเคยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมาจริง ๆ แต่ก็เคยพบว่ามีรายงานอุบัติเหตุร้ายแรง จนถึงขนาดมีผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งคันมาก่อน

แต่อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบข่าวอุบัติเหตุต่าง ๆ ในรอบ 10 ปี ของประเทศเม็กซิโก มิติที่ 6 ก็พบกับข่าวอุบัติเหตุข่าวหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 2014 เป็นข่าวของรถทัวร์ที่วิ่งจากเมืองวิลลาเฮอโมซาไปยังกรุงเม็กซิโก พุ่งเข้าชนประสานงากับรถพ่วงบรรทุกรถแทร็คเตอร์คันหนึ่ง ในช่วงที่เดินทางอยู่ในแถบเทศบาลเมืองจวนโรดิเกซสกาล่า ที่อยู่ในแถบใกล้ ๆ อคายูกัน จนเป็นเหตุทำให้ไฟลุกไหม้รถโดยสารทั้งคัน และแรงปะทะในการชนครั้งนี้ มันก็ได้ทำให้ประตูหน้าของรถขัดข้อง

ภาพข่าวจากเหตุการณ์จริง

รวมถึงไม่มีใครในรถสามารถตั้งสติหาทางเปิดประตูฉุกเฉินหนีออกมาได้ คาดกันว่าคนขับและเจ้าหน้าที่ของรถอาจหมดสติหรือเสียชีวิตจากแรงกระแทกไปตั้งแต่แรก และผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็น่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ก็หมดสติกันไป นั่นจึงทำให้ผู้โดยสารทั้ง 36 คน ต้องเสียชีวิตด้วยการถูกไฟคลอกไปทั้งคัน

ส่วนเรื่องราวของรถบัสผีสิงเรื่องนี้ มันก็อาจจะเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมา เพื่อให้ผู้โดยสารที่จำเป็นจะต้องเดินทางไปตามเส้นทางดังกล่าวในเวลาค่ำคืน ช่วยกันสอดส่องดูแลตัวเอง ด้วยการสังเกตุดูสภาพรถและช่วยกันดูแลพฤติกรรมของคนขับรถ ที่มักจะประมาทเพราะวิ่งเส้นทางนี้กันอยู่เป็นประจำ จนลืมดูแลสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อม ก่อนที่จะเดินทางผ่านแถบเชิงเขาที่ค่อนข้างจะอันตราย
โดยปัจจุบันนี้การเดินทางไปยังเส้นทางดังกล่าว ก็ได้พัฒนาเป็นรถโดยสารประจำทางแบบใหม่ มีความสะดวกสบายปลอดภัยไร้กังวลกันหมดแล้ว แต่อย่างไรก็ดีขึ้นชื่อว่ายังใช้คนขับ ยังไงก็ปลอดภัยไว้ก่อนจะดีที่สุด

ดังนั้นถ้าหากว่าเรามีโอกาสได้ไปเที่ยวยังประเทศเม็กซิโก และจำเป็นจะต้องเดินทางไปยังเส้นทางนี้ ก็อย่าลืมสังเกตตัวรถโดยสารกันให้ดี ๆ อย่าหลงไปโบกมือเรียกรถโดยสารคันเก่า ๆ ที่มีผู้โดยสารนั่งกันอยู่เต็มคันรถในเวลาค่ำคืน จงพยายามหาที่พักแถวนั้น แล้วรอจนรุ่งเช้าค่อยออกเดินทางจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น หากเรื่องเล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นมาล่ะก็ ระวังจะได้นั่งรถคันนั้นไปตลอดกาล แล้วอย่าหาว่าไม่เตือนก็แล้วกันนะครับ

แล้วพบรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ แบบนี้กันได้ทุกวันศุกร์สะดวก หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ และทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
Urban Legend - The Mexican Bus
The ScaryFor Kids - The Mexican Bus
Timeline Mexico - 2003 to 2015
Wikipedia, BBC, NDTV.com - Acayucan bus crash news

11 พฤศจิกายน 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ "ไอช่า" กับคำสาปสยองขวัญในภาพถ่าย !!!



คุณเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคำสาปกันมาบ้างใช่ไหม ? แล้วคุณเคยได้ยินเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า ? เรื่องของคำสาปในภาพถ่ายของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เธอได้สาปแช่งเอาไว้ก่อนตายว่า ถ้าใครได้เห็นภาพของเธอเข้า มันผู้นั้นจะต้องเสียชีวิตอย่างเดียวกันกับที่เธอเคยเป็น !!!
มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นมาในประเทศมาเลเซีย เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งกับคำสาปที่เธอได้ฝังเอาไว้ในรูปถ่าย ว่าเรื่องนี้ มันจะสามารถทำให้เรารู้สึกกลัวกันได้หรือไม่ !!!

เปิดชมบนยูทูป

โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า...

ภาพประกอบเท่านั้น

"ไอช่า" เธอคือสาวชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ในชนบทของประเทศมาเลเซีย โดยเมื่อประมาณช่วงปี ค.ศ. 1984 ไอช่าได้ตัดสินใจอพยพไปทำงานในโรงงานที่กัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงอันศิวิไลซ์ที่มันน่าจะทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้นกว่านี้


เพียงแต่ตัวของไอช่านั้น เธอมีโรคประหลาดที่ชื่อว่า "โฟโต้โฟเบีย" ซึ่งมันทำให้ดวงตาของเธอไวต่อการสัมผัสกับแสงสว่างมากกว่าคนทั่วไป และเมื่อทุกครั้งที่สายตาของเธอต้องบังเอิญไปเจอกับแสงสว่างเข้า มันก็จะทำให้เธอเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง และด้วยเหตุนี้ ไอช่าจึงมักจะสวมแว่นกันแดดอยู่เสมอ และตัวของเธอเองก็จะพยายามไม่ให้มีใครมาถ่ายภาพ นั่นก็เพราะสำหรับเธอแล้ว แสงแฟลชจากกล้องมันคือความน่ากลัว ที่จะทำให้เธอต้องทรมานกับอาการปวดหัวนั่นเอง


