ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 LIVE Streaming!!! สดครั้งที่ 5




LIVE Streaming!!! มิติที่ 6 สดครั้งที่ 5 ครั้งนี้นอกจากจะอัพเดตเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงตอบคำถามจากหลังไมค์ยาวๆ จุใจกันไปเลยครับ

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

ตอบคำถาม
- เด็กผีโผล่ในโฆษณาฮ่องกง
- I Feel Fantastic
- ไขปริศนาเด็กนัยน์ตาสีดำ
- ทหารสงครามโลกยิงนกเทโรซอร์
- มนุษย์ต่างดาวเรพทิเลี่ยน
- ภาพฆาตกรรมในกูเกิลแมพ
- The Great Norwegian Mountain Troll
- การทดลองที่ญี่ปุ่น

แถลงท้ายคลิป
- สนัฟฟิล์ม
- 3 Guys 1 Hammer
- 5 Nights at Freddy's

โดยผู้บรรยายรายการ นิวัฒน์ อ่ำแสง
-----------
Facebook : https://facebook.com/Mitithee6/
Website : http://mitithee6.blogspot.com/
Twitter : https://twitter.com/mitithee6
Google+ :https://goo.gl/DFmJmz
-----------
ดนตรีประกอบโดย
Dreams Become Real โดย Kevin MacLeod
ได้รับอนุญาตภายใต้ ใบอนุญาต Creative Commons Attribution
(https://creativecommons.org/licenses/...)
ที่มา: http://incompetech.com/music/royalty-...
ศิลปิน: http://incompetech.com/

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนา 3 นักท่องกาลเวลา ที่ถูกแชร์และสอบถามกันมาอย่างมากมาย




เวลาที่เรานั่งคิดพิจารณาถึงเหตุการณ์บางอย่างที่เคยผ่านมาในชีวิต เราเคยคิดกันบ้างไหมว่า ถ้าเราสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีต หรือสามารถเดินทางไปยังโลกอนาคตได้จริง เราก็คงอยากจะทำอะไรบางอย่าง เพื่อเปลี่ยนแปลงอดีตหรืออนาคตนั้น ให้มันเป็นไปตามที่เราอยากให้มันเป็น เผื่อบางทีชีวิตเราตอนนี้ อาจจะไม่ต้องเผชิญอยู่กับปัจจุบันที่เลวร้ายเหล่านั้น

 กดเพื่อดูคลิป

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปรู้จักกับบุรุษปริศนาจากประเทศทอเรด, รูดอล์ฟ เฟนท์ ผู้ลึกลับ และจอห์น ไตเตอร์ นักเดินทางข้ามเวลา ที่ท่านผู้ชมได้ขอกันมาอย่างมากมาย ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่ ?


บุรุษปริศนาจากประเทศทอเรด (Taured)


เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1954  เจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานแห่งชาติของญี่ปุ่น หรือสนามบินฮาเนดะ ได้พบสิ่งผิดปกติบางอย่างจากชายผิวขาว ที่มีท่าทางสุภาพเรียบร้อยคนหนึ่ง จากการขอตรวจสอบหนังสือเดินทางของชายคนนี้ ว่าเขาเป็นใคร และมาเดินทางจากที่ไหน

ชายคนนี้ พูดภาษาฝรั่งเศษได้คล่องแคล่วก็จริง แต่เขาก็สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดีมากอีกด้วย ซึ่งมันก็คงจะไม่มีอะไร ถ้าในหนังสือเดินทางของเขาไม่ได้ระบุว่า เขาเดินทางมาจากประเทศทอเรด

ซึ่งสาเหตุที่มันแปลกก็เพราะว่า ประเทศทอเรดนี้ เจ้าหน้าที่ของสนามบินไม่เคยได้ยินชื่อมันมาก่อน ดังนั้น ชายคนดังกล่าวจึงต้องถูกเจ้าหน้าที่ ขอให้เขาช่วยชี้จุดที่ตั้งของประเทศนี้ให้ดูบนแผนที่โลก

เมื่อชายคนนี้ได้ชี้ไปที่ราชอาณาจักรแอนโดร่า ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่างฝรั่งเศสและสเปน เขากลับแสดงอาการสับสน และบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ที่ตรงนี้ มันควรจะเป็นประเทศของเขา ที่ชื่อว่าประเทศทอเรด ที่มีอายุกว่าหนึ่งพันปีมาแล้ว แล้วทำไมมันถึงกลายเป็นประเทศแอนโดร่าไปได้ และที่เขามายังประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ ก็เพราะเขาตั้งใจจะมาติดต่อธุรกิจ ที่ได้เริ่มเอาไว้เมื่อสองสามปีก่อน ซึ่งในหนังสือเดินทางของเขาก็ระบุว่า เขาเคยเดินทางมาที่ญี่ปุ่นจริง และยังเคยเดินทางไปหลาย ๆ ประเทศในแถบยุโรปอีกด้วย ซึ่งเงินที่เขามีอยู่ ก็เป็นเงินสกุลยุโรป และที่สำคัญ ใบขับขี่และสมุดประจำตัวของเขา ล้วนระบุว่า เขามาจากประเทศทอเรดจริง ๆ

ก่อนที่จะดำเนินการอะไรต่อไป ทางสนามบินฮาเนดะ จึงตัดสินใจควบคุมตัวชายคนนี้ไว้ชั่วคราวในโรงแรมใกล้ ๆ โดยจัดเจ้าหน้าที่สองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องพักของเขา เพื่อรักษาความปลอดภัยจนกระทั่งรุ่งเช้า แต่เมื่อพวกเขาเปิดประตูเข้าไป เจ้าหน้าที่กลับพบว่า ชายคนนี้ได้หายตัวไปจากห้องเสียแล้ว ทั้ง ๆ ที่ห้องดังกล่าว นอกจากประตูหน้าห้องที่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่ ก็ไม่มีประตูทางออกทางอื่นเลย แถมในห้องนั้นก็ไม่มีระเบียงที่จะสามารถใช้หนีออกไปได้ และที่สำคัญ มันอยู่บนชั้น 15 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจของสนามบิน ได้พยายามตามหาตัวชายคนนี้อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย

เรื่องราวของชายลึกลับจากประเทศทอเรดนี้ ถูกเขียนลงบนอินเตอร์เน็ตครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 โดยนักเขียนนิยายเรื่องราวลึกลับสยองขวัญชาวอเมริกาชื่อว่า ซาเวียร์ ออเทก้า บนเวบไซต์โกสต์ธีออรี่.คอม โดยในโพสต์เรื่องราวเต็ม ๆ นั้น ซาเวียร์ได้สรุปเอาไว้ท้ายเรื่องว่า ชายคนดังกล่าว อาจเป็นสปายจากประเทศใดประเทศหนึ่ง ที่ถูกส่งให้เข้ามาทำภาระกิจลับในประเทศญี่ปุ่น และได้ถูกล้างสมองใส่ข้อมูลปลอม ๆ ที่เกี่ยวกับประเทศทอเรด เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ของทางการญี่ปุ่น เพื่อจะได้รักษาความลับอะไรบางอย่าง แต่อย่างไรก็ดี ซาเวียร์ได้ระบุเอาไว้ในโพสต์ดังกล่าวว่า เขาได้นำเรื่องราวนี้มาจากหนังสือชื่อ “The Directory of Possibilities” ของ Colin Wilson และ John Grant [Corgi Paperback, 1982. ISBN: 0-552-119946].


ซึ่งผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ทั้งสองท่าน เป็นนักเขียนนิยายแนวสยองขวัญลึกลับนั่นเอง แต่ที่ปัจจุบันไม่มีการระบุที่มาของหนังสือเล่มนี้ ก็เพราะเวบไซต์ต่าง ๆ ที่ได้คัดลอกเรื่องของชาวทอเรดมาเล่าต่อ ๆ กันนั้น ได้ดัดแปลง และตัดทอนรายละเอียดของเรื่องราวเต็ม ๆ ให้สั้นลงตลอดมา จนสุดท้าย มันก็สั้นจนไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนเรื่องนี้ แล้วก็กลายเรื่องที่ถูกลือว่า ชายลึกลับชาวทอเรดคนนี้ ก็คือนักเดินทางข้ามเวลา ที่เกิดเหตุการขึ้นมาจริง ๆ ในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนในเวบบ้าน ก็ได้นำเสนอเรื่องราวของเขาไปในแนวนี้เช่นกัน และปัจจุบันเรื่องราวของชาวทอเรสผู้นี้ ก็ได้ถูกลบออกจากเวบไซต์วิกิพีเดีย ด้วยสาเหตุเพราะอะไร เราก็ไม่อาจทราบได้


---------------------------

รูดอล์ฟ เฟนท์ ผู้ลึกลับ


เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1950 ผู้คนในไทม์สแควร์ ใจกลางกรุงนิวยอร์ค ต้องตกตะลึงกับเหตการณ์สะเทือนขวัญกับอุบัติเหตุ รถแท็กซี่ชนเข้ากับชายอายุราว 30 ปี คนหนึ่งจนเสียชีวิต ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุ

จากการชันสูตรศพในที่เกิดเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าในตัวศพของชายคนนี้มีสมบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดตัวเขามา ตั้งแต่เหรียญทองแดงสำหรับใช้แลกเบียร์ในบาร์ที่ไม่มีใครรู้จัก ใบเสร็จค่าดูแลและล้างรถม้าที่ออกโดยโรงรถม้าแถบเล็กซิงตันอเวนิวที่ไม่มีอยู่จริง ธนบัตรรุ่นเก่าจำนวน 70 เหรียญ นามบัตรชื่อรูดอล์ฟ เฟนท์ ระบุที่อยู่ในฟิฟท์อเวนิว จดหมายฉบับหนึ่งจากฟิลาเดเฟียระบุเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1876 และเหรียญรางวัลอันดับที่ 3 การวิ่งแข่ง 3 ขา นอกจากนี้ ก็ไม่มีอะไรที่จะบ่งบอกสถานะปัจจุบันของเขาได้เลย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจของนิวยอร์ค ได้พยายามที่จะระบุตัวตนของชายคนนี้ จากที่อยู่ในนามบัตร เขาก็กลับพบว่า สถานที่ดังกล่าวนั้นไม่มีอยู่จริง และถ้าเขาชื่อรูดอล์ฟ์ เฟนท์จริง ชื่อของเขาก็ไม่มีอยู่ในรายชื่อประชากรของท้องที่ แม้แต่ลายนิ้วมือของเขาก็ไม่เคยถูกระบุเอาไว้ ที่สำคัญ ไม่มีใครเคยแจ้งความว่ามีคนชื่อนี้หายไปอีกด้วย

