ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนาเด็กนัยน์ตาสีดำ Black Eyed Kids




บนโลกออนไลน์นั้น มีเรื่องเล่าน่ากลัวมากมาย และหลาย ๆ เรื่องนั้น มักจะมีการพูดถึงการได้เผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

 เปิดดูบนยูทูป
เปิดชมบน Youtube

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะขอนำท่านผู้ชมไปพบกับเรื่องราวตำนานการเผชิญหน้ากับคนลึกลับกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถใช้พลังจิตบังคับให้เราต้องเปิดประตูบ้าน เพื่อนำพวกเขาเข้ามาทำอะไรบางอย่าง โดยไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่ ?

โดยก่อนที่เราจะไปดูที่มาของเรื่องราวนี้ มิติที่ 6 จะขอเล่าตำนานของพวกเขา ที่ได้มีการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกันก่อน โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า

พวกนัยน์ตาสีดำ(Black Eyed People) ที่บางครั้งก็ถูกเรียกว่า พวกเด็กนัยน์ตาสีดำ หรือเด็กตาดำ(Black Eyed Children หรือ Black Eyed Kids) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า "บีอีเค" หรือ "เบค(Bek)" นั้น ส่วนมากจะเป็นวัยรุ่นและเด็ก ๆ โดยพวกเขาล้วนมีลูกนัยน์ตา ม่านตา และส่วนที่น่าจะเป็นสีขาวนั้นเป็นสีดำสนิททั้งหมด และในบางครั้งก็มีรายงานว่า ผิวหนังของพวกเขานั้นเป็นสีฟ้าซีดเหมือนกับศพ โดยผู้คนที่ได้เผชิญหน้ากับพวกนัยน์ตาสีดำนั้น มักจะได้สัมผัสกับประสบการเหนือธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ล้วนแล้วแต่ส่อถึงความเป็นอันตราย ที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ว่ามันคืออะไร

มีบ่อยครั้งที่ผู้คนจะพบเหล่าเด็กตาสีดำพวกนี้ กำลังเล่นเกมอะไรสักอย่าง พร้อม ๆ กับร้องเพลงสำหรับเด็กที่ชื่อว่า "คุณลุงขายาว(Old Man Long Legs)" ไม่ก็เพลง "A Man in Our Town" ที่มีท่อนหนึ่งร้องว่า "เขากระโดดเข้าไปในพุ่มไม้หนาม... "

พวกเด็กตาดำนี้ มักจะอาศัยอยู่ในพื้นที่รกร้างที่ถูกทอดทิ้งไม่มีคนอาศัย และในบางครั้งก็มีข่าวลือกันว่า พวกเขามักจะปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูบ้านของเรา บางทีก็มาคนเดียว บางทีก็มากันเป็นคู่ ด้วยใบหน้าและท่าทางที่ดูมาดมั่นผิดผู้คนทั่วไป ซึ่งเด็ก ๆ พวกนี้มักแสดงอาการก้มหน้า ซ่อนดวงตาสีดำสนิทของพวกเขาเอาไว้ราวกับว่าพวเขาเป็นคนขี้อาย แต่น้ำเสียงของเขานั้นกลับฟังดูเกินอายุ

โดยน้ำเสียงและสำนวนภาษาการพูดจาที่ดูเป็นผู้ใหญ่จนเกินตัวของพวกเขานั้น มักจะพูดหว่านล้อมเหยื่อให้ช่วยนำพวกเขาเข้าไปในบ้าน เพื่อจะขอใช้โทรศัพท์หรือไม่ก็เพื่อขอหลบภัยอันตรายอะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่ได้ระบุให้เรารู้ และจะมีบางกรณี ที่เวลาคนในบ้านมองออกมานอกหน้าต่าง แล้วไปเห็นพวกเขากำลังเล่นอยู่ข้างนอก พวกเขาก็จะหยุดกิจกรรมนั้นทันที แล้วก็หันมาจ้อง ไม่ก็พยายามหลอกล่อเราด้วยการพูดจาหว่านล้อม ขอให้เราเปิดประตูพาพวกเขาเข้าไปในบ้านอีกด้วย

มีหลายครั้งที่ผู้คนหลงเชื่อทำตาม ทั้ง ๆ ที่เหตุผลของพวกเด็กตาดำนั้น มันก็ดูจะไม่เป็นเหตุเป็นผลเลย นั่นก็เป็นเพราะว่าสายตาของเหยื่อได้จ้องมองไปที่ดวงตาคู่สีดำสนิทจากพวกเขาไปแล้วนั่นเอง โดยถ้าเรายังไม่ยอมทำตามที่พวกเด็กตาดำขอ พวกเขาจะเริ่มแสดงทีท่าเกรี้ยวกราดและจ้องเขม็งมาที่เรา เพื่อบังคับให้เราทำตามคำขอของพวกเขาให้ได้ โดยมีบางคนที่ได้บอกเล่าว่า สิ่งที่พวกเด็กตาดำเหล่านี้กำลังทำนั้นก็คือ การพยายามใช้พลังจิตควบคุมจิตใจของเราอยู่นั่นเอง


โดยที่มาของพวกเบค หรือเด็กตาสีดำนั้น ไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้เลยว่าพวกเขาคือใคร มีต้นกำเนิดมาจากไหน ซึ่งก็มีบางคนเข้าใจว่า พวกเขานั้นก็คือเหล่าดวงวิญญาณของเด็ก ๆ ที่เคยหายตัวไป หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย และเข้าใจว่าพวกเขานั้นก็คือลางร้ายแห่งโรคภัยที่เข้ามาเพื่อพิพากษาพวกเรา

ซึ่งก็มีบางกรณีที่พวกเด็ก ๆ เหล่านั้น จะชักชวนให้พวกเราเข้าร่วมเป็นพวกเด็กตาดำด้วย ซึ่งพวกเขาจะทำแบบนั้นก็ต่อเมื่อ พวกเขาสามารถเข้ามาในบ้าน หรือในรถของเราได้สำเร็จ ซึ่งมันก็ทำให้เรานึกถึงตำนานเกี่ยวกับพวกแวมไพร์ หรือผีดูดเลือด แต่เด็กตาดำจะไม่สามารถทำอะไรเราได้เลย ถ้าเราสามารถปฏิเสธความต้องการแรกของพวกเด็กตาดำได้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีรายงานว่า พวกเด็กตาดำจะทำร้ายเราจนถึงขั้นเสียชีวิต เพียงเพราะว่าเราปฏิเสธคำขอของพวกเขาแต่อย่างใด


-----จบ-----


เรื่องราวของเด็กนัยน์ตาสีดำนั้น เป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าต่อกันมาอย่างมากมายในโลกอินเตอร์เน็ต โดยมันเริ่มต้นจากกลุ่มข่าวเล็ก ๆ ในช่วงปี 90 และได้มีเรื่องเล่าขานแยกย่อยออกมาเป็นกรณีต่าง ๆ มากมาย จนเริ่มจะบานปลายกลายเป็นตำนานแพร่หลายไปในหลาย ๆ ประเทศ ถึงขั้นไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเรา ที่เคยมีหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หัวเขียว ก็ได้เคยเอาข่าวนี้มานำเสนอ จนเป็นที่พูดถึงกันเป็นวงกว้างว่า แท้ที่จริงแล้วเรื่องราวของพวกเด็กตาดำนั้น มันเป็นเรื่องจริงแน่หรือเปล่า

ข่าวเด็กตาดำ หนังสือพิมพ์นักข่าวหัวเขียวในไทย

โดยต้นเรื่องที่แท้จริงนั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1998 เมื่อนักเขียนและผู้รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์รายวันประจำเมืองเอบิลีน ในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อว่า "ไบรอัน บีเธล" ได้โพสต์เรื่องยาวเรื่องหนึ่งเอาไว้ในกลุ่มข่าวของยูสเน็ตชื่อกลุ่มว่า alt.folklore.ghost-stories ที่เล่าเรื่องราวที่เขาได้เคยพบเมื่อ 2 ปีก่อน ของสมัยนั้น โดยระบุว่าสิ่งที่เขาได้พบนั้นก็คือเด็กตาดำสองคน ได้เดินเข้ามาขอขึ้นรถ ช่วงที่เขาจอดรถอยู่หน้าโรงหนังแห่งหนึ่งในเมืองเอบิลีน ในรัฐเท็กซัสนั่นเอง

"ไบรอัน บีเธล" ผู้เปิดประเด็นเรื่องเด็กตาดำคนแรก

ข่าวการพบเด็กตาดำของ "ไบรอัน บีเธล"