วันหนึ่ง ในโรงงานที่ไอช่าทำงานอยู่นั้น ได้มีการจัดงานปาร์ตี้ภายใน ทุก ๆ คนต่างสนุกสนาน แม้แต่ตัวของไอช่าเองก็สนุกกับงาน จนตัวเธอก็เผลอถอดแว่นกันแดดออก เพราะมันเองก็ทำให้เธอมองอะไรไม่ค่อยสะดวก แต่ทีนี้ก็มีบางคนในงานนำกล้องถ่ายรูปมาด้วย และเพื่อนคนหนึ่งของเธอ ที่สังเกตเห็นว่าวันนี้ไอช่าไม่ได้สวมแว่นกันแดด ซึ่งมันก็ดู้เป็นโอกาสหายากที่จะได้เห็นเธอในรูปลักษณ์แบบนี้


คิดได้แบบนั้นเพื่อนคนดังกล่าว ก็คว้ากล้องถ่ายรูปของเขา เดินมาหาไอช่าเพื่อขโมยถ่ายภาพของเธอทันที และด้วยความไม่รู้ เขาก็เปิดแฟลชของกล้องให้ทำงานเอาไว้ด้วย ซึ่งเมื่อแสงของมันได้สาดกระทบไปที่ใบหน้าและดวงตาของไอช่าเข้า มันก็ทำให้เธอเกิดอาการช็อกปวดหัวอย่างรุนแรง ถึงขั้นน้ำลายฟูมปาก


สาวน้อยผู้น่าสงสารถึงกับสลบ ทรุดตัวลงไปกับพื้นท่ามกลางความตกใจของเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ หัวหน้าคนงานที่ดูจะมีสติมากที่สุด ได้ตัดสินใจโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลเพื่อมารับตัวของไอช่าไปยังโรงพยาบาลทันที

ไอช่าต้องอยู่ในโรงพยาบาลถึง 3 วัน เธอนอนอยู่ในห้องผู้ป่วยพิเศษ โดยในห้องนั้นต้องปิดไฟจนมืดสนิท ส่วนเพื่อนชายที่ใช้กล้องถ่ายภาพเธอในงานปาร์ตี้วันนั้น เขาก็ได้เดินทางแวะมาเยี่ยม และขอโทษในสิ่งที่เขาทำลงไปเพราะไม่รู้


ต่อมาไอช่าก็ถูกทางโรงงานสั่งให้หยุดการทำงานไป ส่วนทางคุณหมอก็ได้ทำการจัดยา และบอกให้เธอพักผ่อนให้มาก ๆ ซึ่งเรื่องนี้มันก็เลยทำให้ไอช่าต้องกลับมารักษาตัวที่ห้องพัก เธอต้องนอนอยู่ในห้องทั้งวันจนกระทั่งมืด เพื่อจะได้เดินทางออกไปซื้อหาอาหารมารับประทาน โดยไม่ให้สายตาของเธอต้องเจอกับแสงสว่างมากเกินไป

ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน แต่โชคชะตาก็ไม่ได้กลั่นแกล้งเธอมากมายนัก เพราะเจ้าของห้องพักก็ได้บอกกับเธอว่า ในช่วงที่เธอยังต้องรักษาตัวอยู่ที่นี่ เขาจะไม่เก็บค่าเช่าห้องจนกว่าเธอจะดีขึ้น จนสามารถเดินทางกลับไปที่บ้านนอกได้

หนึ่งเดือนต่อมาไอช่าก็หายดี และมันก็ได้เวลาที่เธอจะต้องกลับไปยังบ้านเกิดแล้ว และคืนนั้นไอช่าได้ตัดสินใจเก็บข้าวของออกเดินทางไปยังป้ายรถเมล์ แต่ทันใดนั้นก็มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งมาจอดตรงหน้าเธอ ชายสี่คนลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว พวกเขาจับล็อกตัวเธอขึ้นรถทันที ไอช่าตกใจ เธอพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่เธอก็ไม่สามารถสู้แรงชายถึงสี่คนได้ ในที่สุดชายทั้งสี่ก็ลากตัวเธอขึ้นไปบนรถยนต์ได้สำเร็จ

เมื่อรถยนต์วิ่งไปจนถึงที่หมาย พวกเขาก็พาเธอลงมาจากรถ แล้วนำเธอไปยังบ้านว่าง ๆ หลังหนึ่ง ที่นี่มันน่าจะเป็นนอกตัวเมือง แต่ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนกันแน่


พวกมันจับเธอนั่งลงบนเก้าอี้ จากนั้นก็มัดมือของเธอไว้กับขาที่นั่ง คนหนึ่งก็ใช้มีดของมัน ผ่าเสื้อผ้าของเธอจนขาดวิ่น ไอช่าร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว แต่เจ้าพวกนี้กลับหัวเราะอย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะลงมือทุบตีเธออย่างไร้ความปราณี

จนเวลาผ่านไปสักพัก หนึ่งในกลุ่มสี่ชายคนนั้นก็หยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมา ไอช่าเห็นกล้องเข้าก็พูดอ้อนวอนไม่ให้เขาถ่ายภาพเธอ เธอพยายามอธิบายว่าดวงตาของเธอนั้นแพ้แสงแฟลช แต่เรื่องนี้มันก็ไม่ได้ทำให้ชายคนนั้นเห็นใจ และลงมือถ่ายภาพของเธอทันที