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบย้อนหลังไป เขาก็พบว่า เคยมีคนชื่อรูดอล์ฟ เฟนท์ จูเนียร์ ในสมุดโทรศัพท์เก่าสมัยปี ค.ศ. 1939 เขาจึงได้เดินทางไปสอบถามกับผู้คน ที่น่าจะรู้จักกับชายคนนี้ จากสถานที่ที่ถูกระบุไว้ในสมุดโทรศัพท์เล่มนั้น ซึ่งชาวบ้านละแวกนั้นก็ระบุว่า รูดอล์ฟ เฟนท์ จูเนียร์ เคยทำงานอยู่แถวนี้จริง แต่ก็เกษียณออกไปอยูที่ไหนสักแห่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 แล้ว

เจ้าหน้าที่คนนั้นได้พยายามค้นหาต่อไป โดยเขาติดต่อไปยังธนาคาร เขาก็ได้พบว่า รูดอล์ฟ เฟนท์ จูเนียร์ เสียชีวิตไป 5 ปีแล้ว แต่ภรรยาของเขายังมีชีวิตอยู่ที่ฟลอริดา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการติดต่อไปยังภรรยาของเขาทันที

และเรื่องเหลือเชื่อก็ได้เริ่มขึ้น เมื่อภรรยาของ รูดอล์ฟ เฟนท์ จูเนียร์บอกว่า พ่อของสามีเธอนั้น คือรูดอล์ฟ เฟนท์ ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1876 ในช่วงที่เขาอายุ 29 ปี โดยหายตัวไประหว่างเดินทางออกจากบ้านในเย็นวันหนึ่ง

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าว จึงกลับมาตรวจสอบประวัติคนหายอีกครั้ง แล้วเขาก็ได้พบกับชื่อของรูดอล์ฟ เฟนท์ ที่ถูกแจ้งหายเอาไว้ในปี ค.ศ. 1876 จริง โดยคำอธิบายถึงรูปพรรณสัณฐาน ก่อนที่เขาจะหายตัวไป ก็พบว่าทุกอย่างนั้น ล้วนมีลักษณะตรงกับชายปริศนาที่ประสบอุบัติเหตุที่ไทม์สแควร์ทุกประการ

แต่ด้วยความพิศดารของรูปคดีนี้ จึงทำให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าว ไม่กล้าที่จะบันทึกมันไว้ในแฟ้มคดีของตำรวจ

โดยเรื่องราวของรูดอล์ฟ เฟนท์ ชายผู้ข้ามเวลาคนนี้ แท้ที่จริงแล้ว มันคือเรื่องราวที่ถูกเขียนขึ้นมาเป็นเรื่องสั้นชื่อว่า “ไอม์ สแคร์” ที่ถูกตีพิมพ์ในนิตยาสารโคลเลียร์ โดยแจ็ค ฟินนีย์ ที่ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว


แต่ที่เรื่องราวนี้กลับมาได้รับการพูดถึงอีกครั้ง ก็เป็นเพราะว่าคริส ออเบค นักค้นคว้าเรื่องราวปริศนา ได้ทำการตรวจสอบเรื่องราวนี้ในปี ค.ศ. 2001 ซึ่งเขาก็ได้พบความจริงว่า เรื่องราวนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมาเท่านั้น

คริส ออเบค นักค้นคว้าเรื่องราวปริศนา

แต่ในเวบไซต์แนวปริศนาของต่างประเทศบางแห่ง ได้ทำการแต่งเติมเรื่องราวนี้เข้าไปอีกว่า ในปี ค.ศ. 2007 นักวิจัยที่ทำข่าวให้กับสำนักข่าวเบอร์ลินนิวส์ ได้พบหลักฐานจากหนังสือพิมพ์เก่า โดยอ้างว่า หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ได้เขียนข่าวของรูดอล์ฟ เฟนท์ไว้ก่อนที่นิยายเรื่องนี้จะถูกเขียนขึ้นถึง 5 เดือน ซึ่งมิติที่ 6 ก็อยากจะให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณอย่างสูงว่า เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในนิวยอร์ค มันควรจะเป็นข่าวในนิวยอร์ค แล้วทำไมมันถึงไปเป็นข่าวในรัสเซียได้


---------------------

จอห์น ไตเตอร์ นักเดินทางข้ามเวลา

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 2000 ได้มีชายลึกลับคนหนึ่ง ใช้นามแฝงว่า "Timetravel_0" ล็อกอินเข้ามาห้องแชทสาธารณะ โดยอ้างว่าตัวของเขาเองนั้น คือนักเดินทางข้ามเวลามาจากปี ค.ศ. 2036 ด้วยเครื่องเดินทางข้ามเวลาที่ถูกผลิตขึ้นใช้ในปี ค.ศ. 2034 โดยโพสต์หลักฐานเป็นภาพถ่ายของคู่มือการใช้งานของมันลงในกระดานข่าว

ต่อมายูสเซอร์คนดังกล่าว ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "จอห์น ไตเตอร์" โดยมีการสันนิษฐานว่า ชายคนนี้ใช้ชื่อจอห์นเพราะมันเป็นชื่อที่บ่งบอกว่าเป็นผู้ชาย ส่วนนามสกุลไตเตอร์ น่าจะแผลงมาจากคำว่า ไทม์ แทรเวลเลอร์ ที่แปลว่านักข้ามเวลานั่นเอง

ผู้คนมากมายในห้องแชทดังกล่าว ต่างก็ไม่เชื่อในสิ่งที่จอห์นเล่า และพยายามยิงคำถามเพื่อตรวจสอบหลาย ๆ อย่าง ๆ กับเขา แต่ทุกคนก็ล้วนประหลาดใจ ที่จอห์นสามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้ถูกต้อง แถมยังมีบางคำตอบ ที่สามารถตอกหน้าคนถามให้ได้อายกลับไปอีกด้วย

เพราะคำตอบบางคำตอบของจอห์นนั้น เขาได้อ้างถึงข้อมูลทางฟิสิกส์ระดับสูง ที่ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ซึ่งในภายหลังก็พบว่า สิ่งที่จอห์นพูดนั้นเป็นความจริงทั้งหมด จอห์นได้เตือนถึงโรคระบาดวัวบ้า ซึ่งต่อมามันก็ได้เกิดขึ้นจริง

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2003 นั้น เอฟบีไอได้ทำการจับกุมนายแอนดรูว์ คาร์ซิน ในข้อหาแอบนำความลับภายในของบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง ไปหาประโยชน์ทำกำไรในตลาดหลักทรัพย์จนตัวเองร่ำรวยกว่า 350 ล้านดอลล่าร์ ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ
แอนดรูว์ คาร์ซิน ผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นคนเดียวกับ จอห์น ไตเตอร์

โดยแอนดรูว์ได้รับสารภาพว่า จริง ๆ แล้ว เขานั้นล่วงรู้ข้อมูลลับ ๆ เหล่านี้ได้ เพราะเขามาจากโลกอนาคตในปี ค.ศ. 2013 โดยใช้เพียงข่าวสารทางเศรษฐกิจในสมัยนั้นมาเป็นข้อมูล แล้วเดินทางย้อนกลับมาที่ปี ค.ศ. 2003 เพื่อลงมือช้อนซื้อหุ้น โดยมาพลาดเพราะโลภมากจนผิดสังเกต จึงถูกจับตัวได้นั่นเอง

แต่อยู่ดี ๆ นายแอนดรูวก็หายตัวไปอย่างลึกลับในระหว่างดำเนินคดี ซึ่งเหล่าเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ไปจนถึงตลาดหลักทรัพย์เจ้าทุกข์ในตอนนั้น ก็กลับปฏิเสธว่า แอนดรูว์ คาร์สซินนั้นไม่เคยมีตัวตนมาก่อน

แล้วจู่ ๆ ในปี ค.ศ. 2006 นายแอนดรูว์ คาร์สซินก็กลับมาปรากฎตัวอีกครั้ง โดยบอกว่าตอนนี้เขาทำงานอยู่ในบริษัทปิโตรเลียมแห่งหนึ่งในแคนาดา โดยไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เขาเคยถูกจับมาก่อน ซึ่งที่นี่ เขาบอกว่า เขาสามารถล่วงรู้แหล่งน้ำมันดิบ ได้จากการตรวจสอบข้อมูลประวัติศาสต์ในอนาคต แล้วย้อนเวลากลับมาบอกที่ตั้งของแหล่งน้ำมันเหล่านี้ให้แก่บริษัทดังกล่าว

ในปี ค.ศ. 2009 เครื่องเร่งอนุภาคในห้องทดลองนิวเคลียร์ของ CERN ได้เกิดความร้อนสูงในระหว่างปฎิบัติการทดลองหลุมดำ โดยภายหลังเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวนายอีลอยด์ โคลได้ โดยเขาอ้างว่า เขาคือผู้สร้างความวุ่นวายดังกล่าวขึ้นมา เพื่อหยุดยั้งมหันตภัยจากอุบัติเหตุที่กำลังจะเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดในปฏิบัติการครั้งนี้ โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบเศษขนมปังหล่นอยู่ในระบบ ซึ่งทุกฝ่ายต่างก็คาดกันว่า มันน่าจะมาจากนกที่คาบเศษขนมปังบินผ่านมา แล้วทำมันร่วงลงมามากกว่า อีลอยด์ โคลถูกจับกุมตัวส่งเข้าสถานบำบัดทางจิตในเวลาต่อมา แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็หายตัวไปอย่างลึกลับ

และหลักฐานชิ้นสำคัญที่ระบุตัวของจอห์น ไตเตอร์ ว่าเขาคือนักข้ามเวลานั้น ก็อยู่ในภาพถ่ายภาพนี้…