และต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1998 ไบรอันก็ได้เข้ากลุ่ม "ไออาร์ซี" และนำเรื่องราวคล้าย ๆ กันนี้ไปโพสต์ลงในแชท โดยคราวนี้มีเนื้อเรื่องพูดถึง การพบกับเด็กชายหญิงตาสีดำในพอร์ตแลนด์ โอเรกอนในช่วงปีนั้น และอีกสามปีต่อมาในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ก็ได้มียูสเซอร์ชื่อ "ฮาร์เวสต์วินด์" ได้ตอบกลับโพสต์ดังกล่าว ด้วยการเล่าเหตุการณ์ที่คล้าย ๆ กันในพอร์ตแลนด์ปี ค.ศ. 2000 อีกด้วย

โพสต์ของ ฮาร์เวสต์วินด์

โดยเรื่องราวในตอนนั้น ก็ไม่ได้เป็นที่แพร่หลายมากมายสักเท่าไหร่ แต่เรื่องราวของเด็กตาสีดำนี้ เริ่มโด่งดังจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาก็เพราะในวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2004 ได้มีผู้เปิดกระทู้ลงในเวบกระดานข่าว เดโมเครติคอันเดอร์กราวด์ เล่าเรื่องราวในหัวข้อ “เด็กปีศาจ” ที่นำมาจากเวบไซต์ Ghost.org ซึ่งเรื่องราวนี้ มันก็คือเรื่องราวเดียวกันกับที่ไบรอัน บีเธล ได้เคยเขียนเอาไว้มาก่อนนั่นเอง โดยในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 2004 ลิงค์ของโพสต์นี้ ก็ได้ถูกนำไปโพสต์ไว้ในเวบบอร์ด Paranormal Soup forums จนมีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายกว่า 29 หน้า และก็ได้ถูกนำไปโพสต์ในกระดานข่าวของเวบไซต์ Snopes เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 และได้วิเคราะห์เรื่องราวนี้กันอย่างมากมายไปต่าง ๆ นา ๆ

และในช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2004 ก็ได้มีผู้ใช้ชื่อว่า “ที” อ้างว่าเป็นผู้หญิงอายุ 47 ปี ซึ่งชื่อทีดังกล่าว น่าจะหมายถึงทีใน ลัทธิประตูสู่สวรรค์(Heaven’s Gate) ที่มิติที่ 6 ได้เคยนำเสนอมาก่อน โดยเธอได้โพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กตาดำไว้อีกแนวที่เวบไซต์ About.com ในหมวดเรื่องน่ากลัว



ในปี ค.ศ. 2008 ก็มีเวบไซต์ข่าวทางเลือกชื่อว่า Rensee.com โดย “เท็ด ทเว็ตเมเยอร์” ได้เขียนเรื่องราวการพบเห็นเด็กตาดำออกมาอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเรื่องคราวนี้ก็ไม่ได้เหมือนกับต้นฉบับคนอื่น ๆ ราวกับว่าเขาเป็นอีกคนที่ได้เคยพบเจอเด็กตาดำจริง ๆ มาแล้ว

ซึ่งต่อมา ก็ได้เกิดเรื่องราวเกี่ยวกับการพบเด็กตาดำ มาโพสต์กันอีกมากมาย โดยมันได้ถูกรวบรวมไว้บนเวบบล็อกแนวสยองขวัญทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา

ในปี ค.ศ. 2013 รายการ Weekly Strange ของ MSN ก็ได้ทำสารคดีสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กตาดำออกมา โดยปัจจุบันเราก็ยังสามารถหาชมได้บนเวบไซต์ Vimeo.com ซึ่งในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน เว็บไซต์ Reddit ก็ได้มีผู้โพสต์เรื่องราวที่เขาได้พบกับเด็กตาดำอีกครั้ง

สารคดีเด็กตาดำของ MSN ใน Vimeo

ในปี ค.ศ. 2014 ก็ได้มีผู้สร้างเวบไซต์เพื่อรวบรวมรายงานการพบกับเด็กตาดำขึ้นมาในเว็บไซต์ Blackeyedchildrenreports

โดยในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2008 นั้น เรื่องราวของเด็กตาดำที่มิติที่ 6 ได้นำมาเล่าตอนต้นเรื่อง ก็ได้ถูกโพสต์ไว้ที่เวบไซต์ ครีบปี้พาสต้า โดยเรื่องนี้ก็ได้คะแนนความน่าสนใจค่อนข้างสูงมาก

จนวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 2011 ก็ได้เริ่มมีเรื่องราวที่ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ เกี่ยวกับเด็กตาดำบนเวบไซต์ ครีบปี้พาสต้าวิเกีย คราวนี้ได้พูดถึงการพบกับพวกเขาในเขตแคนซัส

โดยเรื่องราวของเด็กตาดำนี้ ก็ได้ถูกนักสร้างหนังสมัครเล่นชื่อ “แมทท์ แมทเซน” นำมาสร้างเป็นหนังสั้นความยาว 15 นาที โดยใช้ชื่อเรื่องว่า Black Eyed Children และในปี ค.ศ. 2012 ก็ได้มีภาพยนต์เรื่อง Sunshine Girl and the Hunt for Black Eyed Kids ที่กำกับโดย “นิโคลาส เจ ฮาเกน” โดยมันได้ถูกฉายในโรงภาพยนต์คิกกินส์ ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 2012 และในปี ค.ศ. 2015 ก็มีภาพยนต์อินดี้ออกมาอีกเรื่องชื่อว่า Black Eyed Children: Let Me In ออกมาให้ชมกันด้วย

โดยในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2013 นั้น ได้มีงานเขียนของนักเขียนเรื่องราวสยองขวัญชื่อ “ลี บริคลีย์” (Lee Brickley) ออกเผยแพร่บนบล็อกแนวสยองขวัญที่เกี่ยวข้องกับย่านแคนน็อคเชส ในสแตฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ โดยเขาได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคุณอาของเขา ที่ได้เผชิญหน้ากับเด็กตาดำ ที่ป่าของคืนหนึ่งในช่วงหน้าร้อนของปี ค.ศ. 1982 โดยในบล็อกนั้นได้มีการเพิ่มเติมลิงค์วิดีโอที่สัมภาษณ์เขาเอาไว้ด้วย ซึ่งตัวของลีนั้นก็ได้นำเสนอตัวเองเอาไว้ในฐานะนักสืบเรื่องลึกลับสยองขวัญ ที่นอกจากจะพูดถึงเด็กตาดำแล้ว เขาก็ยังพูดถึงรายงานการพบยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาว หรือพวกอมนุษย์ในตำนานอีกด้วย

"ลี บริคลีย์" ผู้นำเรื่องเด็กตาดำมาเผยแพร่จนเป็นข่าวไปทั่วโลก

งานเขียนการค้นพบเด็กตาดำของ "ลี บริคลีย์"

แต่การเล่าเรื่องมันก็ต้องมีการพิสูจน์ เพราะในเดือนเมษายน ค.ศ. 2013 เรื่องราวของเด็กตาดำนั้นได้ถูกเวบไซต์ Snopes ที่เป็นเวบไซต์แนวแฉความจริงบนโลกออนไลน์ได้ออกมาระบุว่า ตำนานของเด็กตาดำนั้นก็เป็นหนึ่งในเรื่องราวหลอกลวง ที่ถูกนำมาเล่ากันมากมาย โดยไม่มีใครสามารถระบุหลักฐานได้ว่า มีเรื่องไหนเกิดขึ้นจริงเลยสักครั้ง โดยเวบไซต์แห่งนี้ ได้ย้อนกลับไปดูเรื่องราวที่เคยถูกโพสต์ไว้ในอดีต ไล่ย้อนไปจนถึงโพสต์แรกที่ถูกโพสต์โดยไบรอัน บีเธล ซึ่งสุดท้ายก็พบว่า มันเป็นเพียงเรื่องเล่าน่ากลัวเรื่องหนึ่ง ที่ถูกเล่าลือออกไปกันเป็นวงกว้างเท่านั้นเอง

และสิ่งที่เราอาจจะไม่ค่อยทราบกันอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2013 นั้น ได้เคยมีเรื่องราวพูดถึงบางคน ที่ได้เปิดประตูรับเด็กตาดำเข้ามาในบ้าน แล้วเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น โดยต่อมาก็มียูทูบเบอร์ที่ใช้ชื่อว่า “Spirit” โพสต์คำถามเกี่ยวกับเด็กตาขาว หรือไวท์อายด์คิดส์ขึ้นมา โดยเรียกย่อ ๆ ว่า “เวค” ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นการจุดประเด็นเกี่ยวกับตำนานใหม่ขึ้นมา เกี่ยวกับเด็กตาขาวที่ไม่ได้ขี้ขลาดตาขาวอย่างที่บ้านเรานิยามกันเอาไว้เลย โดยท่านผู้ชมสามารถติดตามเรื่องราวของเด็กตาขาวได้ ด้วยการพิมพ์คำว่า White Eyed Kids ในช่องค้นหาบนเวบไซต์ยูทูปได้นะครับ