หลังจากที่แสงแฟลชดับลง อาการปวดหัวอย่างแรงของเธอก็กลับมา มันทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว เธอกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แทนที่ชายทั้งสี่คนจะสงสาร พวกเขากลับลงมือทุบตีเธอซ้ำอีก มันได้ใช้กล้องถ่ายภาพของเธอต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งทุกครั้งที่แสงไฟแฟลชดับลง มันจะก็ทำให้ไอช่ารู้สึกปวดศีรษะราวกับว่าจะระเบิดออกมา เลือดสด ๆ เริ่มไหลออกมาทางจมูก หู และดวงตาของเธอ จนสภาพของไอช่าตอนนี้ดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก

หลังจากเวลาผ่านไปประมาณสี่ชั่วโมง สภาพของไอช่าตอนนี้ก็ดูไม่ต่างจากคนตาย เธอพยายามประคองตัวเองไม่ให้หมดสติ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะตอนนี้เธอรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ถูกกระทำ จนไม่รู้ว่าตัวเองจะรอดจากเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไร


อยู่ดี ๆ ชายทั้งสี่ก็แก้มัดเธอออกจากเก้าอี้ และจับตัวเธอโยนขึ้นรถ พวกเขาขับรถพาเธอมายังสะพานแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ลากตัวเธอออกมา แล้วตั้งท่าจะโยนเธอ จากจุดบนสะพานลงสู่แม่น้ำข้างล่าง
ก่อนที่พวกมันจะโยนเธอลงไปนั้น ไอช่าได้ตะโกนออกมาว่า
"ใครก็ตามที่ดูรูปถ่ายของฉัน โดยที่ฉันไม่เต็มใจ ฉันขอสาบานว่า ถ้าฉันตายไป ฉันจะกลับมาแก้แค้น !!! ฉันขอสาปแช่งให้มันผู้นั้นต้องฝันร้าย และพวกแกจะต้องตายด้วยความเจ็บปวด เหมือนกับความรู้สึกของฉันที่ได้รับตอนนี้ !!!"
เช้าวันต่อมา ชายทั้งสี่ก็นำฟิล์มภาพถ่ายจากกล้องไปล้างที่ร้าน โดยพวกเขานำเงินมาวางที่เคาท์เตอร์ ก่อนจะขู่กับเจ้าของร้านไม่ให้แพร่งพรายสิ่งที่เห็นในภาพให้ใครรู้ และเมื่อชายทั้งสี่มองเห็นภาพถ่ายของไอช่า ที่อยู่ในสภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ดูน่าอาย และถูกทารุณกรรมอย่างโหดเหี้ยม พวกมันก็หัวเราะออกมาด้วยความสะใจ


จากนั้นพวกมันก็ขึ้นรถขับออกไป แต่ยังไม่ทันไปถึงไหน รถของพวกมันก็พุ่งตกจากถนนไปชนกับต้นไม้ คนขับรถถูกกิ่งไม้ที่แทงทะลุมาทางกระจกหน้า เสียบเข้าไปที่หว่างคิ้วตายคาที่

ชายคนที่ 2 แม้จะรอดตาย แต่ก็บาดเจ็บสาหัส เขาถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลทันที แต่สุดท้ายก็เสียชีวิตไปด้วยอาการเลือดตกใน

คนที่สามรอดชีวิตเช่นกัน เขาได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจกที่กระเด็นมาบาดตามตัวอยู่บ้าง โดยหลังจากที่แพทย์ได้ทำแผลเรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้อนุญาตให้ชายคนนี้กลับบ้านได้ แต่ในระหว่างทางที่เขากำลังจะกลับนั้น ชายคนที่สามก็เดินพลาดตกลงไปในท่อระบายน้ำที่ถูกเปิดฝาทิ้งไว้บนทางเท้า และด้วยความลึกของบ่อที่เขาตกลงไป มันก็ได้ทำให้ขาของเขาหัก ไม่สามารถจะปีนกลับขึ้นมาได้ จนเวลาล่วงเลยผ่านไปจนมืดค่ำ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้น้ำในท่อค่อย ๆ สูงขึ้น จนในที่สุดมันก็ทำให้เขาจมน้ำตายไป

ส่วนคนสุดท้ายนั้น เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมาย นั่นจึงทำให้เขาสามารถเดินทางกลับบ้านได้ก่อนใคร และในคืนนั้น ในขณะที่เขาเข้านอน เขาก็ฝันเห็นไอช่าถือไม้เดินเข้ามาหา จากนั้นก็ใช้มันฟาดเข้ามาที่ศีรษะของเขา เขาตกใจจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา จากนั้นอยู่ดี ๆ เขาก็มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง


ความเจ็บปวดนี้มันเริ่มจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาทนไม่ไหว เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังจะหมดสติและควบคุมตัวเองไม่ได้ อยู่ดี ๆ เขาก็เดินไปที่ห้องครัว มือของเขาคว้าไปหยิบส้อมที่วางไว้บริเวณนั้น จากนั้นก็ใช้มันแทงเข้าไปที่ศรีษะอย่างแรง โดยที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจว่าทำแบบนี้ไปจะช่วยให้หายปวดได้อย่างไร

ตอนนี้ชายคนที่สี่เริ่มจะสำนึกถึงสิ่งที่เขาทำลงไปเมื่อวานซืน และนอกจากนี้เขาก็เริ่มนึกถึงคำสาปที่ไอช่าได้พูดไว้ก่อนตาย นั่นจึงทำให้เขารีบวิ่งออกไปยังป้อมตำรวจใกล้ ๆ และเดินเข้าไปบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาได้ทำกับไอช่าเอาไว้ ซึ่งตัวของเขาเอง ก็นำภาพถ่ายหลักฐานทั้งหมดส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจดู สุดท้ายเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัว ส่งไปขังคุกเพื่อรอดำเนินคดีต่อไป

