ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนาคลิปปลิดวิญญาณ Mereana Mordegard Glesgorv

คุณจะเชื่อไหมว่าในเวบไซต์ยูทูป เวบที่มีคลิปวิดีโอมากมายหลายเรื่องราวนั้น จะมีบางคลิปที่เราได้เปิดชมแล้ว จะทำให้เราได้เห็นอะไรบางอย่าง ที่จะทำให้เราถึงกับต้องตกอยู่ในการครอบงำของปีศาจร้าย จนถึงกับต้องสังเวยชีวิต เพื่อจะได้หลุดพ้นออกมาจากอาถรรพ์นั้น


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ทุกวันศุกร์สะดวกกับเรื่องราวเบา ๆ ในสัปดาห์นี้ เราจะขอนำเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าต่อ ๆ กันมาอย่างคลุมเครือกับคลิปวีดีโอคลิปหนึ่ง ที่ภายในคลิปนั้นมีบางสิ่งที่สามารถจะครอบงำวิญญาณของเราได้ !!

 เปิดดูคลิปบนยูทูป

ในยูทูปนั้นมีคลิปวีดีโออยู่คลิปหนึ่งชื่อว่า "มีเรอาน่า มอร์เดการ์ด เกลสกอร์ฟ" ซึ่งถ้าหากเราทำการค้นหาคลิปนี้ บางครั้งเราก็จะไม่พบคลิปนี้เลย แต่ก็อาจจะมีบางครั้งที่คลิปจะปรากฎขึ้นมาให้เห็น โดยคลิปความยาว 20 วินาที คลิปนี้เป็นภาพของชายคนหนึ่งที่กำลังจ้องเขม็งมองมาที่เราอย่างไร้อารมณ์ใด ๆ และพอคลิปวิ่งไปถึง 2 วินาทีสุดท้าย เขาก็จะเริ่มยิ้มและภาพด้านหลังของเขาก็จะแปรเปลี่ยนไป

ซึ่งคลิปที่คุณกำลังได้ชมอยู่นี้ มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคลิปวิดีโอของจริงเท่านั้น

นั่นก็เพราะว่า ในช่วง 2 วินาทีสุดท้ายของคลิปจริงนั้น มันได้ถูกทางยูทูปลบทิ้งไปแล้ว เพราะว่าหลังจากมีผู้ชมจำนวน 153 คน ได้ชมคลิปนี้จบ ต่างก็พากันควักลูกนัยตาของตัวเอง ส่งมันมาทางพัศดุภัณฑ์ ให้กับทางบริษัทแม่ของยูทูปที่อยู่ในซานบรูโน

ว่ากันว่าผู้ชมเหล่านั้นได้พยายามจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีการต่าง ๆ นา ๆ  ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขาใช้วิธีไหน ถึงได้ส่งลูกนัยตาของตัวเองมาทางพัศดุได้ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาได้ควักลูกนัยตาออกมาแล้วแบบนั้น

นับว่าเรื่องนี้มันก็ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่สามารถจะหาคำตอบได้เลย ซึ่งต่อมาทางยูทูปก็ได้อัพโหลดคลิปนี้คืน แต่ก็อัพโหลดไว้เพียงแค่ 20 วินาทีแรกเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ได้ชมคลิปนี้ในปัจจุบัน ก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วในคลิปมันมีอะไรกันแน่

โดยตัวคลิปวิดีโอของจริงนั้นมีพนักงานของยูทูปคนหนึ่งได้ดู และหลังจากที่เขาได้ดูไปเพียง 45 วินาที เขาก็เริ่มกรีดร้องออกมา ซึ่งต่อมาหลังจากที่พนักงานคนนี้สามารถสงบจิตสงบใจลงได้แล้ว เขาเองกลับไม่สามารถที่จะจำได้ว่า สิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นอะไรกันแน่ ?

ส่วนคนอื่น ๆ ที่อยู่ในห้องทำงานเดียวกับเขา ในช่วงที่เขากำลังเปิดดูคลิปนี้อยู่นั้น ต่างก็เล่าว่าช่วงที่พวกเขาได้พยายามจะช่วยปิดคลิปวิดีโอนี้ พวกเขาล้วนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง มันเป็นเสียงที่ทั้งแหลม และสูงมาก แต่ว่าทุกคนนั้นไม่มีใครสักคนที่จะกล้ามองไปที่จอมอนิเตอร์ว่าในนั้นมันมีอะไรกันแน่

และเมื่อพยายามค้นหาว่าใครเป็นผู้อัพโหลดคลิปวีดีโอตัวนี้ ก็ไม่สามารถจะหาที่มาได้ เพราะแม้แต่ IP Address ของผู้อัพโหลด มันก็ไม่ได้ถูกระบบบันทึกเอาไว้ และแม้แต่ตัวจริงของชายในวิดีโอนั้น ก็ไม่มีตัวตนแต่อย่างใดเลย



สำหรับเรื่องราวน่ากลัวนี้ พอมิติที่ 6 ได้อ่านจนจบ ก็รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวจากใบหน้าของชายลึกลับ ภายใต้บรรยากาศภาพสีแดงฉานนั้น หรือนี่มันอาจจะเป็นอาถรรพ์จากซาตาน ที่ได้ทำการส่งฑูตนรก ให้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มาเป็นเครื่องมือช่วยล่าวิญญาณของมนุษย์ธรรมดา ๆ อย่างเรา เพื่อนำไปสังเวยให้กับนายของมันกันแน่ ?  ว่าแล้วพวกเราก็ไม่รอช้า มิติที่ 6 ได้พยายามสืบเสาะที่มาของเรื่องราว และคลิปน่ากลัวสยองขวัญชิ้นนี้ ว่ามันจะมีที่มาที่ไปอย่างไร ชายผู้นี้คือใคร และใครกันแน่ ที่ได้ทำคลิปนี้ขึ้นมา ?

โดยข้อมูลเบื้องต้นจากเรื่องราวที่มิติที่ 6 ได้แปลมาจากต้นฉบับนั้น มันบอกชัดเจนว่าผู้อัพโหลดนั้นไม่มีตัวตน เราก็เลยต้องค้นหาที่มาว่าเรื่องนี้มันถูกเล่าครั้งแรกเมื่อไหร่ และที่ไหนแทน

ในที่สุดมิติที่ 6 ก็ได้พบว่า คลิปสยองขวัญที่ชื่อ "มีเรอาน่า มอร์เดการ์ด เกลสกอร์ฟ" ตัวนี้ถูกอัพโหลดขึ้นบนเวบไซต์ยูทูปครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 2008  โดยยูทูปเบอร์ที่ใช้ชื่อว่า "erwilzei (เออวิลเซย์)" ที่มียอดผู้ติดตามเพียง 391 คน แต่มียอดเข้าชมคลิปนี้สูงถึงกว่าหนึ่งล้านห้าแสนวิว โดยผู้อัพโหลดคลิปนี้ไม่ได้ระบุรายละเอียดของคลิปไว้แม้แต่น้อย ซึ่งความยาวของคลิปนี้ยาว 20 วินาที ตามเรื่องราวที่ถูกเล่ามา

คลิปวิดีโอต้นฉบับของ "erwilzei"

เมื่อเราได้ลองค้นไปยังที่มาของเรื่องราวสยองขวัญที่มิติที่ 6 ได้เล่าเอาไว้เมื่อตอนต้น ก็พบว่าคลิปน่ากลัวนี้ได้ถูกสมาชิกยูทูปอีกท่านหนึ่ง นำไปทำให้ยาวขึ้นถึง 2 นาที และได้เขียนเรื่องราวน่ากลัวทั้งหมด เอาไว้ที่บริเวณรายละเอียดของคลิป จนต่อมาทั้งคลิป และเรื่องเล่านี้ก็ได้ถูกนำไปโพสต์ต่อที่เวบไซต์สังคมออนไลน์ชื่อดัง ในหมวดสยองขวัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเวบกระดานข่าว อันเอ็กซ์เพลน มิสเตอรี่ ฟอรั่ม, 4chan’s /x/ board  รวมไปถึงเกิดอีเมล์ลูกโซ่อีกมากมาย แตกแขนงออกไปเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

ซึ่งต่อมา การค้นหาความจริงของเรื่องเล่านี้ ก็ได้ถูกนำไปโพสต์ถามตามเวบกระดานถามตอบชื่อดังหลาย ๆ แห่ง เช่น Wiki Answers และ Yahoo Q&A  จนในที่สุดเรื่องราวนี้ก็ได้ถูกนำมาเผยแพร่บนเวบไซต์ "ครีปปี้พาสต้า" และถูกเล่าขานกันมาจนเรียกได้ว่า มันเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าสุดคลาสสิคของความน่ากลัวในโลกไซเบอร์ปัจจุบันกันเลยทีเดียว


และต่อมาหลังจากที่เวบไซต์ "เออร์บัน ดิคชันนารี่" เวบไซต์รวบรวมศัพท์แสลง และภาษาวัยรุ่น ได้เพิ่มนิยามของคำว่า "มีเรอาน่า มอร์เดการ์ด เกลสกอร์ฟ" เอาไว้ในวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 2008  ได้ไม่ถึงเดือน เรื่องราวนี้ ก็ยิ่งถูกแพร่หลายออกไปถึงเวบไซต์ในประเทศรัสเซียอีก คราวนี้มันก็ยิ่งถูกแต่งเติมสีสัน จนเกิดเป็นเรื่องราวที่แทบจะเรียกได้ว่า ถ้าใครไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ก็จะนึกว่าเรื่องนี้ มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงในประเทศรัสเซียกันเลยทีเดียว


แถมกลุ่มนิยมลัทธิคอนสไพเรซี ธีออรี่ หรือทฤษฎีสมคบคิด ก็ได้กล่าวว่าเรื่องนี้แท้ที่จริงแล้วมันมาจากหน่วยงานลับของสหรัฐอเมริกา ได้สร้างเรื่องขึ้นมาต่างหาก



แล้วชายในคลิปวิดีโอนี้เป็นใครกันแน่ ?

จริง ๆ แล้ว หลังจากที่คลิปต้นฉบับได้ถูกอัพโหลดขึ้นบนเวบไซต์ยูทูป ก็ได้มีผู้อัพโหลดคลิปวีดีโออีกชิ้น เพื่ออธิบายว่าแท้ที่จริงแล้ว เรื่องของมีเรอาน่า มอร์เดการ์ด เกลซกอร์ฟนั้น มันเป็นเพียงเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมา โดยระบุว่าแท้ที่จริงแล้วคลิปนี้ถูกสร้างขึ้นโดยสมาชิกคนหนึ่งของเวบ "eBaumsworld" โดยใช้ภาพถ่ายของแหล่งผู้เชี่ยวชาญประสานงานด้านการตลาด ของบริษัท แอลเอ เบส แอดเวอไทซิ่ง เอเจนซี่ ซึ่งภาพของชายคนนี้ถูกเผยแพร่บนเวบไซต์เกี่ยวกับงานด้านการตลาดในปี ค.ศ. 2004  โดยเวบไซต์ดังกล่าวถูกสร้าง และออกแบบโดย ฮิลแมน เคอร์ติส ซึ่งในเวบไซต์แห่งนี้ได้ระบุตัวตนของชายคนนี้ว่า แท้จริงแล้วเขาเป็นบล็อกเกอร์ชาวรัสเซีย ที่ชื่อว่า "ไบรอน คอร์เตส" ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ที่เวอร์จินไอร์แลนด์

ไบรอน คอร์เตส ชายผู้อยู่ในคลิป

โดยเรื่องราวน่ากลัวนี้มีผู้วินิจฉัยไว้ว่า มันน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนต์สยองขวัญอย่าง เดอะริงนั่นเอง พอมาถึงตรงนี้ เรื่องราวของ "มีเรอาน่า มอร์เดการ์ด เกลสกอร์ฟ" ก็ถูกนำผู้คนที่รู้ความจริงแล้วเอามาเล่นสนุก ทำเป็นคลิปล้อเลียน และภาพแซวคลิปนี้ออกมาจำนวนมากมาย มาจนถึงทุกวันนี้



มิติที่ 6 ก็เลยอยากจะขอแนะนำว่า เวลามีใครนำเรื่องราวนี้มาเล่ากันในวงสนทนาก็จงอย่าไปพูดอะไร ที่จะทำให้การเล่าเรื่องต้องหยุดชะงักจะดีกว่านะครับ ปล่อยให้มันเป็นเรื่องเล่าน่ากลัวเพื่อความบันเทิงกันต่อไป ให้กลายเป็นตำนานสนุกสนานแบบนี้จะดีที่สุด


อย่าลืมพบเรื่องราวเบา ๆ กับมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ทุกวันศุกร์สะดวกนะครับ

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://www.creepypasta.com/mereana-mordegard-glesgorv/
http://knowyourmeme.com/memes/mereana-mordegard-glesgorv
http://wiki.answers.com/Q/Is_Mereana_Mordegard_Glesgorv_fake
http://answers.yahoo.com/question/index?qid=20100206183321AArcbCf
http://www.hillmancurtis.com/index.php?/design/aquent_aiga/
http://www.unexplained-mysteries.com/forum/index.php?showtopic=123987
http://www.youtube.com/watch?v=inly68KgOcs&feature=player_embedded
http://www.youtube.com/watch?v=d9up4_N63oI
http://www.urbandictionary.com/define.php?term=Mereana+Mordegard+Glesgorv&utm_source=search-action
http://metrofanzvenigorodskii.narod.ru/mmg.html
http://www.facebook.com/ByronCortez

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

[จัดเต็ม 18+] มิติที่ 6 จอห์น เกซี่ สยองขวัญฆาตกรตัวตลกแห่งชิคาโก้

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ในยุคปี 70 ที่เคยเกิดเรื่องราวฆาตกรรมต่อเนื่องคดีหนึ่ง คดีที่เรียกได้ว่าเป็นคดีในตำนานการฆาตกรรมสุดวิปริต ที่มีเหยื่อเคราะห์ร้ายจำนวนมากที่สุดอีกคดี ในประวัติศาสตร์คดีฆาตกรรมสุดสยองขวัญของสหรัฐอเมริกา ด้วยรูปแบบการฆ่าและทรมานเหยื่อที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า มนุษย์เราจะสามารถทำเรื่องสุดแสนจะเลวทรามอะไรกันได้ขนาดนี้




ในวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1942  ได้มีเด็กทารกน้อยคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางความเป็นความตาย เนื่องจากการคลอดที่ไม่ปกติ แต่สุดท้ายแล้วเด็กคนนี้ก็สามารถมีชีวิตรอดมาได้ ซึ่งต่อมาใครจะไปคิดว่า จากเด็กน้อยที่แทบจะไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกคนนี้ จะสามารถกลายเป็นฆาตกรสุดโหดที่แสนจะวิปริตที่ชื่อว่า "จอห์น เวยน์ เกซี่"

ชมบนยูทูป

ชีวิตของจอห์น เวยน์ เกซี่ หรือจอห์น เกซี่ นั้น เขาเติบโตมาในครอบครัวที่อเมริกันชนทั่วไปพึงจะมี ซึ่งจอห์น เกซี่ เป็นลูกชายคนที่ 2 จากลูกทั้งหมด 3 คน  โดยแม่ของเขาชื่อว่า "แมเรียน" เธอเป็นหญิงสาวที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี รักและดูแลเอาใจลูกของตัวเองค่อนข้างจะมากกว่าที่ควรเป็น ส่วนพ่อของเขานั้น ก็มีชื่อว่า "จอห์น เกซี่" เช่นเดียวกัน พ่อของเขาเป็นช่างยนต์ผู้มีฝีมือ นิสัยเงียบขรึม แต่ก็เป็นคนโมโหง่าย ว่ากันว่าพ่อของจอห์นนั้นไม่ค่อยจะชอบลูกชายคนนี้ซักเท่าไหร่ เพราะแม้จอห์นจะเกิดมาเป็นผู้ชาย แต่เขากลับมีนิสัยออกจะคล้ายผู้หญิง จอห์นนั้นทั้งอ้วน ทั้งอ่อนแอ แถมยังขี้โรค ซึ่งพ่อของเขานั้นก็พยายามจะทำให้จอห์นเติบโตมาเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว เขาจึงพยายามใช้วิธีการข่มขู่ และบังคับลูกชาย ด้วยวิธีการใช้ถ้อยคำรุนแรง เสียดสีให้จอห์นต้องเจ็บใจ โดยพ่อของจอห์นก็กะว่า การปฏิบัติต่อจอห์นด้วยความดิบเถื่อนเช่นนี้ มันน่าจะช่วยให้จอห์นสามารถกลับตัวกลับใจมาเป็นชายแท้ ๆ ได้ ซึ่งจริง ๆ มันก็ไร้ประโยชน์ เพราะยิ่งโหด ยิ่งดุด่า มันยิ่งทำให้นิสัยของจอห์นกลายเป็นคนอ่อนแอหนักไปยิ่งกว่าเดิมเรื่อย ๆ

ยิ่งทุกอย่างมันไม่ได้ดังใจพ่อของจอห์น พ่อก็ยิ่งเกลียดชังลูกชายคนนี้เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ จนบางครั้งถึงกับหลุดปากด่าว่าจอห์นว่าเป็นไอ้ตุ๊ด! ไอ้โง่! ไอ้ควาย!  ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งที่จอห์นหมดความอดทน เขาได้ตวาดพ่อของเขากลับไปว่า เดี๋ยวโตขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะเป็นกระเทยให้ดูซะเลย นี่ก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีก


ในช่วงที่จอห์นอายุประมาณ 5 ขวบนั้น เขาได้ถูกพี่สาวข้างบ้านข่มขืน ทำให้จอห์นนำเรื่องนี้มาฟ้องพ่อกับแม่ ผลก็คือ แทนที่จอห์นจะได้ทางออกของชีวิต ก็กลายเป็นว่าทั้งบ้านกลับทะเลาะกันจนวุ่นวาย จนจอห์นเองถึงกับเข็ด และตั้งใจว่าจากนี้ไปถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เขาก็จะไม่ปริปากบอกกับพ่อแม่อีก ซึ่งมันก็เป็นไปแบบนั้นจริง ๆ เพราะเมื่อจอห์นอายุได้ 9 ปี  เขาก็ได้ถูกเพื่อนของพ่อ หลอกชวนขึ้นรถไปเที่ยว แล้วถูกจับลวนลามทางเพศ ซึ่งครั้งนี้จอห์นกลับไม่ได้เล่าอะไรให้พ่อกับแม่ฟัง เก็บเป็นความลับตลอดมา

จนเมื่อชีวิตของจอห์นมาถึงช่วงอายุ 10 ขวบ  ครอบครัวของจอห์นก็ตัดสินใจย้ายบ้านมาอยู่ที่ชิคาโก้ ซึ่งแม้บ้านหลังใหม่นี้จะใหญ่กว่าเดิม แต่สถานการณ์ในบ้านนั้นกลับดูไม่สดใสเอาเสียเลย พ่อของจอห์นเปลี่ยนไป กลายเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง พ่อของจอห์นได้ยึดเอาห้องใต้ดินไว้เป็นอาณาจักรส่วนตัว พอกลับจากทำงานทีไร พ่อของเขาก็จะเข้าไปในห้องใต้ดินนี้ ล็อกห้องขังตัวเองเปิดเพลง และกินเหล้า พอเมาก็กลับขึ้นมาพาลใส่ลูกเมียเสมอ ๆ