โดยในประเทศไทยนั้น ได้มีสำนักพิมพ์ข่าวระดับยักษ์ใหญ่ของไทย เข้าใจว่าเรื่องราวของเด็กตาดำนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ เพราะทางเวบไซต์ข่าวสำนักนี้ ได้เคยนำเรื่องราวการพบเด็กตาดำที่เคยถูกแต่งขึ้นมาในต่างประเทศ มานำเสนอเป็นข่าวบนเวบไซต์ว่า มีผู้พบเห็นเด็กตาดำขึ้นมา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวเด็กตาดำนั้น จะอยู่ในเวบข่าวของสำนักข่าวนี้ได้ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า มันเกิดจากความผิดพลาดในข้อมูลข่าวสารอะไรบางอย่าง ที่ต่างประเทศได้นำเสนอกันอย่างมากมายในช่วงนั้น และนั่นก็กลายเป็นบ่อเกิดเรื่องเล่าของเด็กตาดำในประเทศไทยอีกหลาย ๆ แห่ง โดยมิติที่ 6 เอง ก็เพิ่งทราบที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ก็ตอนที่เราได้ลงมือค้นหาเรื่องราวที่แท้จริงของเด็กตาดำเช่นกัน


เมื่อเรารู้เรื่องราวที่แท้จริงของเด็กตาดำกันแล้ว มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกว่า เวลาที่มีใครนำเรื่องราวของเด็กตาดำมาเล่าสู่กันฟังในวงสนทนา ก็จงอย่าได้ไปทำอะไร ที่จะทำให้การเล่าเรื่องนั้นต้องหยุดชะงักลงไปจะดีกว่านะครับ เพราะว่าความจริงนั้น มันช่างไม่มีเสน่ห์ เอาเสียเลย


พบกับรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ที่จะพาท่านไปพบกับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับค้นหาที่มา ให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกันทุกวันศุกร์สะดวกนะครับ หลังจากจบรายการแล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
[3] Paranormal Soup – The Black eyed kids
[4] About.com – The Black-Eyed Kids
[8] Creepypasta.com – The Black Eyed Kids
[9] Creepypasta wikia – Black-Eyed People
[10] Creepypasta wikia – Black-Eyed Kids in Kansas
[18] Google Groups archive – Some questions from a novice.
[19] Google Groups archive – Black-eyed children

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

[จัดเต็ม 18+...] มิติที่ 6 ซีอุย แซ่อึ้ง ตำนานฆาตกรกินคนสยองขวัญ




ฆาตกรต่อเนื่องในประเทศไทยนั้นมีอยู่หลายคน แต่จะมีสักกี่คนที่ก่อคดีสะเทือนขวัญถึงขั้นแม้ตัวจะถูกประหารไปแล้ว แต่ร่างกายของเขาก็ยังคงต้องชดใช้ความผิด ด้วยการถูกจองจำอยู่ในตู้เก็บศพของโรงพยาบาล


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านกลับมาที่ประเทศไทย กับคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญระดับตำนาน ของชายชาวจีนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาพึ่งพิง พกเอาความเชื่อในการกินคนมาก่อคดีอุกฉกรรจ์ จนทำให้ชาวบ้านในยุคสมัยนั้น ต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน !!


นายซีอุย แซ่อึ้ง เกิดช่วงปี พ.ศ. 2470 ในย่านซัวเถา ประเทศจีน เขาเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้องทั้งหมด 12 คนของนายฮุนฮ้อ และนางไป๋ติ้ง แซ่อึ้ง ซีอุยเป็นคนรูปร่างเล็กกว่าคนที่อายุใกล้เคียงกันในละแวกนั้น ซึ่งทำให้ในวัยเด็กของซีอุย มักจะถูกเพื่อน ๆ วัยเดียวกันที่เรียกได้ว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน คอยรังแกทำร้ายอยู่บ่อย ๆ และถึงจะพยายามต่อสู้อย่างไร ก็ไม่เคยได้ลิ้มรสชาติของชัยชนะเลย

ตามคำบอกเล่าของซีอุยเองบอกว่า ช่วงที่เขาถูกรังแกแล้วต้องแพ้กลับมาในวันหนึ่งนั้น ได้มีนักบวชชราทนเห็นเขาต้องถูกรังแกอยู่เป็นประจำไม่ไหว ท่านจึงเดินเข้ามาหาแล้วบอกเคล็ดลับที่จะทำให้ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล นั่นก็คือการกินหัวใจและตับของคน มันจะทำให้เขามีพลังแข็งแกร่งมากพอที่จะเอาชนะพวกเพื่อนอันธพาลเหล่านั้นได้ ซึ่งตัวของซีอุยในวัยเด็กเองก็น้อมรับคำแนะนำนั้นอย่างตั้งใจ และเริ่มหัดกินเนื้อสด ๆ ที่ได้มาจากการล่าสัตว์ของเขานั่นเอง

แน่นอนว่าอวัยวะที่ซีอุยชอบรับประทานนั้นก็คือ ตับ ไต และหัวใจ ซึ่งเรื่องนี้แม้คนรอบ ๆ ตัวของซีอุยจะรู้เข้า ก็ไม่ได้คิดห้ามปรามอะไร เพราะอย่างน้อยซีอุยก็ยังเป็นเด็ก พ่อแม่ก็ไม่ค่อยว่างจะมาดูแลลูกจำนวนมากมายของตนได้ทั่วถึง จึงทำให้เขากลายเป็นคนแปลก ๆ มาตั้งแต่ตอนนั้น

ด้วยพ่อแม่ของซีอุยนั้นเป็นชาวไร่ที่มีฐานะค่อนข้างยากจน แถมยังมีภาระต้องเลี้ยงดูลูก ๆ มากมาย ทำให้ซีอุยจำเป็นต้องออกมาจากบ้านเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง โดยเขาได้ออกเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ตามความพอใจ ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น

จนมาถึงช่วงปี พ.ศ. 2488 ซีอุยก็อายุได้ 18 ปี เข้าเกณฑ์จะต้องไปเป็นทหารประจำการร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในหน่วยรบทหารราบที่ 8 ที่เขาประจำการอยู่นั้น ได้ถูกนักรบข้าศึกจากญี่ปุ่นบุกเข้าปิดล้อม จนไม่สามารถออกไปรับเสบียงได้ ท่ามกลางความขาดแคลนเสบียงก็เข้ามาสนับสนุนไม่ได้ ไหนจะสภาพอากาศที่หนาวเย็น ความอดอยากเริ่มคืบคลานเข้ามา ซึ่งถึงตอนนี้แม้กระทั่งรองเท้าหนัง พวกเขาก็สามารถเอามาต้มกินเพื่อประทังชีวิตให้รอดไปวัน ๆ แต่กับซีอุยแล้ว เขามีทางเลือกที่ดีกว่านั้น นั่นก็คือการนำศพของเพื่อนทหารที่ตายไปแล้วมากินนั่นเอง !!

ด้วยเพราะสมัยเด็กซีอุยเคยล่าสัตว์เพื่อกินเครื่องในสด ๆ อยู่แล้ว ตอนนี้มีศพเพื่อน ๆ อยู่ตรงหน้า มันก็ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าสิ่งเขาตัดสินใจทำนั้นมันจะแปลกตรงไหน เพราะนักบวชเฒ่าเองก็เคยบอกเอาไว้ว่า หัวใจ ตับ และไตของมนุษย์นั้นกินได้ แถมยังช่วยเพิ่มพลังให้อีกมากมายด้วย ซีอุยจึงเริ่มชำแหละศพทหารเหล่านั้นเพื่อนำมาต้มกิน ท่ามกลางความสะอิดสะเอียนของเพื่อนทหารที่ยังมีชีวิตอยู่ตรงนั้น ที่ต้องทนมองดูซีอุยกินแล้วทำท่าเหมือนได้รับพลังไปด้วย

ต่อมาเมื่อสงครามสงบลง ซีอุยก็ถูกปลดออกจากกองทัพ ซึ่งในประเทศจีนยุคหลังสงครามโลกนั้น มันกลับกลายเป็นประเทศแห่งความอดอยาก และถูกกดขี่ข่มเหงจากระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ชาวบ้านส่วนใหญ่ตัดสินใจทิ้งแผ่นดินเกิดของตัวเองลงเรือสำเภาบ้าง เรือยนต์บ้าง เพื่อเดินทางออกจากแผ่นดินแม่ ไปตายเอาดาบหน้าเสียยังดีกว่าอยู่แบบไร้ความหวังที่บ้านเกิด

ซีอุยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาตัดสินใจลงเรือขนส่งสินค้าชื่อ "โคคิด" เพื่อเดินทางไปประเทศใหม่ ประเทศที่ห่างไกลจากที่นี่ ที่ ๆ ซึ่งไร้โอกาส อย่างน้อยที่แผ่นดินใหม่แห่งนั้นก็น่าจะทำให้ชีวิตของเขาเป็นอยู่ดีขึ้นกว่านี้แน่นอน ซึ่งที่หมายของการเดินทางครั้งนี้ ก็คือประเทศไทยนั่นเอง