แต่ในขณะที่ชายคนที่สี่อยู่ในคุก เขาได้ฆ่าตัวตายด้วยการโขกศีรษะไปที่กำแพงอย่างแรง จนกะโหลกแตกตายคาห้องขัง


สองวันต่อมา ร่างของไอช่าก็ถูกพบลอยอืดอยู่บริเวณแม่น้ำแห่งนั้น ศพของเธอถูกกู้ขึ้นมาและนำส่งไปชันสูตรหาร่องรอยการเสียชีวิต

แพทย์ที่ทำการชันสูตรศพของเธอนั้น ได้ทำการถ่ายภาพของไอช่าไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อแสงของแฟลชกล้องดับลงเขาก็ถึงกับตกใจ เพราะอยู่ดี ๆ ดวงตาของเธอที่ถูกเปิดไว้ในตอนแรก กลับปิดตาลงอย่างกระทันหันหลังจากที่ถ่ายภาพเสร็จ และในเวลาต่อมาแพทย์คนนั้นก็ถูกพบว่าเสียชีวิต โดยสภาพของเขามีใบหน้าที่แสดงอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง โดยไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือถูกใครบุกเข้ามาทำร้ายเลย


และไม่ว่าใครที่ได้เห็นภาพถ่ายของศพเธอเหล่านี้ ต่างก็ได้รับรายงานว่าแต่ละคนจะต้องฝันร้าย และมีอาการปวดหัว ก่อนที่ทุกคนจะเสียชีวิตไปอย่างปริศนาโดยไม่ทราบสาเหตุ

ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตัดสินใจเผาทำลายรูปภาพของเธอทิ้งทั้งหมด และเก็บคดีของเธอเอาไว้เป็นความลับ แต่ทว่าข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องราวของเธอนี้ มันก็ได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วประเทศมาเลเซียอย่างรวดเร็ว


ฟิล์มภาพถ่ายของไอช่าบางภาพ ที่ถูกถ่ายไว้ในช่วงชันสูตรศพได้ถูกบางคนขโมยไป และเขาก็ได้นำภาพเหล่านั้นไปสแกนเป็นไฟล์ อัพโหลดเผยแพร่ออกไปทางอินเตอร์เน็ต ว่ากันว่าใครก็ตามที่ได้เห็นภาพของเธอเหล่านี้ ก็จะได้พบกับวิญญาณของไอช่าตามมาหลอกหลอนในความฝัน และเมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมา ก็ล้วนมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงเหมือนกันหมดทุกคน

นอกจากภาพศพของไอช่าจะตามไปหลอกหลอนทุกคนในความฝันแล้ว ทุกที่ ๆ พวกเขาไป ทุก ๆ ที่เขามอง พวกเขาเหล่านั้นก็จะเห็นภาพของเธอติดตาอยู่ตลอดเวลา


ดังนั้นวิธีเดียวที่จะทำให้คุณไม่ต้องเจอกับคำสาปก็คือ จงอย่าได้เข้าไปในกูเกิ้ล เพื่อค้นหาภาพของเธอมาดูเป็นอันขาด !!! และถ้าคุณบังเอิญไปเห็นภาพของเธอเข้าล่ะก็ กรุณาอย่ามองไปที่ภาพของเธอตรง ๆ จะดีที่สุด

อย่าเล่าเรื่องราวนี้ให้ใครรู้ ถ้าหากคุณทำ มันก็หมายความว่าคุณและคนที่รู้เรื่องนี้ จะต้องมีอันเสียชีวิตลงไปอย่างปริศนาแน่นอน

และที่แน่ ๆ ภาพของไอช่านั้น มันค่อนข้างจะดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก จนเราไม่สามารถจะนำภาพของเธอมาลงให้ดูได้ แต่ถ้าหากคุณอยากเห็นภาพศพของเธอจริง ๆ ก็ลองเข้าไปในหมวดค้นหารูปภาพของกูเกิล แล้วพิมพ์คำค้นว่า “Aisha’s Curse” แล้วดูเอาเองก็แล้วกันนะครับ แต่มิติที่ 6 ขอย้ำเตือนกันตรงนี้อีกครั้งเลยว่า อย่าหาดูกันเลยจะดีเป็นที่สุด

ซึ่งอย่างไรแล้ว เรื่องราวคำสาปของไอช่าเรื่องนี้ มันเป็นเพียงเรื่องที่ "ถูกแต่งขึ้นมา" เท่านั้นครับ ซึ่งมิติที่ 6 ก็หวังว่าท่านผู้ชมทุกท่าน จะสามารถนอนหลับสบายกันได้ หลังจากจบเรื่องราวในคืนนี้กันแล้วนะครับ

อย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ แบบนี้กันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ และทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา http://www.scaryforkids.com/aisha/


4 พฤศจิกายน 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ รวม 10 เรื่องผีที่ไม่ค่อยจะน่ากลัวของประเทศญี่ปุ่น !!!




คุณเคยสัมผัสกับประสบการณ์แบบนี้บ้างไหม ? ประสบการณ์ที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ประสบการณ์ที่มีเพียงเราหรือผู้ที่ได้พบเจอ ต้องคอยพูดคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ถึงมันจะเป็นเรื่องจริง แต่เราก็เล่าให้ใครฟังไม่ได้ เพราะถ้าขืนเล่าออกไป มันคงจะต้องทำให้เราถูกครหาจากเพื่อน ๆ ของเราว่า ไร้สาระและคิดมากไปหรือเปล่า

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะนำท่านไปรู้จักกับตำนานผีที่ไม่ค่อยจะน่ากลัวของประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่สามารถเล่าให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นวิญญาณหลอนสยองขวัญ ว่าแต่ละเรื่องนั้น มันจะทำให้เรารู้สึกกลัวกันได้อย่างไร ?