ภาพชายใส่แว่นดำ ที่คาดกันว่าเป็นนักข้ามเวลา

หลังจากที่ชายแต่งตัวทันสมัยเกินกว่ายุคของในภาพนั้น ได้ออกมาเฉลยแล้วว่า เขาเป็นชายในภาพจริง ๆ โดยสมัยนั้น เขาเพียงแค่แต่งตัวตามที่ตัวเองชอบ แต่ภาพของเขากลับถูกนำไปอ้างว่าเป็นนักท่องเวลาไปได้นั้น กลับมีผู้ออกมาชี้ให้เห็นว่า ในภาพนี้อาจจะมีจอห์น ไตเตอร์ อยู่ในภาพด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาน่าจะเป็นชายคนนี้

ซึ่งปัจจุบันได้มีผู้ทำเวบไซต์บอกเรื่องราวของจอห์น ไตเตอร์ไว้อย่างละเอียดที่ www.johntitor.com ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องของจอห์น ไตเตอร์นั้น เป็นเพียงเรื่องเล่าที่แต่งขึ้นมาสนุก ๆ ที่ผู้สร้างเรื่องนี้ ได้จับเอาข่าวนั้นข่าวนี้มาผูกเป็นเรื่อง โดยใช้ชื่อของจอห์น ไตเตอร์ มาเป็นตัวเดินเรื่องเพื่อความสนุกสนานเท่านั้นครับ เพราะถ้าเรื่องของจอห์นเป็นเรื่องจริง บุคคลที่ถูกอ้างว่าถูกจับได้ หรือถูกกล่าวถึงในข่าว ก็ควรจะมีการบันทึกในหนังสือพิมพ์อย่างละเอียดอยู่บ้าง แต่นี่กลับไม่มีเลย นอกจากข้อมูลที่ถูกพิมพ์ในเวบไซต์เรื่องราวของเขาเท่านั้นเอง และที่สำคัญเหตุการณ์ที่ถูกอ้างว่าเขาล่วงรู้อนาคตนั้น มันก็ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปหมดแล้วทั้งสิ้น โดยบนเวบไซต์ดังกล่าว ได้พูดถึงรายการวิทยุที่ชื่อว่า Coast to Coast AM ของโอลิเวอร์ วิลเลี่ยม และอ้างถึงชื่อ โอลิเวอร์ วิลเลี่ยม อยู่ทั่วทั้งหน้าเวบ มากกว่าจะพูดถึงชื่อของจอห์น ไตเตอร์เสียอีกครับ นั่นก็เป็นเพราะว่า เขาคือเจ้าของเวบไซต์ จอห์นไตเตอร์.คอม นั่นเอง

แล้วใครกันที่เป็นคนสร้างเรื่องนี้ขึ้น ?

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2010 นั้น ช่องยูทูปที่ใช้ชื่อว่า whereisjohntitor ซึ่งเป็นช่องตามล่าหาความจริงในเรื่องตัวตนของจอห์น ไตเตอร์มาตั้งแต่แรก โดยการนำของ จอห์น รามิเรซ ฮิวก์สตัน ได้อัพคลิปวิดีโอยืนยันตัวตนของจอห์น ไตเตอร์ ว่าแท้ที่จริงแล้ว ผู้ที่สร้างเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมานั้น คือชายที่ปรากฎชื่อเป็นฝ่ายกฎหมายของมูลนิธิจอห์นไตเตอร์ ชื่อว่าลาร์รี่ ฮาร์เบอร์นั่นเอง โดยในคลิปนั้นรามิเรซได้เดินทางไปสอบถามลาร์รี่ถึงที่บ้าน โดยที่นั่นลาร์รี่ ฮาร์เบอร์ได้ยอมรับว่าเขาคือผู้สร้างเรื่องจอห์น ไตเตอร์ขึ้นมา และอาศัยเรื่องราวนี้ทำเงินจำนวนมากให้กับเขามาจนถึงปัจจุบัน

"ลาร์รี่ ฮาร์เบอร์" ผู้สร้างเรื่อง "จอห์น ไตเตอร์"

โดยมิติที่ 6 เองก็อยากให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณกับเรื่องราวของบุคคลปริศนาทั้ง 3 คนนี้ให้มาก ๆ ครับ เพราะเรื่องราวเหล่านี้ ได้ถูกสอบถามกันเข้ามาค่อนข้างมาก ว่าพวกเขามีตัวตนจริงหรือไม่ มิติที่ 6 เองจึงอยากจะให้ข้อสังเกตว่า เรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นเหล่านี้ ล้วนไม่เคยเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์มาก่อน สาเหตุมันไม่ใช่เพราะว่า ทางรัฐบาลของประเทศไหนอยากจะปิดข่าวเหตุการณ์เหล่านี้ จนใช้อิทธิพลบีบไม่ให้นำเสนอข่าว เพราะทุกเรื่องล้วนบอกว่าเคยมีข่าว แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ในช่วงยุคสมัยดังกล่าว มันก็ผ่านมาไม่นานมากเท่าไหร่ กลับไม่มีการพบหนังสือพิมพ์ที่ถูกอ้างว่าเคยลงข่าว ได้นำเสนอข่าวเหล่านี้มาก่อนเลย และการนำเสนอเรื่องราวของบุคคลเหล่านี้ตามเวบไซต์แนวบันเทิงของไทย

ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในต่างประเทศเช่นกัน เราอ่านแล้วก็ต้องพิจารณากันให้ถี่ถ้วนเองว่า ข้อมูลที่ถูกเล่ามานั้น มันถูกนำเสนอในแหล่งข่าวแนวไหน เพราะในที่สุดถึงแม้ว่าจะมีการวิเคราะห์ และเฉลยเรื่องราวออกมาภายหลัง มันก็มักจะไม่ได้ถูกนำมาเสนอให้เราได้รับรู้กันอย่างครบถ้วนสักเท่าไหร่ เพราะว่าความจริงนั้น มันช่างไม่มีเสน่ห์เอาเสียเลย

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 เปิดคดี เจนนิเฟอร์ พาน สยองขวัญลูกสาวนรกส่งมาเกิด




คนเราทุกคนนั้นล้วนเคยพูดโกหก ซึ่งไม่ว่าเหตุผลของการโกหกนั้นมันจะเป็นเพราะอะไร ส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดจากความกลัวที่จะต้องพูดความจริง จนบางครั้งเราก็ต้องโกหกกันต่อไปจนกว่าเรื่องนั้นจะจบ โชคดีมันก็ไม่มีอะไร ถ้าโชคร้าย มันก็อาจทำให้เรากลายเป็นคนที่ถูกตราหน้าว่า เป็นคนขี้โกหก

 เปิดบนยูทูป
เปิดบนยูทูป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปพบกับเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอต้องสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาเพียงเพราะกลัวว่าตัวเองจะต้องถูกพ่อแม่ลงโทษ จนสุดท้ายมันก็ทำให้เธอต้องเดินหน้าสร้างเรื่องโกหกต่อไป จนกลายเป็นแผนฆาตกรรมที่โลกนี้ไม่อยากจะจดจำ !!!

เจนนิเฟอร์ พาน

เจนนิเฟอร์ พาน หญิงสาวชาวแคนาดาเชื้อสายเวียดนาม เธอถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ. 1986 จากนายเวยฮาน พานที่ได้พบรักกับนางบิ๊กฮา ในช่วงที่ทั้งสองเพิ่งย้ายถิ่นฐานมาที่แคนาดาในช่วงปี ค.ศ. 1979 จากผู้อพยพมาทำงานเป็นคนงานในโรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ในตอนแรก และได้มาใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ที่เมืองสกาบาระ รัฐออนตารีโอ และได้ให้กำเนิดลูกชายกับลูกสาวขึ้นมานั่นก็คือเจนนิเฟอร์ และเฟลิกซ์ ซึ่งลูกทั้งสองของพวกเขานี้ ก็เหมือนกับแก้วตาดวงใจที่เป็นกำลังใจให้พวกเขามุมานะทำงานเก็บหอมรอมริบ เพื่อสร้างอนาคตเอาไว้ให้ลูก ๆ ได้ใช้เป็นต้นทุนในการมีชีวิตที่ดีในประเทศนี้อย่างสุขสบาย


ยิ่งโดยเฉพาะเจนนิเฟอร์ลูกสาวสุดที่รักด้วยแล้ว เธอเป็นเด็กสาวที่พ่อแม่น่าจะฝากความหวังและอนาคตให้เป็นที่พึ่งพิงของครอบครัว เพราะในสายตาของทั้งนายเวยฮาน และนางบิ๊กฮานั้น เจนนิเฟอร์เป็นเด็กที่เรียนดีมาก เรียนดีถึงขั้นได้รับทุนการศึกษาจากทางโรงเรียน และยังมีมหาวิทยาลัยโตรอนโตแสดงความจำนงจะขอรับตัวเธอเข้าเรียนต่อ ทั้ง ๆ ที่เธอเองยังเรียนไม่จบ ไม่เพียงเท่านั้น เธอเองก็ยังจะได้เข้าทำงานในแลบของโรงพยาบาลเด็กอีกด้วย

บิดา และมารดา ของเจนนิเฟอร์ พาน

เรื่องราวดี ๆ แบบนี้ จึงเป็นเหตุให้พ่อแม่ของเธอรู้สึกคุ้มค่าที่พวกเขาได้พยายามสร้างฐานะจากผัวเมียที่อพยพมาทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ จนสามารถซื้อบ้านและรถ จนมีเงินเก็บไว้เพื่อลูก ๆ มาจนถึงวันนี้

บ้านของครอบครัวพานที่รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา

แต่ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ มันเป็นเพียงสิ่งที่เจนนิเฟอร์สร้างมันขึ้นมา ?


ย้อนกลับไปถึงชีวิตของเจนนิเฟอร์นั้น เธอโตขึ้นมาท่ามกลางการเลี้ยงดูแบบคนเอเชีย ที่คุณพ่อจะเข้มงวดในการดูแลลูก ๆ และมีแม่ที่คล้อยตามคำของผู้นำครอบครัวจอมบงการ


ในวัย 4 ขวบนั้น เจนนิเฟอร์ต้องเข้าคอร์สเรียนเปียโน เรียนสเก็ต และเรียนเสริมพิเศษอีกหลายอย่าง ซึ่งตัวของเธอเองก็สามารถทำได้ดีเสมอมา โดยทุกสิ่งสามารถพิสูจน์ผลของการเรียนอย่างเข้มงวดนี้ ก็คือคะแนนผลการเรียนที่ดีกว่าใคร และรางวัลที่ได้รับจากโรงเรียนมากมายหลายอย่าง ราวกับว่าเธอคือสาวน้อยอัจฉริยะที่นาน ๆ จะพบกันได้สักคนหนึ่ง


ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ชีวิตวัยรุ่นของสาวน้อยของเจนนิเฟอร์นั้น จะต้องถูกพ่อคอยตามประกบสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดมา ไม่ว่าเธอจะไปเที่ยวบ้านเพื่อน ไปนอนค้าง หรือต้องกลับบ้านมืด ๆ ค่ำ ๆ พ่อของเธอจะคอยตามรับและส่งอยู่เสมอ ซึ่งชีวิตของเธอต้องเป็นอยู่อย่างนั้นมาจนถึงวัย 22 ปี นั่นหมายความว่าเจนนิเฟอร์เองก็ไม่เคยได้ไปเที่ยวไหนไกล ๆ กับเพื่อน ๆ เลยสักครั้ง


แต่ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่เธอได้รับ และต้องถูกกระทำจากการเลี้ยงดูแบบเอเชียในบ้าน กับชีวิตจริงในสังคมแบบตะวันตกที่ขัดกันอย่างสิ้นเชิงนั้น มันจะทำให้เธอต้องทนเก็บกดหลายสิ่งหลายอย่างไว้ในใจ เก็บมันไว้ภายใต้ความร่าเริงต่อหน้าเพื่อน ๆ แต่เบื้องหลังนั้น ตัวของเธอกลับเคยทำร้ายตัวเอง เพื่อแสดงออกต่อความกดดันนี้ด้วยการกรีดข้อมือมาแล้ว

เจนนิเฟอร์ สมัยวัยรุ่น

หลังจากที่เธอสำเร็จการศึกษาในชั้นเกรด 8 นั้น จากผลการเรียนที่คาดว่าเธอน่าจะได้รับเหรีญรางวัลผลการเรียนดีเด่น ก็กลายเป็นว่าในช่วงตั้งแต่เกรด 9 เป็นต้นมา เธอกลับไม่ได้รับรางวัลอะไรเลย นั่นก็เพราะว่าในช่วงนั้นผลการเรียนจริง ๆ ของเธอแย่ลงมานิดหน่อย แต่ก็ต่ำกว่าเกณฑ์ของคนเรียนดีในทุก ๆ วิชาเรียน ยกเว้นสาขาวิชาดนตรี ซึ่งถ้าสิ่งนี้มันหลุดรอดไปถึงพ่อแม่ได้ล่ะก็ โดยเฉพาะพ่อของเธอ ท่านคงจะไม่สามารถยอมรับมันได้ และอาจจะส่งผลร้ายให้กับตัวเธอ ที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง


นั่นจึงทำให้เจนนิเฟอร์ตัดสินใจปลอมใบเกรดตัวเอง ด้วยการตัดแปะผลการเรียนทับลงไปในใบเกรด ให้ได้เกรด A หมดทุกวิชา จากนั้นก็นำไปถ่ายเอกสาร เพื่อลบร่องรอยการตบแต่งใบเกรดปลอมครั้งนี้ และที่เธอตัดสินใจทำแบบนี้ก็เพราะว่า คะแนนจริง ๆ ของเธอนั้น ถึงแม้มันจะไม่ได้ระดับดียอดเยี่ยม แต่มันก็สามารถยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพราะเอาเข้าจริง ๆ มหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากผลการเรียนจนถึงชั้นเกรด 8 เท่านั้น


แล้วอะไรกันแน่ ที่ทำให้ผลการเรียนของเจนนิเฟอร์ที่เคยอยู่ในระดับดีเลิศ ต้องตกลงจนกลายเป็นเด็กที่มีผลการเรียนเพียง 70% ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเธอเริ่มเกเร และได้เริ่มเจอกับเพื่อนใหม่ ๆ ที่พบกันในช่วงไปแข่งประกวดวงดนตรีที่ยุโรป


ทั้งงานกิจกรรม และการได้พบเจอเพื่อนชาย มันมีความสุขมากกว่าการเรียนหนักมากมายอย่างแน่นอน จนเวลาผ่านไป เธอก็เรียนมาจนถึงชั้นเกรด 11 ความสัมพันธ์ของเธอกับแดเนียล หว่องเพื่อนชาย ก็พัฒนาขึ้นมาเป็นแฟน ซึ่งเรื่องนี้เจนนิเฟอร์เองก็ปิดมันเป็นความลับไม่ให้พ่อแม่ได้ล่วงรู้ ควบคู่ไปกับการปลอมใบเกรดไปตลอดมา


ช่วงนั้นเจนนิเฟอร์ก็สามารถบริหารชีวิตลับ ๆ ของเธอได้เป็นอย่างดี เพราะแม้ผลการเรียนจะได้เกรดบี แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ มหาวิทยาลัยไรเออสัน ตอบรับให้เธอได้เรียนต่อที่นี่ ซึ่งมันก็คงจะราบรื่นได้อย่างสบาย  ๆ ถ้าเธอไม่พลาดในการสอบวิชาแคลคูลัส จนมหาวิทยาลัยต้องยกเลิกการตอบรับนี้ไป


ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้ผลการเรียนของเธอตกต่ำต่อเนื่องแบบนี้ และก็ไม่รู้เช่นกันว่าอะไรที่ทำให้เจนนิเฟอร์ตัดสินใจสร้างเรื่องโกหกเพิ่มขึ้นมา นั่นก็คือ เธอบอกกับทางบ้านว่า ทางมหาวิทยาลัยโตรอนโต ได้เสนอให้เธอเข้าเรียนในโปรแกรมเภสัชศาสตร์เป็นเวลาสองปี แถมยังได้รับทุนการศึกษาอีก 3,000 ดอลล่าร์ อีกด้วย

เจนนิเฟอร์ และแดเนียล(แฟนหนุ่ม)

แน่นอนว่าเรื่องนี้ มันได้ทำให้ทั้งนายเวยฮาน และนางบิ๊กฮา พ่อแม่ของเธอดีใจกับข่าวนี้เป็นอย่างมาก ลูกสาวทำได้ดีขนาดนี้จะไม่ดีใจได้อย่างไร แล้วเจนนิเฟอร์ล่ะ เธอจะต้องทำอย่างไรต่อ ?


โกหกกันขนาดนี้ เจนนิเฟอร์ก็เหมือนกับขึ้นขี่หลังเสือ จะลงก็คงโดนขย้ำ เธอจึงต้องเดินหน้าต่อไป ด้วยการลงทุนเอาเงินเก็บไปซื้อตำราเรียน และทำทีว่าต้องออกจากบ้านไปเรียนที่มหาวิทยาลัยทุกวัน ซึ่งความจริงแล้ว สิ่งที่เธอทำนั้น มันก็ได้แค่เพียงเดินทางไปห้องสมุดสาธารณะ หยิบหนังสือที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเรียน แล้วคัดลอกมันลงสมุด ให้เหมือนกับว่าได้เข้าเรียน แล้วจากนั้นก็ใช้เวลาที่เหลือ เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยยอร์ก เพื่อไปพบกับแดเนียลคนรักของเธอ แล้วก็ไปทำงานพิเศษเป็นพนักงานเสิร์ฟตามร้านอาหารบ้าง ไปเป็นครูสอนเปียโนบ้าง เพื่อนำรายได้มาใช้แทนสิ่งที่เธอบอกกับพ่อแม่ว่าได้ทุนการศึกษา ซึ่งร้านอาหารที่เธอไปทำงานนั้น ก็เป็นร้านเดียวกันกับที่แดเนียลทำอยู่นั่นเอง


พอพ่อของเธอซักถามเรื่องการเรียนว่าเป็นอย่างไร เจนนิเฟอร์ก็ทำได้แต่บ่ายเบี่ยง ซึ่งเธอเองก็ได้แม่ของเธอที่เข้าใจว่าเจนนิเฟอร์คงอยากได้ความเป็นส่วนตัวบ้าง คอยห้ามปรามพ่อว่า อย่าไปวุ่นวายกับลูกสาวเกินไปหน่อยเลย เพราะว่าเธอนั้นโตแล้ว


ใครจะไปเชื่อว่าเจนนิเฟอร์สามารถโกหกเรื่องการได้ทุนเรียนในวิชาเภสัชศาสตร์นี้ มายาวนานถึง 2 ปี ซึ่งตอนนี้มันก็ครบกำหนดที่เธอได้บอกกับพ่อแม่ไปเสียแล้ว นั่นจึงทำให้พ่อของเธอ ต้องถามความเป็นไปว่าตอนนี้ผลการเรียนเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งก็แน่นอนว่า เจนนิเฟอร์ได้โกหกต่อไปว่า ทางมหาวิทยาลัยได้ตอบรับให้เธอเรียนในสาขาวิชานี้ต่อ และแน่นอนเช่นกันว่า สิ่งนี้มันก็ได้สร้างความยินดีปรีดาให้กับพ่อแม่ของเธอเป็นอย่างมาก


ลูกสาวเรียนเก่ง ขนาดได้เรียนต่อแบบนี้ แล้วเธอจะต้องทำยังไงต่อดี ?


เจนนิเฟอร์บอกกับพ่อแม่ของเธอว่า ตอนนี้เธอจำเป็นจะต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับเพื่อน เพื่อจะได้ลดปัญหาเรื่องการเดินทางอันยากลำบาก ที่ตลอดมาเธอต้องเดินทางจากบ้านไปมหาวิทยาลัยทุกวัน ซึ่งมันอาจจะทำให้ผลการเรียนของเธอไม่ได้คะแนนดีเท่าที่ควร ซึ่งแน่นอนว่า แม่ของเธอก็ได้สนับสนุนเรื่องนี้ เพราะเข้าใจและเห็นใจ เป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ต้องเดินทางไกล ๆ ไปเรียน มันคงจะดีกว่า ถ้าได้อาศัยอยู่กับเพื่อนใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย


แล้วใครจะไปเชื่อว่าแท้ที่จริงแล้ว เจนนิเฟอร์ไม่ได้ไปเรียนเลย และตอนนี้เธอเองก็ไปอาศัยอยู่กับแดเนียลแฟนหนุ่มของเธอต่างหาก ซึ่งแน่นอนว่าพ่อแม่ที่บ้านของแดเนียลนั้น ก็เข้าใจว่าเธอได้ขออนุญาตพ่อกับแม่ของเธอเรียบร้อยแล้ว


จนเวลาผ่านไป 2 ปี มันก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องบอกกับทางบ้านว่า เธอได้สำเร็จการศึกษาแล้ว  ซึ่งตลอดมาเธอได้โกหกกับทางบ้านเรื่องผลการเรียนของตัวเอง ด้วยวิธีการปลอมใบเกรดแบบเดิม ๆ และแน่นอนว่า ผลการเรียนที่เธอระบุในใบเกรดทุกใบในแต่ละเทอมนั้นก็คือเกรด A ทั้งสิ้น แต่คราวนี้เธอจะต้องทำอย่างไร ถึงจะรอดจากการที่จะต้องพาผู้ปกครองเข้าไปร่วมในงานพิธีรับปริญญาบัตรได้ ?


ใช่แล้ว เธอต้องปั้นเรื่องว่า ในวันทำพิธีมอบปริญบัตรนั้น จะมีคนมาร่วมพิธีเยอะมาก ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัยจึงอนุญาตให้นักศึกษา สามารถพาญาติไปเข้าร่วมพิธีได้เพียงคนเดียว ซึ่งเธอจะให้เพื่อนของเธอไปดูแทน พ่อแม่จะได้ไม่ต้องเสียความรู้สึก ที่สามารถเข้าร่วมได้แค่คนเดียว ซึ่งถึงแม้มันจะดูเป็นการหาข้ออ้างข้าง ๆ คู ๆ แต่กลับกลายเป็นว่า พ่อแม่ของเธอนั้นเชื่อฟัง และปล่อยให้เรื่องราวผ่านไปท่ามกลางความเสียดาย ที่ไม่ได้เห็นลูกสาวรับปริญญา


เรียนจบก็ต้องทำงาน แถมงานที่ทำมันจะต้องเท่าเทียมกับวุฒิที่ร่ำเรียนมา เจนนิเฟอร์คิดได้แบบนั้น เธอก็เลยต้องโกหกกับพ่อแม่ต่อไปว่า ตอนนี้เธอได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในแล็บวิเคราะห์ผลเลือดที่โรงพยาบาลเด็ก และจำเป็นต้องเข้ากะทำงานกลางคืนในวันศุกร์และช่วงสุดสัปดาห์ นั่นจึงทำให้เธอต้องไปค้างที่บ้านเพื่อนคนเดิมบ่อยกว่าขึ้น ซึ่งเธอก็ได้เนียนไปกับสถานการณ์ที่ตัวเองสร้างมันขึ้นมาไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางความสงสัยของพ่อ ที่เห็นลูกสาวออกไปทำงาน แล้วต้องเข้าเวรในที่ทำงานซ้ำ ๆ กันแบบนั้น แล้วไหนล่ะบัตรประจำตัวพนักงานแล็บ? ไหนล่ะเครื่องแบบ? คิดได้ดังนั้นนายเวยฮานจึงแกล้งอาสาขับรถไปส่งเจนนิเฟอร์ถึงที่ทำงาน และให้นางบิ๊กฮาแอบเดินตามไปดู ซึ่งวันนั้นเจนนิเฟอร์ต้องแอบอยู่ในโรงพยาบาลอยู่หลายชั่วโมง กว่าพวกเขาจะเดินทางกลับกันไป


แต่เธอนั้นกลับไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า พ่อแม่ของเธอนั้น ก็ต้องรู้สึกระแคะระคายอะไรมากมายเกี่ยวกับชีวิตช่วงหลัง ๆ ของเธอแน่ ๆ จึงลืมไปว่าสิ่งที่เธอทำพลาดไปนั้นก็มีอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือ เธอเคยให้เบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนที่อ้างว่าไปนอนค้างกันอยู่บ่อย ๆ เอาไว้กับแม่ของเธอครั้งหนึ่ง


เช้าวันรุ่งขึ้นนั้น พ่อกับแม่ของเจนนิเฟอร์จึงตกลงใจที่จะโทรศัพท์ไปหาเพื่อนคนนี้ของเธอ ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนของเธอนั้น ได้ตอบกลับไปอย่างซื่อ ๆ ว่า เจนนิเฟอร์ไม่เคยมาค้างกับเธอเลยแม้แต่วันเดียว


ความจริงก็คือความจริง ในที่สุดเจนนิเฟอร์ก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน พ่อแม่ของเธอได้พยายามซักไซ้ไล่เลียง และป้อนคำถามกับเธออย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดเธอก็ต้องสารภาพความจริงกับพวกเขาว่า แท้ที่จริงแล้ว เธอเรียนชั้นมัธยมไม่จบด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องเรียนมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการได้เข้าทำงานในโรงพยาบาลเด็กนั้น มันเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น


หัวใจของเจนนิเฟอร์ตอนนี้ มันคงแทบจะสลาย แต่คนที่หัวใจสลายไปหมดแล้ว ก็คือพ่อและแม่ของเธอนั่นเอง โดยเฉพาะคนเป็นแม่ ที่พยายามปกป้องลูกสาวมาตลอด กลับต้องมารู้เรื่องจริงที่เป็นคนละเรื่องกับที่เธอรับรู้ตลอดมา ส่วนพ่อนั้นไม่ต้องพูดถึง นายเวยฮานโกรธจัดถึงกับออกปากจะไล่เจนนิเฟอร์ออกจากบ้าน แต่ก็ยังได้แม่ของเธอช่วยห้ามปรามเอาไว้ ซึ่งอย่างไรก็ดี เธอก็ถูกทำโทษด้วยการยึดโทรศัพท์ และห้ามใช้โน้ตบุ๊คเป็นเวลาสองสัปดาห์ และต้องลาออกจากงานที่ทำทั้งหมด ยกเว้นงานครูสอนเปียโน และที่สำคัญที่สุดก็คือ เจนนิเฟอร์จะต้องเลิกติดต่อกับแดเนียลตลอดไป และเธอจะต้องกลับไปเรียนชั้น ม.ปลายให้จบ


ไม่โดนตัดหางปล่อยวัดก็บุญขนาดไหนแล้ว แต่เจนนิเฟอร์กลับไม่เข็ดหลาบอะไรเลย เธอยังคงลักลอบติดต่อกับแดเนียล คอยแอบโทรศัพท์ไปหาเพื่อนัดพบกันในช่วงระหว่างออกไปสอนเปียโน แอบเจอกันตอนกลางวันก็ยังไม่เท่าไหร่ เจนนิเฟอร์ก็ยังแอบไปพบกับแดเนียลในตอนกลางคืนอีก ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ถูกจับได้อยู่ดี ยิ่งผิดก็ยิ่งถูกดูแลเข้มงวด จนแดเนียลเองก็เริ่มไม่เข้าใจว่านี่มันอะไรกัน ลูกสาวอายุตั้งยี่สิบสี่ปีแล้ว ยังห้ามไม่ให้ไปไหนมาไหนอีก จนในที่่สุดแดเนียลก็เลยขอเลิกกับเจนนิเฟอร์แล้วไปหาแฟนใหม่ที่ไม่มีปัญหาอะไรแบบนี้ดีกว่า


เจนนิเฟอร์เองพอรู้ว่าแดเนียลขอเลิกเพื่อไปมีแฟนใหม่ก็ไม่ยอม เธอจึงสร้างเรื่องโกหกกับแดเนียลว่า ตอนนี้เธอถูกทำร้ายโดยแฟนใหม่ของแดเนียลที่เป็นตัวบงการ ซึ่งเธอทำแบบนี้ก็เพื่อหวังจะได้แดเนียลกลับมา แต่มันก็แน่นอนว่า เธอได้เสียแดเนียลไปกับสาวคนใหม่จริง ๆ เสียแล้ว


ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 2010 นั้น เจนนิเฟอร์ก็ได้พบกับแอนดรูว์ มองเตเมเยอร์ เพื่อนชายสมัยเรียนชั้นประถมโดยบังเอิญ ทั้งคู่ได้พูดคุยกัน จนได้รู้ว่าเจนนิเฟอร์นั้นมีปัญหาทางบ้าน ซึ่งทางแอนดรูว์เองก็บอกว่า ที่บ้านของเขาก็มีปัญหาเหมือนกัน มีปัญหากันมากถึงขั้นตัวของเขาอยากจะฆ่าพ่อตัวเองให้ตาย ๆ ไปซะเลย


ใครจะไปคิดว่า สิ่งที่เพื่อนชายคนใหม่ของเจนนิเฟอร์บ่นพล่อย ๆ ออกมานั้น มันจะทำให้เจนนิเฟอร์คิดวางแผนการที่ไม่อยากจะเชื่อได้ว่า เธอยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ได้เลย

นั่นก็คือการคิดว่า โลกนี้มันจะดีแค่ไหนนะ ถ้าไม่มีพ่อของเธออยู่ ?


เจนนิเฟอร์ได้พูดในสิ่งที่เธอคิดนี้ให้กับแอนดรูว์ฟัง ซึ่งแอนดรูว์นั้นก็เข้าใจและพยายามให้ความช่วยเหลือ โดยแอนดรูว์ได้พาเจนนิเฟอร์ไปพบกับริคาร์โด ดันแคน เพื่อนของเขาเอง โดยตกลงกันว่าเจนนิเฟอร์จะว่าจ้างให้ริคาร์โดไปฆ่าพ่อของเธอด้วยเงินจำนวน 1,500 ดอลล่าร์ ซึ่งเงินก้อนนี้เธอได้นำมันมาจากการสอนเปียโนนั่นเอง โดยเธออาสาจะล่อลวงพาพ่อของตัวเอง ไปให้ริคาร์โดฆ่าในบริเวณลานจอดรถที่เขาทำงานอยู่


แผนการตื้นเขินขนาดนี้ จึงทำให้ริคาร์โดตัดการติดต่อและเชิดเงินหนีไป มีใครที่ไหนจะล่อเหยื่อมาให้ฆ่าในที่ทำงาน ต่อให้ทำงานสำเร็จก็ถูกตำรวจสืบจับได้แหง ๆ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น สาเหตุที่ริคาร์โดปฎิเสธการว่าจ้างครั้งนี้ก็เพราะว่า เขาไม่อยากฆ่าคน และได้คืนเงินมัดจำที่ได้รับมาเพียง 200 ดอลล่าร์ ไปหมดแล้วต่างหากครับ


จนกระทั่งเวลาผ่านไป แดเนียลที่อกหักก็กลับมาขอคืนดีเจนนิเฟอร์อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เจนนิเฟอร์ได้เล่าถึงแผนการที่จะกำจัดศัตรูความรักของทั้งคู่ให้แดเนียลฟัง ซึ่งศัตรูที่ว่านั้นก็ไม่ใช่ใคร พ่อของเธอนั่นเอง


ซึ่งแดเนียลได้ฟังเรื่องนี้แทนที่จะตกใจ เขากลับไม่ได้พูดอะไร แถมยังให้ความช่วยเหลือกับเธออีก นั่นก็เพราะว่าเจนนิเฟอร์บอกว่า ถ้าพ่อของเธอตาย เธอจะได้เงินประกันชีวิตถึง 500,000 ดอลล่าร์ เลยทีเดียว


ไม่รู้ว่าเงินมันบังตาแดเนียล หรือว่าแดเนียลนั้นยังรักเจนนิเฟอร์อยู่ เขาได้พาเจนนิเฟอร์ไปพบกับเลนฟอร์ด ครอว์ฟอร์ด เพื่อจะได้ช่วยทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้ แถมยังออกเงินซื้อไอโฟนพร้อมเบอร์ใหม่ให้กับเจนนิเฟอร์ไปอีกหนึ่งเครื่อง เพื่อใช้สำหรับติดต่อประสานงานในแผนการครั้งใหม่นี้


จนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2010  เวลา 20:30 น. มันเป็นเวลาที่นายเวยฮาน พ่อของเจนนิเฟอร์เข้านอนตามปกติ น้องชายของเธอก็ยังไม่กลับจากมหาวิทยาลัย ส่วนแม่ของเธอก็เพิ่งจะเดินทางกลับมาถึงบ้าน


เดวิด มิลวาเกแนม หนึ่งในผู้ร่วมทำการ ได้โทรศัพท์ให้สัญญาณกับเจนนิเฟอร์ให้เริ่มแผนการ ซึ่งเจนนิเฟอร์ก็ได้ราตรีสวัสดิ์นางบิ๊กฮาผู้เป็นแม่เพื่อส่งเข้านอน แล้วเธอก็ได้เปิดและปิดไฟที่ชั้นสอง เพื่อส่งสัญญาณทางสะดวกให้กับพรรคพวกข้างนอกทราบทันที


ทั้งเลนฟอร์ด, เดวิด และอีริค แคร์ทีพร้อมอาวุธครบมือ ได้บุกจู่โจมเข้าไปในบ้าน จากนั้นก็ใช้ปืนจี้ให้นายเวยฮานออกมาจากห้องนอน ส่วนอีกคนก็คุมตัวนางบิ๊กฮาเอาไว้ ที่เหลือก็ทำเป็นจับเจนนิเฟอร์มัดมือไพล่หลัง แล้วสั่งให้เจนนิเฟอร์ไปหยิบเงินที่เก็บไว้ในบ้านออกมา จากนั้นก็จับเจนนิเฟอร์มัดไว้ที่ราวบันได้ ท่ามกลางเสียงร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตลูกสาวของนางบิ๊กฮา ว่าอย่าทำร้ายลูกสาวของเธอเลย

จากนั้นกลุ่มคนร้ายก็ใช้ผ้าห่มคลุ่มตัวพ่อและแม่ของเจนนิเฟอร์ แล้วลากตัวลงไปที่ชั้นใต้ดินของบ้าน จากนั้นก็ลงมือลั่นกระสุนปืนใส่ร่างของพ่อแม่ของเจนนิเฟอร์ โดยกระสุนยิงเข้าไปที่ใบหน้าและไหล่ของนายเวยฮาน ผู้เป็นพ่อ ส่วนแม่ของเธอถูกกระสุนเจาะเข้าไปที่ศีรษะ 3 นัด เสียชีวิตทันที จากนั้นคนร้ายก็หลบหนีไป


ด้านเจนนิเฟอร์ก็โทรศัพท์แจ้งตำรวจ โดยเธอแกล้งใช้น้ำเสียงเหมือนกำลังหวาดกลัวสุดขีด พูดแจ้งความในสาย และทิ้งท้ายด้วยประโยคข้อความว่า

“ฉันไม่รู้ว่าพวกมันเอาพ่อแม่ของฉันไปไว้ที่ไหน ช่วยด้วยค่ะ”

หลังจากวางหูเสร็จ เจนนิเฟอร์คงคิดว่าแผนการณ์ครั้งนี้น่าจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแน่ ๆ  แต่ยังดีใจได้ไม่ทันไร นายเวยฮานพ่อของเธอกลับฟื้นขึ้นมา แล้วคืบคลานขึ้นมาจากห้องใต้ดิน เจนนิเฟอร์เห็นท่าไม่ดีจึงบอกกับพ่อว่า ตอนนี้เธอได้แจ้งตำรวจแล้ว แต่พ่อของเธอก็ยังคงพยายามเดินออกไปนอกบ้าน แล้วร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนแถวนั้น จนเพื่อนบ้านออกมาดู ก็พบกับนายเวยฮานในสภาพเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด เพื่อนบ้านเห็นดังนั้น จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาอีกทาง และไม่ลืมที่จะให้เจ้าหน้าที่นำรถพยาบาลมาด้วยอีกคัน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น รถพยาบาลก็ได้นำตัวในเวยฮานไปโรงพยาบาลทันที





และที่โรงพยาบาลแห่งนั้น แพทย์ได้ทำการช่วยชีวิตนายเวยฮานจนสามารถให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงแม้ว่ากระสุนที่ฝังอยู่ในกระโหลกบริเวณใบหน้าของเขา ยังไม่สามารถเอาออกมาได้ แต่ทว่าสมองของนายเวยฮานนั้น กลับจำเหตุการณ์บางอย่างที่ตัวเขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่า สิ่งที่เขาเห็นหลังถูกยิง ก่อนจะหมดสติไปนั้นมันจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมา


นั่นก็คือนายเวยฮานจำได้ว่า เขาเห็นเจนนิเฟอร์กำลังพูดคุยอยู่กับกลุ่มคนร้ายอย่างสนิทสนมราวกับว่าเป็นเพื่อนกัน โดยที่มือของเจนนิเฟอร์ในตอนนั้น กลับไม่ได้ถูกเชือกมัดเอาไว้แต่อย่างใด นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของปมปริศนาการบุกเข้าปล้นฆ่าที่มีข้อสงสัยมากมายในรูปคดี และทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจที่จะบรรจุเจนนิเฟอร์รวมอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยอันดับต้น ๆ


ต่อมาเจนนิเฟอร์ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ เชิญตัวมาให้ปากคำที่สถานีอย่างยาวนานจนถึงตีสาม และก็เรียกเธอมาสอบปากคำอีกรอบในสองวันให้หลัง ทั้งนี้เพราะการให้ปากคำของเธอนั้น มันมีพิรุธอยู่หลายแห่ง ตั้งแต่ทำไมคนร้ายถึงเลือกที่จะปล่อยให้เธอรอดโดยไม่ถูกทำร้ายเลย แต่พ่อแม่ของเธอกลับถูกยิง แล้วทำไมประตูบ้านไม่มีร่องรอยถูกงัดแงะทำลาย และถ้าหากคนร้ายเป็นพวกหัวขโมยจริง ๆ มันก็น่าจะเอารถยนต์ของบ้านเธอไปด้วย เพราะมันจอดล่อตาล่อใจอยู่หน้าบ้านขนาดนั้น มันผิดวิสัยของหัวขโมยเป็นอย่างมาก


เจนนิเฟอร์ และแฟนหนุ่มให้ปากคำตำรวจ

พอถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน เจนนิเฟอร์ก็ถูกเรียกมาให้ปากคำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้เธอก็ยอมรับสารภาพออกมาว่า เธอมีส่วนในการฆาตกรรมครั้งนี้จริง ๆ โดยเธอสารภาพออกมาว่า เธอนั่นเองที่เป็นคนวางแผนจ้างวานให้คนมาฆ่าตัวเอง เพราะน้อยใจเรื่องพ่อ แต่พอดีเธอกับพ่อหายโกรธกันแล้ว เธอจึงโทรไปยกเลิกงาน แต่คนร้ายกลับมาฆ่าพ่อแม่ของเธอแทนที่จะฆ่าเธอ


คำสารภาพพิกล ๆ ของเจนนิเฟอร์ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่ออะไร และยังได้ทำการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของเธอต่อ โดยในที่สุดจากหลักฐานการแชทคุยกันกับแดเนียลมากมายถึงที่มาที่ไป และวิธีการวางแผนทำงานของเธอ ทำให้เจ้าหน้าที่ก็สามารถตามจับตัวผู้ร่วมกระทำการทั้งหมด รวมถึงตัวแดเนียลมาจนได้ ซึ่งทำให้ทุกคนรวมถึงเจนนิเฟอร์ ถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดวางแผนการฆาตกรรมในครั้งนี้
เจนนิเฟอร์ และน้องชาย ในวันประกอบพิธีศพมารดา

เจนนิเฟอร์ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีที่ศาลเมืองนิวมาร์เก็ต รัฐออนตาริโอ ในวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 2014 โดยภายหลังจากการสอบปากคำจากพยานกว่า 50 ปาก ในที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ร่วมกับเอกสารอีกกว่าสองร้อยฉบับ ทำให้เจนนิเฟอร์ต้องรับสารภาพเพราะจำนนในหลักฐานว่าตัวของเธอนั่นเอง ที่เป็นผู้ลงมือวางแผนสังหารพ่อแม่ของตัวเองในช่วงเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 2010 ที่ผ่านมาจริง แต่หลังจากนั้นอีก 3 เดือน เจนนิเฟอร์ก็กลับคำให้การอีก


โดยในวันพิจารณาโทษนั้น เจนนิเฟอร์กลับดูไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่กำลังจะได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย จนขั้นตอนการพิจารณาคดีจบลง คณะลูกขุนได้ลงความเห็นว่า เจนนิเฟอร์นั้นได้วางแผนกระทำการอุกอาจครั้งนี้มาอย่างดี พอมาถึงตรงนี้เจนนิเฟอร์ก็หลุดร้องไห้ออกมาจนออกอาการตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด


เจนนิเฟอร์ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต โดยจะไม่มีสิทธิได้รับการลดหย่อนโทษใด ๆ ในช่วงที่ถูกจองจำ 25 ปีแรก เช่นเดียวกับแดเนียลแฟนหนุ่ม ครอว์ฟอร์ด และมิลวาเกแนม ก็ได้รับโทษนี้เช่นเดียวกัน ส่วนแคร์ธี่ต้องรออ่านคำพิพากษาในปีถัดไป เนื่องจากทนายป่วยในวันพิจารณาคดีวันนี้


นอกจากเจนนิเฟอร์จะได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ศาลก็ยังสั่งห้ามให้เธอติดต่อกับพ่อ และน้องชาย รวมไปถึงญาติคนอื่น ๆ ของเธอตลอดไป ซึ่งสิ่งนี้ก็มาจากคำร้องขอต่อศาลของญาติ ๆ ของเธอนั่นเอง


ต่อมานายเวยฮานได้ย้ายไปออกไปอาศัยอยู่กับญาติ ส่วนเฟลิกซ์น้องชายของเจนนิเฟอร์ก็ออกไปใช้ชีวิตหางานทำอยู่ในย่านอีสโคสท์ ส่วนบ้านของครอบครัวนั้น นายเวยฮานได้ตัดสินใจขายมันทิ้ง แต่ก็ยังไม่มีใครมาขอซื้อ เพราะประวัติอันน่ากลัวของบ้าน และย่านดังกล่าวนั้นเป็นย่านอยู่อาศัยของชาวจีน ก็ยิ่งขายยากขึ้นไปอีก


ตัวของนายเวยฮานนั้นบอกว่า เขาไม่ได้ไปร่วมรับฟังในวันพิจารณาโทษของลูกสาว และเขาก็ได้เขียนข้อความไปถึงศาลในฐานะผู้เสียหายว่า

“วันนั้น ผมเสียทั้งภรรยาและลูกสาวไปแล้ว ตอนนี้ผมไม่มีใครอีกต่อไป บางคนบอกว่าผมโชคดีที่ไม่ตาย แต่ไม่ใช่เลย ผมว่าผมตายไปแล้วมากกว่า” 

“ผมหวังว่าเจนนิเฟอร์จะคิดได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป แล้วกลับตัวกลับใจมาเป็นคนดีที่ซื่อสัตย์ในวันข้างหน้าได้”

ซึ่งเหตุการณ์การฆาตกรรมสยองขวัญของครอบครัวพานครั้งนี้ ทำให้มิติที่ 6 นึกถึงเหตุการณ์คล้าย ๆ กันในประเทศไทย ที่เคยมีลูกชายจ้างคนมาฆ่าพ่อตัวเองถึงในบ้าน อยู่สองสามคดี ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มันได้เกิดขึ้นมาและจบไป โดยไม่มีใครสามารถรอดจากเงื้อมมือของกฏแห่งกรรมและกฏหมายบ้านเมืองไปได้แม้แต่รายเดียว และทางมิติที่ 6 เองก็อยากจะบอกกับใครก็ตาม ที่ทางบ้านมีปัญหากับพ่อแม่ จนถึงขั้นอยากจะวางแผนลงมือสังหารพวกท่านให้ตายไปพ้น ๆ เพื่อตัวเองจะได้เป็นอิสระนั้น ได้พึงสำนึกไว้เสมอว่า


ถ้าขาดพ่อแม่เลี้ยงดูเราแล้ว เราจะมีชีวิตอยู่กันต่อไปอย่างไร ? และถ้าเราเริ่มที่จะโกหกเพื่อสร้างความชอบธรรมปลอม ๆ ให้กับตัวเองเมื่อใด เราก็จะต้องกลายเป็นคนโกหกตลอดไป จนกว่าจะถูกจับได้ ซึ่งผลของการโกหกนั้นมันอาจจะจบด้วยความสูญเสียมากมาย จนเกินกว่าที่ตัวของเราจะสามารถคาดคิดได้ อย่างเรื่องราวของเธอ เจนนิเฟอร์ พาน


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนา อุซุโระบุเนะ เรือล่องหน UFO มนุษย์ต่างดาวของประเทศญี่ปุ่น




มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปพบกับเรื่องเล่าตำนานโบราณของประเทศญี่ปุ่น ที่ได้กล่าวถึงการพบกับหญิงสาวต่างเผ่าพันธ์ กับปริศนา ที่ล่องทะเลมากับยานพาหนะรูปร่างแปลกประหลาด ที่บางคนบอกว่า มันคือ UFO ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่ !!!




Facebook : https://facebook.com/Mitithee6/
Website : http://mitithee6.blogspot.com/
Twitter : https://twitter.com/mitithee6
Google+ :https://goo.gl/DFmJmz
-----------
เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

ที่มา
Wikipedia - Utsurobune

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

4 ภาพ 1 คลิปปริศนา ที่ถูกแชร์ และขอกันมามากมาย !!!




มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราได้รวบรวมเรื่องราวที่ถูกท่านผู้ชมขอกันมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของภาพถ่ายนางฟ้าค็อททิงลี่, ภาพถ่ายของยักษ์แห่งคาร์ดิฟฟ์, ภาพการขุดพบโครงกระดูกยักษ์ปริศนาแห่งอินเดีย, ภาพถ่ายหลักฐานการพบเนสซี่, สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนส และคลิปรูปปั้นพระเยซูในโบสถ์สามารถลืมตาขึ้นได้ ท่านผู้ชมได้ขอให้เราลองตามหาความจริงกันว่า มันเป็นภาพจริงหรือไม่?

 เปิดชมบนยูทูป
-----------
Facebook : https://facebook.com/Mitithee6/
Website : http://mitithee6.blogspot.com/
Twitter : https://twitter.com/mitithee6
Google+ :https://goo.gl/DFmJmz
-----------
เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
-----------

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนา 2 ภาพอาถรรพ์ The Hands Resist Him & The Crying Boy




เรื่องราวอาถรรพ์ที่เกี่ยวกับภาพวาดนั้นมีอยู่มากมาย แต่ละภาพล้วนถูกบอกเล่ากันว่ามีคำสาป ที่จะสามารถทำร้าย และทำลายเรา ให้ต้องตกอยู่ในความโชคร้าย จนอาจถึงขั้น ต้องใช้ชีวิตเป็นการแลกเปลี่ยนกันเลยทีเดียว

เปิดชมบนยูทูป


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปพบกับเรื่องราวของภาพอาถรรพ์สองภาพ ที่ปัจจุบันก็ยังมีผู้คนมากมาย ยังคอยบอกเล่าถึงคำสาปอาถรรพ์ของมันกันอยู่ ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่ !!!

ที่มา
http://chaosblade.exteen.com/20090825/the-hands-resist-him

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 คลิปพิเศษ Half Dead กับดักสยอง ห้องนี้ 44 บาท!!




มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ ผู้บรรยายรายการได้จัดทำคลิปพิเศษ เพื่อแคสเกมและแจ้งข่าวการเปิดช่องใหม่ในอนาคต ที่จะมีเนื้อหาต่างออกไปจากมิติที่ 6 เกมที่เล่นจะเป็นอย่างไร? ช่องใหม่จะมีอะไร? ขอเชิญเปิดชมกันก่อนครับ


-----------
สับสไคร์ปช่องใหม่ได้ที่ >> http://goo.gl/5uZ0w7
-----------
Facebook : https://facebook.com/Mitithee6/
Website : http://mitithee6.blogspot.com/
Twitter : https://twitter.com/mitithee6
Google+ :https://goo.gl/DFmJmz
-----------
เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณ Half Dead The Game
------------
ดนตรีประกอบโดย
Echo of Time
Dreams Become Real โดย Kevin MacLeod
ได้รับอนุญาตภายใต้ ใบอนุญาต Creative Commons Attribution
(https://creativecommons.org/licenses/...)
ที่มา: http://incompetech.com/music/royalty-...
ศิลปิน: http://incompetech.com/
-----------
เพลงจบ
Go Pokemon Go Go - Sick Dimension
-----------


วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนา Deep Web ด้านมืดของเวบไซต์ที่ถูกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้โลกไซเบอร์

คำเตือน: เนื้อหาของมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญคลิปนี้ หากท่านผู้ชมไม่ทราบวิธีการป้องกันตัวเองจากการถูกเจาะข้อมูล จากเวบไซต์อันตรายต่าง ๆ ทางรายการไม่แนะนำให้ท่านผู้ชมพยายามค้นหาข้อมูลจากเรื่องราวนี้เพียงลำพัง ความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากความพยายามที่จะหาข้อมูล หรือเข้าเวบไซต์ที่ปรากฏอยู่ในคลิป ทางผู้จัดทำรายการไม่อาจรับผิดชอบใด ๆ ได้ จึงเรียนมาเพื่อทราบ




ในปี ค.ศ. 2009 นั้น ได้เกิดนิยามใหม่ของโลกอินเตอร์เน็ตขึ้นมา ว่ากันว่ามันคือแหล่งรวมตัวของกิจกรรมที่ผิดกฎหมายและสังคมของความเสื่อมทรามถูกซ่อนอยู่ภายใต้รูปแบบอินเตอร์เน็ต ที่การค้นหาแบบปกติจากเวบบราวเซอร์ทั่วไปไม่สามารถจะค้นหามันพบได้ง่าย ๆ


 เปิดชมบนยูทูป
เพื่อความปลอดภัยของผู้ชม ภาพประกอบไม่สามารถระบุที่มาได้

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปรู้จักกับเรื่องราวอีกด้านหนึ่งในโลกไซเบอร์อันกว้างใหญ่แห่งนี้ ด้านที่ใคร ๆ ก็ต้องเคยคิดกันว่ามันน่าจะมีอยู่จริงเพียงแค่เราไม่เคยเดินเข้าไปสัมผัสมันว่าแท้ที่จริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่ ?


ย้อนกลับไปเมื่อราว ๆ ยุคปี ค.ศ. 2000 "ไมเคิล เค เบิร์กแมน" CEO ของบริษัทสตรัคเจอร์ไดนามิก และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีข้อมูลดิจิตอล ได้พูดเปรียบเปรยเกี่ยวกับการค้นหาข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ตว่า มันก็คล้าย ๆ กับการหว่านแหลากอวนลงบนพื้นผิวของมหาสมุทร ที่เราจะได้สิ่งที่ต้องการก็เฉพาะสิ่งที่เราสามารถจับมันหรือเห็นมันได้เท่านั้น แล้วสิ่งที่มันอยู่ลึกลงไปกว่านั้นล่ะ ? มันก็ล้วนเป็นข้อมูลที่เราไม่อาจจะเข้าถึงได้เลย ลำพังเพียงแค่ข้อมูลที่เราสามารถค้นหาเจอจากเสิร์ชเอ็นจิ้นอย่างกูเกิ้ล ยาฮู หรือที่แห่งอื่น ๆ มันก็จะแสดงให้เราเห็นแค่หัวข้ออย่างผิวเผิน ยิ่งถ้าเป็นข้อมูลที่ถูกฝังอยู่ก้นบึ้งของการค้นหา เราก็จะพบว่าแทบไม่มีผู้ให้บริการระบบค้นหาที่ไหนสามารถสืบค้นเข้าไปถึงได้เลย หรือแท้ที่จริงแล้ว… พวกเขาตั้งใจที่จะทำให้มันไม่สามารถเข้าถึงได้กันแน่ ?

ไมเคิล เค เบิร์กแมน

ดังนั้นข้อมูลที่เราสามารถค้นหาได้บนระบบค้นหาปกตินั้นจึงถูกเรียกว่า "เวบไซต์ผิวนอก(Surface Web) " ซึ่งในปี ค.ศ. 2001 นั้น ได้มีการพบว่ายังมีเวบไซต์ที่ถูกซ่อนจากระบบการค้นหามาตรฐานนั้นอยู่อีกมากมาย โดยมันถูกเรียกว่า "Deep Web" โลกไซเบอร์ที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิว ที่เชื่อกันว่ามันมีจำนวนมากมายกว่าเวบไซต์ปกติเสียอีก



ซึ่งในเวลาต่อมา ก็ได้มีการบัญญัติคำว่า Deep web หรือ Dark web เพื่อมาใช้เรียกเวบไซต์เหล่านี้ขึ้นมาอย่างไม่เป็นทางการ โดยว่ากันว่าเวบไซต์เหล่านี้มักจะเป็นแหล่งมั่วสุมของกิจกรรมผิดกฏหมายมากมาย ตั้งแต่ยาเสพติดไปจนถึงสิ่งบันเทิงนอกระบบ เช่น ตลาดภาพยนต์สุดโหดที่ใช้การฆ่ากันจริง ๆ มาเป็นจุดขายหรือที่เรียกว่า "Snuff film"



ว่ากันว่ามีผู้คนมากมายพยายามจะเข้าถึงข้อมูลจากดีพเวบนี้ โดยมีการประมาณการว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 นั้น ในประเทศอเมริกามีข้อมูลบนดีพเวบขนาดใหญ่โตกว่า 7.5 เพตาไบต์ส์ และก็เพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 3 แสนดีพเวบไซต์ใน 5 ปีต่อมา ซึ่งนั่นก็ยังไม่รวมกับดีพเวบไซต์ในประเทศรัสเซียอีกประมาณกว่า 14,000 ดีพเวบไซต์เลยทีเดียว


โดย "ไมเคิล เค เบิร์กแมน" ยังบอกอีกว่า สาเหตุที่ดีพเวบไซต์มีจำนวนมากมายขนาดนี้ได้ ก็เพราะว่าเจ้าของเวบไซต์เหล่านี้ได้สร้างเวบขึ้นมา โดยไม่ต้องการที่จะลงทะเบียนกับระบบมาตรฐาน เพื่อจะได้ไม่มีระบบค้นหาเวบของที่ไหนสามารถค้นหามันเจอได้ง่าย ๆ ดังนั้นดีพเวบมันคือสถานที่ ๆ ไม่มีตัวตน หรือเวบไซต์ล่องหนที่เราไม่อาจเข้าชมได้ด้วยวิธีการปกตินั่นเอง


ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ "บรูซ เมาท์" และ "แมทธิว บี โคล" ผู้พัฒนาระบบซอฟท์แวร์ห้องสมุดส่วนตัวได้ระบุว่า พวกเขาได้เริ่มจัดทำระบบค้นหาดีพเวบขึ้นมาได้สำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 แล้ว

โดยดีพเวบหรือดาร์กเวบนั้น บางแห่งก็สามารถเปิดชมได้จากเวบบราวเซอร์ปกติ และก็มีอีกหลาย ๆ แห่ง ที่ได้พยายามปกปิดตัวเอง ซึ่งเวบเหล่านี้ก็จะมีเทคนิควิธีการเข้ารหัสที่ไม่สามารถเปิดเข้าดูได้ด้วยเวบบราวเซอร์มาตรฐานอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าบราวเซอร์ที่จะสามารถเปิดดีพเวบได้นั้น ได้มีผู้พัฒนาขึ้นมาแล้ว ซึ่งรายชื่อเวบบราวเซอร์ดังกล่าว มิติที่ 6 ขออนุญาตปกปิดข้อมูลเพื่อความปลอดภัยของท่านผู้ชมนะครับ

ถึงจะเข้าชมได้ เราก็ยังเสี่ยงที่จะเจอกับภัยคุกคามจากแฮ็กเกอร์อยู่ดี

โดยมิติที่ 6 ไม่แนะนำให้ท่านผู้ชมไปพยายามหาวิธีเข้าดีพเวบไซต์เหล่านี้จะดีกว่าครับ เพราะหลังจากที่ทีมงานได้ทำการตรวจสอบ และลองเข้าไปดูแล้วก็พบว่า ดีพเวบจริง ๆ ที่มีอยู่จำนวนมากมายนั้น มันก็ไม่ได้มีเสน่ห์อะไรมากพอที่จะทำให้เรารู้สึกว่า มันเป็นแหล่งข้อมูลที่จะทำให้เราได้ความรู้อะไรเพิ่มขึ้น เพราะถ้าเราจะนิยามเกี่ยวกับดีพเวบให้เป็นภาษาง่าย ๆ ที่คนไทยสามารถเข้าใจได้นั้น ดีพเวบมันก็สามารถเป็นไปได้ตั้งแต่

  • เวบเด็กวัยรุ่นสร้างขึ้นมาเล่น ๆ
  • เวบไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นบนเซอร์เวอร์ส่วนตัวสำหรับกลุ่มองค์กร
  • เวบสำหรับพูดคุยเรื่องราวผิดกฏหมาย
  • เวบไซต์การพนันผิดกฏหมายสโบเบ็ธ
  • ไปจนถึงเวบโป๊ เวบลามก
  • ไม่เว้นแม้แต่เวบไซต์ชวนจิตตกที่มีการโพสต์ภาพศพ หรือคลิปวิดีโอการฆ่ากันแบบไม่มีการเซ็นเซอร์
Deep web หรือ Dark Web มันก็คือแหล่งรวมสิ่งผิดกฎหมายนั่นเอง

เพราะว่าทุกวันเวบไซต์ที่มีเนื้อหาดังกล่าว มันก็สามารถค้นหาเจอได้ง่าย ๆ บนระบบค้นหาปกติอยู่บ้างเหมือนกัน เพียงแต่บางเวบก็ถูกทางรัฐบาลปิดกั้นไปแล้ว แต่ก็ยังมีอีกมากมายหลายแห่งที่รัฐบาลยังไม่สามารถตรวจสอบเข้าถึง ซึ่งการที่ยังเป็นแบบนี้อยู่มันก็อาจจะดีอยู่แล้วก็ได้


และถ้าหากเราไม่ใช้ความระมัดระวังไปโหลดโปรแกรม หรือเกมอย่างผิดกฎหมายจากดีพเวบเหล่านี้มาใช้งาน มันก็อาจจะกลายเป็นว่า เราได้เปิดช่องโหว่ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ให้พวกนักโจรกรรมไซเบอร์เข้ามาล้วงเอาข้อมูลสำคัญที่เราเก็บไว้ไปใช้ประโยชน์ผิด ๆ โดยที่ผู้เสียหายอย่างเรา อาจจะไม่สามารถแจ้งความดำเนินคดีกับคนร้ายได้เลย เพราะระบบป้องกันที่ภาครัฐมีใช้กันอยู่ในตอนนี้ ก็อาจไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเราได้เลย



ซึ่งมิติที่ 6 ได้รวบรวมข้อมูลดีพเวบนี้มาให้ท่านผู้ชมได้รับทราบ เนื่องจากมีผู้ชมขอเรื่องราวนี้กันมาอย่างมากมาย ซึ่งสุดท้ายการที่เราสามารถเดินเข้าไปในที่ ๆ คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธีการปกตินั้น มันก็อาจจะทำให้เราดูเก่งไม่เหมือนใคร แต่สุดท้ายเราก็อาจกลายเป็นเหยื่อของความอยากรู้อยากเห็นไปโดยไม่ได้ตั้งใจนั่นเอง ดังนั้นดีพเวบ ดาร์กเวบ หรือดาร์กเน็ต มันก็คือความยั่วยวนใจที่สุดท้ายคนที่เสียหายมากที่สุด ก็คือคนที่อยากจะเข้าไปเยี่ยมชม ซึ่งก็คือพวกเรานั่นเอง

อ่านจบแล้วไม่ควรพยายามหาคำตอบด้วยการค้นหาด้วยตัวเองจะดีที่สุดครับ



หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครบ์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา Wikipedia - Deepweb