หลังจากที่ข้ามน้ำข้ามทะเลเกือบสามสัปดาห์ ในที่สุด วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ซีอุยก็มาถึงประเทศไทย โดยชีวิตที่นี่ในช่วงแรกซีอุยต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพราะตัวเองนั้นไม่ได้เดินทางเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย ซีอุยกับเพื่อน ๆ ที่เดินทางมาด้วยกันก็พยายามตามหาญาติที่ตัวเองได้ข่าวว่า พวกเขาได้เดินทางมาอยู่ที่เมืองไทยก่อนหน้านี้ แต่แผ่นดินไทยมันออกจะกว้างใหญ่ ซีอุยเองก็เลยจนปัญญาที่จะตามหาญาติของเขาได้เจอ ซึ่งสุดท้ายซีอุยก็ตัดสินใจเดินทางลงไปที่ อ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปรับจ้างเป็นคนงานในไร่ที่นั่น ซึ่งชีวิตของซีอุยตอนนี้ก็ไม่ได้มั่นคงสักเท่าไหร่ เขาเปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อย ๆ จนมารู้ตัวอีกที ซีอุยก็อยู่เมืองไทยนานถึง 8 ปี แล้ว

ขอบคุณภาพจาก Tapae inn

ซีอุยตอนนี้เริ่มพูดภาษาไทยได้มากขึ้น เขาได้เข้าไปทำงานอยู่ในสวนของ "นายไอ่ แซ่เล้า" โดยในช่วงนี้สภาพร่างกายของซีอุยก็ไม่ค่อยจะสู้ดี เพราะตั้งแต่มาอยู่เมืองไทยตัวเองก็มีชีวิตอยู่แบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทั้งความหิว ความเครียดสะสม ทำให้ยามที่เขาไม่สบายทีไรก็มักจะนึกถึงนักบวชชราคนนั้น นักบวชเพียงคนเดียวที่เคยให้คำปรึกษาในยามที่ย่ำแย่ที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าคำสอนของนักบวชท่านนี้ก็ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาตลอดมา ซึ่งใครจะไปคิดว่าซีอุยจะยังคงถวิลหาสิ่งที่นักบวชเฒ่าได้เคยให้คำแนะนำเอาไว้ !!!

เพราะในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2497 ช่วงเวลาประมาณหนึ่งทุ่มของวันนั้น ซีอุยได้ออกมาเดินเล่นในตลาดทับสะแก และก็ได้พบกับ "ด.ญ. บังอร ภมรสุต" อายุ 8 ขวบ ลูกสาวของนายตำรวจคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นเช่นกัน โดยช่วงเวลาดังกล่าวในสมัยนั้น บรรยากาศก็เริ่มจะเงียบไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมาแล้ว โดยหนูน้อยกำลังเดินจะไปอาบน้ำ นุ่งผ้าถุงสีแดงเพียงท่อนล่างตามประสาเด็ก ซึ่งใครจะไปคิดว่า ในสายตาของซีอุยแล้ว เด็กคนนั้นจะสามารถเป็นอะไรได้บ้าง

ซีอุยได้ตัดสินใจบุกเข้าไปจับตัวเด็กหญิง แล้วอุ้มหลบออกไปตามทางมืด ๆ ข้างโรงสีในบริเวณนั้นนั่นเอง โดยต่อมาก็มีผู้พบเด็กหญิงบังอรนอนหมดสติอยู่แถวริมคลองซึ่งรอดชีวิตมาได้ แต่มีร่องรอยของการถูกกัดที่คอเลือดไหลเลอะเทอะไปทั่ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ในตอนนั้นคนร้ายอาจจะตกใจอะไรบางอย่าง หรืออาจจะมีคนผ่านมา ถึงได้ผละหนีไปก่อนที่จะได้ลงมือสังหารเหยื่อ  แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าคนร้ายต้องการอะไรจากเหยื่อกันแน่

ด.ญ. บังอร ภมรสุต ผู้รอดชีวิต

สองเดือนผ่านมาในคืนวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 วันนั้นมีงานแต่งงานของผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอทับสะแก จัดที่ลานอเนกประสงค์ของอำเภอ ชาวบ้านต่างก็พาลูกหลานมาร่วมงานพิธีครั้งนี้กันมากมาย ท่ามกลางความสุขนั้น ซีอุยกลับพยายามจะทำตามที่ตัวเองตั้งใจอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขาได้พบเหยื่อรายใหม่เป็นเด็กหญิงวัย 11 ปี เธอคือ "ด.ญ. นิด แซ่ภู" ลูกสาวของนางจำเนียร แซ่ภู ที่ตอนนั้นเด็กหญิงและน้องสาวได้เดินออกจากงานเพื่อขอตัวกลับบ้านไปนอน โดยเส้นทางกลับบ้านของเธอนั้น เป็นทางเปลี่ยวที่ห่างจากเวทีรำวงพอสมควร ซึ่งซีอุยก็อาศัยจังหวะนี้บุกจู่โจมเด็กหญิงต่อหน้าน้องสาวของเธอทันที ซีอุยจัดการอุ้มเด็กหญิงนิดหายไปในเงามืด ปล่อยให้น้องสาวที่ตกใจกลัวร้องไห้อยู่บริเวณนั้นเพียงคนเดียว โดยต่อมาศพของเธอก็ถูกพบอยู่ในป่าหญ้ารกใต้สะพานทางรถไฟ สภาพศพถูกมีดแทงที่บริเวณลำคอ และที่หน้าท้องถูกชำแหละควักเอาเครื่องในทั้งหัวใจ ตับ และไตออกไป โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสมัยนั้น ยังไม่สามารถหาพยานแวดล้อมได้เลยว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้ลงมือก่อเหตุสะเทือนขวัญขนาดนี้

นางจำเนียร แซ่ภู มารดา ด.ญ. นิด แซ่ภู

หลายเดือนถัดมาซีอุยก็เปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อย ๆ ทำให้เรื่องราวสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ไม่สามารถตามจับตัวคนร้ายได้ และซีอุยก็ได้เดินทางขึ้นไปยังกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนปีเดียวกัน ซึ่งที่นี่เขาได้ลงมือฆ่า "ด.ญ. ม่วยจู แซ่ฮั้ว" อายุ 6 ปี ลูกของนายกิมปั๊ก กับนางไซเฮียง เจ้าของร้านขายเครื่องเหล็กยี่ห้อหนึ่งแถวถนนมิตรไมตรี โดยอาศัยจังหวะที่เด็กเดินออกมาจากโรงงิ้ว แล้วหลอกล่อด้วยขนม จากนั้นก็ลักพาตัวแล้วนำเหยื่อไปฆ่าที่บริเวณสถานีรถไฟสวนจิตลดา

ด.ญ. ม่วยจู แซ่ฮั้ว ผู้เสียชีวิต

จากนั้นซีอุยก็เดินทางกลับมาที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกครั้ง และก็ได้ก่อคดีฆาตกรรมขึ้นอีก โดยในช่วงพลบค่ำของวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2498 นั้น ซีอุยที่ได้ไปเที่ยวในอำเภอสามร้อยยอด และได้ลงมือจับตัว "ด.ญ. กิมเฮียง แซ่ลี้" อายุ 7 ปี เธอเป็นลูกสาวของนายหยิ่นฟา และนางซิ่ว แซ่ลี้ ที่กำลังเดินเล่นอยู่แถวโรงลิเกย่านนั้น โดยศพของเด็กหญิงถูกพบในสามวันถัดมา ในสภาพถูกผ่าเอาเครื่องในออกไปเช่นเดียวกับรายแรกนั่นเอง ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สันนิษฐานได้เพียงว่า คนร้ายนั้นน่าจะเป็นคนเดียวกันกับคดีของเด็กหญิงนิดแน่ ๆ เพราะลักษณะการฆ่ามันคล้ายกันค่อนข้างมาก แต่คนร้ายมันจะทำแบบนี้ทำไมกัน ?