เปิดชมบนยูทูป

ผีเบโตะเบโตะซัง


ยามที่คุณเดินในที่เปลี่ยว คุณเคยรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเดินตามคุณอยู่บ้างไหม ? บางครั้งเราก็จะได้ยินเสียงของใครก็ไม่รู้ กำลังก้าวเดินตามมาอยู่ใกล้ ถ้ามี..เสียงนั้นอาจเป็นเสียงของเบโตะเบโตะซังก็เป็นได้

เบโตะเบโตะซัง หรือผีคุณเบโตะเบโตะ นั้นก็คือผีที่ปรากฏตัวออกมาในรูปแบบของเสียงก้าวเดิน ที่คุณจะรู้สึกได้ยามเมื่อคุณเดินอยู่เพียงลำพัง ในคืนอันเงียบสงัดบนถนนสายเปลี่ยว

ซึ่งถ้าหากคุณได้ยินเสียงของเขา คุณควรจะพูดอย่างสุภาพบอกกับเขาไปว่า “เบโตะเบโตะซัง กรุณาเดินแซงไปก่อนก็ได้นะ” แล้วเหตุการณ์ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ในประเทศญี่ปุ่น เบโตะเบโตะซังถือเป็นเรื่องเล่าที่นิยมกันมากในกลุ่มสาว ๆ นั่นก็เพราะว่าสาวญี่ปุ่นนั้นมองว่าเขาเป็นผีที่น่ารัก ซึ่งนั่นก็ได้ทำให้มีผู้สร้างอนุสาวรีย์ให้กับคุณเบโตะเบโตะขึ้นมา เพื่อคอยให้บริการผู้คนที่ผ่านไปมาในบริเวณนั้น ได้โยนเหรียญให้เข้าไปในปากของเขา ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าใครสามารถโยนเหรียญให้เข้าไปในปากได้พอดี คนผู้นั้นจะได้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ

---------------------------
คิสึเนะ


"คิสึเนะ" คือวิญาณของปีศาจสุนัขจิ้งจอก มันสามารถแปลงร่างให้ตัวเองกลายเป็นสาวสวย คอยเที่ยวหลอกเหล่ามนุษย์ผู้ชายให้ตกหลุมรักและขอแต่งงานด้วย ซึ่งถ้าหากว่าชายคนไหนโชคร้ายหลงไปแต่งงานกับมัน ในคืนแรกของวันที่ร่วมหลับนอนกับมันจนหมดแรงหลับไหลไม่รู้สึกตัว คิสึเนะก็จะลงมือสังหารคุณ ด้วยการดูดกลืนวิญญาณเป็นอาหาร ก่อนที่จะกัดกินร่างกายทั้งหมด แล้วทิ้งซากศพของคุณเอาไว้อย่างนั้น

---------------------------

นูริคาเบะ


"นูริคาเบะ" ก็คือวิญญาณของปีศาจร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ภายในกำแพง มันมีพลังอำนาจสามารถขยายกำแพงที่มันสิงอยู่ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ก็ได้ โดยปกตินูริคาเบะมักจะชอบเที่ยวไล่หลอกแกล้งผู้คนหรือนักเดินทางที่ผ่านไปมา โดยมันจะขยายร่างกำแพงของมันให้ปิดเส้นทางเดินหรือปิดถนนเอาไว้ ไม่ยอมให้เหยื่อเคราะห์ร้ายสามารถเดินผ่านเส้นทางนั้นได้ ซึ่งวิธีเดียวที่จะทำให้เราสามารถหลุดออกมาจากพลังอำนาจของมันนั้น คือเราต้องใช้เท้าของเรา เตะเข้าไปที่ส่วนฐานของกำแพงผีสิงนั้นอย่างแรง และสิ่งนี้จะทำให้นูริคาเบะตกใจ สลายร่างหายไปในที่สุด

---------------------------

อาคานาเมะ

ถ้าคุณมีโอกาศได้ไปเข้าห้องนำในประเทศญี่ปุ่น แล้วได้พบกับอะไรบางอย่าง ที่มีใบหน้าคล้ายกับกบที่มีลิ้นยาว กำลังหลับอยู่ในเงามืดของห้องน้ำล่ะก็ มิติที่ 6 ของบอกเลยว่า มันคืออาคานาเมะ ปีศาจร้ายที่คอยซ่อนตัวอยู่ในมุมอับของห้องน้ำ เพื่อจะคอยให้เราทำธุระจนเสร็จ แล้วมันจะเข้ามาลิ้มรสปุ๋ยชีวภาพที่เราผลิตออกมาด้วยการเลีย ซึ่งถ้าเราได้พบเจอกับอาคานาเมะจัง ๆ เข้าล่ะก็ มันจะใช้ลิ้นของมัน ซึ่งเป็นลิ้นอันเดียวกันกับที่มันใช้เลียสิ่งนั้นนั่นแหละ เลียที่ใบหน้าของเราก่อนที่จะหลบหนีไป !!!