ส่วนตัวของจอห์นเอง ก็ยึดเอาห้องใต้ระเบียงเป็นฐานที่มั่นส่วนตัวด้วยเช่นกัน แต่ว่าในห้องของจอห์นนั้น กลับเต็มไปด้วยของสะสมแปลก ๆ มันเป็นถุงกระดาษที่ใช้ใส่ชุดชั้นในของแม่ กับชุดชั้นในที่จอห์นได้แอบขโมยมาจากแม่บางส่วน ซึ่งจอห์นดูจะมีความสุขกับการได้ชื่นชม ลูบ ๆ คลำ ๆ สิ่งของเหล่านี้ โดยไม่มีใครในบ้านล่วงรู้ความลับนี้เลย และเมื่อใดที่แม่ของจอห์นรู้ว่าชุดชั้นในของเธอหายไป ความสงบสุขในบ้านก็มักจะตามมาด้วยการทะเลาะกับสามีเสมอ ๆ ซึ่งมันก็มักจะจบท้ายด้วยการที่เขาใช้กำลัง ลงมือทุบตีลูก ๆ อยู่บ่อยครั้ง และเมื่อแมเรียนมารู้ทีหลังว่าชุดชั้นในเธอหายไปไหน เธอก็เลือกที่จะเงียบไว้ เพื่อสวัสดิภาพของตัวเองและลูก ๆ นั่นเอง

แม้จอห์นจะเติบโตมาท่ามกลางความรุนแรงในครอบครัว แต่ชีวิตของจอห์นวัยเด็กในสายตาของคนรอบข้างนั้น จอห์นเป็นเด็กดีมาก เขาชอบทำงานเพื่อชุมชนเสมอ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดหญ้าในสวนโรงเรียน ไปจนถึงงานรับส่งหนังสือพิมพ์ กับงานที่บ้านเอง จอห์นก็ไม่เคยให้ขาดตกบกพร่อง แต่ถึงแม้จะขยันมากมายขนาดนี้ ตัวของจอห์นเองกลับไม่ค่อยจะมีสังคมเพื่อนฝูงซักเท่าไหร่ เพราะว่าตัวเองนั้นเป็นคนอ้วน เพื่อน ๆ จึงไม่ค่อยอยากจะมาสนิทสนมด้วย

เมื่อจอห์นอายุย่างเข้า 18 ปี  เขาได้มีโอกาสจะมีอะไรกันกับเพื่อนหญิงคนหนึ่ง แต่ตัวเองกลับเป็นลมเสียก่อน ทำให้หลังจากนั้นมา จอห์น เกซี่ ก็กลายเป็น "เกย์" ไปในที่สุด


จนเมื่อจอห์นอายุได้ 19 ปี  ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขากำลังเรียนอยู่ปีสุดท้ายของชั้นมัธยมปลาย อยู่ดี ๆ จอห์นก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน โดยไม่มีใครรู้ว่าเขาหนีไปอยู่ที่ไหน จนมาเจออีกทีก็พบว่า จอห์นไปทำงานเป็นสัปเหร่อในห้องฌาปนสถานที่ลาสเวกัส โดยวันหนึ่งก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในที่ทำงานของเขา เมื่อมีการพบว่าศพผู้หญิงคนหนึ่งในนั้น ถูกถอดเสื้อผ้าออก ทั้ง ๆ ที่ในตอนแรกศพถูกส่งเข้ามาในสภาพเสื้อผ้ายังอยู่ครบ แต่เสื้อผ้าของศพดังกล่าวกลับถูกพับวางไว้อย่างดีที่ข้าง ๆ ศพนั้นเอง

ซึ่งยังไม่ทันที่จะมีใครแจ้งความ ว่าจอห์นไปทำอะไรกับศพ เขาก็ชิงลาออกไปเสียก่อน โดยหลังจากที่จอห์นลาออก เขาก็ได้กลับมาอยู่ที่บ้านในชิคาโกตามเดิม

และที่นี่ จอห์นได้เข้าทำงานในร้านขายรองเท้านันบุช ซึ่งเป็นที่ ๆ ทำให้เขาได้พบกับ "มาร์ลีน ไมเยอร์ส" ลูกจ้างอีกคนของร้าน จนในที่สุด ทั้งคู่ก็แต่งงานกันในเดือนกันยายน ค.ศ. 1964  ท่ามกลางเสียงคัดค้านของพ่อตาที่ชื่อ เฟรด ไมยอร์ส เจ้าของร้านแฟรนไชน์ขายไก่ทอดชื่อดังในวอเทอร์ลูไอโอว่า ซึ่งถึงแม้เขาจะคัดค้านเสียงแข็ง แต่เมื่อลูกสาวตัวเองตัดสินใจแต่งงานกับเด็กขายรองเท้าไปแล้ว เฟรด ก็อยากให้ลูกสาวตัวเองมีชีวิตที่ดี เขาจึงตัดสินใจยกตำแหน่งผู้จัดการร้านขายไก่ทอดนี้ให้กับจอห์นถึงสามสาขา โดยให้ให้เงินเดือนกว่า 6 แสนบาท พร้อมส่วนแบ่งการขาย ตามด้วยบ้านอีกหนึ่งหลัง ประเดประดังเข้ามาใส่จอห์นราวกับหนูตกถังข้าวสาร

และในที่สุด จอห์นกับภรรยา ก็ได้ลูกชายคนแรกชื่อว่า "ไมเคิล" ในปี ค.ศ. 1966  และได้ให้กำเนิด "คริสติน" ลูกสาวในอีกปีครึ่งถัดมา ซึ่งตัวของจอห์นเองกลับไม่ได้สนใจลูก ๆ เท่าไหร่ เพราะเขามัวแต่พยายามทำงานทุ่มเทให้กับร้านขายไก่ทอดอย่างหนัก จนเป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้าน ขั้นถูกตั้งฉายาว่า "โคโลเนล" ราวกับว่าเป็นเจ้าของผู้ก่อตั้งร้านขายไก่ทอดนี้เสียเอง และนอกจากนี้ เขาก็ได้รับการโหวตเลือกตั้งให้เป็นรองประธานขององค์กรการกุศลวอเตอร์ลู เจซีส์ อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าตัวของจอห์นเอง ก็หวังจะคว้าตำแหน่งสูงสุดขององค์กรนี้ ถึงขนาดเคยจัดงานเลี้ยงแจกไก่ทอดให้กับเหล่าสมาชิกองค์กร เพื่อการหาเสียงในตำแหน่งประธานกันเลยทีเดียว

ชีวิตการเป็นผู้จัดการในร้านขายไก่ทอดของเขานั้น แม้ในร้านเขาจะจ้างพนักงานทั้งหญิงและชาย แต่ตัวจอห์นกลับให้ความสำคัญกับพนักงานผู้ชายมากจนออกนอกหน้า จนถึงขั้นดัดแปลงห้องใต้ดินของร้านให้เป็นโรงยิมเพาะกายสำหรับเด็กหนุ่ม ๆ มีบริการไปจนถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการพนัน โดยคนที่แพ้พนันจะต้องสะบ๊วบด๊วบให้กับผู้ชนะ ไม่ก็ยื่นข้อเสนอกับเด็กหนุ่มว่า ถ้าใครชนะจะให้มีอะไรกับภรรยาของเขาด้วย ซึ่งพอถึงเวลานั้นจริง ๆ จอห์นกลับสะบ๊วบด๊วบให้กับเด็กหนุ่ม ๆ เสียเอง

ได้กินเด็กเพียงเท่านี้ มันก็ยังไม่สาสมใจอยากของจอห์นซักที จนสุดท้ายจอห์นก็พยายามหาเด็กหนุ่มมาเป็นคู่นอนเสียเลย เพื่อได้มีอะไร ๆ กับเด็กหนุ่มจำนวนหนึ่ง และหนึ่งในนั้นก็คือ "โดนัลด์ วอร์ฮีร์" อายุ 15 ปี  เขาเป็นลูกชายของสมาชิกคนหนึ่งในสมาคมวอเตอร์ลูเจซี่ส์เช่นเดียวกับจอห์น ซึ่งมันก็คงจะไม่มีอะไรร้ายแรง ถ้าโดนัลด์ไม่รู้ว่า จอห์นคือคนที่สมัครเข้ารับตำแหน่งประธานเจซีส์ด้วย แต่เพราะโดนัลก็รู้อยู่แก่ใจ ทำให้เขาคิดว่า คนหน้าไหว้หลังหลอกอย่างจอห์นนั้น ไม่สมควรจะได้โอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ เขาจึงตัดสินใจบอกเรื่องของเขากับจอห์นให้กับพ่อได้รู้ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ ส่งผลให้จอห์น เกซี่ ถูกตำรวจจับในทันที แถมเมื่อตำรวจบุกค้นที่บ้านของจอห์น ก็พบกับหลักฐานเป็นฟิล์มหนังโป๊ตามที่โดนัลด์ให้ปากคำเอาไว้ ซึ่งสิ่งนี้นั้นสามารถเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า โดนัลด์พูดความจริง และเคยอยู่ในห้องของจอห์นมาก่อนนั่นเอง

และนอกจากโดนัลด์แล้ว จอห์นเองก็เคยมีอะไร ๆ กับเด็กหนุ่มคนอื่นด้วย โดยในขั้นตอนการสืบพยานนั้น "เอ็ดเวิร์ด ลินช์" เด็กหนุ่มอีกคน ได้ให้การว่า เขาก็เป็นเหยื่อกามของจอห์นเช่นกัน โดยจอห์นได้ใช้อำนาจของความเป็นผู้จัดการร้าน บังคับให้เอ็ดเวิร์ดมีอะไรด้วย แต่เขาขัดขืนจนถูกมีดบาดเข้าที่หัวไหล่ ตอนนั้นจอห์นตกใจมาก เอ่ยปากขอโทษและได้ทำแผลให้กับเอ็ดเวิร์ด แต่หลังจากที่ทำแผลเสร็จ จอห์นก็เริ่มลวนลามเอ็ดเวิร์ดต่อ โดยเอาตัวเองนั่งทับที่ตักของเอ็ดเวิร์ด ซึ่งเขาก็พยายามขัดขืน ใช้หัวโขกไปที่จอห์นทั้ง ๆ ที่มือตัวเองยังถูกเชือกมัดไว้ จอห์นอารมณ์ขึ้น ถึงกับใช้มือตบหน้าเอ็ดเวิร์ด และบีบคอเขาจนสลบไป จนเมื่อเอ็ดเวิร์ดฟื้นขึ้นมา จอห์นก็เอ่ยปากขอโทษ และปล่อยตัวเอ็ดเวิร์ดกลับบ้าน โดยต่อมา เอ็ดเวิร์ดก็ถูกจอห์นไล่ออกจากงาน

จนเรื่องราวขึ้นสู่การพิจารณาคดีในศาล จอห์นพยายามแก้ปัญหานี้โดยการจ้างคนไปทำร้ายเหยื่อเสียอย่างนั้น แต่เคราะห์ดีที่โดนัลด์สามารถหนีเอาตัวรอดออกมาได้ ทีนี้จอห์นจึงถูกแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มไปอีกหนึ่งคดี ทำให้สถานการณ์ของจอห์นดูจะเลวร้ายลงไปอีก เพราะตอนนี้ตำรวจได้พยานเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เพราะเริ่มมีเด็กหนุ่มคนแล้วคนเล่า ออกมาให้ปากคำสอดคล้องกับพยานหลักฐานที่ตำรวจสืบค้นได้ จนในที่สุดจอห์นก็รับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ซึ่งแม้จอห์นจะหวังว่าการรับสารภาพของเขาจะส่งผลให้เขาได้ลดหย่อนผ่อนโทษลงบ้าง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ คณะลูกขุนกลับไม่ได้มอบเมตตาจิตให้กับการสารภาพของเขาเลย เพราะจอห์นต้องรับโทษติดคุกในไอโอวาถึง 10 ปีเลยทีเดียว

ซึ่งการรับโทษครั้งนี้ มันก็ได้สอนให้จอห์นรู้ว่า ถ้าอยากจะทำเรื่องแบบนี้อีก เขาจะต้องไม่ปล่อยให้มีหลักฐานอะไรหลุดออกไปเลยแม้แต่อย่างเดียว

ในช่วงปี ค.ศ. 1968  ขณะที่จอห์นยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกนั้น มาลีลีนภรรยาของเขาก็ได้ยื่นฟ้องขอหย่า และพาลูกทั้งสองไปด้วย โดยเธอได้ขอให้ศาลสั่งห้ามจอห์นไปพบหน้ากับลูก ๆ ตลอดกาล แถมพ่อของจอห์นก็ต้องมาตาย โดยที่จอห์นก็ไม่ได้รับโอากาสให้ไปร่วมพิธีศพ ซึ่งการเสียชีวิตของพ่อ ทำให้จอห์นเสียใจมาก เพราะถึงแม้พ่อของจอห์นจะดุร้ายใส่เขาอยู่เสมอ ๆ  แต่ยามที่พ่อปกติ พ่อก็รักครอบครัวมาก แม้แต่ตอนที่จอห์นถูกศาลสั่งจำคุก พ่อของจอห์นยังถึงกับต้องร้องไห้ ทำให้จอห์นเข้าใจว่า สาเหตุที่พ่อของเขาต้องตายนั้น มันก็เป็นเพราะพ่อตรอมใจ เสียใจในสิ่งที่เขาทำเอาไว้นั่นเอง

ถึงแม้จะมีเรื่องแย่ ๆ เข้ามามากมาย แต่ชีวิตในคุกของจอห์นกลับไม่ได้เลวร้ายมากนัก เพราะด้วยความที่จอห์นเป็นคนพูดจาประจบคนเก่ง และมีฝีมือในการทำอาหาร ทำให้เขาได้เป็นพ่อครัวอยู่ในคุก และมีเงินใช้อย่างไม่ขาดอยู่เสมอ

ด้วยความพยายามขออภัยโทษของจอห์น ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวออกมา ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเข้าคุกไปได้เพียง 2 ปี โดยแลกกับทัณฑ์บน ซึ่งจอห์นก็ได้เดินทางกลับมาอยู่กับแม่ที่ชิคาโกอีกครั้ง และได้เริ่มงานใหม่เป็นพ่อครัวที่ภัตตาคารบรูโนในเมืองนั้นเอง

ใครจะไปคิดว่าหลังออกจากคุกมาแล้ว แทนที่จอห์นจะกลับตัวกลับใจได้เหมือนคนอื่น แต่เขากลับก่อเหตุขึ้นอีกครั้ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1971  จอห์นก็ถูกจับตัวในข้อหาลักพาตัวและข่มขืนเด็กจากป้ายรถเมล์ แต่โชคยังดีที่เด็กเคราะห์ร้ายไม่ยอมให้ปากคำในชั้นศาล ทำให้จอห์นรอดจากคุกไปได้ในครั้งนี้ ซึ่งนอกจากจะรอดแล้วจอห์นก็ยังได้รับการยกเลิกทัณฑ์บนในไม่กี่เดือนต่อมาอีก

โชคชะตาช่างยุติธรรมสำหรับจอห์นเสียจริง ๆ !!!

พอย่างเข้าเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1971  จอห์นก็ได้แต่งงานใหม่กับ "แครอล ฮอฟฟ์" อดีตแม่ม่าย ซึ่งช่วงนี้จอห์นก็มีปัญหาทะเลาะกับแม่ของเขาบ่อยขึ้น จนในที่สุดจอห์นก็ตัดสินใจแยกครอบครัวออกมา โดยชวนแม่ยายให้มาอยู่ด้วยกัน แต่ก็มีปัญหาอีกจนจอห์นต้องฟ้องศาลขอให้แม่ยายออกจากบ้านไป

มาตอนนี้ชีวิตแต่งงานของจอห์นก็เริ่มเละเทะ เพราะจอห์นเริ่มทำตามใจตัวเองมากขึ้น เขาหิ้วเด็กหนุ่ม ๆ มานอนที่บ้านบ่อย ๆ และเลิกมีความสัมพันธ์ทางเพศกับแครอล โดยอ้างว่าทำงานหนักมาก ไม่มีอารมณ์ ท่ามกลางความน้อยใจของเธอ ที่พยายามทนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนั้นต่อไปเรื่อย ๆ

แม้ชีวิตครอบครัวจะฟอนเฟะขนาดนี้ แต่ชีวิตการทำงานของจอห์นกลับเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะมีงานเป็นพ่อครัวโรงแรมแล้ว เขาก็ได้เปิดธุรกิจรับเหมาทาสีชื่อว่า "PDM" หรือ "Painting Decorateing and Maintenance"  แน่นอนว่าธุรกิจของเขาไปได้สวย งานมีเข้ามาให้ทำตลอด จนจอห์นย้ายมาเช่าออฟฟิศแห่งใหม่มาอยู่เลขที่ 8213 ถนนซัมเมอร์เดล แถบนอร์วูดพาร์กตะวันตก


เบื้องหน้าของจอห์น เกซี่นั้น นอกจากจะทำธุรกิจแล้ว เขาก็ยังโดดเด่นในสังคมด้านการอุทิศตัวให้กับชุมชน ชอบจัดงานปาร์ตี้ขนาดใหญ่จนมีคนนับหน้าถือตา โดยตัวเขายังแอบเล่นการเมืองเป็นหัวคะแนนให้กับนักการเมืองท้องถิ่น และเคยเป็นแกนนำในการเดินขบวนเพื่อผู้ป่วยในโรงพยาบาล แถมยังเป็นสมาชิกองค์กรการกุศลที่ชื่อว่า "จอลลี่โจ๊กเกอร์คลับ" ซึ่งจอห์นมักจะแต่งตัวเป็นตัวตลกเพื่อเล่นกับเด็ก ๆ จนได้รับฉายาว่า “ตัวตลกโพโก้”


แต่ใครจะไปรู้ว่าใต้หน้ากากตัวตลกของจอห์น เกซี่ที่ภายนอกดูจะเป็นคนรักเด็กนั้น ในใจของเขายังคงเต็มไปด้วยความต้องการ เขายังต้องการเด็กหนุ่ม ๆ เด็กผู้ชายเท่านั้นที่จะทำให้เขามีชีวิตอยู่ได้

นั่นจึงเป็นสาเหตุให้พนักงานในบริษัทรับเหมา PDM ของจอห์น มีแต่เด็กหนุ่มหน้าตาคัดมาอย่างดี หัวอ่อน ให้ทำอะไรก็ยอมไปหมดนั่นเอง ซึ่งมันก็ยังไม่พอสำหรับจอห์นอยู่ดี

เพราะในที่สุดวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1972  คืนนั้นจอห์นเมาหนักมาก เขาเพิ่งออกมาจากผับ แล้วก็เที่ยวหาเด็กหนุ่ม ๆ ซักคนไปนอนเด้วย แล้วเขาก็ได้พบกับ "ทิโมธี่ แจ็คแม็คคอย" จากป้ายรถเมล์ จอห์นจึงเข้าไปเจรจาพาแจ็คมานอนด้วยกันที่บ้านของเขา เพื่อไปดูแลและทำเรื่องอย่างว่า จนเมื่อจอห์นตื่นขึ้นมาในตอนเช้า จอห์นเห็นแจ็คเดินถือมีดเข้ามาในห้อง จอห์นตกใจนึกว่าแจ็คกำลังจะฆ่าเขา จึงกระโดดเข้าสู้ แย่งมีดมาจากมือของแจ็ค แล้วเสียบมันเข้าไปที่ร่างของแจ็คจนเสียชีวิต

หลังจากนั้นจอห์นจึงจัดการฝังร่างของแจ็คเอาไว้ในที่แห่งหนึ่งในบ้าน เสร็จแล้วก็เดินกลับมาที่ครัว จอห์นพบว่าในครัวมีอาหารเช้าวางจัดเตรียมเอาไว้ ที่แท้ทีโมธี่ไม่ได้คิดจะฆ่าจอห์นเลย เขาเพียงแค่ทำอาหารให้กับจอห์นในช่วงที่เขายังหลับอยู่ต่างหาก แล้วที่แจ็คเดินถือมีดมานั้น ก็น่าจะเป็นเพียงแค่แจ็คจะมาปลุกไปทานข้าวเท่านั้นเอง

คิดได้แบบนั้นแทนที่จอห์นจะเสียใจ เขากลับปล่อยวางราวกับว่า เด็กที่ตายไปนั้นไม่ได้มีคุณค่าอะไรกับความรู้สึกผิดของเขาเลย กลับกันจอห์นกลับรู้สึกเกิดอารมณ์ทางเพศจนถึงขั้นสำเร็จความไคร่กันเลยเสียอย่างนั้น ฆ่าคนมันช่างง่ายดายแบบนี้นี่เอง... คิดได้ดังนั้น จอห์นก็เริ่มสนุกกับการพาเด็กหนุ่มมานอน นอนเสร็จแล้วก็ฆ่าทิ้ง

เดือนมกราคม ค.ศ. 1974  จอห์น เกซี่ ได้ฆ่าเด็กหนุ่มไม่ทราบชื่อคนหนึ่ง เขาอายุราว 14 - 18 ปี  ด้วยการหลอกพาเหยื่อมาที่บ้าน จากนั้นก็จับเหยื่อผูกพันทนาการไว้ในตู้ แล้วก็กรอกเหล้าจนเหยื่อเมา จากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าออก เอากางเกงในยัดปาก แต่ไม่รู้ว่าจอห์นได้ทำอะไรกับเหยื่ออีกบ้าง เพราะช่วงที่ถูกสอบสวน จอห์นจำเด็กคนนี้ไม่ได้แล้ว

ต่อมาในปี ค.ศ. 1975  ธุรกิจของจอห์น เกซี่ ค่อนข้างจะก้าวหน้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เขาต้องจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น และแน่นอนว่าพนักงานใหม่ของเขาล้วนเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี "แอนโธนี่ แอนโทนุชชี่" ที่จอห์นได้จ้างเข้ามาทำงานในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1975  โดยจอห์นได้แวะไปเยี่ยมที่บ้านของแอนโธนี่ ในช่วงที่เขาอยู่บ้านเพียงลำพัง จากนั้นก็มอมเหล้าเขา พอเมาได้ที่ จอห์นก็จับแอนโธนี่กดลงไปกับพื้น แล้วใส่กุญแจมือจับผูกไขว้หลังไว้ แอนโธนี่พยายามดิ้นรน จนค่อย ๆ เอามือออกมาจากกุญแจในช่วงที่จอห์นเดินออกไปนอกห้อง จนเมื่อจอห์นเดินกลับมาอีกครั้ง ด้วยความที่แอนโธนี่เป็นสมาชิกชมรมมวยปล้ำอยู่แล้ว จึงจับจอห์นทุ่มลงกับพื้น แล้วใช้กุญแจมืออันนั้น กลับไปผูกล็อกข้อมือของจอห์น จอห์นตกใจมากถึงกับร้องเสียงหลง จนในที่สุดเขาก็สงบลง แล้วขอร้องให้แอนโธนี่ปล่อยตัวเขาไป โดยสัญญาว่าเขาจะออกไปจากบ้านของแอนโธนี่ทันที ซึ่งเรื่องมันก็จบลงด้วยดี

แอนโธนี่ได้เล่าว่า เขาจำได้ว่าช่วงที่จอห์นถูกล็อกตัวนั้น จอห์นพูดเหมือนกับว่าเขาแค่แกล้งจับใส่กุญแจมือนะ เพราะเขาทำแบบนี้มาหลายคนแล้ว และทุกคนก็แกะออกได้แบบนี้แหละ

ต่อมา ในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1975  จอห์นได้ฆ่า "จอห์น บัทโควิช" อายุ 17 ปี  พนักงานในบริษัทรับเหมาของจอห์นเอง โดยหลังจากที่บัทโควิชหายตัวไป 2 สัปดาห์  ภรรยาของเขาก็ได้มาสอบถามกับจอห์นว่า สามีเธอหายไปไหน ซึ่งจอห์นก็ได้ตอบเธอไปว่า บัทโควิชบอกว่าจะขอลางานไปหาพี่สาวที่อาคันซอ แล้วยังพูดตำนิว่า นี่ก็ลาไปตั้งนานแล้ว ไม่ยอมกลับมาทำงานซักที ซึ่งความจริงแล้วจอห์น เกซี่ ได้ฝังร่างของบัทโควิชไว้ในพื้นโรงรถ แล้วเททับด้วยคอนกรีตไปแล้ว ซึ่งจากรายงานการสอบสวนระบุว่า ก่อนที่จอห์นจะฆ่าบัทโควิชนั้น เขาได้เล่นขี่คอเหยื่ออยู่นาน โดยรถยนต์ซีดานของบัทโควิชถูกพบอยู่ในที่จอดรถร้างแห่งหนึ่ง โดยยังพบกุญแจรถถูกซ่อนอยู่ในกล่องไม้ขีดตามประสาวัยรุ่นที่ชอบเก็บของสำคัญไว้ในที่แปลก ๆ และมีรายงานว่า ช่วงวันหนึ่งที่จอห์น เกซี่กำลังมีความสุขอยู่กับการออกหาเด็ก ๆ หิ้วกลับมานอนบ้านนั้น พ่อของบัทโควิชได้พบจอห์นโดยบังเอิญ เขาจึงได้ตะโกนเรียกจอห์น แต่ทีท่าของจอห์นที่มีต่อเสียงเรียกนั้น กลับกลายเป็นว่าจอห์นวิ่งหนีเสียดื้อ ๆ  ซึ่งตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าจอห์นจะหนีไปทำไม

ต่อมาในช่วงเดือนตุลาคมของปี ค.ศ. 1975  แครอล ภรรยาของจอห์น เกซี่ ก็ได้ขอหย่ากับเขา แล้วย้ายออกไปอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ตามลำพังกับลูก ๆ ของเธอ ปล่อยให้จอห์นมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง โดยเขาได้ทุ่มเทชีวิตให้กับบริษัท PDM และเหล่าพนักงานหนุ่ม ๆ ของเขาต่อไป

โดยหนึ่งเดือนหลังจากการหย่าร้าง จอห์น เกซี่ได้ทำการฆาตกรรม "ดาเรลล์ แซมสัน" เด็กหนุ่มอายุ 18 ปี ในชิคาโก ซึ่งตรงกับช่วงเดือนเมษายน ค.ศ. 1976  และถัดมาอีก 5 สัปดาห์ จอห์นก็ได้ฆ่า "แรนดอล เรฟเฟท" เด็กหนุ่มอายุ 15 ปี  ในระหว่างที่เหยื่อกำลังเดินทางกลับบ้าน และในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา จอห์นก็ได้สังหาร "แซมมวล สเตปเพิลตั้น" ในช่วงที่เหยื่อกำลังเดินจากบ้านไปหาพี่สาวที่พักอยู่อีกอพาร์ทเม้นท์ โดยภายหลังจอห์นสารภาพว่า เขาได้ฝังเหยื่อทั้งสามไว้ใต้พื้นบ้านของเขานั่นเอง


และต่อมาในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1976  จอห์นก็ได้ฆ่า "ไมเคิล โบนนิน" เด็กหนุ่มอายุ 17 ปี  แล้วนำศพไปฝังที่เดิม และอีก 10 วันถัดมาจอห์นก็ฆ่า "วิลเลี่ยม แคร์รอล" ถือเป็นศพที่ 5 ที่ถูกฝังไว้ใต้พื้นบ้านของเขา

และในวันที่ 26 กรกฏาคมปีเดียวกัน จอห์นได้จ้าง "เดวิด แครม" หนุ่มน้อยอายุ 18 ปีเข้าทำงาน โดยจอห์นได้ให้แครมย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน แล้วในวันต่อมา จอห์นก็จับแครมใส่กุญแจมือหมายจะข่มขืนให้ชื่นใจ แต่แครมก็สู้ ใช้เท้าถีบยอดหน้าจอห์นจนล้มคว่ำสลบไป จากนั้นแครมก็พยายามแกะกุญแจมือออกจนสำเร็จแล้วหนีกลับเข้าห้อง จนผ่านไปหนึ่งเดือนจอห์นก็เอาอีก เขาโผล่เข้ามาในห้องนอนของแครมเพื่อจะข่มขืนอีกครั้ง โดยจอห์นพูดกับแครมว่า

“เดฟ!! นายก็รู้อยู่ว่าชั้นเป็นใคร บางทีมันจะดีกว่าไหม ถ้านายยอมให้ในสิ่งที่ชั้นต้องการน่ะ ?”

เดวิด แครม ไม่ยอมทำตาม แถมทำท่าจะต่อสู้ขัดขืน ทำให้เกซี่ยอมกลับออกไป ซึ่งต่อมาแครมก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านของจอห์น และลาออกจากงานประจำ หันมาทำงานกับจอห์นแบบพาร์ทไทม์แทนต่ออีก 2 ปี ก่อนจะลาออกไปจริง ๆ ซึ่งต่อมาจอห์นก็ได้ไมเคิล รอซซี่ มาอาศัยอยู่ในบ้านแทนแครม


และช่วงเดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1976   คนงานของ บริษัท PDM ก็ได้หายตัวไปอีกสองคน และต่อมาจอห์นก็ได้ฆ่า "ริค จอห์นสัน" ไปอีกคน และทยอยฆ่าเด็กหนุ่มในลักษณะเดียวกันนี้อีกเรื่อยมา

ตลอดนั้นมาจนถึงปี ค.ศ. 1977  จอห์นก็ได้ฆ่าคนไปถึง 9 ศพ  แล้วศพทั้งหมดก็ล้วนถูกจอห์นฝังเอาไว้ในเขตบ้านของตัวเองทั้งสิ้น !! ถึงแม้ว่าจะมีเหยื่อมากมาย ที่ถูกจอห์นฆ่าหมกหลุมคอนกรีตใต้บ้านของเขา แต่ก็ยังมีเหยื่อบางรายสามารถรอดพ้นจากเงื้อมมืออมนุษย์อย่างจอห์นไปได้

รายหนึ่งก็คือ "โรเบิร์ต คอลเนลลี่" เด็กหนุ่มวัย 19 ปี  ที่ตอนนั้นสภาพจิตใจกำลังย่ำแย่เพราะเพิ่งสูญเสียพ่อไป โรเบิร์ตถูกจอห์นเอาปืนจ่อศีรษะที่ป้ายรถเมล์ และแสดงตัวว่าเป็นตำรวจ ลักพาตัวโรเบิร์ตมาที่บ้าน จากนั้นก็บังคับกรอกเหล้าใส่ปากจนเมาไม่ได้สติ จอห์นทำการข่มขืนโรเบิร์ตทางทวารหนัก ตามด้วยลากตัวเข้าไปในห้องน้ำ จับหัวของโรเบิร์ตกดลงไปในชักโครกจนเขาสลบไป ยังไม่สาแก่ใจ พอโรเบิร์ตฟื้นขึ้นมา จอห์นก็ปัสสาวะรดใส่ตามร่างกายโรเบิร์ตอีก จากนั้นก็บังคับให้นั่งดูหนังโป๊ และสั่งให้เล่นเกมรัสเซี่ยนลูเล็ตต์โดยใช้ปืนปลอม เล่นเสร็จก็ถูกจับมัดเชือกข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะบอกให้โรเบิร์ตไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วจับขึ้นรถ โดยจอห์น เกซี่ทำหน้าตาเหมือนพวกโรคจิต พูดจาด้วยใบหน้าหื่นกาม ยิ้มปากห้อย ๆ พูดถามกับโรเบิร์ตว่า

“ตัวเองจะรู้สึกยังไงบ้างฮะ ถ้ารู้ว่าตัวเองกำลังจะเดินไปลงนรกน่ะ ? ”


จอห์นกลับปล่อยตัวโรเบิร์ตไปโดยไม่คาดฝัน ซึ่งโรเบิร์ตก็ได้รวบรวมความกล้าเดินไปแจ้งความที่สถานีตำรวจทันที แต่พอตำรวจได้ฟังทุกสิ่งที่โรเบิร์ตถูกจอห์นกระทำ พวกเขากลับไม่เชื่อว่ามันมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง เพราะรายละเอียดต่าง ๆ มันช่างดูจะเกินกว่าพฤติกรรมที่คนจะทำกับคนด้วยกันแบบนั้น แถมสภาพของโรเบิร์ตเอง ก็ดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย บุคคลิกก็แย่ พูดจาติดอ่าง ท่าทางเหมือนพวกโรคจิต เทียบกับจอห์น เกซี่ ชายร่างอ้วนท้วน นักธุรกิจหัวคะแนนนักการเมือง ถ้าจะให้เชื่อตำรวจขอเชื่อสิ่งที่ตัวเองคิดดีกว่าจะเชื่อโรเบิร์ต เพราะในที่สุดจอห์นก็ไม่ได้ถูกเรียกตัวมาดำเนินคดีแต่อย่างใด ซ้ำร้ายคดีนี้ตำรวจก็ไม่ได้รับแจ้งความอะไรไว้เลย

ส่วนอีกรายที่รอดชีวิตมาได้ ก็คือ "เจฟ ริกนาล" เด็กหนุ่มสายเหลือง อายุ 26 ปี ซึ่งคดีของเจฟนี้ เกิดขึ้นหลังจากคดีของโรเบิร์ตเพียง 3 เดือนเท่านั้น โดยเจฟถูกจอห์นโปะยาสลบแบบคลอโรฟอร์มจนใบหน้าแพ้เป็นแผลไหม้ พอฟื้นขึ้นมาเจฟก็พบว่า ตัวเองถูกจับเปลื้องผ้าแล้วผูกตัวห้อยไว้กับเพดาน โดยเจฟถูกจอห์นกระทำชำเราสารพัดรูปแบบ ทั้งตัวของจอห์นเอง และวัตถุแปลกปลอมที่เจฟไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะถูกจับมัดห้อยอยู่แบบนั้น ซึ่งเจฟเล่าว่า ในห้องนั้นนอกจากตัวเขาที่ถูกมัดห้อยอยู่กับเพดานแล้ว ก็ยังมีคนอื่น ๆ ที่ถูกจับมัดอยู่ด้วยเช่นกัน เมื่อเขารอดออกมาได้ เจฟก็ตัดสินใจเข้าแจ้งตำรวจทันที แต่ตำรวจก็กลับไม่ทำอะไร เพราะอ้างว่าไม่มีหลักฐานมากพอ เจฟไม่ยอมจึงหาทนายมาฟ้องศาลด้วยตนเอง แต่สุดท้ายเรื่องก็จบที่ยอมความ เพราะจอห์นได้จ่ายเงินชดเชยให้กับเจฟเป็นจำนวนกว่าแสนบาท เพื่อให้เรื่องจบ

แม้จะมีคนโชคดีที่รอดตายจากเงื้อมมือของจอห์นมาได้ 2 ราย แต่คนอื่น ๆ ล่ะ ?

เพราะหลังจากนั้น จอห์นก็ได้ลักพาตัวเด็กหนุ่มไปอีกหลายราย ซึ่งทุกรายล้วนถูกพบว่าเสียชีวิตเพราะจอห์น เกซี่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • วิลเลี่ยม คินเดรต ที่หายตัวไปในเดือนมกราคม ค.ศ. 1978
  • ทิม โอรุค ที่หายไปในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
  • แฟรงห์ แลนดิงกิน ที่หายตัวไปในวันที่ 4 พฤศจิกายน ในปีเดืยวกัน
  • เจมส์ มาชซาร่า ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

มาถึงตรงนี้ มิติที่ 6 เริ่มรู้สึกว่า ถ้าจะให้ลิสต์รายชื่อจนครบทุกคน เราอาจจะต้องใช้เวลามากพอ ๆ กับรายการถ่ายทอดสดวอลเลย์บอลหญิงนัดนึงแน่นอน จึงต้องขอข้ามไปบ้างนะครับ


ซึ่งนอกจากที่กล่าวมานั้น ก็ยังมีเหยื่ออีกมากมายที่หายตัวไป โดยภายหลังก็พบศพพวกเขาในตัวบ้านของจอห์นนั่นเอง และในที่สุดก็มาถึงเหยื่อคนสุดท้าย ที่ทำให้จอห์นต้องหยุดการฆ่าไปตลอดกาลนั่นก็คือ "ร็อบ พิสท์"

ร็อบ พิสท์ คือเด็กหนุ่มนิสัยดี เขาเป็นคนขยัน ซึ่งร็อบได้ทำงานพาร์ทไทม์อยู่ที่ร้านขายยานิสสัน โดยในวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1978 นั้น  มันตรงกับวันเกิดของคุณแม่ของร็อบพอดี โดยวันนี้จอห์น เกซี่ แวะมาคุยธุระกับเจ้าของร้านยา ทันใดนั้นสายตาของจอห์นก็ได้พบกับร็อบ พิสต์ ที่กำลังทำงานอยู่ แน่นอนว่า ในใจของจอห์น เกซี่นั้น เขาต้องการเด็กคนนี้มาก

หลังจากคุยธุระกับเจ้าของร้านเสร็จ จอห์นก็ขอตัวกลับ แต่กลับแกล้งทิ้งสมุดโน้ตของตัวเองไว้ที่ร้าน แล้วหาที่ซ่อนตัว รอจังหวะเหมาะ ๆ ที่จะดำเนินการตามแผนที่เขาคิดเอาไว้

พอถึงช่วงเวลาหนึ่งทุ่ม แม่ของร็อบก็เดินทางมาที่ร้านยา เพื่อรับลูกชายกลับบ้าน แต่งานของร็อบยังไม่เสร็จดี เธอจึงขับรถวนรอบเมืองเล่นเพื่อฆ่าเวลา จนเมื่อได้เวลาเลิกงาน ร็อบก็วิ่งมาหาแม่ของเขา บอกให้รอซักครู่นึง เพราะดูเหมือนว่าเขากำลังจะได้งานใหม่ที่น่าจะดีมาก ๆ จากชายคนหนึ่ง จากนั้นก็วิ่งหายไปด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ

แม่ของร็อบเข้าใจว่าลูกชายของเธอ น่าจะวิ่งกลับไปคุยกับนายจ้างคนใหม่ จึงนั่งรออยู่ในรถราว 20 นาที ร็อบก็ยังไม่กลับออกมา เธอเลยกลับไปรอที่บ้านก่อน จนเวลาผ่านไปถึง 4 ทุ่ม ก็ยังไร้เงาของร็อบ นี่มันอะไรกัน จนในที่สุด ทั้งเธอและสามีทนรอไม่ไหวอีกต่อไป พ่อของร็อบจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปถามที่ร้านยา เพื่อสอบถามถึงนายจ้างใหม่ที่ร็อบบอกไว้ ทางร้านจึงแนะนำให้พ่อของร็อบโทรไปหาจอห์น เกซี่ดู ซึ่งแน่นอนว่าพอโทรไปที่บ้านของจอห์น ก็ไม่มีใครรับสายเลย

พ่อแม่ของร็อบจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็กลับไม่สนใจอะไรเลย ทั้งสองจึงพยายามตามหากันเองจนถึงรุ่งเช้า ก่อนที่จะกลับไปแจ้งความที่สถานีตำรวจอีกครั้ง คราวนี้พ่อกับแม่ของร็อบได้ขอพบกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของสถานี แน่นอนว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่สนใจรับฟังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะเขาจำได้ว่าจอห์น เกซี่ในอดีตนั้น เคยก่อคดีข่มขืนเด็กมาหลายคดีนั่นเอง

พอตำรวจรับแจ้งความคดีนี้ ก็รีบส่งกำลังไปสอบปากคำที่บ้านของจอห์นทันที แต่เมื่อไปถึง จอห์นก็ส่อพิรุธออกมา ซึ่งเขากลับอ้างว่า ตอนนี้สภาพจิตใจเขาไม่ค่อยดี เพราะลุงของเขาเพิ่งจะเสียชีวิตไป

ถึงแม้จอห์นจะพูดแบบนั้น แต่ตำรวจก็พบกับสิ่งผิดปกติที่บ้านของจอห์น สิ่งผิดปกติที่มาจากเหยื่อเคราะห์ร้าย พวกเขากำลังเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นั่นก็คือกลิ่นเหม็นที่ลอยตลบอบอวลอยู่ทั่วบริเวณบ้านของจอห์นนั่นเอง !!

เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำอะไรในตอนนั้น แต่พวกเขาได้นัดจอห์นให้ไปพูดคุยที่สถานีตำรวจในวันรุ่งขึ้นแทน ซึ่งจอห์นก็ตกปากรับคำ และได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจในวันรุ่งขึ้นตามที่นัดหมายกันเอาไว้

แน่นอนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามพูดคุยกับจอห์น เพื่อถ่วงเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้าน รีบทำการบุกค้นที่บ้านของจอห์น เพื่อค้นหาหลักฐานอย่างลับ ๆ

พอเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถบุกเข้าไปในตัวบ้านได้ พวกเขาก็พบกับอวัยวะเพศชายเทียม สมุดภาพลามก และกระดานที่ใช้สำหรับตรึงร่างกายแบบในหนังซาดิสม์ แต่พวกเขากลับไม่พบกับตัวร็อบ พิสท์แม้แต่เงา แต่สิ่งที่พวกเขาพบในบ้านของจอห์น มันก็ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ละความพยายามในการสืบหาตัวของร็อบ พวกเขาได้วางกำลังแอบเฝ้ามองที่บ้านของจอห์นตลอดเวลา

ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้จอห์นที่เดินทางกลับมาถึงบ้าน ก็เริ่มจะรู้ว่าเขาถูกตำรวจจับตามองอยู่ จอห์นใช้วิธีกินยากระตุ้น เพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอนอนหลับ และเมื่อขับรถออกไปนอกบ้าน ก็แกล้งขับรถเร็ว ๆ เพื่อให้ตัวเองถูกจับ ซึ่งทางตำรวจก็รู้ว่าจอห์นกำลังคิดอะไรอยู่ จึงไม่เล่นตามเกมของจอห์น คอยสะกดรอยจับตาเฝ้ามองจอห์นต่อไป รอเวลาให้จอห์นเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาให้ได้

จนกระทั่งในคืนวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1978  จอห์นวางแผนเดินทางไปยังบ้านของทนายความ เขากินเหล้าจนเมา ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จให้ทนายฟังจนเวลาล่วงเลยไปถึงตีสาม ช่วงระหว่างที่จอห์นเดินทางกลับ เขาแวะที่ปั๊มน้ำมันเพื่อซื้อกัญชาจากเด็กปั๊ม แล้วขับรถต่อไปยังบ้านเพื่อน พอเขาได้พูดคุยกับเพื่อน ทั้ง ๆ ที่สติสตางค์ของตัวเองก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ด้วยเพราะอดนอนมาหลายวัน แถมยังเมาเหล้า พี้กัญชาอีก ทำให้จอห์นก็ได้หลุดปากเล่าความในใจที่เขาไม่ควรจะเล่าออกมาให้เพื่อนได้ฟัง

จอห์นเล่าว่า เขาได้ฆ่าเด็กหนุ่มไปกว่า 30 คน ตอนนี้เขารู้สึกว่ากำลังจะถูกแบล็คเมล์ เขาเครียดมาก พอเล่าจบ ก็เดินทางไปหาคนงานทั้ง ๆ ที่สภาพยังเป็นแบบนั้น คนงานเจอจอห์นในสภาพนี้เข้าก็ตกใจ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตัดสินใจบุกเข้าค้นบ้านของจอห์นอีกครั้ง โดยหวังว่าพวกเขาจะได้หลักฐานอะไรเพิ่มเติมอีกซักนิดก็ยังดี

แต่แล้วทุกสิ่งก็เกินความคาดหมาย เมื่อเจ้าหน้าที่ได้พบกับความจริงในบ้านของจอห์น เกซี่ ที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะพิเศษ โดยตัวบ้านของจอห์น ถูกสร้างคร่อมบ่อบำบัดน้ำเสียเก่าอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้เครื่องตักคุ้ยโคลนในบ่อนั้น คุ้ยได้ไม่นาน กลิ่นเหม็นเน่าขนาดมหึมาก็ระเบิดโชยจนคละคลุ้งไปทั่ว จนเจ้าหน้าที่หลายคนถึงกับสุดทน อาเจียรออกมากันเป็นแถว ตำรวจถึงกับต้องระดมหน่วยชันสูตรศพพร้อมเครื่องมือเพิ่มเติมมาช่วยอีกแรง เมื่อหน่วยสมทบมาถึง ก็เริ่มดำเนินการขุดค้นต่อ มาถึงตรงนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุก็ถึงกับตกตะลึง เพราะสิ่งที่พวกเขาขุดขึ้นมาได้นั้น มันได้ทำให้พวกเขาถึงกับสลดหดหู่ใจ ปนกับความคลื่นเหียร ผสมกับกลิ่นเหม็นตรงหน้า



เพราะพวกเขาค่อย ๆ ตักเอาร่างของเหยื่อเคราะห์ร้ายขึ้นมาจากบ่อใต้ถุนบ้านขึ้นมา ศพแล้วศพเล่า แต่ละศพถูกวางไว้ที่ปากบ่อ สภาพศพแต่ละศพล้วนอยู่ในสภาพอเน็จอนาจ ศพส่วนใหญ่เหลือแต่เพียงกระดูก บางศพมีกางเกงในยัดอยู่ในปาก บ้างก็ถูกกางเกงในรัดคอ รวมทั้งร่องรอยของการยัดปูนขาวไว้ตามร่างกายของศพเพื่อให้ศพเน่าเปื่อยเร็วขึ้น ก่อนจะทิ้งศพลงในบ่ออีกด้วย



และแล้ว "จอห์น เวย์น เกซี่" ก็ถูกจับกุมในข้อหาฆาตกรรม และอำพรางศพ ในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1978 นั่นเอง

จอห์น เกซี่ ได้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปดูสถานที่ ๆ เขาฝังศพของจอห์น บัทโควิชในโรงรถเพิ่มเติมอีกด้วย และแม้เวลาจะผ่านไปหลายวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังคงขุดพบศพเพิ่มขั้นเป็นจำนวนมาก เพราะจอห์น เกซี่ ได้ให้ความร่วมมือในการทำแผนที่ ที่เขาได้ฝังศพเอาไว้เท่าที่จอห์นเองจะจำได้ โดยช่วงที่ขุดค้นหาศพต่าง ๆ นี้ พวกชาวบ้านชาวเมืองต่างก็พากันมามุงดูศพทุกวัน ไม่เว้นแม้วันที่มีอากาศหนาว เพราะหลาย ๆ คนที่มาดูศพนั้น บ้างก็เป็นญาติของผู้สูญหาย ที่หวังว่าจะได้พบกับเด็กหนุ่มของบ้านที่หายสาปสูญไป บางคนก็ได้เจอ บางคนก็อดทนรอดูต่อไป เป็นที่น่าสลดหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง

แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต่างแปลกใจ เพราะพวกเขากลับไม่พบศพของร็อบ พิสท์ เหยื่อรายสุดท้ายเลย พวกเขาพบเพียงหมวกหนังของร็อบที่ตกอยู่ในห้องเก็บของเพียงเท่านั้นเอง

ร็อบ พิสต์ เหยื่อรายสุดท้าย
ในที่สุด การดำเนินงานขุดหาศพในบ้านของจอห์น เกซี่ ก็จบลง เจ้าหน้าที่สรุปยอดผู้เสียชีวิตที่พบไว้ถึง 29 ศพ โดยมี 6 ศพ ที่ไม่สามารถระบุชื่อได้ แต่ทุกคนก็เชื่อว่า จำนวนที่พบศพนี้ ก็น่าจะต่ำกว่ายอดผู้เสียชีวิตที่ถูกจอห์นฆ่าไว้จริงๆ นั่นก็เพราะว่า จอห์นสารภาพไว้ว่า หลัง ๆ เขาไม่สามารถจะยัดศพลงไปในบ่อได้อีก เพราะว่ามีศพมากจนล้นบ่อไปแล้ว เขาจึงนำศพไปทิ้งในแม่น้ำใกล้ ๆ บ้าน ซึ่งนั่นก็รวมถึงศพของร็อบ พิสท์ ด้วยนั่นเอง ซึ่งต่อมา เจ้าหน้าที่ก็พบศพของร็อบ พิสท์ลอยอืดที่แม่น้ำแห่งนั้นในภายหลัง

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสอบถามรายละเอียดของเหยื่อที่ถูกจอห์น เกซี่ฆ่า แต่จอห์นกลับไม่สามารถจำรายละเอียดชื่อ หรืออายุ และจำนวนทั้งหมดของเหยื่อทั้งหมดที่เขาฆ่าได้ แต่ในเหยื่อรายสุดท้ายของจอห์น ซึ่งก็คือ ร็อบ พิสท์นั้น จอห์น เกซี่ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ฆ่าร็อบ เขาเพียงแต่จับร็อบใส่กุญแจมือ ผูกเชือกแขวนขอ แต่ไม่ได้ทำให้เชือกรัดขอจนหายใจไม่ออก แต่พอดีมีคนโทรศัพท์มาในตอนนั้น จอห์นเลยผละจากร็อบไปรับโทรศัพท์อยู่นาน พอกลับมาก็พบว่าร็อบขาดใจตายไปเสียแล้ว จอห์นบอกว่า ร็อบคงจะพยายามหนี เลยทำให้เชือกรัดคอจนขาดอากาศตายมากกว่า

จอห์นถูกส่งตัวเข้าไปในคุก เพื่อรอพิจารณาคดี ในช่วงนี้จอห์นใช้เวลาว่างหมดไปกับการวาดรูปตัวเองเป็นเจ้าตัวตลกโพโก้อย่างมีความสุข สื่อมวลชนได้เห็นกิจกรรมของจอห์น ก็เลยตั้งฉายาให้กับจอห์นว่า “ตัวตลกแห่งชิคาโก้” โดยจอห์นได้บอกว่า

“ตอนที่ผมเป็นตัวตลกโพโก้ มันเหมือนกับว่าผมได้เข้าไปสู่โลกอีกแห่ง ได้เป็นคนอีกคนหนึ่ง”


ในที่สุด ศาลก็ได้พิจารณาคดีของจอห์น เกซี่ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1980  โดยทนายพยายามชี้นำศาลว่าจอห์นเป็นคนบ้า โดยนัดแนะให้จอห์นแกล้งบ้าในช่วงที่ถูกกักขังอกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ศาลก็ไม่ได้ให้น้ำหนักเลย และคณะลูกขุน ได้ใช้เวลาประชุมไม่นาน ตัดสินว่าจอห์น เกซี่มีความผิดฐานฆ่าคนตาย 33 ศพจริง มีโทษประหารชีวิตให้ตายตกตามกัน ในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1980


แต่จอห์น ก็พยายามต่อสู้คดีไปจนถึงขั้นฏีกา โดยใช้เวลายาวนานถึง 14 ปี โดยในช่วงนั้น จอห์นก็ยังคงเขียนภาพตัวเองเป็นตัวตลก เขียนหนังสือ และแน่นอน ในเมื่อมีฆาตกรสุดโหดเกิดขึ้นมา ก็ย่อมจะมีหญิงสาวมากมายที่คิดอยากจะมีลูกสืบสกุลให้กับเขาเข้ามาขอเยี่ยม ขอแต่งงาน ขอมีลูกด้วย จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1944  ศาลพิพากษายื่นโทษประหารแก่ จอห์น เกซี่ ด้วยการฉีดยาพิษเข้าเส้นให้ตาย จบชีวิตฆาตกรเกย์สุดโหดของโลกไปอีกคน



แต่เป็นที่น่าแปลกใจเรื่องหนึ่งก็คือ ตั้งแต่ถูกจับตัวได้ ทุกครั้งที่เขาถูกสอบสวน หรือถูกถามว่าเขาเป็นพวกรักร่วมเพศหรือไม่ จอห์นกลับไม่เคยยอมรับเลยซักครั้ง ว่าตัวเองเป็นเกย์รักร่วมเพศ แม้กระทั่งวันที่เขาถูกประหาร เขาก็ยังคงยืนยันเรื่องนี้อยู่ดี


มิติที่ 6 ก็หวังว่า เรื่องราวของจอห์น เวย์น เกซี่ นี้ จะทำให้เราให้ความสำคัญในการคบหาคนจากภายในจิตใจ มากกว่าการมองเพียงรูปร่าง หรือตำแหน่งหน้าที่การงานจากภายนอก เพราะใครจะรู้ว่า คนที่เรากำลังให้ความเคารพอยู่ตรงหน้านั้น จะมีเบื้องหลัง หรือด้านมืดอันน่ากลัวแบบไหน เขาอาจจะรอให้เราเดินเข้าไปติดกับ จนสุดท้ายอาจต้องทิ้งชีวิตเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นออกมา เหมือนกับเหยื่อของเขา


"จอห์น เวย์น เกซี่"



หลังจากอ่านจบแล้ว อย่าลืมกดถูกใจ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์พูดคุยกันนะครับ

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://m.pantip.com/topic/32857170
https://en.wikipedia.org/wiki/John_Wayne_Gacy
http://mitithee6.blogspot.com/2016/05/john-gacy.html

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนารถไฟหายไปในอุโมงค์ 42 ปี


บนโลกใบนี้ มีปริศนาต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย หลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นมา ล้วนแล้วแต่ต้องการหาคำตอบ ซึ่งมิติที่ 6 ศุกสยองขวัญ ในวันเบา ๆ ศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับเรื่องราวของรถด่วนขบวนปริศนา ที่ได้หายไปอย่างแปลกประหลาด และต่อมาหลังจากที่มันหายไปนานหลายปี ก็ได้เกิดเรื่องที่ทำให้ทั่วโลกต้องงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งมิติที่ 6 อยากให้ทุกท่าน มาร่วมชม ร่วมฟัง และร่วมไขปริศนานี้ไปพร้อม ๆ กัน



หลังจากที่มีผู้ชมหลายท่านได้แนะนำ และสอบถามมิติที่ 6 เกี่ยวกับเรื่องราวของรถไฟที่วิ่งหายเข้าไปในอุโมงค์อย่างไร้ร่องรอย เราก็ได้พยายามค้นหาเรื่องราวปริศนานี้จนพบ ซึ่งเราจะขออ่านโดยไม่มีการตัดทอน หรือดัดแปลงข้อความต้นฉบับให้ท่านได้รับทราบกันก่อน

ภาพประกอบทั้งหมดไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

 ดูบนยูทูป กดที่นี่

เรื่องประหลาดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลี บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลพากันปิดปากเงียบ ที่ขบวนรถด่วนขบวนหนึ่งพร้อมกับผู้โดยสารหายลึกลับอย่างไร้ร่องรอย ขณะเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์แห่งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ แล้วจู่ ๆ โผล่ออกมาอีกในสภาพเดิมทุกอย่าง เมื่อต้นปีนี้ คือ พ.ศ. ๒๕๓๕

ที่ประหลาดยิ่งขึ้น ผู้โดยสารจำนวน ๑๒๐ คน และพนักงานประจำรถ ๓ คน มีอายุเท่ากับวันที่หายเข้าไปในอุโมงค์ไม่มีใครแก่อายุมากขึ้นสักวันเดียว รูปร่างเหมือนเดิมทุกอย่าง และพวกเขายังเชื่อว่า ทุกวันนี้ยังเป็น พ.ศ. ๒๔๙๒ อยู่

รัฐบาลอิตาลีเก็บเรื่องนี้เงียบที่จะพูดถึงขบวนรถด่วนหมายเลข เอฟ ๖๒๖ และยังไม่ยอมพูดถึงว่าเอาขบวนรถนั้นไปไว้ที่ไหนด้วย  ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น ยังคอยจับตาผู้โดยสารทุกคน เว้นแต่มี ๒ คน ที่เป็นชาวต่างประเทศหลบหนีการสอบสวนไป  ส่วนพนักงานประจำรถ ๓ คน รัฐบาลได้เก็บตัวไว้ในสถานที่หนึ่ง ไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณชน

ข่าวการหายไปของขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ หายลึกลับไป ๔๒ ปี และโผล่กลับมาอีกนั้น แม้ว่าทางการพยายามปิดข่าว แต่หนังสือพิมพ์อิตาลีเกือบทุกฉบับสามารถที่จะติดตามมาเสนอได้ พยานที่ได้รับทราบเหตุการณ์ครั้งนี้เผย ตั้งแต่เริ่มต้นที่ขบวนรถด่วนนี้มีด้วยกัน ๑๓ โบกี้ หายเข้าไปในอุโมงค์รถไฟที่มีความยาว ๑ ใน ๔ ไมล์ อย่างลึกลับไม่ยอมโผล่ออกไปอีกทางหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงปิดอุโมงค์ทำการค้นหา ซึ่งมีทั้งตำรวจ และนักวิทยาศาสตร์ โดยได้ค้นทุกตารางนิ้วแต่ไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อยว่า มันหายไปได้อย่างไร รางถึงกับรื้อออกแล้วนำมาวางใหม่ เมื่อค้นหากันไม่พบทำให้หลายคนเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวได้ทำการโจรกรรมโขมยรถด่วนนี้ไป ตามรายงานของ นสพ. อุโมงค์ได้เปิดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าจะมีขบวนรถไฟผ่านไปมาเป็นพันขบวนก็ไม่มีอุบัติเหตุอันแปลกประหลาดลี้ลับนั้นเกิดขึ้นอีกเลย

แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ก็มีคนพยายามค้นหาขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ แต่ก็พบว่ามีแต่ความว่างเปล่า บางคนถึงกับสรุปว่า รถขบวนนี้ถูกหุ้มห่อด้วยกาลเวลาและเดินทางไปสู่อนาคตอันไกลพ้น

เรื่องราวแบบนี้เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ เรืออินเซอร่าซึ่งเป็นเรือคุ้มครองเรือประจัญบานของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา จู่ ๆ ก็หายอย่างลึกลับจากอู่เรือที่ฟิลาเดลเฟียในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่แล้วจู่ ๆ ก็ไปปรากฏตัวที่ฐานทัพเรือนอร์ฟอร์ด ซึ่งทุกวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้

เมื่อรัฐบาลปิดข่าว หนังสืออิตาลีก็พยายามที่จะขุดค้นออกมา ในที่สุดหนังสือพิมพ์โรมเดลี่ที่ขายดีมาก สามารถไปคว้าเอาเทปมาริโอ ฟรานซินี ช่างเครื่องรถไฟขบวนนี้มาตีแผ่ได้ ซึ่งมีดังนี้

"ขณะที่ขบวนรถเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์นั้น ไม่นานนักก็มีหมอกสีขาวหนาลอยฟ่อง สมองรู้สึกปั่นป่วนไปหมด จากนั้นก็หมดสติไม่รู้สึกตัว มาได้สติอีกครั้งหนึ่งเมื่อขบวนรถได้ออกจากอุโมงค์แล้ว เราคิดว่าเวลาคงจะห่างกันไม่ถึงนาทีดี แต่ที่ไหนได้ เมื่อขบวนรถเรากลับมาถึงสถานีโบล้อคน่าถึงได้ทราบว่าได้ห่างกันถึง ๔๒ ปี นี่คือสิ่งเดียวที่เรารู้ "

ผู้โดยสารอื่น ๆ ก็ให้การคล้ายคลึงกันว่า มีหมอกลงจัดเมื่อเวลาเข้าอุโมงค์แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย ผู้โดยสารขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ ๒ คน ที่หลบการให้การคือ อดอล์ฟ โรเนอร์ เป็นชาวเยอรมัน กับมาร์ติน บาร์ตเลตต์ ชาวแอฟริกาใต้ สำหรับโรเนอร์มีนักข่าวอิตาลีได้โทรศัพท์ไปหลอกถาม โดยอ้างว่าเป็นผู้โดยสารรถด่วนนั้นด้วยกัน

โรเนอร์ได้เล่าว่า ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปมาก ตอนที่เขาหายไปพร้อมกับขบวนรถไฟนั้นเขาอายุ ๓๐ ปี มีลูกชายอายุ ๑๐ ขวบ เดี๋ยวนี้ลูกชายผมอายุ ๕๒ ปีแล้ว อ้วนและเป็นโรคหัวใจ ส่วนภรรยาผมก็ย่างเข้า ๗๐ ปีแล้ว กำลังเป็นโรคเบาหวาน ส่วนผมกลับอายุเพียง ๓๐ ปี เท่านั้น เท่ากับเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒

เรื่องราวเหล่านี้เป็นความลึกลับของโลกที่อธิบายได้ยาก ซับซ้อน น่าอัศจรรย์ใจ ต่อผู้ที่ได้รับฟังเป็นอย่างยิ่ง


หลังจากที่มิติที่ 6 ได้อ่านเรื่องราวของรถไฟปริศนานี้จบ ก็รู้สึกสงสัย และอยากทราบเช่นกันว่า ว่าจริง ๆ แล้ว ในประเทศอิตาลีนั้น ได้เคยมีเรื่องราวเช่นนี้บันทึกไว้หรือไม่ หรือไม่ก็เรื่องราวนี้ได้เคยมีสำนักข่าว หรือเวบไซต์เรื่องราวปริศนาแห่งไหนเคยนำเสนอกันบ้าง เพราะเนื้อเรื่องดังกล่าวมันสุดจะแปลกประหลาดขนาดนี้ จะต้องมีเวบไซต์ต่างประเทศหลายแห่งได้บันทึกเรื่องนี้ไว้แน่ ๆ

ซึ่งข้อสงสัยมากมายนี้ทำให้มิติที่ 6 ได้ตั้งข้อสังเกตเนื้อหาต้นฉบับของรถไฟปริศนา และค้นหาคำตอบเป็นเรื่อง ๆ ไว้ดังนี้


หนังสือพิมพ์ "Rome Daily" (โรมเดลี่) มีจริงหรือเปล่า ?


มิติที่ 6 ได้ลองพิมพ์ชื่อหนังสือพิมพ์ดังกล่าวหลาย ๆ แบบ โดยเริ่มจาก โรม เดลี่, โรม เดลี่นิวส์ จากเวบไซต์กูเกิ้ล ผลออกมาคือ ไม่พบว่าหนังสือพิมพ์ชื่อดังกล่าวมาก่อน ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า ผู้เขียนเรื่องราวนี้ อาจอ่านหรือพิมพ์ชื่อหนังสือพิมพ์ผิดก็เป็นได้ เราจึงข้ามเรื่องนี้ไปยังข้อสังเกตต่อไป


เรื่องราวปริศนานี้ ถูกเปิดเผยครั้งแรกที่ไหน ? และใครเป็นผู้เผยแพร่ที่แท้จริงรายแรก ?


ซึ่งเมื่อมิติที่ 6 ได้พยายามค้นหาอยู่นาน จนในที่สุด ก็พบว่า เรื่องของรถไฟหายไปอย่างปริศนาในอุโมงค์นี้ นอกจากประเทศไทยแล้ว ก็มีบันทึกเป็นภาษาอังกฤษอยู่เพียงในแฟนเพจเฟสบุค "The truth about Aliens and Ufos" ไว้เพียงแห่งเดียว โดยระบุวันที่โพสต์ไว้คือ วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 โดยแฟนเพจดังกล่าว ได้ระบุแหล่งอ้างอิงว่ามาจากเวบไซต์ http://www.ufo-bbs.com/txt1/065.htm  ซึ่งปัจจุบันเวบไซต์แห่งนี้ ได้ปิดให้บริการไปแล้ว

และจริง ๆ ในผลการค้นหานั้น มิติที่ 6 ก็ได้พบว่ามีผู้แชร์เรื่องราวนี้เป็นภาษาอังกฤษอีกแห่ง นั่นคือบนเวบโซเชี่ยลกูเกิ้ลพลัส แต่โพสต์ดังกล่าวก็ได้ถูกลบออกไปแล้วเช่นกัน จึงไม่ถือว่าเป็นแหล่งที่มาอะไรได้ เลยต้องขอข้ามแหล่งอ้างอิงนี้ไป

พอเมื่อเรามาตรวจสอบที่เวบไซต์ของไทย ที่ได้นำเรื่องนี้มาเผยแพร่กันอย่างมากมาย เพื่อหาแหล่งข่าวที่เก่าที่สุดที่ได้นำเรื่องนี้มาเสนอนั้นก็พบว่า เรื่องราวนี้ได้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกที่เวบบล็อก "นานาสาระ $ โหราศาสตร์" ของ อ.ธนเทพ ปฏิพิมพาคม เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556  นั่นหมายความว่า เรื่องนี้ได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกหลังจากที่ถูกเผยแพร่จากเวบบอร์ดต่างประเทศเพียงไม่ถึงเดือนเท่านั้นเอง

ภาพที่ถูกอ้างว่าเป็นที่เกิดเหตุ สันนิษฐานว่าถูกสแกนมาจากนิตยสารฉบับหนึ่ง
ที่วางขายตามท้องตลาดในเมืองไทย

โดยเรื่องราวนี้เริ่มเป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก เพราะมันได้ถูกนำไปพูดคุยบนกระดานข่าวของเวบไซต์ "Pantip.com" ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ก่อนที่จะถูกนำเสนอต่อ ๆ ไปอีกหลายแห่ง จนมีผู้คนเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า เรื่องราวนี้มันเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงเรื่องแต่งกันแน่ !!

และเมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลอ้างอิงที่เป็นภาษาอังกฤษที่เหลือเพียงแห่งเดียวจากเฟสบุคนั้นอีกครั้ง ก็สังเกตพบว่า เรื่องราวดังกล่าวถูกพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งสิ้น ผิดกับโพสต์อื่น ๆ บนแฟนเพจแห่งนี้ ที่ใช้การพิมพ์แบบมาตรฐาน และลักษณะสำนวนภาษาที่ใช้ ก็ค่อนข้างจะเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ง่ายจนเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นสำนวนการเขียน จากนักหนังสือพิมพ์หรือคอลัมนิสต์ใด ๆ และยังสังเกตได้ถึงสำนวนคำซ้ำ ๆ ที่มิติที่ 6 ไม่เคยพบในบทความภาษาอังกฤษที่ไหนมาก่อน นั่นก็คือคำว่า "AS SOON AS..."   เพราะบทความต่างชาติ จะหลีกเลี่ยงคำนี้ ไปใช้คำอื่น ๆ ที่สละสลวยกว่า และสมัยใหม่กว่า ซึ่งสิ่งนี้ได้ทำให้มิติที่ 6 เริ่มรู้สึกไปเองว่า บทความนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาก่อนด้วยชาวต่างชาติที่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษเลย ซึ่งก็เป็นไปได้ว่ามันอาจถูกเขียนขึ้นโดยใครสักคน ที่เกิดในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารหลัก แต่ก็มีความรู้ในการเขียนภาษาอังกฤษอยู่ในระดับสื่อสารได้พอควร


ภาพอุโมงค์ที่รถไฟปริศนานั้นได้วิ่งเข้าไป เป็นอุโมงค์ที่ไหนกันแน่ ?


มิติที่ 6 ได้พยายามใช้ภาพอุโมงค์รถไฟ ที่ถูกอ้างว่าเป็นอุโมงค์ที่เกิดเหตุปริศนานี้ มาค้นหาจากระบบค้นภาพของกูเกิ้ล ก็ไม่พบว่า มีภาพนี้อยู่ในเวบไซต์ต่างประเทศใด ๆ เลย นอกจากเวบไซต์ประเทศไทยเท่านั้น และทุกเวบไซต์ในไทย ล้วนเป็นภาพประกอบข่าวรถไฟนี้ทั้งสิ้น ซึ่งถือว่าแปลกมาก เพราะในต่างประเทศเองก็น่าจะมีการอัพภาพอุโมงรถไฟเก่ากันไว้บ้าง แต่กลับไม่มีภาพนี้เลย


เรือคุ้มครองเรือประจัญบานของอเมริกาที่ชื่อ "อินเชอร่า" นั้นมีจริงหรือไม่ ?


และเพื่อความกระจ่าง มิติที่ 6 ได้ทำการตรวจสอบถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการหายไปของ "เรืออินเซอร่า" ที่ถูกอ้างอิงในเรื่องว่า มันก็เคยได้หายไปอย่างปริศนาในลักษณะเดียวกัน ก็พบว่าเรื่องราวดังกล่าวเคยเกิดขึ้นจริงที่ฟิลาเดเฟีย ซึ่งทางกองทัพเรือของอเมริกาก็ได้พบสาเหตุที่เรือลำดังกล่าวหายไปจากจอเรดาห์และได้ออกมาอธิบายกันนานแล้ว

นั่นก็คือ สัญญาณที่ตั้งของเรือลำดังกล่าว ถูกรบกวนจากทุ่นระเบิดแม่เหล็กที่เยอรมันได้วางเอาไว้ในน่านน้ำของอเมริกา ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเรือได้แล่นผ่านจุดนั้นไป เรดาห์ก็สามารถจับสัญญาณของเรือลำนี้ได้อีกหน และที่แน่ ๆ เรื่องราวจริง ๆ นั้น เรือดังกล่าวนั้นไม่ได้ใช้ชื่อว่า "INSERRA" (อินเชอร่า) แต่มันเป็นชื่อเรือว่า "USS Eldridge" (ยูเอสเอส เอลดริดจ์) ซึ่งแน่นอนว่ามิติที่ 6 ได้พยายามตรวจหาชื่อเรืออินเชอร่าจากทุกช่องทางแล้ว ก็ไม่พบว่ากองทัพเรืออเมริกานั้น เคยมีเรือรบ หรือเรืออื่น ๆ ที่ใช้ชื่อนี้แต่อย่างใด แล้วทำไมชื่อเรืออินเชอร่านี้ ถึงกลับปรากฎอยู่เพียงในเรื่องรถไฟหายปริศนานี้ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษเท่านั้น ?



ชื่อของพยานในเรื่องนี้  มีตัวตนจริงหรือไม่


ในเรื่องรถไฟปริศนานี้ มีพยานที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวอยู่ 3 ท่าน โดยมีการระบุชื่อ และเชื้อชาติไว้ครบถ้วน ซึ่งประเด็นว่าพยานแต่ละคนเป็นชาวอะไร โดยอาศัยการดูชื่อนั้น ไม่สามารถใช้ได้กับทวีปยุโรป เนื่องจากทวีปนี้ มีผู้คนปะปนกันหลายเชื้อชาติในแต่ละประเทศนานแล้ว ดังนั้น มิติที่ 6 จึงขอพุ่งประเด็นไปที่ชื่อ และความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวรถไฟปริศนาเป็นหลักเลยจะดีที่สุด โดย อาศัยชื่อสะกดภาษาอังกฤษจากเรื่องต้นทางภาษาอังกฤษเป็นหลัก ด้วยวิธีการค้นหาจากการใช้ชื่อบุคคล ตามด้วยคำค้น "F626, Eyewithness และ Express rail"  ซึ่งได้ผลการค้นหาออกมาก็คือ


ทั้งเทปมารีโอ้ ฟรานชินี่ หรือ มารีโอ ฟรานชินี่ , อดอล์ฟ โรเนอร์ และมาร์ติน บาร์เลตต์ ล้วนมีชื่อปรากฏอยู่เพียงในเวบไซต์ของไทย และในแฟนเพจเฟสบุคที่เสนอเรื่องราวนี้เป็นภาษาอังกฤษเพียงเท่านั้น โดยไม่ปรากฎบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องใกล้เคียงเลยแม้แต่เวบไซต์เดียว


นั่นหมายความว่า ผู้เขียนข่าวรถไฟหายปริศนาลึกลับนี้ อาจไม่ทราบชื่อเรือที่แท้จริงที่หายไปช่วงการทดสอบในฟิลาเดเฟีย ส่วนชื่อของพยานที่ออกมาเล่าเรื่อง ก็ไม่มีประวัติหรือเรื่องราวอ้างอิงว่าพวกเขา เคยพูดถึงรถไฟสายนี้ในเวบไซต์ หรือเวบสื่ออื่น ๆ แต่อย่างใดบ้างเลย "มิติที่ 6 จึงขอสรุปว่าเรื่องราวนี้เป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น"

ซึ่งแน่นอนว่า การค้นหาข้อมูลเพื่อตรวจสอบเรื่องราวนี้ของมิติที่ 6 เองนั้น เราก็ทำไปเพื่อความบันเทิงของท่านผู้ชมเช่นกันนะครับ โดยเรื่องราวรถไฟหายปริศนานี้ อาจเกิดขึ้นจริงก็ได้ เพียงแต่ว่ารัฐบาลของประเทศอิตาลีเก็บไว้เป็นความลับมาก จนมีข่าวรั่วออกมาถึงประเทศไทยกับเวบบอร์ดยูเอฟโอนั่นเอง

และเช่นเคย เมื่อเราได้ทราบข้อมูลเท็จจริงกันทั้งหมดแล้ว หากใครยกเรื่องราวปริศนารถไฟหายไปในอุโมง 42 ปีนี้ขึ้นมาในวงสนทนา เราก็ควรจะเงียบเฉยไว้ และปล่อยให้เขาเล่าไป โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องไปหักหน้าใคร ให้เขาเสียความรู้สึกกันจะดีกว่าครับ เพราะว่าความจริงนั้นมันไม่มีสเน่ห์เอาเสียเลย


อย่าลืมติดตามเรื่องราวเบา ๆ จากรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ทุกวันศุกร์สะดวก จากพวกเรามิติที่ 6 กันได้นะครับ

เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://exastrology.blogspot.com/2013/08/blog-post.html
http://www.dek-d.com/board/view/3063526/
facebook fanpage : The truth about Aliens and Ufos
https://goo.gl/4Cpy8t
G+ : https://goo.gl/8ESwq1
http://www.ufo-bbs.com/txt1/065.htm
http://welcome-to-poltava.com.ua/read/a_ghost_train_makes_trips_over_the_poltava
http://io9.gizmodo.com/5944616/what-really-happened-during-the-philadelphia-experiment
https://en.wikipedia.org/wiki/Philadelphia_Experiment

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

[18+ จัดเต็ม] มิติที่ 6 ชาร์ลส์ แมนสัน ลัทธิครอบครัวสยองขวัญ แมนสันแฟมิลี่

ในยุคทศวรรษที่ 60 นั้น ถือเป็นยุคทองของเสรีชนในอเมริกา ใครอยากคิด อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร เพียงแค่มีความตั้งใจก็สามารถจะเป็นได้ แต่ในความเสรีนั้น กลับมีคนบางกลุ่ม ที่เลือกจะสร้างปัญหาระหว่างชนชาติ ผิวสี และอุดมการณ์ที่แปลกประหลาด ร่วมกับการใช้ยาเสพติด ทำให้เกิดเรื่องราวสุดร้ายแรงที่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ



มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปพบกับลัทธิครอบครัวเล็ก ๆ ที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาด้วยพลังแห่งเสียงเพลง ยาเสพติด และศรัทธา ซึ่งพวกเขาเลือกที่จะศรัทธาในตัวชายคนหนึ่ง ชายที่มีประวัติความเป็นมาอันสุดแสนจะรันทด ที่ต่อมาความศรัทธาเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดเรื่องราวฆาตกรรมสุดสยองขวัญ ที่ทำให้ชาวอเมริกันต้องบันทึกเรื่องราวของชายคนนี้เอาไว้ในประวัติศาสตร์

 ชมบนยูทูปตรง ๆ ที่นี่

"ชาร์ลส์ แมนสัน" เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1934 พ่อของเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ชาร์ลส์ก็ไม่เคยได้เห็น เพราะเขารู้เพียงว่าพ่อของเขานั้นชื่อ "โคโลเนล สก็อต" ส่วนแม่ของเขาคือ "แคทลีน แมดด็อก" เธอให้กำเนิดชาร์ลส์ขึ้นมาตอนเธอมีอายุเพียง 16 ปี เท่านั้น ซึ่งในตอนที่ชาร์ลส์ได้ถือกำเนิดลืมตาขึ้นมาในโรงพยาบาลของเมืองซินซิเนติ รัฐโอไฮโอนั้น เธอได้ตั้งชื่อให้กับชาร์ลส์ว่า โนเนม แม็ดด็อกซ์ เพราะเธออาจจะไม่รู้ว่าจะตัวเองจะต้องตั้งชื่อเจ้าตัวน้อยนี้อย่างไรดีก็เป็นได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 3 สัปดาห์ หนูน้อยโนเนม แมดด็อกซ์ ก็ได้ชื่อใหม่ว่า "ชาร์ลส์ ไมลส์ แมดด็อกซ์" ก่อนที่จะเปลี่ยนนามสกุลเป็นแมนสัน ตามนามสกุลของพ่อใหม่ของเขาที่ชื่อว่า "วิลเลี่ยม แมนสัน"

ชาร์ลส์ แมนสันนั้น ต้องมีชีวิตอยู่กับครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์สักเท่าไหร่ ในความทรงจำของชาร์ลส์นั้น เขาจำแม่ของเขาได้เฉพาะเรื่องที่แม่ของเขาเป็นคนติดเหล้า และไม่ค่อยจะดูแลเอาใจใส่เขาเลย แถมมีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่แม่ของชาร์ลส์ ได้ตัดสินใจขายลูกชายคนนี้ให้กับสาวเสิร์ฟในบาร์เบียร์ เพื่อแลกกับการได้ดื่มเบียร์ซักเหยือกเท่านั้นเอง ซึ่งมันอาจจะเป็นการเล่นตลกของแม่หรือเปล่าก็ไม่รู้ เขารู้แค่ว่าสุดท้ายลุงของเขาได้ไปรับตัวเขากลับมา

ชาร์ลส์ แมนสันใช้ชีวิตอยู่กับแม่ และลุงได้ไม่นาน ทั้งลุงและแม่ของเขาก็ถูกจับในข้อหาปล้นทรัพย์ ทำให้ชาร์ลส์จำเป็นต้องถูกส่งตัวไปอยู่บ้านลุงกับป้าอีกครอบครัว ที่รัฐเวสต์ เวอร์จิเนียร์

ชาร์ลส์ แมนสัน ในวัยเด็ก
จนเวลาผ่านไป ชาร์ลส์ อายุได้ 8 ขวบ แม่ของเขาก็ได้รับการปล่อยตัวออกมา จึงกลับมารับชาร์ลส์ไปเลี้ยง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเธอจะกลับมารับทำไม เพราะหลังจากที่ชาร์ลส์ได้กลับไปอยู่กับเธอได้เพียง 5 ปี แคทเธอลีนก็เริ่มพยายามหาบ้านอุปถัมภ์ให้ชาร์ลส์ไปอยู่ ซึ่งแม้ว่าเธอจะยังหาที่อยู่ใหม่ให้ชาร์ลส์ไม่ได้ ทางรัฐก็ได้เข้ามาช่วยเหลือ พาชาร์ลส์ไปเข้าเรียนในโรงเรียนชายล้วนของรัฐอินเดียน่า

แม้ว่าช่วงที่เรียนอยู่นั้น ชาร์ลส์ แมนสันได้ถูกจัดอันดับอยู่ในระดับเด็กเรียนดี เพราะไอคิวของเขานั้นสูงถึง 109 เลยก็ตาม แต่ด้วยรากฐานครอบครัวอันไม่ค่อยจะงดงามของเขานั้น ทำให้ชาร์ลส์ไม่ค่อยจะสนใจเรียนหนังสือ แถมยังทำตัวเป็นพวกต่อต้านสังคมอย่างแรง ซึ่งชาร์ลส์ก็ทนเรียนอยู่ที่นี่ได้เพียง 10 เดือน เขาก็ตัดสินใจที่หนีออกมาเพื่อกลับมาไปแม่ของเขาอีกครั้ง

ในช่วงที่ชาร์ลส์ระหกระเหินพยายามเอาตัวรอด ด้วยการลักเล็กขโมยน้อย ปล้นร้านค้าหลายแห่ง จนในที่สุดเขาก็ถูกจับ และถูกส่งตัวไปอยู่ในสถานกักกันเยาวชนในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1951

ซึ่งระหว่างที่เขาถูกกักกันนั้น อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1952 ชาร์ลส์ก็ได้ก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมา ด้วยการใช้ใบมีดโกน จี้คอเด็กชายคนหนึ่งที่อยู่ในสถานกักกันด้วยกัน เพื่อทำการล่วงละเมิดทางเพศทางทวารหนัก จนจิตแพทย์ลงความเห็นว่า ชาร์ลส์ แมนสันสมควรจะต้องถูกส่งตัวไปยังสถานกักกันในรัฐโอไฮโอ ซึ่งเป็นที่ที่มีความเข้มงวดมากกว่า ซึ่งมันก็ได้ผล เพราะชาร์ลส์ แมนสันได้ปรับพฤติกรรมตัวเองให้ดีขึ้น จนในที่สุดเขาก็ได้รับการปล่อยตัวออกมา และถูกส่งไปอยู่ในความดูแลของลุงกับป้าที่รัฐเวสต์ เวอร์จิเนียตามเดิม และเมื่อเวลาผ่านไปเขาจึงได้กลับไปอยู่กับแม่อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการเดินทางกลับบ้านที่ยาวนานกว่าชาร์ลส์จะได้พบแม่เลยทีเดียว

ในปี ค.ศ. 1955 ชาร์ลส์ แมนสันก็ได้แต่งงานกับ "จีน วิลลิส โรซาลี่" เธอเป็นพนักงานต้อนรับของโรงพยาบาลในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ชาร์ลส์ แมนสันได้พบกับสัจธรรมชีวิต ว่าชีวิตนี้มันสั้นนัก การแต่งงานก็คือความสุขที่เขาพึงจะมีให้กับชีวิตนั่นเอง ซึ่งเขาเองก็ได้ทำงานเพื่อหาเงินมาหล่อเลี้ยงชีวิตแต่งงานของเขา ด้วยการรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมกับการขโมยรถในยามที่สบโอกาสไปตามอัตภาพ

ช่วงเดือนตุลาคม ประมาณสามเดือนหลังจากที่ชาร์ลส์ กับภรรยาซึ่งกำลังตั้งท้อง ได้เดินทางมาถึงลอสแองเจลิสด้วยรถยนต์ที่เขาได้ขโมยมาจากโอไฮโอ ชาร์ลส์ก็ได้ถูกจับอีกครั้งด้วยข้อหาโจรกรรมรถยนต์ข้ามรัฐ โดยหลังจากการประเมินสภาพจิตใจ ชาร์ลส์ได้ถูกตัดสินให้ทัณฑ์บนไว้ 5 ปี แต่ต่อมา ชาร์ลส์ก็ถูกจับอีกที่ลอสแองเจลิส ด้วยข้อหาเดิมในเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 1956 จนในที่สุด เขาจึงต้องถูกส่งตัวไปจำคุก 3 ปี ที่คุกเทอร์มินอลไอร์แลนด์ ซานเปรโด แคลิฟอเนีย

ระหว่างที่ชาร์ลส์ แมนสันใช้ชีวิตอยู่ในคุกนั้น โรซาลี่ภรรยาของเขาก็ได้ให้กำเนิดบุตรชาย โดยเธอได้ตั้งชื่อเด็กน้อยว่า "ชาร์ลส์ แมนสัน จูเนียร์" โดยช่วงปีแรกที่เทอร์มินัลไอร์แลนด์นี้ ชาร์ลส์ยังคงได้ภรรยากับแม่ของเขามาคอยเยี่ยมอยู่เสมอ เพราะว่าทั้งคู่ได้ย้ายมาอาศัยอยู่ด้วยกันที่ลอสแองเจลิส

จนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1957 ภรรยาของเขาก็หายไป ซึ่งแม่ของชาร์ลส์ได้บอกกับเขาว่า โรซาลี่ได้หนีตามชายคนอื่นไปเสียแล้ว ซึ่งข่าวร้ายนี้ มันเป็นช่วงที่เขาเหลือโทษอีกเพียงแค่ 2 สัปดาห์ เท่านั้นเอง ทำให้ชาร์ลส์พยายามจะหนีด้วยการขโมยรถ แต่ก็ทำไม่สำเร็จทำให้เขาต้องอยู่ในคุกนานขึ้นไปอีก

ชาร์ลส์ แมนสัน ในปี ค.ศ. 1969
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 1958 ชาร์ลส์ก็ได้พ้นโทษออกมา ตอนนี้ชาร์ลส์จึงหันเหไปเป็นแมงดา เขาได้ปอกลอกเด็กสาวอายุ 16 ปี คนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกคนมีเงินอยู่หนึ่งปี จากนั้นชาร์ลก็พลาดท่าเสียทีต้องถูกจับในข้อหาปลอมแปลงเช็ค ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชีวิตของชาร์ลส์คนนี้ จะโรแมนติกมากมายได้ขนาดไหน เมื่อในระหว่างที่เขากำลังถูกพิจารณาคดีอยู่นั้น เขาก็ได้พบกับสาวน้อยอีกคน ที่ถูกจับในข้อหาขายบริการทางเพศ เธอคือ "ลีโอน่า" หรือ "แคนดี้ สตีเว่น" ทั้งคู่เกิดตกหลุมรัก และได้แต่งงานกันหลังจากที่ได้รับทัณฑ์บนออกมา โดยชาร์ลส์ได้พาเธอกับหญิงสาวอีกคนไปอยู่ด้วยกันที่นิวเม็กซิโก

ซึ่งการพาหญิงสาวทั้งคู่มาที่แห่งนี้นั้น ชาร์ลส์ก็กะว่าจะให้ทั้งสองมาขายบริการกันที่นี่ ซึ่งก็แน่นอนว่าชีวิตการเป็นแมงดาของเขานั้น มันไม่ค่อยจะราบรื่นสักเท่าไหร่ ชาร์ลส์ แมนสันต้องถูกจับเพราะเรื่องนี้ เขาได้ถูกตัดสินให้ถูกคุมประพฤติ ทำให้วันหนึ่ง ชาร์ลส์ก็หลบหนีหายตัวไปพักใหญ่ กว่าจะถูกจับตัวได้อีกครั้ง ก็อยู่ในช่วงเดือนเมษายน ค.ศ. 1960  ด้วยข้อหาเป็นแมงดาค้าประเวณีที่ลาเรโด รัฐเท็กซัส ชาร์ล แมนสันได้ถูกส่งตัวกลับมายังลอสแองเจลิสอีกครั้ง เพื่อกลับมารับทัณฑ์บนในข้อหาปลอมเช็ค ซึ่งเขาต้องทำงานบริการสังคม 10 ปี เพื่อไถ่โทษนี้

แต่ไม่นาน เมื่อถืงช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1961  เขาก็ได้ถูกส่งตัวเข้าคุกลอสแองเจลิสที่ แมคเนลไอร์แลน เพราะศาลเปลี่ยนใจที่จะให้เขาได้ทัณฑ์บนต่อนั่นเอง และที่นี่ชาร์ลส์ แมนสันก็ได้เริ่มเรียนกีตาร์จาก "อัลวิน คาร์พิส" เขาคือหัวหน้าแก็งปล้นธนาคารบาร์กเกอร์คาร์พิส ซึ่งใครจะไปเชื่อว่าจากคนเหลือเดนที่ล้มเหลวในการใช้ชีวิตอย่างชาร์ลส์ แมนสันคนนี้ จะฉายแววเป็นนักดนตรี และนักแต่งเพลงได้ เขามีพรสวรรค์ทางดนตรีค่อนข้างสูง สามารถเล่นดนตรี และแต่งเพลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ในขณะที่กำลังมีความสุขกับเสียงเพลงในคุกนั้น ช่วงปี ค.ศ. 1963 ชาร์ลส์ก็ได้หย่ากับลีโอน่าทั้ง ๆ ที่เธอได้ให้กำเนิดลูกชายชื่อ ชาร์ลส์ ลูเธอร์ มาแล้ว

เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1966 ชาร์ลส์ แมนสัน ได้ถูกย้ายตัวไปอยู่ในคุกที่เกาะเทอร์มินัลอีกครั้ง เพื่อรับโทษต่อจนถึงวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1967 จึงได้พ้นโทษออกมา ในวัย 32 ปี


เวลาผ่านไปไม่นาน ชาร์ลส์ แมนสันก็ได้รับอนุญาตให้ย้ายไปอาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก โดยการย้ายครั้งนี้ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากอัลวิน คาร์พิสหัวหน้าแก๊งโจรปล้นธนาคารที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทและเป็นครูสอนกีตาร์สมัยที่ชาร์ลส์ยังอยู่ในคุกนั่นเอง โดยเขาได้ย้ายมาอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่ย่านเบิร์กลี่ และช่วงนี้ชาร์ลส์แมนสันก็สามารถหาเลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นวณิพก เล่นดนตรีข้างถนนนั่นเอง

ต่อมาชาร์ลส์ แมนสันก็ได้พบรักกับ "แมรี่ บรูนเนอร์" สาวน้อย อายุ 23 ปี ที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ ๆ เธอทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ของมหาวิทยาลัยเบิร์กลี่ แคลิฟอเนีย ทั้งคู่ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน โดยชาร์ลส์ แมนสันเป็นฝ่ายย้ายมาอยู่กินกับเธอ ซึ่งในบ้านเช่าของแมรี่นั้น ชาร์ลส์ได้พาผู้หญิงอีกถึง 18 คน มาช่วยกันแชร์ค่าที่พักด้วย

ทำไมชาร์ลส์ถึงทำแบบนี้ได้กันนะ นั่นก็เพราะว่าช่วงยุคสมัย ค.ศ. 1967 นั้น เป็นยุคของบุปผาชนคนสายฮิปปี้นั่นเอง ชาร์ล แมนสันได้ตั้งตัวเป็นผู้รู้ในหมู่ฮิปปี้ เล่นดนตรีเก่ง แต่งเพลงได้ วิสัยทัศน์ต่อต้านพระเจ้า บูชาซาตาน ซึ่งในยุคสมัยนั้น ใครที่ทำตัวแบบชาร์ลส์ แมนสันได้ ก็มักจะได้รับการยกย่องจนมีผู้ติดตามเป็นสาวก ซึ่งสาวกของชาร์ลส์นั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหญิงสาวที่หลงไหลไปกับคำสอนและยากล่อมประสาทประเภท LSD ที่เขาได้มอบให้ ซึ่งแน่นอนว่า แมรี่ บรูเนอร์เองก็กลายเป็นหนึ่งในสาวกของเขาด้วย นั่นจึงทำให้ชาร์ลส์ สามารถก่อตั้ง "แมนสันแฟมิลี่" หรือ "ครอบครัวแมนสัน" ที่มีสมาชิกเป็นหนุ่มสาววัยรุ่นร่วมอุดมการณ์ ขึ้นมาได้นั่นเอง

สมาชิก "แมนสันแฟมิลี่"
ต่อมาแมรี่ บรูเนอร์ ก็ได้ตั้งท้องกับชาร์ลส์ แมนสัน จนให้กำเนิดบุตรสาวขึ้นมา โดยให้ชื่อกับเธอว่า "วาเลนไทน์ มิเชล" และตั้งชื่อเล่นให้กับเธอว่า "หมีพูห์" อีกด้วย

ซึ่งตอนนี้ พวกเขาได้มาอาศัยอยู่ในบ้านไร่ใกล้แถบทูแปงก้าแคนยอนบูลาวาร์ด ที่ไร่สแพนแรนช์ ซึ่งเขาได้ที่แห่งนี้มาก็เพราะว่า ชาร์ลส์ก็ได้ส่งสาวกสาว ๆ ของเขาไปบำเรอแก่ชายตาบอดเจ้าของที่ ชื่อว่า "จอร์จ สแพห์น" และยังได้ให้สาว ๆ คอยดูแลเป็นหูเป็นตาให้กับจอร์จด้วย เพื่อแลกกับการได้ใช้ประโยชน์ที่แห่งนี้ฟรี ๆ และต่อมาชาร์ลส์ก็ได้สาวกชายเพิ่มขึ้นมา ชื่อว่า "ชาร์ลส์ วัตสัน" และถูกเรียกชื่อใหม่เป็น "เท็กซ์ วัตสัน" ที่ต่อมา เขาก็ได้กลายเป็นสาวกสำคัญของครอบครัวแมนสันในเวลาต่อมา


ชีวิตดี ๆ ของชาร์ลส์ แมนสันยังคงดีขึ้นเรื่อย ๆ เขาได้รับการแนะนำจาก "ฟิล คอฟแมน" ให้รับงานเป็นโปรดิวเซอร์หน้าใหม่ของยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ซึ่งผลงานของเขาล้วนใช้วิสัยทัศน์ด้านมืด มาผลิตงานเพลงให้กับศิลปินต่าง ๆ ส่งผลให้ศิลปินต่าง ๆ ที่ได้ทำงานกับเขา ล้วนได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นเป็นอย่างมาก

ชาร์ลส์ แมนสัน และกีต้าร์ของเขา
โดยเฉพาะงานเพลงที่ชาร์ลส์ได้ร่วมงานกับศิลปินวง "เดอะบีเทิลส์" เขาได้แอบใส่ความเชื่อของครอบครัวแมนสันเข้าไปในเพลง เฮลเตอร์ ซเกลเตอร์ ที่เป็นหนึ่งในผลงานชุด ไวท์อัลบั้ม โดยเนื้อเพลงได้แอบใส่โค้ดลับที่พูดถึงวันสิ้นโลกเข้าไปด้วย

สาเหตุที่ชาร์ลส์ แมนสันได้ใส่ความเชื่อนี้ลงไปในเพลงก็เพราะ วันหนึ่งเขาเกิดนิมิตขึ้นมาว่า ในไม่ช้าจะเกิดสงครามระหว่างคนขาวและคนดำขึ้น และมันจะเป็นชนวนไปสู่สงครามปรมณูล้างโลก โดยฝ่ายคนผิวดำจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่ทว่าพวกคนผิวดำนั้นจะไม่สามารถมาปกครองเหล่าคนผิวขาวได้ เพราะว่าฟ้าได้ส่งพวกเขา ชาวครอบครัวแมนสันลงมา โดยมีชาร์ลส์เป็นผู้นำเชื้อสายบริสุทธิ์เพียงหนึ่งเดียว ที่จะกลายเป็นผู้ครองโลกตลอดกาลนั่นเอง

ใครจะไปคิดว่านิมิตสุดเพี้ยนบ้าบอนี้จะมีคนเชื่อ แต่เมื่อชาร์ลส์เชื่อ อย่างน้อยคนในครอบครัวแมนสันก็ต้องเชื่อด้วย นั่นจึงเป็นก้าวแรกที่ทำให้เหล่าพลพรรคชาร์ลส์แฟมิลี่ เริ่มก่อเหตุร้ายต่าง ๆ นา ๆ เพื่อป้ายความผิดให้กับพวกคนผิวดำ เพื่อมุ่งหวังจะให้สงครามที่ชาร์ลส์ได้ทำนายไว้นั้น เกิดขึ้นมาจริง ๆ ให้ได้


โดยในวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ.1969 ครอบครัวแมนสันได้บุกขึ้นบ้านของ "แกรี่ ฮินแมน" เพื่อนนักดนตรีสายพุทธศาสนาของชาร์ลส์ และเป็นอีกด้านก็เป็นพ่อค้ายาเสพติด เคยเป็นอดีตคนที่อุปถัมภ์บ็อบบี้ บัวโซเลล ที่ตอนนี้เขาได้กลายมาเป็นสาวกของชาร์ลส์แล้ว โดยอ้างว่าจะมาทวงเงินที่แกรี่ติดพวกเขาไว้ ซึ่งแน่นอนว่าแกรี่ได้ขัดขืน แต่เพราะตัวเองถูกจับอยู่ จึงถูกชาร์ลส์ใช้ดาบตัดหูไปข้างนึง จากนั้นก็สั่งให้เหล่าครอบครัวแมนสัน ซึ่งประกอบไปด้วย บ็อบบี้ บัวโซเลล, แมรี่ บรูเนอร์ และซูซาน แอทกินส์ ลงมือฆ่าแกรี่เสีย โดยสั่งให้บ็อบบี้เป็นผู้ลงมือแทงแกรี่เพื่อวัดความภักดี โดยแกรี่ถูกแทงหลายทีจนเสียชีวิต ส่วนสองสาวก็ช่วยกันนำเลือดของแกรี่ มาเขียนข้อความว่า "โพลิติคัลพิกกี้" ลงบนกำแพง และวาดรูปเล็บเสือเพื่ออำพรางว่า เรื่องนี้เป็นฝีมือของพวกแบล็คแพนเธอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนผิวดำหัวรุนแรงนั่นเอง

โดยอาทิตย์ต่อมา ศพของแกรี่ก็ได้ถูกพบ และบ็อบบี้ บัวโซเลลก็ถูกจับได้ในขณะที่เขากำลังขับรถเฟียตที่ขโมยมาจากบ้านแกรี่นั่นเอง และอีก 2 วัน ต่อมา แม่รี่ บรูเนอร์ ก็ถูกจับในข้อหาขโมยบัตรเครดิตไปอีกคน


ขนาดผู้ร่วมก่อคดีถูกจับรวดเร็วขนาดนี้ ชาร์ลส์แมนสันก็ยังไม่รู้สำนึก เขาได้เลือกที่จะก่อกรรมครั้งใหม่ โดยครั้งนี้ เขาได้เลือกเป้าหมายมาที่ "เทรี่ เมลเชอร์" อดีตผู้ควบคุมงานบันทึกเสียง ที่ได้ยกเลิกสัญญาทำแผ่นเสียงของชาร์ลส์เพื่อหมายจะแก้แค้น แต่เมื่อชาร์ลส์ไปถึงบ้านของเทรี่ เขากลับพบว่าเทรี่ได้ย้ายออกไปนานแล้ว และเจ้าของบ้านคนปัจจุบันก็คือ "โรมัน โปแลนสกี้" ผู้กำกับหนังชื่อดังอาศัยอยู่กับภรรยาที่เป็นดาราสาวชื่อดัง "ชารอน เทท" ที่กำลังท้องอยู่ 8 เดือน ซึ่งแน่นอนว่า ชาร์ลส์ แมนสันนั้นไม่รู้หรอกว่าคนที่มาอยู่ใหม่นั้นเป็นใคร เขาคิดแค่ว่าตอนนี้ใครจะอยู่ก็ได้ทั้งนั้น เพราะเขาได้เลือกที่จะก่อเหตุไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง
ดาราสาว "ชารอน เทท"
อาบิเกล ฟอลเกอร์
สภาพศพของ "เจย์ เซบริงก์"
วอยเทค ฟรีโควสกี้
ซึ่งวันนั้นตรงกับวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1969 โปแลนสกี้ ไม่อยู่บ้าน แต่ในบ้านนั้นมี ชารอน เททกับเพื่อน ๆ ประกอบไปด้วย เจย์ เซบริงก์(แฟนเก่าของเทท), อาบิเกล ฟอลเกอร์(ทายาทเศรษฐีค้ากาแฟ) และวอยเทค ฟรีโควสกี้(แฟนของอาบีเกล) กำลังทานอาหารค่ำกันอยู่

ไม่มีใครรู้ว่าข้างนอกบ้านนั้น จะมีเหล่าครอบครัวแมนสันซึ่งประกอบไปด้วยชาร์ลส์ และสาวกอีกสี่คน กำลังเตรียมการบางอย่างอยู่ โดยชาร์ลส์ สั่งให้เท็กซ์ วัตสัน มือขวาคนสนิทปีนขึ้นเสาไฟไปตัดไฟในบ้านก่อน จากนั้นก็สั่งให้ซูซาน, แพทรีเซีย, เครนวิงเกล และลินดา คาซาเบียน บุกเข้าไปในบ้าน

แต่ก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้น สตีเวน พาเรนท์ บังเอิญแวะมาเยี่ยมแม่บ้านที่นี่ได้มาเห็นเข้า สตีเวนตะโกนถามพวกครอบครัวแมนสันว่าเป็นใคร ทำให้เทกซ์ วัตสัน ตัดสินใจยิงปืนเข้าศีรษะของสตีเว่นทันทีถึง 4 นัด ตายคาที่ราวกับเป็นตัวประกอบราคาถูก

จากนั้นเหล่าครอบครัวแมนสันก็ทำงานกันต่อไป โดยเท็กส์ปีนเข้าไปทางห้องเด็ก ส่วนแอดกิ้นส์ กับเครนวิงเกลบุกเข้าทางประตู และให้คาซาเบียนคอยดูต้นทางอยู่ด้านนอก

แอดกินส์ ใช้มีดบังคับให้คนในบ้านทั้ง 4 คนมารวมตัวกันที่ห้องโถงกลาง จากนั้นเท็กซ์ก็ใช้ปืนสั่งให้ทุกคนหมอบลงกับพื้น เซบริงก์ที่เป็นแฟนเก่าของชารอนเกิดขัดขืนสู้ ทำให้เท็กส์ยิงเขาเข้าที่หน้าอกกระสุนทะลุปอด แต่เซบริงก์ก็ยังคงต่อสู้ไม่ยอมจำนนแต่โดยดี เท็กส์จึงใช้มีดเสียบเข้าไปที่เซบริงก์ซ้ำหลายครั้งจนเสียชีวิตในที่สุด

จากนั้นพวกเขาก็จัดการนำศพของเซบริงก์แขวนเชือกไว้กับขื่อ โดยที่ปลายอีกข้างหนึ่งของเชือก ได้ทำการผูกไว้กับคอของชารอน เทท และอาบีเกล โดยพวกเขาต้องยืนเขย่งตัวไว้ เพื่อไม่ให้เชือกต้องรัดคอตัวเอง

จู่ ๆ ฟรีโควสกี้ ก็สะบัดตัวเองหนีออกไปทางสวนของบ้าน เท็กส์จึงสั่งให้แอดกินส์ไล่ตามไปฆ่าฟรีโควสกี้ด้วยการใช้มีดแทงจากด้านหลังหลายแผล ตามด้วยเท็กซ์ยิงปืนใส่อีก 2 นัด แต่ฟรีโควสกี้ก็ยังไม่ตายซักที เทกซ์จึงใช้ด้ามปืนทุบซ้ำไปอีกหลายทีจนโควสกี้เสียชีวิต

อาบีเกลที่ถูกเชือกแขวนคออยู่ก็อาศัยจังหวะนี้ปลดเชือกออกแล้วหนีบ้าง แต่แอตกินส์ก็ไล่ตามมาจนทัน แล้วใช้มีดแทง ตามด้วยเทกซ์ก็มาช่วยแทงซ้ำอีกแรง จนในที่สุดอาบีเกลก็เสียชีวิตตามไป

เมื่อพวกของครอบครัวแมนสันกลับมาที่ห้องโถงก็พบว่า ชารอน เทท กำลังพยายามหนีเช่นกัน แต่เพราะเธอกำลังท้องใกล้คลอด จึงหนีไปไหนไม่ได้ไกลนัก ชาร์ลส์จึงสั่งให้เทกซ์ฆ่าเธอซะ ท่ามกลางเสียงร้องขอชีวิตของชารอน

แต่การร้องขอชีวิตนี้มันก็ไม่ได้ผลอะไร เพราะทั้งเท็กซ์ แอตกินส์ และเครนวิงเกล ต่างก็ใช้มีดในมือช่วยกันแทงไปที่ร่างของชารอนถึง 16 แผล ตามด้วยผ่าท้อง และตีศีรษะด้วยท่อนไม้

เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
ยังไม่สาแก่ใจของเหล่าครอบครัวแมนสัน ชาร์ลส์ได้สั่งให้สาวกจับเธอมัดโยงกับเพดานไว้ และใช้มีดตัดเต้านมของเธอออกมาทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่ตาย จากนั้นก็ใช้มีดกรีดไปตามร่างกาย ตั้งแต่ยอดอก ยาวลงมาจนถึงหัวหน่าว เลือดสด ๆ สาดกระเซ็นจนเต็มห้อง ยังไม่พอแค่นั้น หลังจากการฆาตกรรมหมู่จบลง พวกเขาก็ได้ใช้เลือดของชารอน เขียนตัวอักษรคำว่า "PIG" ขนาดใหญ่ไว้ที่บานประตูบ้านอีกด้วย

และเป็นที่น่าสลดหดหู่อีกอย่างหนึ่งก็คือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในความมืด พวกครอบครัวแมนสันไม่รู้เลยว่า พวกตัวเองได้ฆ่าใครไป เพราะพวกเขาแค่ตั้งใจจะฆ่าใครก็ได้ที่อยู่ในบ้านนั้นเท่านั้นเอง

หลังจากเหตุการณ์นี้ ทำให้ชาร์ลส์ได้ตัดสินใจเลือกเหยื่อรายถัดมาด้วยตัวเอง โดยคราวนี้ ชาร์ลส์เลือกเหยื่อเป็นเศรษฐีเจ้าของแฟรนไชน์ซูเปอร์มาเกตชื่อ เลโน่ ลาเบียนก้า ซึ่งสาเหตุที่ชาร์ลส์ เลือกเขาเป็นเหยื่อนั้น เพียงเพราะว่าเลโน่เป็นเศรษฐีเท่านั้นเอง ไม่ได้เลือกเพราะเลโนเป็นคนเลวอะไร ขอแค่เหยื่อรวยเพื่อฆ่าแล้วปล้นเอาเงินมาใช้

โดยเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นหลังจากการฆาตกรรมหมู่ที่บ้านของชารอน เทท เพียงวันเดียวเท่านั้นเอง ชาร์ลส์ได้บุกเข้าบ้านลาเบียนก้า ในเวลาประมาณตีหนึ่ง จากนั้นก็ใช้ปืนจี้บังคับให้ "เลโน" และ "โรสแมรี่" ออกจากห้องนอนมาที่ชั้นล่าง และทำการมัดทั้งสองด้วยเชือกเอาไว้ จากนั้นชาร์ลส์ก็เรียกเท็กซ์, เครนวิงเกล, กับเลสลี่ แวนฮูเทนเข้ามา เท็กซ์จัดการปาดคอเลโน่ แล้วใช้มีดแทงซ้ำไปที่คอ ส่วนโรสแมรี่ผู้เป็นภรรยาตกใจสุดขีด ทั้งกรีดร้องและดี้นรนขัดขืน ทำให้เครนวิงเกล กับแวน ฮูเทน ช่วยกันใช้มีดรุมแทงไปเธอถึง 41 แผล และกลับมาแทงเลโน่ต่อด้วยมีด 20 แผล แทงด้วยส้อมอีก 11 แผล จากนั้นก็กรีดอักษรคำว่า "WAR" ไว้บนท้องของเลโน่


จากนั้นครอบครัวแมนสันก็จารึกอักษรเลือดเป็นวลีว่า “Death To Pigs” หรือตายอย่างหมู ไว้บนกำแพง และเขียนคำว่า "Healter Skelter" ซึ่งสังเกตได้ว่ามีตัว A เกินมา 1 ตัวไว้บนตู้เย็นก่อนจะหลบหนีไป



ซึ่งหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ทั้งชาร์ลส์ แมนสันและเหล่าสาวกครอบครัวแมนสันก็ถูกจับ แต่ไม่ได้จับในข้อหาฆาตกรรม พวกเขาทั้งหมดถูกจับในข้อหาขโมยรถยนต์ แต่ด้วยหลักฐานไม่เพียงพอ และไม่พบว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องปล่อยตัวครอบครัวแมนสันไปก่อน

แต่ด้วยความสามารถของตำรวจแอลเอในยุคนั้น พวกเขาได้พบชิ้นส่วนแหวนรถยนต์โฟลคสวาเก้นที่ถูกขโมยมาจากบ้านเหยื่อเคราะห์ร้ายในรถที่ต้องสงสัยว่าถูกขโมยมาในไร่ของครอบครัวแมนสัน ทำให้การสืบสวนเริ่มพุ่งเป้ามาที่ชาร์ลส์ และสาวก โดยพยายามผูกเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ต่อเนื่องว่า มันพอจะมีอะไรที่เหมือนกันบ้าง จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เริ่มจับทางได้ว่า ข้อความที่ถูกเขียนในบ้านของลาเบียนก้านั้น มันเกี่ยวข้องกับชื่ออัลบั้มของวงเดอะบีทเทิล แต่ก็ยังไม่สามารถจะใช้เป็นหลักฐานอะไรได้อยู่ดี

ส่วนในคดีสังหารหมู่ในบ้านชารอน เทท นั้น ก็มีลักษณะการถูกทารุณกรรมคล้ายกับคดีของเลโน่ ลาเบียนก้า และแกรี่ ฮินน์แมนค่อนข้างมาก

ยิ่งช่วงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับพวกครอบครัวแมนสันในข้อหาขโมยรถนั้น คิตตี้ ลูทซิงเกอร์ แฟนของบัวโซเลล ได้ให้การมีพิรุธก่อนที่จะถูกปล่อยตัวไป แต่พิรุธนั้น กลับสามารถนำมาโยงใยคดีฆาตกรรมในคดีของแกรี่ ฮินน์แมน กับครอบครัวแมนสันได้ในภายหลัง และต่อมาซูซาน แอตกินส์หนึ่งในสาวกครอบครัวแมนสัน ได้ถูกจับเข้าคุกด้วยคดีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการฆาตกรรมเลย แต่ในช่วงที่เธอติดคุกอยู่นั้น ซูซานกลับได้คุยโม้โอ้อวดถึงการฆาตกรรมในคดีชารอน เทท โดยซูซานบอกว่าเธอนี่แหละ เป็นคนฆ่าชารอนกับมือ แถมยังหลุดปากเล่าขั้นตอนการฆ่าอย่างละเอียดอีก จนเรื่องนี้เข้าหูเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้การสืบสวนสามารถโยงเรื่องราวทั้งหมดได้สำเร็จ และในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีหลักฐานมากพอที่จะสามารถดำเนินการจับกุมตัวชาร์ลส์ และสาวกครอบครัวแมนสันมาดำเนินคดีได้ทั้งหมด ในวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1969 นั่นเอง


ครอบครัวแมนสันทั้งหมด ประกอบด้วย
Charles Manson ปัจจุบัน อายุ 82 ปี
Susan Atkins เสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2009 อายุ  61 ปี
Bobby Beausoleil ปัจจุบัน อายุ 69 ปี
Mary Brunner ปัจจุบัน อายุ 73 ปี
Bruce Davis ปัจจุบัน อายุ 74 ปี
Lynette "Squeaky" Fromme ปัจจุบัน อายุ 68 ปี
Sandra Good ปัจจุบัน อายุ 73 ปี
Steve "Clem" Grogan ปัจจุบัน อายุ 65 ปี
Barbara Hoyt ปัจจุบัน อายุ 65 ปี
Linda Kasabian ปัจจุบัน อายุ 66 ปี
Patricia Krenwinkel ปัจจุบัน อายุ 69 ปี
l Catherine "Gypsy" Share ปัจจุบัน อายุ 74 ปี
Leslie Van Houten ปัจจุบัน อายุ 67 ปี
Paul Watkins  เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1990 อายุ 66 ปี
Charles "Tex" Watson ปัจจุบัน อายุ 71 ปี


การพิจารณาคดีต้องใช้เวลาถึงปีกว่าอย่างวุ่นวาย เพราะตลอดช่วงการพิจารณาคดี ก็จะมีเหล่าสาวกของชาร์ลส์ แมนสัน ทั้งสาวกแท้ สาวกเทียม และเหล่าผู้เลื่อมใสจำนวนมาก มาคอยชุมนุมให้กำลังใจ บุกขึ้นศาล ส่งเสียงเอะอะทำลายข้าวของอยู่เสมอ ๆ แต่ในที่สุดผลพิจารณาคดีก็ออกมาที่ศาลสั่งประหารชีวิต ชาร์ลส์ แมนสัน กับสาวกอีกสามคน แต่ด้วยกฏหมายของแคลิฟอเนียไม่มีโทษประหาร จึงทำให้ทั้งหมด ได้รับคำตัดสินเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน


ในเวลาต่อมา "ซูซาน แอทกินส์" ที่ถูกจำคุกอยู่นั้น ได้เป็นมะเร็งสมองและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2009 ส่วนชาร์ล แมนสันได้พยายามขออภัยโทษในปีเดียวกัน แต่ศาลไม่รับคำร้องเนื่องจากโทษของเขารุนแรงเกินกว่าจะให้อภัย

ในปี ค.ศ. 2010 หนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิสไทมส์ ได้รายงานข่าวว่าชาร์ลส์แมนสันถูกจับได้ว่าแอบมีโทรศัพท์มือถือใช้ในคุก

ปี ค.ศ. 2014 ชาร์ลส์ได้ประกาศหมั้นขณะที่เขายังถูกจำคุก ในวันที่ 17 พฤศจิกายน กับ "อัฟตัน เอลเลน เบอร์ตัน" โดยเบอร์ตันได้แวะมาเยี่ยมเขาตลอดระยะเวลา 9 ปี  ซึ่งทะเบียนสมรถของพวกเขาได้หมดอายุลงในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 โดยมิได้มีพิธีการแต่งงานใด ๆ เกิดขึ้น

อัฟตัน เอลเลน เบอร์ตัน แฟนสาวของชาร์ลส์ แมนสัน

และในปีเดียวกันมีข่าวลือว่าชาร์ลส์ได้เสียชีวิตในห้องขังพร้อมทิ้งโน้ตว่า "เขาจะกลับมาเพราะเขาคือพระเจ้า" แต่ข่าวลือนี้ได้ถูกลบล้างไปในภายหลัง ปัจจุบันชาร์ลส์ แมนสันยังคงถูกจำคุกในอายุ 82 ปี นั่นเอง


มิติที่ 6 หวังว่า เรื่องราวของลัทธิอุบาทว์จากต่างประเทศที่เคยนำเสนอ ตั้งแต่ลัทธิโบสถ์มวลชนของจิมโจนส์ มาจนถึงเรื่องของลัทธิครอบครัวอุบาทว์แมนสันแฟมิลี่นี้ จะสามารถทำให้ท่านผู้ชมได้นำไปบอกเล่ากับใครก็ตาม ที่กำลังหลงอยู่ในวังวนของคำสอนผิด ๆ จากลัทธิแปลก ๆ เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้น ได้รู้ว่า สุดท้ายความคลั่งไคล้ผิด ๆ มันก็สามารถทำให้เราลงมือทำอะไรผิด ๆ ได้ โดยที่เรานั้นไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และผลสรุปของมันก็น่าจะออกมาไม่สวย เหมือนกับพวกเขา...  "ชาร์ลส์ และเหล่าครอบครัวแมนสัน"



อัพเดตล่าสุดจาก นสพ.ข่าวสด วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_639733 

  • เมื่อ 20 พ.ย. เอพีรายงานว่า ชาร์ลส์ แมนสัน อาชญากรและเจ้าลัทธิผู้บงการฆาตกรรมสุดสยองในสหรัฐอเมริกา เมื่อปีพ.ศ.2512 เสียชีวิตลงด้วยวัย 83 ปี หลังเข้ารับรักษาอาการป่วยหนักที่โรงพยาบาลเบเกอร์ฟิลด์ตั้งแต่ต้นเดือนนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์แจ้งว่า นักโทษตายด้วยสาเหตุตามธรรมชาติ และยังไม่ตัดสินใจว่าจะจัดการกับร่างนักโทษอย่างไร



แปลและเรียบเรียง นิวัตน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://www.fwdder.com/topic/259846
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Charles_Manson
https://en.wikipedia.org/wiki/Category:Manson_Family
http://now8news.com/charles-manson-dead-at-age-80/
http://www.gossipcop.com/charles-manson-dead-death-hoax-suicide-note-died/

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนา THIS MAN ชายคนนี้



มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ในวันเบา ๆ วันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับชายปริศนาคนนี้ ที่มีผู้คนมากมายได้พบเขาในความฝัน มาร่วมตามหาความจริงว่ามันคืออะไรไปพร้อม ๆ กัน


ยามค่ำคืน เมื่อเราได้หลับตาล้มตัวลงนอน และเมื่อร่างกายเริ่มเข้าสู่ภวังค์ เราก็จะเริ่มฝัน บางคนอาจจะฝันว่ากำลังยืนอยู่ในที่ ๆ ไม่เคยไป บางคนอาจจะฝันถึงใครสักคน ที่เราเคยรู้จักได้มาพูดคุยด้วย บางคนฝันว่าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่า สมองของเรามันจะพาเราลงลึกไปในโลกความฝันให้บรรเจิดกันเท่าที่จะจินตนาการไปได้แค่ไหน

แต่คุณจะรู้ไหมว่า บนโลกใบนี้ กลับมีผู้คนมากมาย ที่เคยฝันซ้ำ ๆ ถึงหน้าตาของชายคนหนึ่ง ชายลึกลับที่พวกเขาไม่เคยรู้จัก ไม่เคยพบหน้าเขามาก่อน ซึ่งการฝันถึงชายคนนี้ มันได้สร้างปรากฎการณ์ที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้น ต้องหาทางรวมตัวกันเพื่อตามหาว่าเขาคือใคร ?

เมื่อช่วงเดือน มกราคม ค.ศ. 2006  ณ นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยของจิตแพทย์ท่านหนึ่ง ได้วาดภาพของชายลึกลับคนหนึ่ง โดยผู้ป่วยรายนี้เธอบอกกับคุณหมอว่า เธอมักจะได้พบชายคนนี้ในฝันของเธอซ้ำ ๆ กันอยู่เสมอ โดยในความฝันนั้น ชายคนนี้จะคอยมาให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเธออยู่เสมอ ๆ ซึ่งเธอเองถึงกับสาบานว่า ตัวของเธอนั้น ไม่เคยพบกับชายคนนี้บนโลกความจริงมาก่อนเลย


ซึ่งเมื่อคนไข้รายนี้กลับไป จิตแพทย์ท่านนี้ก็ได้ลืมวางภาพนี้ทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานของเขา จนเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ก็มีคนไข้อีกคน ที่ได้มาขอรับการรักษาที่นี่ มาเห็นภาพนี้เข้า แล้วเขาได้บอกกับจิตแพทย์ท่านนี้ว่า ตัวเขานั้นสามารถจำหน้าของชายคนนี้ได้ เพราะเขานั้นเคยฝันเห็นชายคนนี้แวะมาคุยด้วยบ่อย ๆ เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าคนไข้ชายรายนี้ก็ยืนยันหนักแน่นว่า เขาเองก็ไม่เคยพบเห็นชายคนนี้บนโลกความจริงมาก่อนเช่นกัน

เมื่อจิตแพทย์ได้ฟังเรื่องราวแปลก ๆ นี้จากคนไข้ทั้งสองแบบนั้น เขาจึงตัดสินใจส่งภาพของชายปริศนานี้ไปให้กับเพื่อน ๆ จิตแพทย์ท่านอื่น ๆ โดยเขาขอให้พวกเพื่อน ๆ ของเขาช่วยกันสืบหาว่า มีคนไข้รายไหนเคยฝันเห็นอะไรแบบนี้กันบ้างไหม จนเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน เขาก็ได้รับคำตอบจากเพื่อน ๆ จิตแพทย์กลับมาว่า มีคนไข้อีก 4 คนที่สามารถจำใบหน้าของชายลึกลับคนนี้ได้จากความฝันของพวกเขาเช่นกัน คนไข้ทุกคนล้วนเรียกชายคนนี้ว่า “THIS MAN”


และตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2006  มาจนถึงปัจจุบัน ก็มีผู้คนอย่างน้อย 2,000 คน ที่อ้างว่าพวกเขาเองก็เคยพบกับชายคนนี้อยู่ในความฝันของพวกเขา ซึ่งผู้คนเหล่านี้ ก็ล้วนอาศัยอยู่ในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นลอสแองเจลลิส , เบอร์ลิน , เซา เปาโล , เตหราน , ปักกิ่ง , โรม , บาเซโลน่า , สต็อกโฮล์ม , ปารีส , นิว เดลฮี , มอสโคว และอีกหลาย ๆ แห่ง

ซึ่งแน่นอนว่า แต่ละคนล้วนไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกัน พวกเขาล้วนไม่เคยได้พบกัน ไม่เคยเจอหน้ากัน และไม่เคยติดต่อกันมาก่อน แต่ทำไมพวกเขากลับเคยพบชายคนนี้อยู่ในความฝันกันถ้วนหน้า และพวกเขา ล้วนไม่เคยมีใครพบกับชายคนนี้บนโลกความจริงเลยแม้แต่คนเดียว

แล้วชายคนนี้แท้จริงเขาคือใครกันแน่ ทำไมหลาย ๆ คนถึงต้องฝันเห็นเขา ?

จากความสงสัยนี้ ได้ผลักดันให้มีการเปิดเวบไซต์ www.thisman.org ขึ้นมา เพราะอยากจะให้ผู้คนอื่น ๆ จากที่ต่าง ที่ได้เคยฝันเห็นชายคนนี้ ได้มาพบปะพูดคุยกัน และช่วยกันปะติดปะต่อว่า ทำไมพวกเขาถึงได้ฝันเห็นชายคนนี้


โดยในเวบไซต์แห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างง่าย ๆ ในหัวข้อว่า “เคยฝันเห็นชายคนนี้กันบ้างไหม ?” “ทุก ๆ คืนบนโลกใบนี้ จะมีผู้คนมากกมายฝันเห็นใบหน้านี้”

และในเวบไซต์ยังมีเมนูต่าง ๆ ที่พูดถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวปริศนานี้ รวมทั้งยังได้ยกเอาคำบอกเล่าในฝันของผู้คนบางส่วนมาให้เราได้อ่านกัน ก็อย่างเช่น


บางคนอ้างว่า เขาได้เคยฝันเห็นชายในเงามืดคนนึง ถือรูปภาพใบหนึ่งมาให้เขาดูแล้วถามเขาว่า เขาจำพ่อของตัวเองได้ไหม ? ซึ่งชายในรูปภาพใบนั้นก็คือภาพของชายปริศนาคนนี้นั่นเอง ซึ่งในฝันนั้นเขาตอบกลับไปว่า เขาไม่เคยเห็นหน้าชายคนนี้มาก่อน แถมหน้าของชายคนนี้ก็ไม่ได้เหมือน หรือคล้ายอะไรกับพ่อของเขาเลย ก่อนที่เขาจะตื่นขึ้นในเวลาต่อมาอย่างโล่งใจ ว่าเมื่อกี้เป็นแค่ฝันไป แต่ทว่าในเวลาต่อมา เขากลับได้ฝันต่อจากคราวก่อนว่า เขาได้ยืนอยู่หน้าหลุมศพของพ่อของเขา แต่เขากลับพบว่า รูปถ่ายหน้าหลุมศพพ่อของเขานั้น ได้อันตรทานหายไปเสียแล้ว

บางคนก็เล่าว่า เธอฝันว่าเธอได้เจอรักแรกพบกับชายคนปริศนาผู้นี้ แต่พอมาคิดอีกทีก็พบว่า ชายคนนี้หน้าตาน่าเกลียดจริง ๆ แล้วกลายเป็นว่าเธอกลับได้ฝันเห็นชายคนนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายหน บางครั้งชายคนนี้ก็มาลูบไล้เธอตั้งแต่หัวจรดเท้า บางครั้งก็มาพูดจาเกี้ยวพาราศีด้วยถ้อยคำอันหวานซึ้ง บางครั้งก็จะนำดอกไม้มาให้เธอ ไม่ก็นำเครื่องประดับเพชรนิลจินดามาให้ แถมชายคนนี้ก็ยังได้พาเธอไปดินเนอร์ ดูพระอาทิตย์ตกที่ชายหาดเสียด้วย

อีกคนก็เล่าว่า เขามักจะฝันว่าเขากำลังบินอยู่เหนือเมืองที่เขาอาศัยอยู่ โดยได้บินไปบินมาอย่างเพลิดเพลิน ได้แอบดูเพื่อน ๆ ที่อยู่ละแวกนั้นไปเรื่อย ๆ อย่างสนุกสนาน จนกระทั่งขณะที่เขากำลังจะบินไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง เขาก็ได้พบกับชายปริศนาคนนี้กำลังบินอยู่ตรงหน้า ซึ่งเหตการณ์แบบในฝันนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบ แต่ว่าทุกครั้งที่เขาฝันว่าเขาบินได้นั้น เขาจะต้องได้พบกับชายคนนี้บินไปมาอยู่เสมอ และอักอย่าง ที่เขาได้สังเกตพบในฝันนั้นก็คือ ชายปริศนาคนนี้ ไม่เคยพูดจาอะไรเลยซักคำในความฝันของเขา


และมีอีกคนเล่าว่า เขาได้ฝันเห็นชายคนนี้ครั้งแรกหลังจากที่ทำงานหนักมาทั้งวัน โดยในฝันของเขานั้น เขาได้เดินหลงอยู่ในห้างแห่งหนึ่ง และทันใดนั้น ชายคนนี้ก็ปรากฎตัวขึ้น เขาจึงตัดสินใจที่จะวิ่งหนี แต่ว่าชายคนนี้ก็วิ่งตามเขามาติด ๆ  จนเวลาผ่านไปยาวนานเป็นชั่วโมง ๆ เขาก็พบว่าตัวเองได้มาอยู่ในเขตสวนเด็กเล่นของห้างแห่งนั้น จากนั้นเขาก็ได้พบชายคนนี้ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า และชายคนนี้ก็ได้ชี้บอกเส้นทางไปยังจุดแคชเชียร์ พอมาถึงตรงนี้ เขาจึงได้ตื่นขึ้นมา และเขายังได้พบกับชายคนนี้ในฝันอยู่อีกหลายครั้ง ซึ่งในทุกครั้งชายคนนี้จะคอยมาชี้บอกทาง ให้เขาสามารถหนีออกมาจากความฝันอยู่เสมอ ๆ

และเรื่องเล่าสุดพิลึกพิลั่นอีกเรื่องจากชายคนหนึ่งเล่าว่า เขาเองนั้นไม่ได้เป็นพวกรักร่วมเพศอะไร แต่ตัวของเขากลับเคยฝันว่า เขานั้นได้เคยปั่มป๊ามกับชายคนนี้อยู่เสมอ ๆ  ซึ่งในความฝันอันบรรเจิดของเขานั้น เขาสารภาพว่าเขาได้ยอมชายคนนี้เสียทุกกระบวนท่า เพราะชายคนนี้ช่างหวานซึ้ง ปฏิบัติการขุดทองจากเหมืองทองของเขาอย่างนุ่มนวลเสียจริง ๆ จนบางครั้ง เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็จะพบว่าตัวเองได้ถึงจุดสุดยอด น้ำท่วมทุ่งกันไปเสียแล้ว


ซึ่งมิติที่ 6 ได้อ่านคำบอกเล่ามาถึงตรงนี้ ก็เริ่มรู้สึกว่า ถ้าท่านผู้ชมอยากทราบรายละเอียดว่ามีใครฝันเห็นอะไรอีกบ้าง ก็ลองไปเข้าเวบไซต์แห่งนี้ แล้วไปหาอ่านเอาเองจะดีกว่านะครับ เพราะเรื่องราวความฝันของแต่ละคนมันชักจะไปกันใหญ่ จนจะเกินเรต 13+ ตามที่มิติที่ 6 เราจะอยากให้เป็นเสียแล้ว

ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องราวของชายคนนี้ ได้ถูกเผยแพร่ออกไปยังโลกอินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว จนมีเลียงลือเสียงเล่าอ้างกันว่า แท้ที่จริงแล้ว ใบหน้าของชายคนนี้น่าจะเป็นใบหน้าของพระเจ้า ที่คอยชี้นำมนุษย์ให้เดินถูกทาง คอยให้คำปรึกษากับเหล่าผู้คนที่กำลังหลงทาง รวมถึงการช่วยขุดทองด้วยสินะ

บางคนก็สันนิษฐานว่า ตัวจริงของชายคนนี้ อาจจะเป็นคนที่มีพลังจิตสูงส่ง จนสามารถเจาะเข้าไปยังความฝันของผู้คนมากมาย ราวกับหนังไซไฟเรื่อง “อินเซปชั่น” ยังไงยังงั้น

และก็มีแม้กระทั่งบางคนที่อ้างว่า ชายคนนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นต้นแบบการทดลองเข้าแทรกแซงจิตใจของมนุษย์ โดยน้ำมือของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง

ซึ่งหลายคนต่างก็คิดอ่านกันไป ซึ่งมิติที่ 6 เองก็เริ่มจะสับสนว่า แท้ที่จริงแล้วชายคนนี้ มันคืออะไรกันแน่ จนสุดท้าย มิติที่ 6 จึงต้องเริ่มสืบหาที่มาของเวบไซต์ www.thisman.org ให้พบเสียก่อน ซึ่งในที่สุด มิติที่ 6 ก็พบความจริงจนได้ว่า เวบไซต์ thisman.org นั้น มันได้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 2009  โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดแบบไวรัลชาวอิตาเลี่ยน ชื่อว่า "แอนเดรีย นาเทลล่า" ซึ่งเขาได้เปิดบริษัทชื่อ "กัวริกเลีย มาเก็ตติ้ง" ดำเนินธุรกิจด้านการตลาดแบบไวรัลทุกชนิด ตั้งแต่งานศิลปะ ไปยันงานออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์สินค้า ไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างน่าสนใจมากที่สุดนั่นเอง


ซึ่งเรื่องราวของภาพชายคนนี้ ได้ถูกเผยแพร่จริง ๆ ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2009 ในฐานะเรื่องเล่าสยองขวัญผ่านเวบไซต์สยองขวัญมากมาย ไปจนถึงเวบไซต์ชื่อดังอย่าง เนโทราม่า , ไอโอนาย กิซโมโด , มิสทีเรียส ค็อปปี้พาสต้า , ไปจนถึงเวบไซต์กระดานข่าวอย่าง ยาฮูคิวแอนด์เอ , ฟอรั่มสเตรทโด๊ป และเวบกระดานข่าวชื่อดังอย่าง 4chan ,เรดดิท และ เมต้าฟิลเตอร์ ซึ่งจากข้อมูลที่ถกเถียงกันมากมายในแต่ละแห่งนั้น ได้สรุปข้อเท็จจริงของภาพชายคนนี้ว่า มันเป็นการเล่นตลกทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับทฤษฎีว่าด้วยความฝันของ คาร์ล ยุง  (Carl Jung) โดยวิธีการดังกล่าว มักจะใช้การยกเรื่องราวที่กล่าวถึง หรืออ้างถึงเหตุการณ์ ไม่ก็คน สัตว์ หรือสิ่งของซักอย่างซ้ำ ๆ กัน เพื่อยินยันว่าเหตการณ์ หรือมีคนนั้นคนนี้ ฝันถึงคนนั้นคนนี้จริง ๆ เพื่อให้เราเกิดความคล้อยตามจนเชื่อว่า มันมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นมาจริง ๆ โดยไม่ทันคิดว่ามันมีพิรุธอะไรเลย

ซึ่งความจริงแล้ว หลังจากที่เรื่องราวของชายคนนี้ได้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากเพียงไม่ถึงเดือน เหล่านักสืบแห่งโลกอินเตอร์เน็ต ก็สามารถสืบหาร่องรอยจนพบตัวของแอนเดรีย นูเทลล่า เจ้าของเรื่องที่กุขึ้นมานี้ ซึ่งเมื่อพวกเขาได้สืบลงไปลึก ๆ เข้า ก็ได้พบว่าแท้ที่จริงแล้ว เรื่องราวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์หนังสยองขวัญของ "บริษัท โกสต์เฮ้าส์พิคเจอร์ จำกัด" เรื่อง "ดีส แมน" ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย ไบรอัน เบอรติโน นักสร้างหนังชื่อดังชาวอเมริกันนั่นเอง แต่เมื่อมิติที่ 6 ได้พยายามค้นหาหนังเรื่องนี้ก็กลับไม่พบว่า หนังเรื่องนี้ได้ทำการฉายไปแล้ว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า โครงการหนังเรื่องนี้อาจกำลังอยู่ในช่วงพัฒนา หรือไม่ก็ถูกยกเลิกไปชั่วคราว หรือไม่ก็ถูกยกเลิกถาวรไปแล้ว


ซึ่งการตลาดแนวนี้ในบ้านเราเองก็เคยเกิดขึ้นอยู่บ้าง เช่นเรื่องราวล่าสุดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโปรโมทการขายตุ๊กตาคัสต้อม นั่นก็คือ ปรากฎการณ์ “ลูกเทพ” นั่นเอง หรือแม้กระทั่งเรื่องราวฮิต ๆ ในอดีตอย่างจตุคามรามเทพ ต่างก็ใช้วิธีนี้จนสินค้าฮิตขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนปัจจุบันถึงกับต้องเททิ้งเช่นกัน

และเมื่อความจริงทุกอย่างได้ปรากฎออกมา ก็มีเวบไซต์แนวตลกเบาสมองหลายแห่ง ได้ทำการล้อเลียนมุกแผ่นภาพ ที่ใช้ตามหาคนที่เคยฝันเห็นชายคนนี้ออกมาในแบบต่าง ๆ บ้างก็เล่นมุกว่า ใครคือผู้หญิงคนนี้ ไม่ก็ถามว่า ใครเคยเห็นกบตัวนี้ หรือแม้แต่เล่นเปลี่ยนภาพของชายคนนี้ เป็นมาริโอ้บ้าง เป็นบารัค โอบาม่าบ้าง จนเป็นที่สนุกสนานกันยกใหญ่

สุดท้าย เรื่องราวของภาพชายคนนี้ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการสร้างเรื่องราวหลอกลวงให้เชื่อ หรือต้มตุ๋นผู้ชมให้สุก ราวกับการต้มเนื้อตุ๋นในหม้อตุ๋นยาจีน จนเนื้อในเปื่อยนุ่มน่าทานกันเลยทีเดียว

ซึ่งมาถึงตรงนี้ มิติที่ 6 ก็อยากให้ผู้ชมช่วยกันแชร์เรื่องราวที่แท้จริงนี้ไปให้เพื่อน ๆ ได้รับทราบ เพื่อจะได้ไม่ถูกล้อกันเล่นว่าเจอมุกเอาท์เข้ากรุ จนต้องแทรกแผ่นดินหนีกันภายหลังนะครับ

หรือไม่ก็ เก็บความจริงนี้กันเอาไว้ แล้วคอยแอบหัวเราะในใจทุกครั้ง ที่มีเพื่อนผู้ตกข่าว นำเรื่องราวนี้มาอำเรา ให้เราแอบอำกลับกันเสียบ้าง น่าจะสนุกสนานไม่ใช่น้อย

แล้วอย่าลืมติดตามเรื่องราวต่าง ๆ จากรายการ ศุกร์สยองขวัญ ทุกวันศุกร์สะดวก จากพวกเรา มิติที่ 6 กันได้ทุกสัปดาห์นะครับ สำหรับวันนี้ สวัสดี



แปล/เรียบเรียง นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://www.guerrigliamarketing.it/
http://www.viralnova.com/this-man/
http://io9.gizmodo.com/5388286/why-are-thousands-of-people-dreaming-about-this-man
http://knowyourmeme.com/memes/this-man-ever-dream-this-man