เวลาผ่านไปไม่กี่วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จับตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน 2 คน โดยอาศัยข้อมูลและเหตุจูงใจเรื่องทะเลาะเบาะแว้งในที่ดินทำกิน ซึ่งแน่นอนว่าผู้ต้องสงสัยทั้งคู่นี้ไม่ใช่ซีอุย และในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องปล่อยตัวพวกเขาไป เพราะพยานหลักฐานไม่มากพอที่จะเอาผิดได้

คนร้ายก็ยังจับตัวไม่ได้ แถมผู้ต้องสงสัยที่หามาก็ไม่ใช่คนร้ายอีก ความหวาดกลัวก็เริ่มเข้าครอบงำชาวบ้านจนวัน ๆ ไม่เป็นอันทำอะไร ต้องคอยสอดส่องบุตรหลาน และดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกคนร้ายจิตวิปริตบุกเข้ามาจับตัวไปฆ่า ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ได้กลายเป็นคำเตือนของผู้ปกครอง ที่ต้องคอยบอกเด็ก ๆ ไม่ให้ออกไปไหนตอนค่ำ ๆ เพราะอาจจะถูกคนร้ายจับตัวไปฆ่าควักหัวใจกินตับก็เป็นได้

ในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2498 ที่อำเภอสามร้อยยอดเช่นเดียวกันได้มีผู้พบศพ "ด.ญ. หงั่น แซ่ลี้" อายุ 10 ปี ลูกสาวของนายไกว และนางน้ำ แซ่ลี้ ที่หายตัวไปพร้อมกับน้องสาววัยทารกอายุ 8 เดือน ช่วงหลังจากลิเกเลิกเมื่อคืนวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2498 ซึ่งก่อนจะมีผู้พบศพของเธอ ชาวบ้านก็ได้พบตัวน้องสาวของเธอ กำลังนอนร้องไห้อยู่ริมถนนไม่ไกลจากโรงลิเก โดยศพของเด็กหญิงหงั่นถูกพบที่บริเวณโรงเก็บน้ำมันของกรมทางหลวงแถวท้ายตลาดสามร้อยยอด ในสภาพเดียวกันกับสองศพแรก

เหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญครั้งนี้ ทำให้อธิบดีกรมตำรวจอย่าง "พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์" ถึงกับต้องออกคำสั่งเด็ดขาด ให้รีบจัดการตามล่าคนร้ายรายนี้ให้เจอโดยเร็วที่สุด แต่ถึงจะประกาศกันขนาดนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถตามจับตัวคนร้ายได้สักที เพราะคนร้ายแบบซีอุยที่ใช้ชีวิตไปย้ายเรื่อย ๆ ไม่เป็นหลักแหล่งแบบนั้น มันก็เป็นเหตุทำให้ตำรวจตามเท่าไหร่ก็ไม่ได้ตัวนั่นเอง

เมื่อยังตามจับตัวไม่ได้ชาวบ้านก็ยิ่งตกอยู่ในความหวาดกลัว หนังสือพิมพ์ก็ลงแต่ข่าวฆาตกรรม แถมยังซ้ำเติมด้วยวิธีการช่วยหาเบาะแสสะเปะสะปะ จนมีข่าวลือออกไปต่าง ๆ นา ๆ ว่ามีเหตุที่นั่นที่นี่ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ไม่มีเหตุร้ายอะไร ทำให้การตามล่าตัวคนร้ายก็ยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก

จนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ซีอุยก็ได้แวะไปเที่ยวในจังหวัดนครปฐม ก่อนที่จะเดินทางกลับประจวบคีรีขันธ์ โดยวันดังกล่าวก็มีผู้พบศพ "ด.ญ. ซิวจู แซ่ลิ้ม" อายุ 5 ขวบ ที่พลัดหลงกับแม่เพราะถูกซีอุยล่อลวงด้วยการใช้ขนมหลอกเด็กหญิง จากนั้นก็นำเหยื่อไปฆ่าทิ้ง เพื่อเอาเครื่องในไปกิน ที่ปริเวณใต้ต้นจามจุรีย์แถวลานองค์พระปฐมเจดีย์นั่นเอง

โดยครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามเร่งรัด ตามล่าตัวคนร้ายให้เจอทุกวิถีทาง ซึ่งก็ได้ใช้วิธีที่เราคุ้นเคยกันดี นั่นก็คือเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับตัวผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง เขาเป็นพ่อค้าขายเนื้อโดยอาศัยหลักฐานจากมีดปังตอเปื้อนเลือดในร้านของเขานั่นเอง ซึ่งรอบนี้ตำรวจก็สามารถทำผลงานด้วยการจับผู้ต้องสงสัยรายนี้เข้าคุกไปถึง 1 ปี กว่าจะพิสูจน์ได้ว่าที่แท้พวกเขาก็จับผิดตัวอีกแล้ว จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ปล่อยแพะกลับป่าไปแบบเสียหน้า ในขณะที่ซีอุยเริ่มรู้ว่าตัวเองเริ่มไม่ปลอดภัย จึงหลบหนีเที่ยวไปทำงานแบบเร่ร่อนค่ำไหนนอนนั่นตลอดช่วงเวลานั้นเช่นกัน

สภาพจิตใจของซีอุยตอนนี้เป็นอย่างไร ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้เลย เพราะในช่วงที่เขาหลบหนีอยู่นั้น ตัวของซีอุยเองก็พยายามหาข่าวเกี่ยวกับเรือเดินสมุทรจากจีน ว่าจะมีเข้ามาเทียบท่าอีกครั้งเมื่อไหร่ นั่นอาจจะเป็นไปได้ว่า ตอนนี้ซีอุยที่กำลังหลบหนีคดีอยู่นั้นอาจกำลังอยากกลับประเทศตัวเองเพื่อปิดฉากชีวิตฆาตกรในต่างแดนนี้อยู่ก็เป็นได้ แต่ด้วยตัวเองก็ไม่ได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง การสืบหาข่าวในกรุงเทพก็เลยเป็นไปได้ยาก ทำให้ตัวเองต้องตัดใจเดินทางไปหางานทำยังที่ใหม่แทน

โดยต่อมาซีอุยได้เดินทางไปทำงานเป็นลูกจ้างในสวนผักของ "นายอิดเจียก แซ่อึ้ง" แถวตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ซึ่งวันนั้นตรงกับช่วงบ่ายของวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2501 ซีอุยก็ยังคงทำงานขุดดินปลูกผักอยู่ในไร่ ในขณะนั้น "ด.ช. สมบุญ บุญยกาญจน์" ลูกชายของนายนาวา บุญบกาญจน์ ที่มักจะมากับคุณพ่อเพื่อแวะมาซื้อผักกับนายอิดเจียก นายจ้างของซีอุยอยู่เป็นประจำ ซีอุยเองก็เหมือนจะคอยหาโอกาสเหมาะ ๆ อยู่หลายครั้ง เพราะตัวของนายนาวาเอง มักจะใช้ให้เด็กชายสมบุญ แวะมาซื้อผักแทนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมันก็คือครั้งนี้ที่ซีอุยสบโอกาสจัดการลงมือจับตัวเด็กชายไป จากนั้นก็ใช้มีดแทงเข้าไปที่คอของเด็กชายจนเสียชีวิต แล้วก็กรีดที่หน้าท้องเพื่อควักเครื่องในไปเช่นเคย แต่ด้วยคราวนี้ เหยื่อเป็นลูกของคนรู้จักและสนิทสนมกับเจ้านาย และก็น่าจะรู้ว่าลูกชายตัวเองหายไปไหน ซีอุยจึงรีบทำการเผาศพเด็กชายทิ้ง เพื่อไม่ให้เหลือหลักฐานตามจับได้

สภาพศพ ด.ช. สมบุญ บุญยกาญจน์

ซึ่งแน่นอนว่านายนาวา พ่อของเด็กชายสมบุญก็รู้สึกผิดสังเกตที่ลูกชายหายไปนานกว่าปกติ เขาจึงได้ชวนเพื่อนบ้านมาช่วยกันออกตามหาตัวลูกชาย โดยได้พากันเดินมาตรงจุดที่ซีอุยใช้ทำลายศพเด็กชายโดยบังเอิญ พอถึงจุดเกิดเหตุ พวกเขาก็เห็นซีอุยกำลังยืนเผาอะไรบางอย่างอยู่ นายนาวาก็กะว่าจะเข้าไปถามสักหน่อย ว่าเห็นลูกชายของตนเองหรือไม่ พอเดินเข้าไปใกล้กองไฟ นายนาวาก็สังเกตเห็นขาของเด็กชาย โผล่ลอดกองไม้ที่ใช้สำหรับเผาออกมา เห็นดังนั้นนายนาวาจึงรีบรุดเข้าไปเขี่ยเศษไม้ออก แล้วพวกเขาก็พบร่างของเด็กชายสมบุญ นอนตายอยู่ตรงนั้นในสภาพถูกไฟเผาไปแล้วบางส่วน

นายนาวารีบนำศพลูกชายออกมาจากกองไฟนั้น จากนั้นทั้งนายนาวาและชาวบ้านก็ปรี่เข้าประชาทัณฑ์ซีอุยทันที เพราะหลักฐานคาหนังคาเขาขนาดนี้ แถมซีอุยก็ไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน ทั้ง ๆ ที่ถูกทำร้ายแบบนั้น แสดงว่าซีอุยก็คือฆาตกรแน่ ๆ พอศาลเตี้ยช่วยนวดซีอุยกันจนได้ที่ นายนาวาและเพื่อนบ้านจึงลงมือจับซีอุยมัดไว้กับเสาบ่อน้ำใกล้ ๆ ก่อนที่จะรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มายังที่เกิดเหตุ

โดยสองชั่วโมงต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้ามาถึงบริเวณที่จับตัวซีอุย จากนั้นก็ตรวจสอบหลักฐานทั้งหมดแล้วจึงไปยังที่พักของซีอุย โดยที่นั่นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้พบกับหัวใจ และตับ ซ่อนอยู่ในตู้กับข้าวอีกด้วย โดยหลังจากสอบสวนแล้ว ซีอุยก็ได้รับสารภาพเรื่องทั้งหมด

ต่อมาซีอุยก็ถูกนำตัวขึ้นศาล โดยจากการสืบพยานและสอบปากคำทำให้ทราบว่า แท้ที่จริงแล้วซีอุยก็คือคนร้ายคนเดียวกันกับที่เคยก่อเหตุฆ่าเด็กอีก 6 คน ตามสถานที่ต่าง ๆ นั่นเอง โดยซีอุยก็ได้รับสารภาพทุกอย่างออกมาโดยไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหาใด ๆ เลย

ซึ่งในศาลชั้นต้นได้พิจารณาจากรูปคดีและคำสารภาพที่เป็นประโยชน์แก่การสืบสวน จึงพิจารณาตัดสินโทษให้ซีอุย ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่เพราะรูปแบบการฆ่าที่วิปริตโหดร้าย ทำให้อัยการสมัยนั้น พยายามขออุทธรณ์คำตัดสินใหม่อีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่าซีอุยนั้นเป็นฆาตกรกินคนที่ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ มีการวางแผนฆาตกรรมมาอย่างดี ต่อให้รับสารภาพจนเป็นประโยชน์อย่างไรก็ไม่ควรได้รับโทษสถานเบาแบบนี้ แล้วถ้าหากในอนาคตมีการอภัยโทษปล่อยตัวซีอุยออกมาเป็นอิสระ พวกเหล่าชาวบ้านตาดำ ๆ จะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับซีอุยอย่างไรถึงจะเหมาะสม ทำให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาความผิดแก่ซีอุยอีกครั้ง ซึ่งผลก็ออกมาตามที่อัยการต้องการ นั่นก็คือซีอุยต้องโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว

พอซีอุยรู้ผลการพิจารณาโทษในตอนนั้น ตัวเขาก็ถึงกับเป็นลมล้มลงบนพื้นของศาลทันที โดยในช่วงที่กำลังรอการประหารซีอุยอยู่นั้น ซีอุยถูกควบคุมไปตัวขังเดี่ยวอยู่ในเรือนจำบางขวาง จังหวัดนนทบุรี และได้พยายามฆ่าตัวตายแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะผู้คุมมาเห็นเข้าพอดี จนในที่สุด วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2502 ตามคำสั่งลงนามโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ซีอุยได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า ที่เรือนจำบางขวางนั่นเอง และต่อมาซากศพของซีอุยก็ได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์สงกรานต์ นิยมเสน ซึ่งมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "พิพิธภัณฑ์ซีอุย" ในโรงพยาบาลศิริราชนั่นเอง


แต่ถึงซีอุยจะถูกประหารไปแล้ว ตำนานของเขาก็ยังไม่จบลงง่าย ๆ เพราะหลังจากเขาถูกประหารกลับมีกระแสข่าวออกมาว่า ซีอุยนั้นเป็นเพียงแพะรับบาปในบางคดี อีกทั้งมีการตั้งข้อสังเกตว่า ซีอุยถูกสอบสวนผ่านล่ามภาษาจีน อาจมีการเปลี่ยนแปลงคำสารภาพไปเป็นอย่างอื่น และก็เป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจหลอกซีอุยให้รับสารภาพ เพื่อแลกกับการได้กลับประเทศจีน ซึ่งความเป็นจริงจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้

ไหนจะมีการเปิดคำสารภาพของซีอุยว่ามีจุดพิรุธหลายแห่ง เกี่ยวกับช่วงเวลาก่อเหตุต่าง ๆ และสภาพศพของเหยื่อบางคนที่ไม่ได้ถูกควักหัวใจออกไป โดยทางตำรวจก็แถลงว่า ที่ซีอุยไม่ควักหัวใจเด็กบางคนมากิน ก็เพราะขนาดของหัวใจของเหยื่อรายนั้นมันเล็กเกินไป ซึ่งมันก็ดูแปลกๆ ไม่เป็นเหตุเป็นผลสักเท่าไหร่ อีกทั้งช่วงเวลาสังหารเหยื่อรายที่ 6 ห่างกับรายที่ 7 อยู่เกือบปี มันก็ผิดจากระยะเวลาของศพแรก ๆ ซึ่งซีอุยบอกว่าในช่วงเวลาที่หายไปนั้น เขาพยายามลงมือแล้วแต่ไม่สำเร็จเท่านั้นเอง อีกทั้งวิธีการอุัมเหยื่อไปสังหารที่มีบางราย ซีอุยหยุดแวะอาบน้ำก่อนจะเดินทางต่อ ก็ดูจะผิดวิสัยคนทำความผิดเป็นอย่างมาก


หรือแท้ที่จริงแล้วซีอุยนั้นอาจไม่ได้เป็นฆาตกรที่ลงมือสังหารเหยื่อทั้งหมด ซึ่งซีอุยอาจลงมือฆ่าเด็กก็จริง แต่เขาก็อาจไม่ได้ฆ่าเด็กทุกคน โดยมีอยู่คดีหนึ่งได้มีการเปิดเผยในภายหลังว่า เหยื่อเคราะห์ร้ายไม่น่าจะถูกซีอุยฆ่า ซึ่งคนร้ายตัวจริงนั้น น่าจะเป็นพี่เขยของปลัดอำเภอเมืองทับสะแกที่ชอบกินของดิบ ๆ เหมือนกัน และชาวบ้านละแวกนั้นก็รู้กันดีว่าไม่ใช่ซีอุย แต่ด้วยเพราะอิทธิพลของปลัดอำเภอ และการจับตัวพยานไปขังไว้ช่วงคดีซีอุยกำลังพิจารณา มันก็ยิ่งทำให้เห็นว่า ซีอุยอาจไม่ได้เป็นฆาตกรต่อเนื่องจริง ๆ ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม หลังจากซีอุยถูกประหารชีวิตไปแล้ว ก็ไม่เคยมีเหตุการณ์ฆาตกรรมแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกเลย

ซึ่งมิติที่ 6 ได้นำเสนอเรื่องราวของซีอุยมาให้ท่านผู้ชมได้รับชมนั้น ก็หวังเพียงให้ท่านผู้ชมได้ทราบถึงเรื่องราวคดีที่น่ากลัวไม่แพ้กับคดีที่เกิดในต่างชาติคดีอื่น ๆ ที่มิติที่ 6 ได้เคยนำเสนอให้ชมกันก่อนหน้าเท่านั้นครับ เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พัฒนาไปมาก ตำรวจไทยทุกวันนี้ ก็ยังคงทำงานต่อสู้อยู่กับแรงกดดันของประชาชนอยู่เสมอมา ไม่ว่าผลงานจะออกมาเป็นอย่างไร เราประชาชนคนไทยก็ควรจะต้องใช้วิจารณญาณในการติดตามข่าวสารกันครับ เพราะใครจะรู้ว่า ต่อมา ประเทศไทยเราก็ยังมีเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องน่ากลัวอีกหลายคดี ซึ่งมิติที่ 6 จะทยอยนำมาเสนอให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกันเร็ว ๆ นี้ และจงอย่าปล่อยให้บุตรหลานหรือคนที่เรารัก ต้องเดินทางออกนอกบ้านเพียงลำพังจะดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเราอาจต้องเผชิญหน้ากับฆาตกรโรคจิตที่สามารถจะทำร้ายเรา โดยไม่ต้องใช้เหตุผลข้ออ้างใด ๆ กับเราได้ทุกรูปแบบ อย่าง นายซีอุย  แซ่อึ้ง !!


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา Wikipedia ซีอุย

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนา The Rake อสูรกายแห่งนิวยอร์ก




ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีเรื่องราวปริศนาลึกลับเรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอสูรร้ายน่ากลัวที่ปรากฎตัวออกมาทำร้ายผู้คนในยามค่ำคืน มีผู้คนมากมายต่างได้พบเห็นมันมาแล้ว ซึ่งพวกเขาก็ได้ออกมาเล่าเรื่องราวที่พวกเขาได้ประสบพบเจอด้วยความหวาดกลัว จนแทบไม่น่าเชื่อว่า พวกเขาเหล่านั้น ได้พบเจอกับมันมาแล้วจริง ๆ !!



มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะขอพาท่านผู้ชมไปพบกับเรื่องราวเรื่องหนึ่ง เรื่องราวของการพบกับสัตว์ประหลาดปริศนารูปร่างคล้ายมนุษย์ ที่ออกมาทำร้ายผู้คนในยามที่พวกเขากำลังนอนหลับ ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่ !!?

ในช่วงหน้าร้อนของปี ค.ศ. 2003 ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่นได้มีข่าวลือเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับ ที่มีคนหลายคนได้พบเห็นมัน แต่ไม่รู้ว่าทำไมข้อมูลของมันถึงกลับถูกลบออกไปจากอินเตอร์เน็ตจนหมด ราวกับมีใครสักคนต้องการที่จะลบมันทิ้งไป

สถานที่ ๆ มักจะพบกับมันบ่อย ๆ นั้น ก็มักจะเป็นย่านชานเมืองนิวยอร์ก และก็มีอยู่ครั้งนึงที่พบมันในไอดาโฮ โดยพยานแต่ละคนล้วนให้ข้อมูลเหมือน ๆ กัน เกี่ยวกับการพบสิ่งมีชีวิตประหลาดตัวนี้ โดยแต่ละคนก็ล้วนอยู่ในอาการคล้ายกับว่า พวกเขาถูกอะไรบางอย่างทำร้ายจนบาดเจ็บ หรือไม่ก็รู้สึกหวาดกลัวกันจนถึงขั้นไม่สบาย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ มันดูเหมือนกับเรื่องเล่าหลอกเด็กทั้งนั้น แต่กลายเป็นว่า เรื่องพวกนี้กลับถูกลบทิ้งออกไปจากเวบที่พวกเขาได้ทำการบันทึกเอาไว้ แต่ความทรงจำของพวกเขา ก็มีพลังมากพอที่จะเล่าเรื่องของมัน เพื่อให้เราได้ช่วยกันหาคำตอบว่า ในปีนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2006 ข่าวการพบเห็นเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้ ก็ได้เริ่มแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง โดยผมได้ติดต่อกับผู้คนที่เคยพบมันบางคน และยังได้ขอสิ่งที่พวกเขาบันทึกเรื่องราวของมันมาดูด้วย

จดหมายลาตายในปี ค.ศ. 1964...

“ในเช้าของวันใหม่วันนั้น ขณะที่ผมกำลังจะลืมตาตื่น สายตาอันเลือนลางของผมก็ได้มองเห็นมันเข้า ซึ่งมันทำให้ผมไม่สามารถจะนอนหลับได้ เพราะทุกครั้งที่หลับตา ผมก็จะนึกถึงดวงตาของมัน และตอนนี้ ผมก็ไม่อยากจะตื่นลืมตาขึ้นมาอีกแล้ว… ลาก่อน”

ยังพบซองจดหมายอีก 2 ฉบับในกล่องไม้ โดยมันจ่าหน้าซองถึงวิลเลี่ยมและโรส กับกระดาษจดหมายเขียนถึงใครบางคนอีกฉบับ โดยมันเขียนเอาไว้ว่า...

“ถึงเลนนี่... ผมขอสวดภาวนาให้กับคุณนะ เพราะมันเอ่ยชื่อของคุณออกมา”

บทความหนึ่ง ที่แปลจากภาษาสเปนในปี ค.ศ. 1880...

“ผมได้สัมผัสถึงมัน มันคือความน่ากลัวที่เกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ดวงตาของมันดำสนิท และดูกลวงโบ๋จนทะลุเข้าไปถึงข้างใน มือของมันชุ่มไปด้วยเลือด และเสียงของมันก็..” ต่อท้ายด้วยข้อความที่ไม่สามารถจะอ่านได้


บันทึกของทหารเรือคนหนึ่งในปี ค.ศ. 1691...

“มันโผล่ขึ้นมาตอนที่ผมกำลังนอนหลับ ตอนนั้นผมรู้สึกถึงอะไรบางอย่างอยู่ที่ปลายเท้า พวกเราต้องรีบกลับอังกฤษทันที และเราจะต้องไม่กลับมาที่นี่อีก ตามที่เจ้าเดอะเรคมันบอก”

จากปากคำของพยานคนหนึ่งในปี ค.ศ. 2006...

“สามปีก่อน ตอนนั้นฉันกลับมาจากเที่ยวน้ำตกเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พวกเราต่างก็เหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนาน พอกลับมาถึงบ้าน ทั้งสามี ลูก ๆ และตัวฉันเอง ต่างก็เข้านอนบนเตียงเดียวกันด้วยความเหนื่อยอ่อน จนประมาณตีสี่ ฉันก็ถูกสามีที่นอนอยู่ข้าง ๆ ปลุกขึ้นมา ใบหน้าของเขาดูราวกับกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง บางอย่างที่อยู่ตรงปลายเตียง แต่มันมืดมากจนฉันมองเห็นมันไม่ชัดสักเท่าไหร่ รูปร่างหน้าตาของมันดูเหมือนกับคนมีดวงตาสีดำ ไม่ก็กลวงโบ๋ กรงเล็บยาว มีผิวหนังสีเทา และอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ฉันเริ่มกลัวเมื่อเริ่มเห็นตัวมันชัดขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นมันก็ใช้กรงเล็บของมัน แทงลงไปที่ตัวของลูกสาวฉัน ที่กำลังนอนอยู่ระหว่างตัวฉันกับสามี จนเธอร้องด้วยความเจ็บปวด แล้วมันก็หนีไป”

“ท่ามกลางความตกใจอยู่นั้น สามีของฉันก็รีบประคองลูกสาวที่กำลังบาดเจ็บสาหัส ตัวฉันเองก็ช็อคจนทำอะไรไม่ถูก ตอนนั้นลูกสาวของฉันได้กระซิบมาที่ข้างหูก่อนที่เธอจะสิ้นใจว่า... มันคือ เดอะเรค !!” ในคืนนั้น สามีของฉันก็ขับรถพุ่งลงแม่น้ำโดยไร้สาเหตุ

มันเป็นเมืองเล็ก ๆ ข่าวนี้มันก็เลยแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว พวกตำรวจต่างก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดี และพวกหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ก็ดูให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่กลับกลายเป็นว่า พวกเขากลับไม่เคยนำเสนอข่าวนี้เลย และโทรทัศน์ท้องถิ่นก็ไม่ได้ติดตามข่าวให้เราด้วย

ต่อมาฉันและจัสตินลูกชายคนที่เหลือ ก็ย้ายไปอยู่ในโรงแรมใกล้บ้านคุณพ่อคุณแม่ของฉัน และก่อนที่จะตัดสินใจกลับไปบ้าน ฉันก็ได้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันเจอ ซึ่งฉันก็พบว่ามีหลายคน ที่เคยพบเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ โดยพวกเขาล้วนเรียกมันว่า...เดอะเรค


มันทำให้พวกเราใช้ชีวิตสองปีนี้หมดไปกับการตามหาเรื่องราวบนอินเตอร์เน็ต และเขียนจดหมายส่งไปถึงผู้คน ที่เราเชื่อว่าพวกเขานั้นรู้จักตัวตนของเดอะเรค แต่พวกเขาเหล่านั้นต่างก็ไม่เคยให้ข้อมูลอะไรเลย ทั้งประวัติ และการติดตาม ก็มีเพียงนิตยสารฉบับเดียวที่เขียนถึงมัน โดยเขียนเอาไว้แค่ 3 หน้า เพียงเท่านั้น แล้วก็ไม่มีการพูดถึงกันอีก โดยบันทึกนั้นก็ไม่ได้พูดถึงการพบมันเอาไว้เลย แถมยังบอกเอาไว้ในบรรทัดสุดท้ายว่า ให้ลืมเรื่องของเดอะเรคไปจะดีกว่าอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีบางคนได้บันทึกสถานที่ ๆ พบกับมัน โดยหลาย ๆ คนระบุว่า พวกเขาได้พบกับเดอะเรคในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่พวกเราได้เจออีกด้วย

ฉันได้ติดตั้งกล้องเอาไว้รอบที่นอน เพื่อให้มันบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ฉันกำลังหลับ โดยช่วงปลายสัปดาห์ที่สอง ฉันได้ตรวจดูคลิปช่วงเวลาที่ผ่านมาเหล่านั้น ก็พบว่ามีบางช่วงที่ภาพในวิดีโอเกิดเลือนลาย แต่ยังไงแล้วฉันก็ขอตั้งกล้องทิ้งเอาไว้แบบเดิมจะดีกว่า

จนถึงช่วงต้นสัปดาห์ที่สาม กล้องมันก็สามารถบันทึกเสียงผิดปกติบางอย่างได้ ฉันว่าเสียงแหลมนั้นมันต้องเป็นเสียงของเจ้าเดอะเรค แน่ ๆ ซึ่งฉันเองก็ไม่สามารถทนฟังเสียงของมันจนจบได้เลย และหลังจากที่มันทำลายชีวิตของฉัน ด้วยการพรากสามีและลูกสาวไปแล้ว ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่ได้พบกับเดอะเรคอีกเลย และฉันก็ยังคงกลัว ที่จะต้องตื่นมาเจอกับเจ้าสัตว์ร้ายตากลวงโบ๋ตัวนั้นอีก ถึงจะรู้ว่ามันคอยจ้องมองฉันอยู่ในห้องทุกคืน ยามที่ฉันกำลังหลับอยู่ก็ตาม

นอกจากบันทึกของพยานคนนี้ ก็ยังพบว่ามีคนได้อัพโหลดคลิปของมันเอาไว้อีกด้วย โดยคลิปต่าง ๆ ก็ได้ถูกอัพโหลดเอาไว้บนเวบไซต์ยูทูป เช่น

คลิป "THE RAKE - Found Footage Horror Film"



ยูทูปเบอร์ "Ryan Murphy" รู้จักกันในชื่อ "Vicious516" ก็ได้อัพโหลดคลิปเกี่ยวกับมันเอาไว้เช่นกัน


-------------------


เรื่องราวของเดอะเรคนั้น เป็นเรื่องราวที่มีเวบไซต์หลายแห่งพูดถึง โดยแต่ละแห่งก็ได้หยิบยกคลิปหลาย ๆ คลิป ที่อ้างว่าเป็นหลักฐานถึงการมีอยู่จริงของมัน ซึ่งแน่นอนว่าเวบไซต์ในเมืองไทยหลายแห่ง ก็ได้เคยนำเรื่องราวการพบเจอเดอะเรค มาเขียนเป็นข่าวแนวลึกลับ แต่ไม่ได้มีการนำเสนอเรื่องราวต้นฉบับ ที่มิติที่ 6 ได้นำมาเล่าให้ฟังแต่อย่างใด

โดยเรื่องราวของเดอะเรคนั้น ตัวต้นฉบับที่แท้จริงได้ถูกโพสต์เอาไว้ในบล็อกส่วนตัวของสมาชิกเวบไซต์ Something Awful ที่ใช้ชื่อว่า ไบรอัน โซเมอร์วิลล์ โดยเขาได้อัพเรื่องราวนี้เอาไว้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 โดยมันเป็นเรื่องแรกจากซีรีย์ เฮอเรอร์เธียเตอร์ ของเขานั่นเอง ซึ่งตัวของไบรอันนั้น ก็ไม่ได้ระบุเอาไว้ว่าเขาเป็นผู้เขียนเอง หรือไปเอาเรื่องราวนี้มาจากที่ไหน โดยเขาบอกเพียงว่า เขาเอาเรื่องนี้มาโพสต์ไว้เท่านั้น

เว็บบอร์ดข่าวเดอะเรคในเว็บไซต์ Something Awful

โดยในภายหลังเรื่องราวของเดอะเรคก็ได้ถูกนำไปโพสต์ไว้อีกครั้งที่เวบไซต์ LiveJournal ในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2008 และต่อมา มันก็ได้ถูกนำไปโพสต์ไว้ที่เวบไซต์ 4chan หมวด /x/ paranormal ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2009 และถูกโพสต์บนเวบไซต์ Something Awful อีกครั้ง ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน และต่อมาในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2010 มันก็ได้ถูกนำไปโพสต์ไว้ที่เวบไซต์ Reddit ในหมวดสยองขวัญ ซึ่งทำให้เรื่องราวของเดอะเรคนี้ ได้ถูกนำไปบันทึกไว้บนเวบไซต์ครีบปี้พาสต้าในเวลาต่อมานั่นเอง

เดอะเรคในเว็บไซต์ LiveJournal

ในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2010 ก็ได้มีผู้นำเรื่องราวของเดอะเรคไปโพสต์ไว้ที่เวบบล็อกแบบซิงเกิลท้อปปิคชื่อว่า Fuck Yeah The Rake (ใช่ มันคือเดอะเรค) และได้ถูกนำไปโพสต์ไว้ในรูปแบบเดียวกันที่เวบไซต์ Tumblr โดยพูดถึงภาพวาดที่ระบุว่าเป็นฝีมือของพยานเอาไว้ด้วย โดยในเดือนเดียวกันนั้นเอง ก็มีภาพของเดอะเรคภาพหนึ่ง โดยแท้จริงแล้วมันเป็นภาพสัตว์ประหลาดจาก เกมรีซิสแทนซ์ ภาค 3 ที่ชื่อว่า “กริม” ที่ปรากฏอยู่ในช่วงข่าวของสถานีหลุยเซียน่า แล้วก็กลายเป็นว่ามีผู้คนมากมายที่เห็นภาพนี้ในยูทูปต่างก็ระบุว่ากริมก็คือเดอะเรคนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าสมัยนั้นมีเวบไซต์ข่าวและสถานีข่าวในไทยก็ได้นำภาพจากเกมภาพนี้มานำเสนอ โดยเขียนข่าวว่า ที่สหรัฐอเมริกานั้นมีการพบสัตว์ประหลาดลึกลับ ให้คนไทยได้ตกใจกันมากมาย โดยไม่รู้ว่าแท้ที่จริงมันก็เป็นเพียงภาพที่ถูกนำมาจากเกมเท่านั้นเอง

ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงนั้นขณะที่คนไทยกำลังฮือฮากับข่าวนี้ ที่อเมริกาก็มีผู้คนมากมายเริ่มวาดภาพแฟนอาร์ตเดอะเรคกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งถ้าหากลองนับ ๆ กันดูจากผลการค้นหาก็จะพบว่า มีผู้คนวาดภาพของมันเอาไว้ที่เวบไซต์ เดเวียนอาร์ต และ ทัมบเลอร์ ถึงสองหมื่นกว่าภาพเลยทีเดียว

แฟนอาร์ตเดอะเรคในเว็บไซต์ "เดเวี่ยนอาร์ต"


โดยต่อมาซีรีย์สเลนเดอร์แมน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มิติที่ 6 ได้เคยนำมาเล่าให้ฟังไว้แล้วนั้น ก็เริ่มจะโด่งดังขึ้นมาก และก็ได้มีบางคนเริ่มสร้างเรื่องราวเพิ่มเติมขึ้นมา โดยนำเดอะเรคมารวมอยู่ในจักรวาลของสเลนเดอร์แมนอีกด้วย โดยพวกเขาได้ตั้งชื่อช่องเป็นซีรีย์ในยูทูปว่า EverymanHYBRID ซึ่งมันก็ได้ปรากฏตัวอยู่ในตอน Cops Checked, No Body (ตำรวจตรวจแล้วไม่พบใคร) โดยให้เดอะเรควิ่งอยู่ในป่านั่นเอง และต่อมาเวบไซต์ครีปปี้พาสต้าวิกิจึงนำมันมาใช้ประกอบการเล่าเรื่องราวของเดอะเรคให้ดูสมจริงยิ่งขึ้นนั่นเอง


คลิป Cops Checked, No Body (ดูที่ 7.19 Sec. )



พอเรารู้ความจริงเกี่ยวกับเจ้าเดอะเรคกันแล้ว มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า เวลาที่มีใครนำเรื่องเดอะเรคนี้มาเล่ากันในวงสนทนา ก็ขอให้พวกเราจงอย่าได้ไปทำอะไร ที่จะทำให้การเล่าเรื่องราวนั้น ต้องหยุดชะงักไปกลางครันจะดีกว่านะครับ ก็เพราะว่าความจริงนั้น มันช่างไม่มีสเน่ห์เอาเสียเลย




พบกับรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ที่จะพาท่านผู้ชมไปพบกับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับพาไปหาที่มาของมันทุกวันศุกร์สะดวกนะครับ หลังจากจบเรื่องราวแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
Creepypasta Wiki - The Rake
Know Your Meme - The Rake
[1] Panda6.net – Horror Theater – The Rake / 7-20-2006
[2] Live Journal – The Rake / 12-20-2008
[3] 4chanarchive [Caution: NSFW content ahead] – The Rake / 4-23-2009
[4] Creepypasta.com – The Rake
[5] Creepypasta Wikia – The Rake
[6] Creepypasta Index – The Rake
[7] Unexplained Mysteries – The Rake… What is it?
[8] Slender Nation – The Rake is better than Slenderman
[9] Deviant Art – Results for The Rake
[10] Tumblr – Fuck Yeah The Rake
[11] Youtube – EverymanHYBRID channel
[12] Youtube – Cops Checked, No Body / 9-26-2010
[13] EverymanHYBRID Wikia – The Rake
[14] SomethingAwful – Create Paranormal Images
[15] Something Awful – SLOSifl’s Profile
[16] Tumblr – Posts tagged “the rake”
[17] Reddit – The Rake: One of my favorite ghost-stories for those who have never read it.