---------------------------

โฮเนะ อนนะ


ผีสาวฮนเนะ อนนะ เป็นผีที่จะปรากฏตัวออกมาในรูปร่างของโครงกระดูกมนุษย์ผู้หญิง โดยมันจะซ่อนความจริงนี้เอาไว้ ในยามเราพบกับมันครั้งแรก และตลอดเวลาที่เราต้องเดินทางไปกับมัน มันจะพยายามให้เราเดินตามหลังมันไปเรื่อย ๆ และเมื่อมันสบจังหวะเหมาะ คราวนี้มันก็จะหันหน้ากลับมาหาเรา ซึ่งเราก็จะพบความจริงว่า หญิงสาวคนนั้นไม่มีใบหน้าเหมือนคนทั่วไปแล้ว แต่มันจะกลายเป็นหัวกะโหลกผี ซึ่งมันจะหลอกคุณต่อไปจนกว่าคุณจะหมดสติ และหลังจากนั้น มันก็จะดูดกลืนเอาวิญญาณของเรา เพื่อใช้ไปเป็นอาหารของมันนั่นเอง

---------------------------

ชินิงามิ

ตำนานของชินิงามินั้นเล่าเอาไว้ว่า มันคือมัจุราชของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคนที่จะสามารถพบเห็นมันได้นั่นก็คือคนตาย โดยมันจะปรากฏตัวออกมา เพื่อลากเอาวิญญาณของคนเหล่านั้นออกมาจากร่าง ก่อนที่จะนำกลับไปยังนรกภูมิ เพื่อตัดสินพิพากษากันต่อไป ซึ่งก็มีหลาย ๆ ครั้งที่มีผู้คนที่ยังไม่ตาย พบเจอกับชินิงามิในช่วงที่พวกเขากำลังทำงานกันอยู่ ซึ่งถ้าเราเกิดพบกับชินิงามิเข้า ก็จงอย่าได้แสดงอาการอะไร ที่จะทำให้ชินิงามิรู้ว่าคุณเห็นพวกเขา ปล่อยให้เขาทำงานของเขาต่อไปจะดีที่สุดครับ

---------------------------

โอชิโรอิบาบะ

ผีหญิงชราใบหน้าสีขาวราวกับทาแป้ง สวมชุดเสื้อคลุมกันหิมะแบบโบราณ เดินท่ามกลางหิมะที่กำลังตกหนักอยู่ข้างนอกนั้น เธอก็คือ โอชิโรอิบาบะ หรือปีศาจหญิงชราหน้าขาวนั่นเอง

โอชิโรอิบาบะนั้น มักจะปรากฏตัวออกมาในยามค่ำคืน และผู้ที่มักจะได้พบเจอกับเธอ ก็คงไม่พ้นพวกเด็กผู้หญิงที่จะถูกโอชิโรอิบาบะถามว่า อยากลองหน้าขาวเหมือนฉันบ้างไหม ถ้าอยากลอง เธอจะใช้แป้งวิเศษทาให้ และเมื่อได้ทาแป้งนี้ มันก็จะทำให้เด็กหญิงดูสวยขึ้นเป็นกองอย่างแน่นอน โดยที่เด็กหญิงยังไม่ทันจะตอบอะไรไป โอชิโระบาบะก็จะใช้แป้งของเธอ ทาไปที่ใบหน้าของเหยื่อเด็กผู้หญิงคนนั้นทันที

เมื่อเหยื่อถูกทาแป้งสีขาวไปที่ใบหน้าแล้ว ความน่ากลัวสยองขวัญจริง ๆ ก็จะเริ่มปรากฏ ผิวหนังบนใบหน้าของเด็กหญิงเคราะห์ร้ายจะเริ่มหลุดลอกออก เลือดสด ๆ ก็จะทะลักออกมาจากใบหน้า จนในที่สุดทุกอย่างก็จะหลุดลอกหายไป เหลือไว้เพียงกะโหลกสด ๆ

ใช่แล้ว !!! เพราะว่าทุกอย่างบนใบหน้าของเด็กหญิงเคราะห์ร้ายคนนั้น ตอนนี้ได้ถูกโอชิโรอิบาบะนำไปใช้เป็นใบหน้าของเธอแล้วนั่นเอง

---------------------------

ชิริเมะ


ชิริเมะ นั้นคือผีชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น มันไม่มีใบหน้าแต่มีดวงตาดวงใหญ่เพียงดวงเดียวอยู่ที่ก้น โดยมันจะปรากฏตัวออกมาในเวลากลางคืน เพื่อคอยหลอกหลอนผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาเพียงลำพังบนท้องถนน ซึ่งถ้าจะแปลชื่อของมันให้ตรงตัวละก็ "ชิริ" ก็คือก้น ส่วน "เมะ" ก็คือดวงตานั่นเอง

ตามตำนานของญี่ปุ่นเล่าว่า ในสมัยโบราณนั้นมีซามุไรคนหนึ่ง กำลังเดินอยู่บนถนนเพื่อมุ่งหน้าไปยังเกียวโต ทันใดนั้นก็มีชายสวมชุดกิโมโนคนหนึ่งย่างเท้าออกมาจากเงามืด มาขวางเส้นทางของซามุไรคนนั้น ซามุไรทำท่าไม่พอใจ และถามว่าชายคนนั้นว่าเป็นใคร ก่อนที่จะตั้งท่าเตรียมชักดาบต่อสู้ ชายลึกลับได้ตอบซามุไรว่า "ขอโทษครับ พอจะมีเวลาว่างสักสองสามนาทีไหมครับ ?"

และก่อนที่ซามุไรจะตอบอะไรไป ชายลึกลับคนนั้นก็หมุนตัวกลับหลังหัน ถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกมา จากนั้นก็โค้งตัวลง หันก้นใส่ซามุไรทันที จนเมื่อก้นของของชายลึกลับคนนี้เปิดกว้างออก สิ่งที่น่าสยองขวัญก็บังเกิดตรงหน้า เพราะตอนนี้ซามุไรได้เห็นดวงตาดวงใหญ่ดวงหนึ่ง กำลังจ้องมองมาที่เขา ใช่แล้ว..มันคือดวงตาที่อยู่ตรงก้นของชายลึกลับคนนั้นนั่นเอง !!!

ในช่วงเวลาสยองขวัญที่น่ากระอักกระอ่วนใจแบบนั้น ก็มีแสงสว่างส่องออกมาจากทางดวงตาของปีศาจ นั่น จึงทำให้ซามุไรถึงกับกรีดร้องเสียงหลง ร่างกายหมดเรี่ยวหมดแรงถึงกับเข่าทรุด ค่อย ๆ คลานหนีผีร้ายอย่างน่าสลดหดหู่ใจยิ่งนัก

ว่ากันว่าจริง ๆ แล้ว ชิริเมะนั้นเป็นผีที่คอยออกมาหลอกหลอนผู้คนเท่านั้น ไม่เคยมีการบันทึกว่า มันได้ทำร้ายร่างกายของเหยื่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางทีมันคงคิดว่าการหลอกหลอนผู้คน ก็คือความสุขอย่างหนึ่งของมันเท่านั้นเอง

---------------------------

สุนัขหน้ามนุษย์ "ยินเม็งเคน"

ตำนานน่ากลัวของประเทศญี่ปุ่นก็มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่พูดถึงยินเม็งเคน ปีศาจรูปร่างเหมือนสุนัขธรรมดา ๆ แต่กลับมีใบหน้าเหมือนมนุษย์ ว่ากันว่ามันมักจะออกมาอาละวาดในเวลากลางคืน ซึ่งใคร ๆ ที่ได้พบเจอกับยินเม็งเคน ต่างก็กลับมาเล่ากันไว้แบบนั้น โดยมีเรื่องเล่าน่ากลัวเกี่ยวกับมันอยู่ว่า

คืนหนึ่ง พ่อครัวของร้านอาหารเล็ก ๆ ได้นำถุงขยะใส่เศษอาหารออกมาทิ้งที่หลังร้าน เขาได้สังเกตเห็นสุนัขตัวหนึ่งหันหลังให้เขา โดยที่ตอนนั้นมันกำลังคุ้ยขยะอยู่ พ่อครัวเห็นดังนั้นก็ไม่พอใจ เพราะไม่อยากให้มันคุ้ยขยะกระจัดกระจายจนเลอะเทอะ คิดได้แบบนั้นพ่อครัวจึงตัดสินใจที่จะไล่ตะเพิดสุนัขตัวนั้นทันที แต่ยังไม่ทันจะลงมือทำอะไร เจ้าสุนัขตัวนั้นก็หันใบหน้ามนุษย์ของมันมาให้พ่อครัวได้ตกใจ ซึ่งสิ่งนี้มันก็ได้ทำให้พ่อครัวถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความกลัว และทันใดนั้นเจ้าสุนัขหน้ามนุษย์ก็พูดว่า “อย่ามายุ่งกับข้าได้ไหม ?”

อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่ชายคนหนึ่งกำลังขับรถอยู่บนทางด่วน ในตอนนั้นเขาสังเกตเห็นสุนัขตัวหนึ่ง มันปรากฏตัวขึ้นมาให้เห็นเป็นเงาในกระจกส่องหลังของรถ ใช่แล้ว..สุนัขตัวนั้นกำลังวิ่งไล่รถของเขาอยู่ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขาขับรถด้วยความเร็วมากกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และต่อมาเจ้าสุนัขตัวนั้นก็ได้เร่งความเร็วขึ้นอีก เร็วขึ้นจนสามารถวิ่งมาประกบข้างรถของเขาได้ และสิ่งที่ชายคนนี้เห็น มันก็ได้ทำให้เขาถึงกับช็อค นั่นก็เพราะเจ้าสุนัขตัวนี้มันมีใบหน้าเป็นมนุษย์ และในขณะที่กำลังช็อคสุดขีดนั้น เจ้าสุนัขก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่มองมาทางนี้หน่อยเหรอ ?” เพียงเท่านั้นชายผู้โชคร้ายก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก รถของเขาเสียหลักพลิกคว่ำจนบาดเจ็บสาหัส และรอดกลับมาเล่าสิ่งที่เขาได้พบเห็นให้เราได้รับรู้

และสิ่งที่เหลือเชื่ออีกอย่างก็คือ ในช่วงปี ค.ศ. 1989 ถึง ค.ศ. 1990 นั้น เรื่องราวแนวนี้ของมัน ก็ได้ถูกร่ำลือออกไปเป็นวงกว้างที่ประเทศญี่ปุ่น พวกเขาตั้งชื่อให้กับสุนัขหน้ามนุษย์ตัวนี้ว่า ยินเม็งเคน และก็มีผู้คนมากมายได้โทรศัพท์ไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตอนนี้พวกเขากำลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยสาเหตุมันก็มาจากการได้พบกับเจ้าสุนัขหน้ามนุษย์ตัวนี้ และมันก็ได้ทำให้ทางการถึงกับต้องจัดกำลังออกตามล่า เพื่อสืบหาความจริงกันว่า เจ้าสุนัขตัวนี้มันมีตัวตนจริงหรือไม่ และถ้ามีจริงมันซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันแน่ ?

ต่อมาเหล่าผู้เชื่อในเรื่องภูติผีวิญญาณของประเทศญี่ปุ่น ก็ได้วิเคราะห์กันว่า ยินเม็งเคน หรือสุนัขใบหน้ามนุษย์ มันน่าจะเป็นวิญญาณของผู้เคราะห์ร้ายที่เสียชีวิตบนท้องถนน แล้วไปสิงสู่อยู่ในร่างของสุนัข ไม่ก็อาจจะเป็นสุนัขที่ถูกสิงโดยวิญญาณของผีร้าย และก็มีบางสายบอกว่า บางทีเจ้ายินเม็งเคนมันก็อาจจะเป็นสัตว์ทดลองที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยนักวิทยาศาสตร์ผู้บ้าคลั่ง แล้วตอนนี้มันก็ได้หนีออกมาให้ผู้คนในโลกภาพนอกได้พบเห็นกันนั่นเอง
---------------------------

กัปปะ

กัปปะ นั้นเป็นสัตว์ประหลาดอีกชนิดหนึ่ง ที่ชาวญี่ปุ่นจะมีเรื่องเล่าของมันมากมาย และด้วยใบหน้าของมันที่ดูล้ายกับลิงที่อยู่ในกระดองเต่า และมีแผ่นจานบาง ๆ ครอบหัว ผิวหนังสีเขียว แขนขามีพังผืดคล้ายกบที่สามารถยืดยาวออกมาเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งเพียงข้อมูลเท่านี้มันก็ทำให้มิติที่ 6 คิดสงสัยไปว่า ใครกันนะที่เคยพบเจอเจ้ากัปปะ แล้วนำมาเล่าจนกลายเป็นตำนานไปได้

มันมักจะคอยแกล้งหลอกหลอนผู้คนด้วยการส่งเสียงดัง ผายลมกลิ่นเหม็น ๆ และชอบแอบเปิดกระโปรงสาว ๆ แต่อย่างไรก็ดี ว่ากันว่ากัปปะเองก็ชอบที่จะปรากฏตัวออกมาเพื่อลักพาตัวเด็ก ๆ และคอยลอบสังหารผู้คน จากนั้นก็จะควักเอาเครื่องในของเหยื่อเคราะห์ร้ายไปกิน

ตามตำนานบอกเอาไว้ว่า กัปปะจะอาศัยอยู่ใต้หนองน้ำไม่ก็แถวแม่น้ำ เพื่อหลบซ่อนคอยดักจับเหยื่ออยู่บริเวณนั้น นั่นก็เพราะว่าคนญี่ปุ่นในสมัยก่อน มักจะอาศัยขับถ่ายกันบริเวณดังกล่าว ซึ่งว่ากันว่ากัปปะจะค่อย ๆ ว่ายน้ำเข้ามาใกล้ และเฝ้ามองดูเหยื่อทำธุระไปเรื่อย ๆ จนเมื่อเหยื่อปลดปล่อยก้อนสุดท้ายออกมาสำเร็จ มันก็จะบุกเข้าทำร้ายเหยื่อทันที


โดยวิธีการโจมตีเหยื่อของมันนั้น มันจะตะครุบไปที่ก้นของเหยื่อเคราะห์ร้าย ก่อนที่จะลากลงไปใต้น้ำ โดยรอจนเหยื่อจนหมดสติเสียก่อน จากนั้นมันก็จะใช้มือของมัน แทงเข้าไปทางรูทวารจนทะลุออกมาทางปาก แล้วดึงเอาลิ้นของเหยื่อจากจุดนั้นออกมา จนเครื่องในทุกอย่างหลุดติดมาพร้อมกับลิ้นออกมาทางก้น จากนั้นมันจะปล่อยให้ร่างของเหยื่อลอยไปมาในสภาพแบบนั้นจนเสียชีวิต และเมื่อถึงเวลานั้น มันถึงจะค่อย ๆ จัดการกินเครื่องในของเหยื่อต่อไป

แม้ในปัจจุบันคนญี่ปุ่นจะมีห้องน้ำใช้กันจนล้ำสมัยกว่าประเทศไหน ๆ ในโลกแล้วก็ตาม มันก็ยังมีตำนานเล่าขานกันอยู่ดีว่า กัปปะนั้นมันก็ยังสามารถจะมุดตัวเองมาจากท่อระบายน้ำ สอดตัวเข้ามาทางท่อน้ำทิ้ง จนสามารถยื่นแขนของมันให้ออกมาทางโถส้วมได้อยู่ดี ดังนั้นถ้าหากเรากำลังทำธุระอยู่ในห้องน้ำ แล้วรู้สึกได้ว่าเหมือนมีอะไรบางอย่าง กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ฐานทัพที่มั่นของเรา ให้เรารีบกระโดดออกมาให้เร็วที่สุด เพราะเป็นไปได้ว่าเจ้ากัปปะมันอาจจะกำลังทำร้ายคุณอยู่ด้วยวิธีเดิม ๆ จากทางโถส้วมที่คุณนั่งอยู่ก็เป็นได้



ซึ่งเรื่องเล่าเหล่านี้ บางเรื่องมันน่าจะทำให้เรารู้สึกหวาดกลัว บางเรื่องมันก็ทำให้เรารู้สึกแปลก ๆ แต่อย่างไรก็ดี เรื่องราวเหล่านี้มันก็เป็นเพียงเรื่องเล่าของคนญี่ปุ่นเท่านั้นครับ เพราะถึงมันจะไม่น่ากลัวอะไร แต่ถ้าเราได้มองลึกลงไป จนถึงเจตนาของเรื่องเล่าแต่ละเรื่องนั้น เราก็จะได้พบกับความปรารถนาดีของผู้ที่แต่งเรื่องผีเหล่านี้ว่า เวลาค่ำคืนนั้นอันตราย หากไม่จำเป็นก็อย่าได้ย่างกรายออกไปในที่เปลี่ยว ๆ หรือไปทำธุระขับถ่ายเป็นเวลานาน ๆ จะดีที่สุด ซึ่งถ้าพูดกันด้วยเหตุผลดี ๆ แล้วไม่เชื่อกันล่ะก็ ระวังจะเจอกับเหตุการณ์ไร้เหตุผล ที่เรียกได้ว่าจะน่ากลัวก็ไม่เท่าไหร่ จะขำก็ขำไม่ออก จนได้กลับมาเล่าต่อ ๆ กันแบบนี้ให้คนรุ่นหลังได้งุนงงกันไปอีกนานเท่านาน มันก็เป็นได้นะครับ

พบกับรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ แบบนี้ได้ทุกวันศุกร์สะดวก หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง