ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 Smile.jpg ภาพหมายิ้มสยองขวัญคร่าวิญญาณ




ย้อนกลับไปช่วง ค.ศ. 2008  เวบไซต์ต่าง ๆ ได้โพสต์เรื่องราวลี้ลับน่ากลัวเรื่องหนึ่ง เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่พยายามค้นหาความจริงของภาพจากกล้องโพลาลอยด์ภาพนั้น ภาพสุนัขที่กำลังยืนยิ้มให้กับกล้อง ซึ่งมันคือที่มาของเรื่องเล่าสยองขวัญ ที่เวบไซต์ทั้งต่างประเทศ และในไทย ได้นำมาเล่าต่อถึงอาถรรพ์ของภาพนี้ บ้างก็บอกว่าเป็นเรื่องแต่ง บ้างก็บอกว่าเป็นเรื่องจริง

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ในวันเบาๆ ศุกร์นี้  จึงขอนำเรื่องราวของภาพอาถรรพ์ดังกล่าว มาเล่าให้ท่านผู้ชมได้ฟัง และร่วมหาคำตอบของภาพนี้ไปพร้อม ๆ กัน ว่ามันจะทำให้เราตกอยู่ในอาถรรพ์นั้นด้วยหรือไม่


 เปิดชมบนยูทูป

เรื่องราวเริ่มต้นจากปี ค.ศ. 1992  เจมี่ นักศึกษาและนักเขียนสมัครเล่น ที่พยายามจะสืบความเป็นมาของแมรี่อี แฟนสาวของเพื่อนเก่า ที่เป็นแอดมินของเวบบอร์ดท้องถิ่นในชิคาโก้ เธอมีพฤติกรรมแปลกประหลาดที่วัน ๆ เอาแต่โพสต์ลิงค์ของภาพ ๆ หนึ่ง ตามหมวดสยองขวัญ โดยภาพนั้นใช้ชื่อว่า "Smile.jpg" ซึ่งกว่าจะติดต่อขอพูดคุยที่บ้านของเธอได้ เธอก็กลับเปลี่ยนใจไม่ให้ข้อมูลกับเขา ทำให้เจมี่ต้องเลิกล้มความตั้งใจไปชั่วคราว โดยพยายามลืม ๆ เรื่องนี้ แล้วหันไปหาข้อมูลเรื่องอื่นตามเวบแนวสยองขวัญแทน


แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปี ค.ศ. 2005  เจมี่ ก็ยังคงพบว่า แมรี่อีนั้นยังคอยโพสต์ลิงค์ภาพดังกล่าวอยู่เสมอ ซึ่งมันทำให้เขาหันกลับมาสืบความเป็นไปของเรื่องนี้อีกครั้ง แล้วเขาก็ได้พบว่า มีสมาชิกหลายคน ที่เปิดลิงค์ภาพดังกล่าวขึ้นมาดู แล้วก็มีอันต้องเกิดอาการลมชักแบบเฉียบพลัน และยังสืบพบว่าสมาชิกอีกหลายคนทีเปิดภาพนี้ ก็ฆ่าตัวตายไปอย่างไร้สาเหตุอีกหลายคน

และเมื่อสืบย้อนไปในปี ค.ศ. 2002 เขายังพบอีกว่า ที่เวบไซต์ Usenet ผู้ให้บริการเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่ของอเมริกา ที่มีเครือข่ายสังคมกว้างขวาง ก็ได้เคยถูกแฮ็กเกอร์ลักลอบเจาะเข้าระบบ แล้วโพสต์ภาพลึกลับนี้ลงในเวบบอร์ด ในหมวดเรื่องเบาสมอง จนมีสมาชิกบอร์ด เปิดภาพชมเป็นจำนวนมาก และมีหลายคนที่เกิดอาการลมชักเฉียบพลัน ไปจนถึงฆ่าตัวตายปริศนาเป็นจำนวนมาก

มาถึงตรงนี้ เจมี่ก็ได้สืบลึกเข้าไปจนรู้ว่า ภาพ Smile.jpg นั้น แท้ที่จริงเป็นภาพถ่ายโพลาลอยด์ใบนึง ที่ภายในนั้น จะมีภาพของสุนัขพันธ์ุไซบีเรียนฮัสกี้ กำลังนั่งหันมามองกล้อง ดวงตาของมันเปล่งแสงเป็นประกาย เหมือนกับเป็นแสงสะท้อนมาจากแฟลชกล้อง แต่ที่น่ากลัวจริง ๆ ก็คือ ปากของมันแสยะยิ้มให้กับกล้องจนน่ากลัวเป็นอย่างมาก และภายในฉากหลังที่มืดสลัวของภาพนี้ ก็จะเห็นว่ามีมือคน ทำท่าเหมือนกำลังทักทายเรา อยู่ทางด้านซ้ายของภาพ และมีตัวอักษรย่อปริศนา ที่มองไม่ชัดอยู่เหนือมือข้างนั้น

ภาพถ่ายโพลาลอยด์ของสุนัขดังกล่าว

โดยที่มาของมันนั้น มาจากการฟอร์เวิร์ดเมล์จากใครก็ไม่รู้ ส่งต่อกันมาเรื่อย ๆ ในหัวข้อจดหมายว่า “ยิ้มสิ !! พระเจ้ารักคุณ ! ” ซึ่งจากการสืบถามจากเหยื่อจดหมายนี้ ก็ได้ความว่า หลังจากเปิดภาพดูแล้ว ถ้าเราไม่สนใจปิดอีเมล์ฉบับนั้นไป ไม่ฟอร์เวิร์ดต่อให้คนอื่น ก็จะทำให้มีอาการลมชักเฉียบพลันอย่างไร้สาเหตุ และบางคนก็ถึงกับฆ่าตัวตายไปเลยก็มี ส่วนคนที่ยังรอดอยู่ ก็ต้องพยายามฟอร์เวิร์ดเมล์นี้กันต่อไป บางคนถึงกับไม่กล้านอนหลับ เพราะภาพมันติดตาเข้าไปถึงในความฝัน ต้องไปหาจิตแพทย์เพื่อขอยากล่อมประสาทมากิน ให้ตัวเองสามารถนอนหลับได้ไปเพียงวัน ๆ

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปี ค.ศ. 2008  เจมี่ก็ได้รับอีเมล์จากแมรี่อีฉบับหนึ่ง โดยใจความในจดหมายบอกว่า เธอเสียใจ ที่วันนั้นจากเมื่อปี ค.ศ. 1992 เธอไม่ได้เปิดโอกาสให้เขามาพูดคุย สาเหตุก็เป็นเพราะว่าเธอกลัวมาก เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอต้องเผชิญกับฝันร้าย หรือแม้เพียงแค่หลับตา ภาพของเจ้าสุนัขแสยะยิ้มรูปนั้น ก็จะมารังควาญเธออยู่เสมอ ซ้ำร้าย มือที่ทำท่าทักทายอยู่ในภาพด้านซ้ายนั้น ก็ทำท่ากวักมือเรียกเธอ เหมือนอยากให้ไปอยู่ด้วยกัน และในความฝันนั้น เจ้าหมาไซบีเรี่ยนที่กำลังแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวก็พูดกับเธอว่า ถ้าไม่อยากตายก็จงส่งต่อภาพนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องทนทุกข์ทรมาน กับการโพสต์ลิงค์ภาพดังกล่าวตลอดเวลา 15 ปี ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า คนที่หลงเปิดลิงค์ภาพขึ้นดูจะต้องเกิดอาการลมชัก ไม่ก็ถึงกับฆ่าตัวตาย ซึ่งมาถึงวันนี้ แมรี่ ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเลิกแชร์ภาพดังกล่าวแล้ว และจะส่งแผ่นฟล็อบปี้ดิสก์ที่บันทึกเรื่องราวทั้งหมดให้กับเขาในภายหลัง และแมรี่ยังบอกอีกว่า ตอนนี้เธอไม่สนอะไรอีกแล้ว ไม่ว่าภาพนั้นจะจริงหรือหลอก เพราะเธอไม่อยากจะอยู่ตรงนี้อีกต่อไป

ซึ่งหลังจากวันที่อีเมล์ฉบับนี้ส่งมาไม่กี่เดือน เจมี่ก็ได้รับข่าวจากสามีของเธอว่า แมรี่ได้ฆ่าตัวตายไปแล้ว….  และสามีของแมรี่ก็ได้ทำตามคำสั่งเสียของเธอ ที่ขอให้เขานำแผ่นฟลอปปี้ดิสก์แผ่นหนึ่งมาให้กับเจมี่ เพียงแต่ว่าตอนนี้มันอยู่ในสภาพเหมือนผ่านการถูกเผาจนละลายไปบางส่วน

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? เจมี่ได้พยายามสืบข่าวการตายของเธอจากหนังสือพิมพ์ชิคาโก้พบว่า มีข่าวการตายของเธอจริง ๆ ซึ่งในข่าวนั้นไม่ได้ระบุสาเหตุการตายของแมรี่แต่อย่างใด นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกเสียแล้ว

จู่ ๆ เจมีก็นึกขึ้นมาได้ว่า หลังจากที่เขาพลาดจากการขอสัมภาษณ์แมรี่ไปเกือบปีในช่วงนั้น เขาเคยได้รับอีเมล์จากเธอมาฉบับหนึ่ง ซึ่งเขาไม่เคยได้เปิดอ่านมาก่อน คิดได้ดังนั้นเจมี่จึงเปิดอ่านอีเมล์ ซึ่งในจดหมายมีหัวข้อว่า Smile โดยเนื้อความในอีเมล์เขียนว่า...

"สวัสดีค่ะ ฉันพบที่อยู่อีเมล์ของคุณ จากเมลลิ่งลิสของฉัน เห็นโปรไฟล์ของคุณบอกว่า คุณสนใจในภาพหมายิ้มอยู่ใช้ไหมคะ ? ฉันน่ะ เห็นภาพนี้แล้วล่ะค่ะ คิดว่ามันคงไม่เป็นไร ถ้าฉันจะส่งไฟล์นี้ให้คุณดู เพราะมันก็เป็นแค่ การส่งต่อ ๆ กันไปเท่านั้นแหละนะคะ"

หลังจากอ่านจบ เจมี่ถึงกับหลอนเข้ากระดูกเลยทีเดียว พอเจมี่ตรวจสอบที่อีเมล์ดี ๆ ก็พบว่ามีการแนบไฟล์มาไฟล์หนึ่ง ชื่อไฟล์ของมันก็คือ smile.jpg นั่นเอง เจมีกะว่าจะดาวน์โหลดไฟล์นี้มาดูทีหลังจะดีกว่า เพราะเรื่องราวของมัน ฟังแล้วก็ไม่ค่อยจะน่าเชื่อถือซักเท่าไหร่ เพราะจริง ๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้เขาหลอนนั่น มันมาจากชื่อผู้ส่งก็คือแมรี่ อี ที่ตายไปเสียมากกว่า กะไอ้แค่รูปภาพไฟล์เดียว มันจะไปมีพลังอำนาจลึกลับบ้าบอ ถึงกับทำให้คนมีอาการประหลาดแบบนั้นได้อย่างไร ?

เจมี่ก็ไตร่ตรองอีกว่า ถ้าเขาดาวน์โหลดไฟล์ภาพนี้มา ถ้าเขาได้ดูแล้วสิ่งที่แมรี่เล่าไว้ในจดหมายฉบับสุดท้ายนั้นเป็นเรื่องจริง ถ้าภาพหมายิ้มมันสามารถเล่นงานเขาได้ในฝัน เพื่อมาบอกให้เขาต้องส่งต่อไฟล์นี้ต่อไปล่ะ ? เจมี่จะต้องมีชีวิตอยู่เหมือนกับแมรี่ไหม ? ต้องคอยส่งต่อมันไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะตายหรือเปล่า ? แล้วถ้าต้องส่งต่อไปเรื่อย ๆ คนที่ได้รับไฟล์นี้ไปดูต่อ ๆ ไป จะตายกันหมดไหม ? แล้วถ้าเป็นแบบนั้น เขาจะต้องส่งให้ใครดีกันล่ะเนี่ย ?

"แล้วถ้าผมตัดสินใจเขียนเรื่องราวนี้ลงบนเวบไหนซักแห่ง โดยแนบภาพนี้เอาไว้ เกิดมีใครซักคนหลงเข้ามาดูล่ะ ? ยังไงมันก็ดีกว่าการแนบไฟล์ส่งไปทางอีเมล์แหละนะ เพราะอย่างน้อย ผมก็ยังรักษาภาพพจน์ตัวเองไม่ให้ใครรู้ว่า ผมเป็นคนส่งต่อเรื่องนี้ ว่ายังไงล่ะ ? ผมบอกต่อได้ใช่ไหม ? ได้สิ !! ผมทำแบบนี้ได้นี่นา"

ซึ่งหลังจากเรื่องราวทั้งหมดจบลง มิติที่ 6 จึงได้พยายามนำภาพนี้มาให้พวกเราได้ชมกัน เพื่อจะได้โดนวิญญาณหมายิ้ม มาเข้าฝันกันโดยถ้วนทั่วนะครับ

ไม่สิ ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง มันก็ไม่ใช่มิติที่ 6 แน่นอน เพราะหลังจากที่มิติที่ 6 อ่านเรื่องนี้จบ ก็ลองหลับตาบ้าง นอนหลับบ้างอยู่หลายรอบ ก็ไม่พบว่าจะฝันเห็นสุนัขอะไรมายิ้มให้เลย เราจึงพยายามเสาะหาที่มา เพื่อจะได้ให้ทุกท่าน ได้รับทราบความเป็นมาที่แท้จริงของเรื่องราวนี้กันครับ

แม้จะมีผู้คนในอินเตอร์เน็ต พยายามจะถอดรหัสภาพเจ้าไซบีเรียนฮัสกี้ตัวนี้ ถึงขั้นทำคลิปบอกต่อ ๆ กันว่า พวกเขาได้พบภาพซ้อนของปีศาจ หรือซาตาน ทับอยู่กับภาพเจ้าสุนัขที่กำลังแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวตัวนี้ แต่ถ้าเรามองไปที่ภาพให้ดี ๆ จะพบว่า ภาพนี้เป็นภาพที่ถูกตัดต่อขึ้นมาจากโปรแกรมตัดต่อภาพทั่วไป โดยถ้าเราสังเกตที่ความชัดเจนของภาพจะพบว่า บริเวณทั่วไปทั้งภาพนั้นจะมีนอยซ์ หรือจุดรบกวนที่เกิดจากการถ่ายภาพที่มีแสงน้อย ด้วยกล้องราคาถูก

การตัดต่อภาพซ้อนของปีศาจหมา

โดยภาพเต็มที่แสดงให้เห็นว่า มันเป็นภาพที่ถ่ายจากกล้องโพลาลอยด์นั้น จะเห็นเงาตกกระทบที่ขอบภาพไม่ถูกต้อง เหมือนพยายามจะซ้อนให้เกิดมิติของภาพ ซึ่งภาพโพลาลอยด์ของจริงนั้น ควรจะเป็นเงาลึกเข้าไป และภาพจะต้องอยู่หลังกรอบโพลาลอยด์ แต่ในภาพหมายิ้มลึกลับนี้ ตัวเงาตกกระทบของภาพ กลับดูเหมือนลอยขึ้นมาจากกรอบมากกว่า แถมเงาตกกระทบก็ค่อนข้างคมชัดเป็นอย่างมาก

และเมื่อสังเกตที่รอยนิ้วมือเปื้อนเลือด ที่อยู่ในบริเวณส่วนกรอบของภาพ มันก็เกิดคำถามว่า น่าจะมีใครซักกี่คน ที่จับแผ่นกระดาษด้วยการใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วไหนซักนิ้ว แปะที่ด้านเดียวกัน แล้วใช้นิ้วที่เหลือหนีบด้านหลังภาพ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำแบบนั้น และต่อให้เป็นการใช้สองมือ ถือภาพเอาไว้ จะมีสักกี่คน ที่จะใช้มือซ้ายจับภาพแล้วเอานิ้วอะไรซักนิ้วที่มือขวา แตะที่กรอบอีกข้างแบบนั้น

และถ้ามองเข้าไปดูในภาพก็จะยิ่งเห็นชัดว่า ภาพมือที่กำลังทักทายอยู่ด้านซ้ายของภาพนั้น เป็นภาพที่ถูกตัดต่อเพิ่มขึ้นมา เพราะลักษณะของจุดนอยซ์ในภาพตรงส่วนนี้ กลับมีลักษณะสะอาดกว่าจุดอื่นมาก แถมยังเหมือนจงใจตกแต่งให้มันชัดกว่าปกติด้วยการทาสีแดงไปที่ภาพ

ส่วนอาการยิ้มของเจ้าหมาไซบีเรียนฮัสกี้นั้น ถึงจะเป็นการยิ้มจริง ๆ จากมัน ก็ไม่แปลก เพราะปกติสุนัขพันธ์ุนี้ หน้าตาจะดูเหมือนมันโกรธใครมาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ถ้าดูดี ๆ ก็จะพบว่า มันเป็นการตัดต่อเอาภาพฟันของคน มาทับซ้อนกับปากของมันนั่นเอง

มาถึงตรงนี้เราสามารถสรุปได้เบื้องต้นว่า ภาพนี้ คือภาพปลอมที่ถูกตัดต่อด้วยซอฟท์แวร์ตกแต่งภาพนั่นเอง

ส่วนเรื่องราวที่ถูกเล่าต่อ ๆ กัน จากเวบบอร์ดหลาย ๆ แห่งนั้น ถ้าเราอ่านจนจบก็จะพบว่ามีการระบุชัดเจนว่า มันคือเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาเล่ากันบนเวบสยองขวัญทั่วไป

สรุปก็คือ ภาพสุนัขยิ้มนี้ เป็นเพียงภาพประกอบนิยายออนไลน์บนเวบบอร์ดสาธารณะเท่านั้นเอง แต่ที่เราไม่สามารถค้นหาได้ว่าใครเป็นผู้เขียนเรื่องขึ้นมานั้น ก็เพราะว่าในช่วงปี ค.ศ. 2008  เรื่องราวนี้ได้ถูกโพสต์ครั้งแรกที่เวบบอร์ด "4chan" ในหมวด "/x/ - paranormal" ซึ่งระบบของเวบแห่งนี้ ในยุคสมัยนั้นผู้โพสต์จะมีเพียงหมายเลขรหัส ID ที่เป็นตัวเลขเท่านั้น โดยโพสต์ต้นฉบับได้ถูกเขียนไว้ที่นี่ เพื่อความบันเทิง แต่กลับมีผู้คนนำเอาเรื่องราวนี้ไปโพสต์ต่อ ๆ กัน โดยไม่มีการตรวจสอบ จนเลยเถิดไปจนเกิดมีฟอร์เวิร์ดเมล์จริง ๆ ขึ้นมา และปัจจุบันโพสต์ดังกล่าวก็ได้ถูกลบอัตโนมัติไปจากเวบไซต์ 4chan แล้ว

ส่วนเรื่องที่บอกว่ามีเหยื่อบางคนที่ดูภาพแล้วเกิดอาการลมชักนั้น… ไม่พบว่ามีจริงแต่อย่างใด เพราะมันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมานั่นเอง

ดังนั้น หากมีใครนำเรื่องราวนี้มาโพสต์แล้วบอกเราว่าเป็นเรื่องจริง เราก็ควรจะเงียบเอาไว้ แล้วปล่อยให้เรื่องเล่านี้ เป็นที่กล่าวขวัญกันต่อไป อย่างสนุกสนานจะดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเฉลยให้ผู้โพสต์หรือผู้เล่า ต้องเสียหน้าแต่อย่างใดนะครับ เพราะความกลัว กับมนุษย์นั้น เป็นของคู่กันเสมอมา นั่นเอง


หลังจากอ่านเรื่องราวจบแล้ว อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเม้นท์พูดคุยกันนะครับ

เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://www.bustle.com/articles/135749-is-smile-dog-real-heres-the-truth-about-the-classic-creepypasta-its-terrifying-image-file
http://creepypasta.wikia.com/wiki/Smile_Dog
http://boards.4chan.org/x/

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

[ 18+ จัดเต็ม ] มิติที่ 6 การทดลองวิปริตในหน่วยนรกสยองขวัญ 731

มหาจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกนั้น แทบจะเรียกได้ว่า ที่แห่งใดที่กองทัพก้าวย่างผ่านไป แล้วที่แห่งนั้นไม่ยอมสิโรราบ พื้นที่แห่งนั้นจะต้องถูกชโลมไปด้วยเลือด จากประเทศหมู่เกาะเล็ก ๆ ทางตะวันออก ประเทศที่มีประวัติศาสตร์แห่งการฆ่าฟันอันยาวนาน เพื่อแย่งชิงมาซึ่งอำนาจ กลายมาเป็นมหาอำนาจทางสงคราม ด้วยการยึดครองประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี และยึดแมนจูเลียมาจากจีนจนตั้งเป็นประเทศใหม่ได้สำเร็จ




และที่แมนจูแห่งนี้ ทางจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นได้ส่งชายคนหนึ่ง ให้มาสร้างศูนย์วิจัยแห่งหนึ่ง ศูนย์วิจัยทางการแพทย์ที่มีเบื้องหน้าเป็นศูนย์วิจัยโรคระบาด และผลิตน้ำสะอาด แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังของมันนั้น ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการทดลองสุดวิปริต เกินกว่ามนุษย์ปกติจะจินตนาการ จนโลกใบนี้นี้ถึงกับต้องจารึกมันไว้ในประวัติศาสตร์

 ชมคลิปบนยูทูปได้ที่นี่

หลังจากที่จักรวรรดิ์ญี่ปุ่น ได้ทำการบุกเข้ายึดแมนจูเลียด้วยความโหดเหี้ยม ในปี ค.ศ. 1932  และได้สร้าง "ป้อมซงหม่า" เพื่อใช้ประโยชน์ในการทดลองทางการแพทย์ โดยได้มอบหมายให้ "พลโทชิโร่ อิชิอิ" เป็นผู้ควบคุมการทำงาน ซึ่งที่แห่งนี้ได้แอบดำเนินการทดลองทางการแพทย์กับมนุษย์อยู่ย่างลับ ๆ จนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี เรื่องราวการทดลองต่าง ๆ ก็ถูกเปิดเผยขึ้น เพราะเหล่าเชลยศึกได้แหกค่ายกักกันออกมา และพวกเขาได้บอกให้โลกภายนอกได้รับรู้ถึงความโหดร้าย ของการทำงานในค่ายนรกแห่งนี้ จนทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจปิดค่ายซงหม่าลง เพื่อให้เรื่องราวทั้งหมดจบไปเงียบ ๆ แต่โดยดี

เริ่มเรื่องมาก็เหมือนทุกอย่างจะจบได้อย่างเรียบร้อย แต่ใครจะไปรู้ว่าเรื่องราวแห่งความวิปริตนั้น มันกำลังจะเริ่มขึ้นเพราะเหตุนี้ต่างหาก !!

หลังจากปิดป้อมซงหม่าไปแล้ว ทางจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นได้มีคำสั่งให้สร้างนิคมลับแห่งใหม่ขึ้น โดยที่แห่งนี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านปิงฟาง เมืองฮาร์บิน ไม่มากนัก โดยเรียกที่แห่งนี้ว่า "ศูนย์วิจัยโรคระบาดและผลิตน้ำสะอาด"



ซึ่งการตั้งชื่อศูนย์ไว้แบบนี้ ก็เพื่อจะใช้อ้างบนเวทีโลกได้ว่า ช่วงสงครามนั้นญี่ปุ่นต้องการที่จะรักษาโรคระบาดต่าง ๆ ที่เกิดกับเหล่าทหารของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นโรคอหิวา ซิฟิลิส และเครื่องผลิตน้ำสะอาดให้แก่กองทัพของจักรวรรดิ์ ที่ต้องประจำการในแดนไกล
พลโทชิโร่ อิชิอิ
แน่นอนว่า อิชิอิ ก็ได้เป็นผู้นำในการพัฒนาศูนย์วิจัยแห่งนี้ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นจำนวนมาก เพื่อทำงานวิจัยต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยผลงานของเขานั้นก็ค่อนข้างจะยอดเยี่ยม เพราะ อิชิอิ นั้นสามารถคิดค้นเครื่องกรองน้ำสะอาด ที่สามารถกรองน้ำสกปรกอย่างปัสสาวะมนุษย์ ให้กลับมาเป็นน้ำดื่มได้สำเร็จ แน่นอนว่าสิ่งนี้ ได้สร้างความพึงพอใจแก่จักรพรรดิ์ฮิโรฮิโตะ เป็นอย่างมาก ถึงขั้น อิชิอิ ได้ถูกเชิญไปเข้าเฝ้า เพื่อสาธิตถึงวิธีการใช้งานที่หน้าพระพักตร์เลยทีเดียว

เหตุการณ์เบื้องหน้าที่แสนดูดี กับการทดลองสร้างอุปกรณ์สุดล้ำสำหรับกองทัพ มันได้ทำให้ภาพลักษณ์ของศูนย์วิจัยแห่งนี้ คือสถานที่สร้างสรรค์เพื่อประโยชน์สุขของกองทัพจักรวรรดิ์อย่างแท้จริง

แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ภายในศูนย์วิจัยแห่งนี้ ได้มีการแบ่งหน่วยงานย่อย ๆ เพื่อทำงานด้านต่าง ๆ อีกมากมาย และมีหน่วยงานหนึ่ง หน่วยงานที่ถูกปกปิดรายละเอียดการทำงาน ระดับลับสุดยอด ลับจนถึงขนาดที่เรียกว่า ทหารของจักรวรรดิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวของ ก็จะรู้แค่เพียงว่าหน่วยงานนี้เป็นเพียงแค่โรงเลื่อยเท่านั้น โดยชื่อทางการของหน่วยลับนี้ ก็คือ "หน่วย 731"


Unit 731
ไม่มีใครรู้ว่าโรงเลื่อยแห่งหน่วย 731 มันเลื่อยไม้แบบไหนกันแน่ รู้แค่ว่าโรงเลื่อยแห่งนี้ มีการนำเข้าท่อนซุงจากแมนจู ฟิลิปปินส์ เกาหลี และรัสเซีย ถ้าได้เห็นรูปร่างของท่อนซุงที่ว่านี้ ถึงจะเข้าใจว่าท่อนซุงที่ว่านั้น คือเชลยศึกจากประเทศต่าง ๆ นั่นเอง

แท้ที่จริง หน่วย 731 มันก็คือศูนย์วิจัยอาวุธชีวภาพ ที่จักวรรดิ์ญี่ปุ่นสร้างมันขึ้นมาเพื่อนำเชลยศึกมาเป็นเหยื่อการทดลอง และศึกษาวิจัยการระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง และวิจัยระบบการทำงานอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยการทดลองเหล่านี้ จะมีอะไรบ้าง มันก็แล้วแต่อิชิอิ จะสรรหาข้อสงสัยขึ้นมา แล้วก็ทำการหาคำตอบกับร่างกายของเหยื่อ โดยจะขอยกวิธีการทดลองต่าง ๆ มาให้รับทราบกันพอสังเขปดังนี้


การศึกษาการทำงานของหัวใจ



อิชิอิ อยากรู้ว่าหัวใจของคนเราทำงานอย่างไร เลือดจะไหลจากเส้นเลือดไหน ไปที่หัวใจห้องไหน เข้าห้องไหน ออกห้องไหน ทางที่ง่ายที่สุด ในการหาคำตอบจากความสงสัยของเขาก็คือ การจับเอาเหยื่อทดลองมานอนลงบนที่นอนผ่าตัด จากนั้นอิชิอิก็จะใช้มีดผ่าตัดทำการผ่าหน้าอกของเหยื่อทันที โดยไม่มีการฉีดยาสลบกับเหยื่อแต่อย่างใด นั่นหมายความว่าเหยื่อทดลองนั้นยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน หากเหยื่อทนพิษบาดแผลไม่ไหว ชิงตายก่อนอิชิอิจะศึกษาการทำงานของหัวใจเสร็จ ก็จะเอาเหยื่อรายต่อไปมาผ่าแบบนี้อีกไปเรื่อย ๆ


การศึกษาระบบการทำงานของอวัยวะภายในของมนุษย์



อากิระ มางิโนะ หนึ่งในผู้ช่วยแพทย์ในหน่วยนรกแห่งนึ้ได้เล่าให้ฟังว่า วันแรกที่เขาได้เข้ามาทำงานที่นี่ สิ่งแรกที่เขาเห็นคือ เชลยที่ถูกมัดอยู่บนเตียงผ่าตัด อากิระบอกว่า เชลยคนนี้รู้ว่าตัวเองต้องตายแน่ ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะต้องตายอย่างไร

จนกระทั่งแพทย์หยิบมีดหมอขึ้นมา แล้วจ่อปลายมีดลงไปที่หน้าอกของเขา เหยื่อตกใจกรีดร้องดังลั่น แต่แพทย์ไม่สนใจอะไรมาก เขาได้กดมีดผ่าตัดลงไปบนหน้าอกจนลึก แล้วผ่าลากยาวจากหน้าอกลงไปจนถึงหน้าท้อง เหยื่อร้องโหยหวลด้วยความเจ็บปวด เพราะการผ่าตัดวิปริตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ แพทย์ไม่ได้ฉีดยาสลบให้กับเหยื่อเลย เพราะอิชิอิบอกว่า ถ้าพวกเราใช้ยาสลบกับพวกท่อนซุงพวกนี้ จะทำให้อวัยวะภายในบางแห่ง ทำงานผิดปกติ แล้วพวกเราจะไม่สามารถศึกษาระบบการทำงานของอวัยวะภายในได้อย่างถูกต้องนั่นเอง


การปลูกถ่ายอวัยวะมนุษย์



อิชิอิ ได้ทำการทดลองการปลูกถ่ายอวัยวะมนุษย์เช่นเดียวกันกับที่ประเทศเยอรมันทดลอง แต่ความสงสัยของเขานั้น มันเหนือกว่าพวกนาซีนิดหน่อยตรงที่ อิชิอิอยากรู้ว่า แขนซ้าย กับแขนขวา มันสามารถนำมาผ่าตัดสลับข้างได้ไหม แล้วถ้าจะเอาอวัยวะของคนอีกคนไปปลูกในอีกคน จะสามารถทำได้หรือเปล่า แล้วจะสามารถปลูกถ่ายแบบสลับข้างได้หรือเปล่า

อิชิอิสงสัยว่า ถ้ามนุษย์เราไม่มีกะเพาะ จะสามารถมีชิวิตอยู่ได้นานแค่ไหน เขาก็จัดการจับเชลยมาผ่าท้อง จากนั้นก็ตัดกะเพาะทิ้งไป แล้วจัดการเย็บต่อลำไส้กับหลอดอาหารไปตรง ๆ จะได้รู้ความจริง ซึ่งแน่นอนว่า เหยื่อทดลองทุกคนตายเรียบ สรุปผลการทดลองได้เลยว่า ล้มเหลวร้อยเปอร์เซนต์


การทดลองผลจากการใช้อาวุธแบบต่าง ๆ




พวกนาซีคิดค้นการทดลอง โดยการจับคนไปรมแก๊สพิษ เพื่อทดลองว่าเหยื่อจะตายแบบไหน ใช้เวลาเท่าไหร่ แต่อิชิอินั้น สามารถคิดได้วิปริตกว่า นั่นก็คือการทดลองอัดอากาศเข้าไปในร่างกายคน ด้วยการสอดท่อเข้าไปทางทวารหนัก จากนั้นก็อัดอากาศเข้าไปจนอวัยวะภายในระเบิด

เท่านั้นยังไม่พอ อิชิอิได้สร้างห้องสูญญากาศขึ้นมา จากนั้นก็ต้อนเหยื่อเข้าไปในห้อง แล้วดูดอากาศทั้งหมดออกจนร่างกายเหยื่อทนไม่ได้ เส้นเลือดปูดโปนจนแตกออก ร่างกายบวมเป่งทั้งตัวจนตัวแตกออก ทำให้เหยื่อเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก

อิชิอิยังได้ทำการทดสอบอานุภาพของระเบิด ด้วยการนำเหยื่อมาผูกไว้กับเสา จากนั้นก็ปาระเบิดใส่ เพื่อศึกษาความรุนแรงของระเบิด


การทดสอบความอดทนของมนุษย์


อิชิอิตั้งข้อสงสัยว่า มนุษย์เรานั้นจะสามารถดิ้นรนเอาตัวรอดได้นานที่สุดได้อย่างไร ถ้าหากถูกทรมานด้วยการจับห้อยหัวลงมา ว่าแล้วเขาก็สั่งให้นำเหยื่อมาจำนวนหนึ่ง ผูกขาทั้งหมดแล้วห้อยหัวลงพื้นทันที จากนั้นก็นั่งมองเหยื่อดิ้นไปมา แล้วก็จดผลการสังเกตเอาไว้ จนกระทั่งเหยื่อเสียชีวิตทั้งหมด

เมื่อสงสัยว่า ถ้าทหารต้องไปรบในที่หนาวเย็นจะสามารถทนได้แค่ไหน เขาก็นำเหยื่อมาแช่ในน้ำเย็นจัด เพื่อศึกษาโดยไม่สนว่าเหยื่อจะยอมหรือเปล่า และไม่สนว่าจะต้องควบคุมการทดลองอย่างไร ให้เหยื่อปลอดภัยเพื่อนำเหยื่อไปทดลองอย่างอื่นต่อแบบนาซี เพราะอิชิอิสั่งให้แช่เหยื่อในน้ำเย็นจัดนั้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าเหยื่อจะตาย เพื่อให้ได้มาซึ่งรายงานที่ถูกต้องที่สุด คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีใครรอดบ้าง เพราะแน่นอนว่าเหยื่อทุกคนล้วนเสียชีวิตอย่างอเน็จอนาถทั้งสิ้น


การทดลองเพาะเชื้อโรค



อิชิอิได้ทำการวิจัยโรคระบาดตามที่ได้รับมอบหมายมาก็จริง แต่เขาก็ได้คิดหาสมมติฐานอันบรรเจิดกว่าที่ใคร ๆ จะคิดได้ เมื่อเขาคิดว่าเชื้อซิฟิลิสนั้น มันจะสามารถพัฒนาไปได้ถึงที่สุดอย่างไร เขาก็ได้บังคับให้เชลยเพศหญิง ร่วมเพศกับผู้ป่วยโรคซิฟิลิสหลาย ๆ คน บางรายก็ฉีดเชื้อซิฟิลิสเข้าไปในร่างกายเชลยหญิง แล้วบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับเชลยผู้ชาย โดยอิชิอิคิดวิธีการนี้ขึ้นมา ก็เพื่อศึกษาพัฒนาการของโรคนี้ให้กระจ่าง ว่ามันจะสามารถกลายเป็นสุดยอดซิฟิลิสได้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าทั้งเชลยหญิง และชายที่ร่วมการทดลองครั้งนี้ ล้วนทนพิษของเชื้อโรคไม่ไหว และตายทั้งหมด

อิชิอิยังได้ทำการทดลองการแพร่เชื้อโรคจากสัตว์สู่คน ด้วยการดูดเลือดของสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ มาฉีดใส่ร่างกายมนุษย์แบบดื้อ ๆ แล้วศึกษาความเป็นไปในร่างกายของเหยื่อต่อว่าจะมีปฏิกิริยากับเชื้อโรคยังไงบ้าง

ไม่ต้องห่วงว่าเหยื่อจะต้องอยู่ในสภาพทรมานนานแค่ไหน เพราะอิชิอิได้เฝ้าจดรายงานการทดลองไปเรื่อย ๆ จนเหยื่อทดลองตาย ก็ถือเป็นอันจบการทดลอง โดยเหยื่อที่เสียชีวิตทั้งหมด ล้วนถูกเผาทำลายด้วยเตาเผาหลังหน่วย 731 นั่นเอง

"ศูนย์วิจัยโรคระบาดและผลิตน้ำสะอาด" ปัจจุบันกลายเป็น "พิพิธภัณฑ์ Harbin"
มีการทดลองหนึ่ง อิชิอิได้นำเหยื่อจำนวนหนึ่งมาบังคับให้ยืนแหงนหน้าอ้าปากในที่โล่ง โดยที่ไม่รู้ว่า อิชิอิได้สั่งให้แพทย์โปรยเชื้อโรคบางอย่างไปทางอากาศ เพื่อศึกษาการแพร่กระจายของเชื้อโรค ว่าจะสามารถแพร่กระจายทางอากาศได้ดีมากน้อยอย่างไร เมื่อทดลองจนได้ผลพอใจ เขาก็ได้สร้างระเบิดชีวภาพขึ้นมา โดยนำมันไปปล่อยลงในแหล่งน้ำของหมู่บ้านหลายแห่ง เพื่อทำการทดลองกับสถานที่จริง ๆ โดยผลการทดลองที่ได้ก็คือ มีเหยื่อที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ที่เป็นชาวบ้านตาดำ ๆ ต้องมาเสียชีวิตไปถึงกว่าสี่แสนคนเลยทีเดียว

แต่ผลการทดสอบกับชุมชน มันก็ยังไม่เป็นที่พอใจ อิชิอิได้สั่งทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก จนการทดลองครั้งที่ 5 หลังจากที่ระเบิดชีวภาพถูกยิงออกไปเพื่อโจมตีเป้าหมาย ก็คือหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง อยู่ดี ๆ กระแสลมก็เปลี่ยนทิศกระทันหัน ลมได้ตีกลับเอาเชื้อโรคทั้งหมด มาที่เหล่ากองทหารที่ทำการทดสอบแทน ผลก็คือ ทหารกองทัพจักวรรดิ์ญี่ปุ่นตรงนั้นเสียชีวิตทั้งสิ้น 1,700 คน ส่งผลให้การทดลองต้องถูกระงับชั่วคราว

แต่ในภายหลัง กองทัพจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นก็ได้วางแผนที่จะนำเทคโนโลยีนี้ ไปใช้กับสหรัฐอเมริกา ด้วยการนำระเบิดชีวภาพจำนวน 200 ลูก  ยิงขึ้นสู่อากาศบริเวณชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เพื่อหวังจะให้เชื้อโรคนี้สังหารชาวอเมริกันให้ได้ซักล้านสองล้านคน หวังจะให้อเมริกาได้รู้สำนึกว่าใครกันแน่ ที่เป็นผู้ชนะ

แต่โชคดีที่ญี่ปุ่นถูกอเมริกาทิ้งระเบิดปรมณูที่ "ฮิโรชิม่า" กับ "นางาซากิ" เสียก่อน จนญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามทันที แผนการนี้จึงไม่ได้ถูกดำเนินการแต่อย่างใด

การทิ้งระเบิดปรมณู ที่นางาซากิ
การทิ้งระเบิดปรมณู ที่ฮิโรชิม่า
ซึ่งผลจาการยอมแพ้สงครามครั้งนี้ ทำให้อิชิอิตัดสินใจสังหารเชลยศึกที่เหลือในหน่วย 731 ทิ้งทั้งหมด เพื่อปิดปากไม่ให้มีพยานที่จะบอกเล่าเหตุการณ์ภายในนั้นได้ และได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในหน่วย ปิดเรื่องทุกอย่างเป็นความลับ หากใครฝ่าฝืน จะถูกตามล่าสังหาร และอิชิอิยังได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ ทำการเผาทำลายเอกสารสำคัญต่าง ๆ ภายในหน่วยทิ้งทั้งหมด ก่อนที่ตัวเองจะหลบหนีกลับไปยังจักวรรดิ์ญี่ปุ่น

แต่ด้วยญี่ปุ่นแพ้สงครามแก่อเมริกา ทำให้พลเอกดักกลาส แมคอาร์เธอร์ มอบหมายให้พลโทเมอร์เรย์ แซนเดอร์ ไปทำการเจรจากับอิชิอิ เพื่อจะขอรายงานการทดลองอุบาทว์ของญี่ปุ่นนี้ มาใช้ประโยชน์ในกองทัพอเมริกา โดยแลกกับการที่จะไม่ดำเนินคดีกับอิชิอิ ซึ่งแน่นอนว่า อิชิอิยอมรับข้อเสนอนี้

และที่แน่ ๆ สหรัฐอเมริกานี่เอง ที่กลับช่วยปกปิดการมีอยู่ของหน่วย 731 ด้วยการไม่ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนี้เลย แม้จะมีเหยื่อสังเวยการทดลองวิปริตของหน่วยไปมากกว่า 12,000 ราย เรียกได้ว่าเหยื่อทุกคนตายฟรี เพียงเพื่อสังเวยความต้องการของอเมริกา ที่จะเอารายงานผลการทดลองไปใช้ประโยชน์ เพื่อชัยชนะในสงครามอื่น ๆ เพราะอเมริกานั้นได้สืบทราบว่า อิชิอินั้นประสบความสำเร็จในการทดลองหลายอย่าง เช่น การรักษาอาการถูกหิมะกัด และองค์ความรู้ในเรื่องการติดเชื้อ และการแพร่กระจายของโรคระบาด รวมไปถึงการสร้างระเบิดชีวภาพ

และมีข่าวลือว่าอิชิอินั้น ได้ทำงานวิจัยอาวุธชีวภาพให้กับทางอเมริกาต่อ ในรัฐแมรี่แลนด์ โดยอาวุธชีวภาพนี้ ได้ถูกนำไปใช้ในสงครามเกาหลีในภายหลัง แต่ข่าวลือนี้ก็ถูกปฏิเสธโดยลูกสาวของอิชิอิเอง ที่บอกว่า พ่อของเธอนั้นไม่ได้ไปอยู่ที่อเมริกาแต่อย่างใด หากแต่ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในญี่ปุ่นต่างหาก ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะเชื่ออะไรกับฝ่ายไหนได้เลย เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนในเรื่องนี้


เหมือนจะสร้างประโยชน์ เหมือนจะมีโทษ หรือจะเพราะอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เกิดหลังจากการทดลองวิปริตของอิชิอิในหน่วย 731 นั้น ต้องสูญเสียชีวิตจำนวนมากมายมาเป็นเครื่องทดลอง เพื่อให้ได้มาเพียงคำว่า "ชัยชนะ" ต่อให้ผลการทดลองของมัน จะสร้างสรรค์ประโยชน์อะไรให้กับมนุษยชาติ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าไม่มีการทดลองพวกนี้ มนุษย์จะไม่สามารถหาทางรักษาโรคร้ายอะไรได้ โดยไม่ใช้มนุษย์ทดลองตั้งแต่แรก

พวกเราก็ควรจะระลึกให้ได้เสมอว่า สงครามมันไม่เคยให้ประโยชน์อะไร เพราะถ้ามันดีจริง ทำไมพวกเหล่าประเทศที่ก่อสงคราม ถึงพยายามที่จะจบสงครามให้ได้ไวที่สุด ?

ดังนั้น เราจึงไม่ควรภูมิใจกับการมีสงครามแม้แต่น้อย เพราะสงคราม ไม่มีใครถูก มีแต่คนผิด ไม่มีวีรบุรุษ มีแต่ฆาตกรมือเปื้อนเลือด เพราะฉะนั้น...

หยุดเถอะ สงคราม !!




หลังจากอ่านจบแล้ว อย่าลืมกด Like กด Share และติดตามบล็อกมิติที่ 6 สำหรับเรื่องใหม่ ๆ กันได้ครับ

เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
https://th.m.wikipedia.org/wiki/จักรวรรดิญี่ปุ่น
https://lonesomebabe.wordpress.com/2009/09/13/shiro-ichii-unit-731-จับคนมาทำเชื้อโรค/
http://m.pantip.com/topic/32912621
http://teen.mthai.com/variety/84186.html

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 คลิปปลอม ที่ยังทำให้เรารู้สึกสยองขวัญทุกครั้งที่ดู



วันนี้เราจะขอนำท่านชมคลิปสุดน่ากลัวสยองขวัญที่ถูกโพสต์ลงบนยูทูป ถึงแม้จะมีการพิสูจน์กันแล้วว่ามันเป็นของปลอม แต่คลิปเหล่านี้มันอาจทำให้เรารู้สึกขนพองสยองเกล้าได้เลยทีเดียว เชิญรับชมไปกับพวกเรา... มิติที่ 6 "ศุกร์สยองขวัญ"

 เปิดชมบนยูทูป มิติที่ 6

Lavitating Girl In Russia Forest | สาวน้อยลอยได้ในรัสเซีย



คลิปนี้ถูกโพสต์ขึ้นครั้งแรกที่ช่อง "พารานอร์มัลวีดีโอ" ซึ่งได้เขียนรายละเอียดของคลิปไว้ว่า วีดีโอนี้เป็นเหตุการณ์ที่ถูกถ่ายได้โดยบังเอิญ ภายในคลิปจะเห็นเด็กน้อยกำลังลอยอยู่กลางอากาศ โดยมีผู้หญิงอีกคนยืนดูอยู่ ซึ่งพอผู้ถ่ายคลิปทำเสียงดัง เด็กที่ลอยอยู่ก็ลงมาที่พื้นแล้ว และได้หนีไปพร้อมกับผู้หญิงอีกคนทียืนอยู่ด้วยกัน และคลิปก็จบไปดื้อ ๆ โดยไม่ได้ระบุวัน เวลา และสถานที่ ถ่ายคลิปดังกล่าวเอาไว้

ซึ่งถ้าเราวิเคราะห์คลิปดี ๆ จะพบจุดผิดสังเกต เช่น ชายผู้ถ่ายคลิปบอกว่าอยู่ในรัสเซีย แต่เขากลับพูดกับเจ้าทาซานสุนัขของเขาเป็นภาษาอังกฤษมากกว่าภาษารัสเซีย และเมื่อถึงจุดที่เห็นเด็กน้อยกำลังลอยอยู่นั้น จู่ ๆ กล้องก็ลอยตกลงมาที่พื้น และเด็กที่ลอยอยู่ก็ลงมาที่พื้นทันที จุดนี้เข้าใจได้ทันทีว่า คือจุดที่เกิดการตัดต่อ

ซึ่งแน่นอนว่ามีเวบไซต์หลายแห่งก็ตั้งข้อสังเกตได้มากกว่ามิติที่ 6 อีก นั่นก็คือ เจ้าทาซาน สุนัขในคลิปที่วิ่งหายไปทางที่เกิดเหตุ แล้วหายไปเลยนั้น ทั้ง ๆ ที่กล้องจับอยู่ที่เด็ก ตลอด แต่กลับไม่เห็นสุนัขอีกเลย จู่ ๆ มันก็มาเห่าอยู่ใกล้ ๆ และตั้งข้อสังเกตเพิ่มว่า ที่ทางตั้งมากมาย ทำไมเด็กคนนี้ไม่ไปลอยตัวเล่นที่อื่น มาลอยตัวเล่นในป่า ขวางทางเดินทำไม ดังนั้นเหล่าเวบไซต์จึงลงความเห็นว่า คลิปนี้ เป็นคลิปที่ถูกทำขึ้นมา และปัจจุบันคลิปนี้ได้ถูกทางเจ้าของคลิป ตั้งค่าไม่ให้ผู้ชมสามารถแสดงความคิดเห็นได้ ยิ่งสนับสนุนเหตุผลดังกล่าวว่ามันคือคลิปที่ถูกทำขึ้นมาจริง ๆ แต่มันก็เป็นคลิปที่ดูน่าตื่นเต้นมากเช่นกัน


Unknown Winged Creature Caught on Camera | มนุษย์มีปีกปริศนาที่ถูกจับภาพได้



คลิปนี้เป็นคลิปจากช่อง "ไนท์โกสต์เฮ้าส์" ที่บอกกับเราว่า ภาพนี้ถูกนำมาจากกล้อง CCTV ที่ถูกติดตั้งในจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย ในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2011 โดยในภาพจะเห็นว่าอยู่ดี ๆ ก็มีวัตถุรูปร่างคล้ายมนุษย์มีปีก บินร่อนลงพื้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็บินหายไปทางด้านข้างของจอภาพ ตามด้วยคนกลุ่มหนึ่งวิ่งมาที่เกิดเหตุ โดยผู้อัพโหลดทิ้งท้ายไว้ว่า นี่มันเป็นปาฏิหารย์หรือคลิปหลอกลวงกันแน่

แทบไม่ต้องวิเคราะห์เจาะลึกอะไรมากมาย เพียงแค่เราเห็นเขาลอยลงมา แล้วกระเด้งลอยหายไปด้านข้างแบบไม่เป็นธรรมชาติแบบนั้น ก็รู้กันได้เลยว่า เป็นคลิปปลอมแน่ ๆ

ซึ่งเมื่อเราได้ค้นหาข้อมูลตามเวบไซต์วิเคราะห์ทั่วไปก็ได้ให้ข้อสังเกตว่า แสงตกกระทบวัตถุ เช่น กำแพงด้านหลัง หรือแม้แต่คานด้านซ้ายที่ดูสมจริงนั้น กลับสะท้อนช้ากว่าแสงที่เทพบุตรปริศนานั้นมากกว่าความเป็นจริง ๆ เพราะแสงต้องเดินทางได้เร็วมาก ๆ และทำไมถึงต้องบินลงมา ทั้ง ๆ ที่ในภาพไม่มีอะไรเลย แล้วชายหนุ่มที่เพิ่งเดินผ่านกล้องไปในตอนแรก กลับไม่ได้สนใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่เดินมาดูที่เกิดเหตุเลย กลับมีแต่กลุ่มคนที่วิ่งมาดูจากทางด้านซ้ายของจอ แถมคอมเม้นท์ของคลิปนี้ ก็ถูกตั้งค่าไม่ให้ผู้ชมสามารถแสดงความคิดเห็นได้อีก จึงสรุปได้ชัดเจนว่า คลิปนี้เป็นคลิปที่ถูกทำขึ้นมาแน่นอน แต่ก็เป็นคลิปที่สร้างความตื่นเต้นขนลุกได้เช่นกัน


REAL DEMONS CAUGHT ON TAPE | ปีศาจที่ถูกจับภาพได้



คลิปนี้ถูกโพสต์โดยยูสเซอร์เนมที่ชื่อว่า "เชสเตอร์ไทเลอร์714" โดยเขียนในรายละเอียดว่า คลิปนี้ เป็นคลิปที่สามารถถ่ายเหตุการณ์อาถรรพ์ไว้ได้ โดยในคลิปไม่ได้ระบุเวลาและสถานที่แต่อย่างใด โดยเราจะเห็นมือสยองขวัญ ค่อย ๆ ปรากฎออกมาตามจุดต่าง ๆ ของห้อง ไม่ว่าจะเป็นบนเพดาน บานประตู จากนั้นภาพก็ตัดสลับกลับมาที่เดิม แต่ผู้ถ่ายคลิปได้หันไปทางขวา และมีมือยื่นออกมาจากกำแพง ตามด้วยดวงตาที่ปรากฏออกมาก่อนที่ภาพจะตัดหายไป และภาพก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้มีสิ่งมีชีวิตปริศนารูปร่างคนยืนอยู่กลางภาพ แล้วก็พุ่งเข้ามา ก่อนคลิปจะจบด้วยเสียงผู้ถ่ายคลิปกรีดร้องลั่น

ซึ่งถ้าเราสังเกตให้ดี ๆ จะพบว่า มือทั้งหมดเป็นภาพซ้อน จึงไม่จำเป็นต้องไปหาข้อมูลจากเวบไซต์ไหนมาสนับสนุนก็ได้ เพราะแน่นอนว่า มันคือคลิปที่ถูกทำขึ้นมานั่นเอง ซึ่งแม้จะเห็นชัด ๆ ว่าเป็นคลิปที่ถูกทำขึ้นแบบนั้น มันก็ทำให้เราตกใจสะดุ้งได้ทุกครั้งที่ดูเลยใช่ไหมครับ ?


Ghost Caught On Tape in Blackburn UK by P.E.C | คลิปผีแห่งแบล็คเบิร์น



เป็นคลิปที่โพสต์บนเฟสบุคแฟนเพจชื่อว่า "Pencari Entiti Crew - P.E.C" โดยในคลิปนี้ จะเป็นเหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่งขับรถไปในถนนเปลี่ยว แล้วจู่ ๆ เขาก็เห็นร่างของคนหรืออะไรก็ไม่ทราบได้ อยู่ใต้ภาพคลุมสีขาว มีผมยาว เดินเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ตามถนน จากนั้นจู่ ๆ ร่างนั้นก็เดินทื่อ ๆ เข้ามาหาชายเจ้าของคลิปอย่างน่ากลัว ชายคนนั้นรีบถอยรถ ในขณะที่ร่างนั้นก็เดินกระชั้นเข้ามา และในขณะที่กำลังขวัญเสีย ร่างปริศนานั้นก็เดินหลบไป แล้วชายเจ้าของคลิปไม่แน่ใจ ก็พยายามดูให้ชัด ๆ ก็พบว่าร่างนั้นยังอยู่ และได้เดินเร่งเข้ามาที่รถอีกครั้ง จนเจ้าของคลิปต้องหนีหัวซุกหัวซุน

ถ้าเป็นเรา คงเลิกถ่าย แล้วหนีป่าราบมากกว่าจะตั้งหน้าตั้งตาถ่ายไปเรื่อย ๆ แบบนั้น มิติที่ 6 จึงสรุปว่า มันเป็นคลิปปลอมเช่นกัน และเวบไซต์อย่างเวบแดนเจอรัสไมน์ ถึงกับยกให้เป็นคลิปผียอดแย่ตลอดกาลกันเลยทีเดียว


One Last Dive



เรียกได้ว่าเป็นคลิปที่น่ากลัวสยองขวัญมาก ทั้ง ๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการถ่ายทำ แต่ก็สามารถทำให้เราขนลุกซู่ได้แบบเฉียพลัน โดยคลิปนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสั้นชื่อ "โปรเจคตีสามเจ็ดนาที" ของเวบไซท์ "ไวซ์" ร่วมกับกลุ่มเดอะคอนเจอริ่ง สร้างสรรค์ขึ้นมา

คลิปเต็มของ "โปรเจคตีสามเจ็ดนาที"


โดยมิติที่ 6 ได้นำคลิปเหล่านี้มาเสนอให้ชมกันเนื่องจาก ปัจจุบันเทคโนโลยีการตกแต่งคลิปที่สมัยก่อน เราจะพบได้ก็เฉพาะในภาพยนต์ หรือละครทีวีเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ เด็ก ๆ วัยรุ่นนั้นสามารถซื้อหาซอฟท์แวร์ และอุปกรณ์ถ่ายทำกันได้ในราคาถูกลงกว่าเมื่อก่อนมาก และยิ่งในต่างประเทศนั้น เยาวชนของเขาก็ค่อนข้างจะได้เปรียบในการฝึกใช้เครื่องไม้เครื่องมือกันถ้วนหน้า ซึ่งแน่นอนว่า ในอนาคต เยาวชนไทยของเรา ก็จะสามารถสร้างคลิปน่ากลัวด้วยเทคนิคการถ่ายทำได้ไม่แพ้วัยรุ่นต่างประเทศแน่ ๆ

จึงอยากให้ทุกท่านที่ได้รับชมคลิปน่ากลัวบนยูทูปกันแล้ว ก็อย่าเพิ่งรีบแชร์กันก่อนพิจรณาให้ดี แล้วมาเสียความรู้สึกหลังจากมารู้กันทีหลังว่าเป็นคลิปปลอม ซึ่งพวกเราสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ เช่น วันเวลา สถานที่ รายละเอียดผิดปกติ หรือแม้แต่ หากแค่เราดูจบ ก็อาจมีเฉลยที่ท้ายคลิปว่าใครเป็นผู้ทำขึ้นมา

"ดังนั้น โปรดตั้งสติก่อนแชร์กันนะครับ"

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

[ 18+ จัดเต็ม ] มิติที่ 6 การทดลองสุดสยองขวัญที่อเมริกาไม่อยากให้โลกจดจำ


หลังจากที่สหรัฐอเมริกาสามารถเป็นแกนนำในการพาเหล่าประเทศฝ่ายพันธมิตร เข้าสู่ชัยชนะของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กินเวลายาวนานกว่า 6 ปี ได้สำเร็จ ด้านประเทศผู้พ่ายแพ้ต้องกลายเป็นจำเลยสงคราม เยอรมัน และญี่ปุ่น ได้ถูกสอบสวนถึงเรื่องราวการนำมนุษย์มาทดลอง เหล่าแพทย์ของพวกเขาต่างก็ถูกสังหารทิ้งอย่างสะใจ แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป ความจริงบางอย่างก็ถูกเปิดเผยขึ้น ความพยายามที่อยากจะเอาชนะสงครามของอเมริกา ความจริงที่บอกเราว่า ความพยายามเหล่านั้นไม่ได้มาจากการที่ประเทศอเมริกาถูกญี่ปุ่นบุกโจมตีที่อ่าวเพิร์ล แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาล้วนเตรียมการจะจบสงครามครั้งนี้กันอยู่แล้วตั้งแต่ต้น โดยมีการทดลอง วิจัย เตรียมตัวกันมาอย่างดี มิติที่ 6 วันนี้ จะเปิดเผยถึงการทดลองสุดอุบาทว์ของสหรัฐอเมริกา 
ในช่วงก่อนไปจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การทดลองอุบาทว์ที่อเมริกาเอง ก็ไม่สามารถจะลบมันออกไปจากประวัติศาสตร์ของพวกเขาได้ !!

 เปิดชมบนยูทูปได้ที่นี่

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับความไว้วางใจให้เป็น 1 ในประเทศผู้นำ ที่คอยดูแลสอดส่องความสงบเรียบร้อยในโลกนี้ และเป็นประเทศแกนนำในการจัดการปัญหาสิทธิมนุษยชน ที่เหล่าประเทศเพื่อนบ้านไว้วางใจ แต่ใครจะรู้ว่าอเมริกานั้น มีเรื่องราวดำมืดในสมัยที่โลก ยังคงครุกรุ่นจากไอสงครามต่าง ๆ ด้านมืดที่สุดอุบาทว์ไม่แพ้เยอรมัน ไม่ด้อยไปกว่าญี่ปุ่น แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่าใครของอเมริกา มันทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันช่างดูไม่น่ากลัวเสียเท่าไหร่ และเรื่องราวที่จะเล่านี้ มันอาจจะทำให้เรา ต้องมองอเมริกากันใหม่อีกครั้ง ว่าถ้าหากเกิดสงครามครั้งใหม่ เราจะไว้ใจประเทศผู้นำประเทศนี้ได้หรือไม่ ?


โปรเจ็กแม็คอุลตร้า โปรเจ็กย่อยที่ 68 [Project MKULTRA, Subproject 68]


"หน่วยข่าวกรองส่วนกลาง" หรือ "CIA" หน่วยงานสุดเท่ห์ของสหรัฐอเมริกาที่ถูกตั้งขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1947 ที่มีหน้าที่สืบเสาะข่าวสารสถานการณ์ต่าง ๆ ของโลก ส่งตรงสู่ประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อเป็นแนวทางในการวางนโยบายของประเทศ ให้ดำเนินไปอย่างไม่มีความผิดพลาด แต่ใครจะรู้ว่าในช่วงปี ค.ศ. 1957 ถึง ค.ศ. 1964 นั้น CIA ได้คิดโครงการ "โปรเจ็คแม็คอุลตร้า" ขึ้นมา เพื่อวิจัยเทคนิคการควบคุมจิตใจของมนุษย์ หวังผลที่จะสร้างทาสผู้ซื่อสัตย์ ที่จะสามารถทำงานบางอย่างให้กับหน่วยงาน CIA ได้ โดยที่คน ๆ นั้น จะไม่มีทางล่วงรู้เลยว่า ตัวเองได้ทำอะไรลงไปบ้าง

ซึ่งโปรเจ็กนี้ ได้ถูกแยกย่อยออกมาเป็นหน่วยย่อยที่ 68 นำโดย "นายแพทย์ โดนาลด์ อีเวน คาเมรอน" ที่จะต้องหาวิธีใดก็ได้ ที่จะสามารถควบคุมจิตใจของคนให้สำเร็จ โดยคำว่าใช้วิธีการใดก็ได้ อย่างเช่น การใช้ยากล่อมประสาททำให้สมองได้รับความสุขจากยา LSD การช็อตด้วยไฟฟ้า การกักขังหน่วงเหนี่ยว การทรมานด้วยการจับเหยื่อทดลองไปอังกับไฟ ไม่ก็นำไปแช่ในน้ำแข็ง การจับเหยื่อแขวนกับเพดานแล้วห้อยหัวลงมา การให้กิน เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ ชิ้นเนื้อสด ๆ หรือการจับอดอาหาร การบังคับไม่ให้เหยื่อนอนหลับเป็นเวลานาน การปิดตาปิดหูปิดปาก แม้แต่บังคับให้มองดูเหยื่อคนอื่นถูกทรมาน และสุดโหดกว่านั้นก็คือ การบังคับให้เหยื่อตั้งท้อง จากนั้นก็รีดลูกเหยื่อออกมา ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นตัวอ่อน ไม่เว้นแม้แต่การข่มขืนเหยื่อ การทำร้ายคน สัตว์ หรือสิ่งของที่เหยื่อรัก และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเหยื่อที่ถูกทารุณกรรม จะเกิดอาการทนรับกับความเจ็บปวดทางกายและใจอย่างแสนสาหัสนี้ไม่ได้ จนในที่สุดเหยื่อจะสร้างบุคลิกอีกบุคลิกหนึ่งขึ้นมา เพื่อรับมือกับการถูกทรมานดังกล่าว ซึ่งช่วงนี้เหยื่อก็จะถูกฝังคำสั่งอะไรก็ได้เข้าไป เพื่อทำภาระกิจให้กับทางการโดยที่เหยื่อจะจำคำสั่งนั้นไม่ได้ แต่สามารถปฏิบัติภาระกิจให้สำเร็จได้โดยที่ไม่รู้ตัว


จะเห็นได้ว่าลักษณะการทดลองทำทารุณกรรมเหยื่อนี้ ล้วนแต่เป็นลักษณะการทำกับผู้หญิงทั้งสิ้น เพราะทางโปรเจ็กนี้ได้เล็งเห็นว่า การควบคุมจิตใจคนนั้น จะสามารถทำได้ผลดีกับเหยื่อที่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งทาง ดร.คาเมร่อน นั้น ได้พยายามหาทางปกปิดความลับในการทดลองนี้ ด้วยการส่งเหยื่อเด็กสาวที่ถูกควบคุมจิตใจเรียบร้อยแล้ว ส่งให้ไปบำเรอกามแก่ผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลสมัยนั้น และถ่ายภาพกิจกรรมนั้นเก็บเอาไว้เพื่อแบล็คเมล์ ต่อมาภายหลังที่โปรเจ็กนี้ได้ถูกเปิดโปงขึ้นในปี ค.ศ. 1964 รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศยกเลิกโครงการนี้ไป เพราะเหยื่อที่ถูกปล่อยตัวไปบางราย สามารถจำสิ่งที่พวกเธอถูกกระทำได้ และนำเรื่องนี้เปิดเผยให้กับสื่อมวลชนให้รับรู้

ซึ่งปัจจุบัน ถึงโครงการนี้จะถูกยกเลิกไปแล้วก็ตาม ชาวอเมริกันบางส่วนก็ยังเชื่อว่า รัฐบาลของประเทศตัวเองนั้น ก็ยังคงแอบดำเนินโครงการนี้ต่อไปอย่างลับ ๆ อยู่นั่นเอง


การทดลองรับมือกับแก๊สมัสตาร์ด และแก๊สพิษอื่น ๆ


เป็นที่รู้กันดีว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ประเทศเยอรมันได้คิดค้นแก๊สมัสตาร์ด ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองต่ออวัยวะส่วนต่าง ๆ ที่สัมผัสโดนมันเข้า และได้ใช้มนุษย์ทดลองดูผลของมันอย่างเลือดเย็น ไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุดนั้น

อเมริกาผู้เป็นศัตรูโดยตรงกับฝ่ายเยอรมัน ก็ตระหนักถึงพิษอันร้ายกาจของแก๊สนี้ รวมถึงแก๊สพิษอื่น ๆ ที่ถูกนำมาใช้ในช่วงสงครามอย่างเลือดเย็น จนอเมริกาเองก็ต้องหาทางป้องกัน และรักษาอาการโดนพิษดังกล่าวให้ทันท่วงที โดยใช้เหยื่อทดลองที่จะทราบผลได้รวดเร็วเช่นเดียวกับเยอรมัน นั่นก็คือ

ในช่วงปี ค.ศ. 1940  ทางหน่วยวิจัยของอเมริกาได้ทำทดลองกับทหารของฝ่ายตัวเอง โดยเจาะจงทดลองกับทหารผิวดำ โดยพวกเขาทำการทดลองนี้ โดยที่ทหารผู้โชคร้าย ไม่รู้ตัวว่าตัวเองถูกจับทดลองด้วยซ้ำ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวอีกที เนื้อตัวของเหยื่อก็กลายเป็นแผลพุพองจากสารพิษดังกล่าวไปแล้ว โดยเหยื่อจะมีอาการไอ หากได้รับแก๊สพิษเข้าทางระบบหายใจ และตามเนื้อตามตัวจะกลายเป็นแผลพุพองอย่างช้า ๆ ทำให้เหยื่อได้รับความเจ็บปวดอย่างสูง

ซึ่งผลการทดลองนี้ ทำให้ทางแพทย์อเมริกันพบว่า หลังจากเหยื่อสัมผัสถูกแก๊สมัสตาร์ด จะสามารถเป็นมะเร็งผิวหนังได้ภายใน 24 ชั่วโมง และจะสามารถเสียชีวิตได้ภายในเวลาต่อมา


ซึ่งผลการรักษาก็ไม่สามารถรักษาเหยื่อให้หายได้ทุกราย รายไหนที่รักษาได้ ก็จะมีร่องรอยความเจ็บปวดติดอยู่กับตัว บางรายที่รักษาไม่ได้ก็เสียชีวิตไป โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองถูกใครทำอะไรเอาไว้

และยังมีข่าวลือว่า ทางแพทย์วิจัยได้ใช้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลเวอร์จีเนียมาเป็นเหยื่อทดลองแก๊สพิษชนิดต่าง ๆ นี้ โดยไม่เลือกว่าเหยื่อจะเป็นทหาร หรือพลเรือนอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ได้ถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด


กองทัพสหรัฐฯ แอบให้การสนับสนุนการทดลองในมนุษย์ที่ไม่ได้สมัครใจ ในยูนิตนรก 731


ยูนิต 731 คือ สถานที่ทดลองสุดอุบาทว์ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่ทางรัฐบาลของญี่ปุ่นได้ก่อตั้งขึ้น โดยการดูแลของนายแพทย์ชิโร่ อิชิอิ การใช้เหยื่อสงครามนับหมื่นชีวิตเป็นตัวทดลอง ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเชื้อโรคในตัวมนุษย์ การทดสอบการฆ่าเหยื่อด้วยวิธีการผิดมนุษย์ หรือแม้กระทั่งการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะที่อุบาทว์กว่าเยอรมันจะคิดได้ โดยนำเหล่าผู้ถูกทดลองจากเชลยศึกในสงครามที่ประเทศจีน มาฆ่าทิ้งเล่นดังผักปลา ซึ่งในอนาคต มิติที่ 6 จะทำเรื่องนี้ออกมาให้ชมกัน เพราะหากจะอธิบายให้ละเอียดในคลิปนี้ คาดว่าอาจจะทำให้ท่านผู้ชมไม่สามารถจะรับพฤติกรรมของทั้งอเมริกาและญี่ปุ่นได้ภายในคลิปเดียวกันนั่นเอง

ซึ่งแน่นอนว่า นายแพทย์อิชิอิ ได้ทำการบันทึกผลการทดลองต่าง ๆ เก็บไว้ เพื่อรายงานกลับไปให้ทางกองทัพญี่ปุ่น ได้นำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ทหาร ซึ่งก็ถือว่าเป็นรายงานที่มีค่ามากมาย

เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม นายแพทย์อิชิอิ ได้ถูกจับตัวในปีค.ศ. 1945  ซึ่งต่อมานายพล ดักกลาส แมคอาร์เธอร์ แห่งกองทัพอเมริกา ได้ออกมายอมรับว่า กองทัพอเมริกานั้นได้ตกลงกับ นายแพทย์อิชิอิ ในการที่จะไม่เอาผิดกับเขาในข้อหาอาชญากรสงคราม เพื่อแลกกับการส่งมอบรายงานการทดลองสุดอุบาทว์นี้ให้กับกองทัพ


นั่นหมายความว่า กองทัพอเมริกานั้น สนใจในรายงานของ นายแพทย์อิชิอิ เป็นอย่างมาก !!
และจากการตกลงครั้งนี้ ทำให้นายแพทย์อิชิอิ มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 15 ปี โดยแลกกับการเปิดเผยรายงานอาวุธชีวภาพในมนุษย์ ที่จะสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาทำร้ายใคร ๆ ได้อีก หากเกิดสงครามขึ้นในอนาคต ซึ่งอเมริกาเอง ก็ไม่ได้คิดจะรับผิดชอบในการบรรลุข้อตกลงอุบาทว์นี้แต่อย่างใด


การใช้อาวุธเคมีและชีวภาพ ในเมืองต่าง ๆ ของอเมริกา


ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 กองทัพอเมริกาได้ร่วมมือกับ CIA ทำการทดลองอาวุธชีวภาพในเมืองต่าง ๆ ของพวกเขาเอง เพื่อจะวิจัยเกี่ยวกับผลลัพธ์ในการใช้อาวุธแบบนี้กับมนุษย์ว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเหยื่อได้บ้าง จะได้ไม่ต้องคิดสมมติฐานให้เสียเวลา ใช้งานจริงกับคนจริง ๆ ตรง ๆ ทั้งเมืองไปเลย

โดยทางกองทัพได้ปฏิบัติการดังกล่าว ด้วยวิธีการโรยเชื้อโรคเหล่านั้นให้ปนเปื้อนในอากาศ ตามสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้
  • CIA ปฏิบัติการโรยเชื้อไวรัสโรคไอกรน ลงบนพื้นที่แทมป้าเบย์ ในรัฐฟลอริด้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคไอกรนไป 12 ราย
  • กองทัพเรืออเมริกา ได้พ่นเชื้อแบคทีเรียในเมืองซานฟรานซิสโก ส่งผลให้มีประชาชนมากมายป่วยเป็นโรคปอดติดเชื้อ จนเป็นปอดบวม
  • ที่ซาวานน่า ในรัฐจอเจีย กับเอวอนพาร์ค ในรัฐฟลอริด้า ก็ได้ถูกทางกองทัพปล่อยยุงที่มีเชื้อโรคไข้เหลืองและไข้เลือดออกเข้าทำร้ายประชาชนในเมือง ส่งผลให้มีประชาชนมากมาย ต้องป่วยเป็นโรคดังกล่าว ไม่เว้นแม้แต่เด็กในครรภ์มารดา ก็ได้รับเชื่อผ่านกระแสเลือดเข้าไปด้วย

ซึ่งหลังจากกองทัพได้ดำเนินการอุบาทว์เหล่านี้เสร็จ ก็ทำตัวเป็นหน่วยกู้ภัย และส่งทีมแพทย์มารักษาแก่ประชาชนอีกที โดยทุกอย่างถูกจับได้ภายหลัง เพราะเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นในแต่ละเมืองนั้น มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การเกิดโรคระบาดตามเขตพื้นที่ต่าง ๆ มันไม่ได้มีอะไรสอดคล้องกับสภาพดินฟ้าอากาศตอนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วทำไมถึงเกิดโรคระบาดได้แบบไม่ซ้ำชนิดกัน ในช่วงเวลาติด ๆ กันแบบนั้น

ซึ่งผลพลอยได้นอกจากรายงานบันทึกผลการรักษา และผลการทดลองใช้ยาต่อต้านเชื้อโรคเหล่านี้ มันก็คือความเจ็บปวดทุกข์ทรมานของประชาชนในประเทศตัวเองนั่นเอง


การทดสอบเชื้อกามโรคในกัวเตมาลา


ในช่วงปี ค.ศ. 1940 ยาปฏิชีวนะ หรือเพนนิซิลิน คือยาชนิดเดียวที่สามารถใช้รักษาโรคซิฟิลิสได้ ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจที่จะทำการทดลองใช้ยานี้กับประชาชนชาวกัวเตมาลา โดยไม่ได้ขอความยินยอมกับใครเลย

โดยทางกองทัพได้จ้างเหล่าหญิงขายบริการมา เพื่อทำการฉีดเชื้อซิฟิลิซเข้าไป จากนั้นก็ปล่อยให้ไปทำงาน ซึ่งก็แน่นอนว่า พวกเขาจะได้เหยื่อที่ป่วยเป็นโรคซิฟิลิซ มาเข้ารับการทดลองใช้ยาเพนนิซิลินเป็นจำนวนมาก โดยไม่ต้องทำการขอความยินยอมจากผู้ป่วยเลย ใช่สิ !!... ก็บังคับให้เป็นโรคไปแล้ว ยังไงคนป่วยก็ต้องยอมทุกอย่างที่จะรักษา ถ้าพวกเขารู้ว่าสาเหตุที่เขาป่วย มันมาจากแพทย์ที่กำลังมารักษาเขาล่ะ คงจะโกรธไม่ใช่น้อย


ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อความจริงได้ถูกเผยแพร่ออกมาในการตั้งข้อสงสัยของทางการกัวเตมาลาตั้งแต่สมัยนั้น จนเรื่องราวผ่านมาถึง 70 ปี กว่าทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะออกมายอมรับ โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2010  นางฮิลลารี่ คลินตั้น ได้ออกมายอมรับในการกระทำของทางการอเมริกาว่าได้กระทำเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาจริง ๆ และได้กล่าวขอโทษออกสื่อ และประกาศที่จะเยียวยาประชาชนที่ติดโรคซิฟิลิสแล้วยังไม่ตาย ด้วยการรับรักษาให้หาย แต่เรื่องมันผ่านมานานขนาดนี้ จนมีคนป่วยหลายคนตายไปอย่างทรมานตั้งไม่รู้กี่คน ซึ่งทางอเมริกาก็สัญญา ว่าจะรับรักษาลูกหลาน ที่ได้รับถ่ายทอดโรคร้ายนี้มาจากพ่อแม่ให้ทั้งหมด

นางฮิลลารี่ คลินตัน
แน่นอนว่าผลของการกระทำอันไร้มนุษยธรรมนี้ ทางกองทัพอเมริกาดำริขึ้นมา เพียงเพราะอยากจะมั่นใจว่า เพนนิซิลินมันสามารถรักษาทหารที่ติดโรคนี้มาจากช่วงออกรบ เพราะไปมีเพศสัมพันธ์ุกับหญิงขายบริการท้องถิ่นเท่านั้นเอง แล้วผลที่ตามมา มันทำให้ประชาชนในประเทศที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวกับเขา ต้องมารับเคราะห์กันชั่วลูกชั่วหลานแบบนี้ มันคุ้มค่ากันไหม ?


การใช้มนุษย์ทดสอบผลของระเบิดปรมณู


ในช่วงทดสอบการควบคุมระเบิดปรมณูของอเมริกานั้น ทางกองทัพเองก็ได้แอบทำการทดสอบผลของระเบิดมหาประลัยนี้ไปด้วยพร้อม ๆ กัน

โดยโครงการนี้ถูกเรียกว่า "โครงการแมนฮัตตั้น" ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาผลของระเบิดปรมณูชนิดนี้ ที่อเมริกาได้ใช้มันจบสงครามกับญี่ปุ่นในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เมืองฮิโรชิม่า และนางาซากิ โดยอเมริกาได้ทำการแอบฉีดสารละลายพลูโตเนี่ยมเข้าไปในร่างกายของเหยื่อทดลอง 18 คน โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย


ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากโครงการแมนฮัตตั้นแล้ว ทางกองทัพก็ได้กระทำเช่นนี้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลชิคาโกอีกแห่ง โดยเรียกชื่ออีกโปรเจ็คนี้ว่า "โปรเจ็คโอ๊คริดจ์" โดยฉีดสารละลายพลูโตเนียมเข้าไปในร่างกายเหยื่อเช่นเดียวกันอีก 3 คน

ลองคิดดูว่าถ้าเราเดินเข้าไปที่โรงพยาบาล เพื่อรักษาโรคอะไรซักอย่าง แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีหมอมาฉีดยา ที่ผสมสารละลายพลูโตเนี่ยมซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในระเบิดปรมณูเข้าสู่ร่างกายของเรา โดยที่หมอไม่ได้บอกเราว่าเขาฉีดอะไรเข้าไป อย่าว่าแต่ไม่บอกเลย ต่อให้หมอบอก เราจะยอมให้เขาฉีดไหม ?

นอกจากการทดสอบพลูโตเนี่ยมแล้ว ในปี ค.ศ. 1946 - 1947 คณะวิจัยก็ยังตั้งหน้าตั้งตาทดสอบยูเรเนี่ยมกับผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐแมสซาจูเสสอีกด้วย นี่มันคงสนุกมากเลยใช่ไหม กับการฉีดสารประกอบหลักของระเบิดปรมณูเข้าไปในร่างกายคนไข้ ที่เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย ซึ่งที่นี่ ดร.วิลเลี่ยม นอร์วูต ได้เปิดเผยว่า โครงการนี้ ก็ได้รับการสนับสนุนจากโครงการแมนฮัตตั้นนั่นเอง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา
ซึ่งการแลกเปลี่ยนระหว่างดร.วิลเลี่ยม กับรัฐบาลสหรัฐ นั่นก็คือ หลังจากที่เขาได้ส่งรายงานผลการทดลองให้กับกองทัพแล้ว เขาสามารถนำซากศพของเหยื่อที่เขาได้ทำการฆ่า มาใช้สำหรับการวิจัยผลกระทบอื่น ๆ ที่เกิดจากยูเรเนี่ยมได้อีก

นั่นหมายความว่า พวกเขาเห็นประชาชนที่กลายเป็นเหยื่อทดลองโดยไม่รู้ตัวเหล่านี้ เป็นเพียงสัตว์ทดลองที่จะทำอะไรกับพวกเขาก็ได้ ราวกับเป็นแค่ก้อนอะไรบางอย่างเลยสินะ


ฝนเหลือง ในเวียตนาม


"ฝนเหลือง" หรือ "เอเจ้น ออเร้นจ์" เป็นชื่อเรียกมาจากฉลากข้างถังใส่สารเคมี ที่ผลิตจากสารกำจัดวัชพื้ช 2 ชนิดมารวมกัน โดยการสนับสนุนจากบริษัทเคมีชื่อดัง ที่รู้จักกันดีในชื่อแป้งเด็ก ที่มีขายในบ้านเรา ซึ่งทางกองทัพอเมริกา ได้ใช้มันโรยไปทั่วบริเวณเขตต้นน้ำลำธารและป่าของเวียดนาม ในช่วงสงครามเวียดนาม ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1967 - 1968 และหยุดใช้อย่างถาวรในปี ค.ศ. 1971

โดยการโรยสารทุกครั้ง ทางอเมริกาจะไม่มีการจดบันทึกว่าใช้สารพิษนี้ไปเท่าไหร่ แต่ก็พอจะคำนวนได้คร่าว ๆ ว่า มันถูกใช้ไปประมาณ 19 ล้านแกลลอน ซึ่งผลของมันได้ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณแม่น้ำลำธาร มีอาการเจ็บป่วยอย่างไม่มีสาเหตุหลายอาการ และสารพิษ ก็ได้ตกค้างอยู่ในร่างกายของประชาชนชาวเวียดนามต่อมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน โดยแสดงออกมาทางกายภาพ ที่สามารถมองเห็นได้คือ อาการศรีษะที่บิดเบี้ยว และหน้าตาที่ผิดสัดส่วน และในปัจจุบัน นักวิจัยของเวียดนามเอง ก็ยังคงพบสารพิษนี้ตกค้างอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอีกเป็นจำนวนมาก


ทางเวียดนามเอง ได้พยายามฟ้องร้องให้สหรัฐอเมริกาออกมารับผิดชอบการกระทำครั้งนี้ แต่ด้วยหลักฐานที่ไม่มีการบันทึกไว้ และการเล่นแง่มุมของกฏหมาย ทำให้ทุกวันนี้เวียดนามก็ยังไม่สามารถเอาผิดทางกฏหมายกับอเมริกาได้เลย

แล้วใครจะรู้ว่า ช่วงก่อนจะใช้สารพิษนี้ในเวียดนาม กองทัพได้ทดสอบประสิทธิภาพของเจ้าฝนเหลืองนี้กับนักโทษมาก่อน ด้วยการฉีดพ่นในระยะใกล้ ซึ่งผลของมันนั้นร้ายแรงกว่าที่เกิดกับประชาชนในเวียดนามเป็นอย่างมาก

เพราะในผลการทดลองนั้นระบุว่า ตามใบหน้าของนักโทษ จะมีตุ่มสิวขนาดใหญ่ ทั้งสิวหัวดำ และก้อนซี้ด โดยลามมาจากใต้คาง หลังใบหู  ทั้งใต้วงแขน ไม่เว้นแม้แต่บริเวณขาหนีบ และลูกอัณฑะ


โดยรายงานการทดลองดังกล่าว ระบุว่าเหยื่อได้ถูกฉีดสารพิษนี้เข้าสู่ร่างกาย รวมแล้ว 468 ครั้ง หมายความว่า เขาได้ปฏิบัติกับเหยื่อโดยปราศจากความเห็นใจใด ๆ นั่นเอง


ปฏิบัติการคลิปหนีบกระดาษ  Operation Paperclip


หลังจากประมวลกฎหมายนูเรมเบิร์ก ได้ถูกบัญญัติขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง โดยหวังให้การทดลองเพื่อผลทางการแพทย์ หรือทางการทหารใด ๆ ต้องคำนึงถึงหลักมนุษยชนเป็นอันดับแรกนั้น

ทางสหรัฐอเมริกาก็ได้ดำเนินการมอบสัญชาติอเมริกันให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์นาซี

โดยปฏิบัติการเปเปอร์คลิปนั้น ได้ถูกตั้งชื่อแบบนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้คลิปหนีบกระดาษ หนีบเอกสารประวัติใหม่ของเหล่านักวิทยาศาสตร์จากนรกเหล่านี้ เพื่อมาใช้งานในกิจการของอเมริกานั่นเอง


ซึ่งเอกสารเหล่านี้ ล้วนเป็นเอกสารปลอมที่ถูกทำขึ้นมาใช้เพื่อตบตาประธานาธิบดีทรูแมน ที่เกลียดลัทธินาซีเป็นอย่างมาก เหมือนหลอกเหล่านักการเมืองไม่ให้รู้ว่า ตอนนี้กองทัพได้แอบเอาปีศาจนาซีเข้ามาเป็นพลเมืองแล้ว

แสดงว่ากองทัพอเมริกาได้แอบทำแบบนี้กับเหล่าบุคคล ที่มีสายงานจากนรกมาใช้งานตั้งนานแล้วมากมาย แค่เราเพิ่งรู้


การทดลองเพาะเซลมะเร็งในเปอร์โตริโก้


ในปี ค.ศ. 1931 ดร.คอเนลเลียส โร้ดส์ (Dr. Cornelius Rhoads) ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันทดลองร็อกกี้เฟลเลอร์ ประจำเปอร์โตริโก้ ให้ทำการทดลองเพาะเซลมะเร็ง ลงในร่างกายของประชากรชาวเปอร์โตริกัน เพื่อศึกษาการเติบโตของเซลมะเร็ง สังเวยชีวิตคนไปถึง 13 ราย ที่ต้องมาตายจากการทดลองนี้แบบไม่ได้เต็มใจจะเข้าร่วม


ซึ่งได้มีการอ้างคำพูดจาก ดร.คอเนลเลียส ว่า ชาวเปอร์โตริกันนั้น สุดจะสกปรก ขี้เกียจ แสนเลว ชอบลักขโมยของ ผมได้ประสบความสำเร็จในการหาทางฆ่าคนเหล่านี้ ด้วยการใช้มะเร็งเป็นเครื่องมือ เหล่านักวิทยาศาสตร์ทุกคนควรรู้สึกยินดีกับการกระทำครั้งนี้ของผม

ดร. คอเนลเลียส โร้ดส์
ซึ่งปัจจุบัน หลักฐานบันทึกผลการทดลองเรื่องนี้ ได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว


เพ็นทาก้อน กับการปฏิบัติต่อคนไข้ผิวดำ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ด้วยการใช้รังสีเข้มข้น


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วง คริสศตวรรษที่ 60 เมื่อเพนทาก้อนได้ออกคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเหล่าคนไข้มะเร็งที่มีผิวดำ โดยเพ็นทาก้อนสั่งให้แพทย์ต้องเพิ่มความเข้มข้น ของรังสีที่ใช้กำจัดเซลมะเร็งให้มากถึง 7,500 เอ็กซเรย์ ซึ่งผลของมันทำให้คนไข้ผิวดำได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ถึงขั้นมีอ้วกพุ่งออกมาจากหูและจมูกของคนไข้เลยทีเดียว

ซึ่งคำสั่งนี้มันหมายความว่า เพ็นทาก้อนอาจต้องการที่จะกำจัดเหล่าคนไข้ผิวดำที่ยากจน และดูต้อยต่ำ เป็นภาระของคนขาว ให้หายไปจากโลกนี้ด้วยวิธีการที่สุดจะคาดคิดได้ทุกทางเลยทีเดียว

นอกจากการทดลองที่ไร้มนุษยธรรมของรัฐบาลและกองทัพอเมริกา ที่ปฏิบัติกับประชากรชนชั้นล่างของตัวเอง และของประเทศต่าง ๆ ที่ด้อยพัฒนาแล้ว ก็ยังมีอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการทดลองใช้ยากล่อมประสาท และยาเสพติดประเภทหลอนประสาทอย่างกัญชา ในเซฟเฮาส์ โดยจ้างหญิงขายบริการมาให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อมีอะไรกันพร้อม ๆ กับเสพยาไปด้วย โดยปฏิบัติการนี้มาจากความคิดของ CIA โดยคิดขึ้นมาเพื่อหวังผลหลายประการ ไม่ว่าแบล็คเมล์ หลอกไปฆ่า หรือแม้กระทั่งบำเรอตัวเอง โดยหญิงขายบริการที่ถูกใช้ยาบางรายก็เสียสติ และบางรายถึงขั้นเสียชีวิต

ไหนจะคดีการเอาสารกัมตรังสี ไปทิ้งไว้ในทะเลแปซิฟิกเพื่อให้สารกัมมันตรังสีเหล่านั้น ไปฝังอยู่ในตัวปลาและสัตว์ทะเล แล้วรอให้ประเทศเป้าหมายมาจับปลาเหล่านี้ไปรับประทาน จนเกิดป่วยตายไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งประเทศเป้าหมายที่ว่าก็ไม่ใช่ใคร ประเทศญี่ปุ่นนี่เอง

แม้กระทั่งการแพร่เชื้อซิฟิลิสอีกครั้งในกัวเตมาลา ที่ใช้เวลายาวนานตั้งแต่ ค.ศ. 1932 - 1972 และต่อมา ทางอเมริกาก็ได้ทำการทดลองเพาะเชื้อซิฟิลิสแบบนี้กับชาวผิวดำในอัลบาม่า ในประเทศตัวเองอีกด้วย พวกเขาคัดเลือกเหยื่อมาถึง 400 คน โดยไม่ได้บอกเจ้าตัวให้รู้ว่าคัดพวกเขามาทำอะไร เพราะวัน ๆ ก็แค่ให้พวกเขาเดินไปเดินมา แต่จริง ๆ แล้ว แพทย์ได้ทำการวิจัยขอบเขตการแพร่ของเชื้อโรคนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ถึงแม้ว่าผลการทดลองนี้ จะทำให้เราได้ยาแก้ซิฟิลิสขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า ที่มาของมัน ต้องใช้ชีวิตของพลเมืองชั้นล่างของอเมริกาสมัยนั้น มาสังเวยไปมากมายขนาดไหน


โดยการทดลอง และปฏิบัติการอันแสนอุบาทว์ ที่ละเมิดประมวลกฏหมายนูเรมเบิร์กเสียเองของอเมริกานั้น มันทำให้เราได้รู้ว่า คนที่เห็นว่าเป็นพระเอก เป็นผู้ดูแลสุดสุภาพบุรุษที่เราเห็นอยู่ตรงหน้านั้น อาจจะมีเบื้องหลังความเป็นมาที่น่ารังเกียจ สุดอุบาทว์ เกินกว่าที่จะรับได้มาก่อน อย่างที่อเมริกาเคยเป็น เคยทำ ก่อนจะมาเป็นผู้นำโลกนี้ในวันนี้ได้

และใครจะไปรู้ว่า ทุกวันนี้ พวกเขาก็อาจจะยังทำการทดลองอะไรแบบนี้ อยู่ที่ประเทศไหนของโลกอีกหรือเปล่า หรือว่ากำลังทำแบบนี้ อยู่ในประเทศไทยเรา ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น...


ใครจะรู้ ?


หลังจากอ่านจบแล้ว อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเม้นท์กันไว้นะครับ

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://wariscrime.com/new/the-13-most-evil-us-government-human-experiments/
Manager Online , Pantip.com , Wikipedia

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559

[ 18+ Uncensored ] มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ตอน ปริศนาลึกลับที่ไขกระจ่างแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อ !!!




ขึ้นชื่อว่าปริศนาลึกลับ นั้นย่อมหมายความว่า มันคือเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นมาโดยที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า มันจึงกลายเป็นสเน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนพยายามค้นหาคำตอบ มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ วันเบา ๆ กับเราทุกศุกร์สะดวกวันนี้ จะขอพาท่านไปพบกับปริศนาที่ถูกไขกระจ่างแล้ว แต่เรื่องราวของมัน ก็ยังคงถูกเล่าขานว่าเป็นปริศนาอยู่ดี !!




ลูกอมปริศนา เคลิกซ์ดอร์พ


ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ ข่าวการพบลูกหินประหลาดอายุสามพันล้านปี ทรงกลมขนาดเล็ก ผิวเรียบ มีลายเส้นรอบวง จากพื้นที่เหมืองฟีโลฟิไลท์ ในประเทศอาฟริกาใต้ ได้ถูกเปิดเผยครั้งแรกในช่วงปี 1970s โดยคาดกันว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมสูง ผู้คนบางกลุ่มเชื่อว่ามันถูกสร้างจากอารยธรรมต่างดาว และมีความแข็งแกร่งกว่าเหล็ก โดยถึงกับอ้างรายงานจากนาซ่ากันเลยว่า มันเป็นวัสดุที่แข็งแกร่ง ไม่สามารถทุบทำลายได้ง่าย ๆ


ซึ่งความจริงได้ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวัตถุเหล่านี้ได้ถูกนำมาวิเคราะห์จริงจัง นักวิทยาศาสตร์พบว่า แท้ที่จริงแล้ว รูปร่างของเจ้าเคลิกซ์ดอร์พนี้ มันก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นทรงกลมสมบูรณ์แต่อย่างใด มันเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ จากตะกอนของแร่ในเหมืองนั่นเอง ส่วนร่องรอยสามขีดรอบวัตถุนี้ ก็เป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่เกิดจากการกรัดเซาะของน้ำในช่วงเวลานานเท่านั้น และมันเองก็ไม่ได้มีความแข็งแกร่งเหมือนอย่างที่ข่าวลืออ้างมา ที่แน่ ๆ นาซ่าเองก็ไม่เคยรายงานถึงเจ้าหินทรงกลมนี้เลย แสดงว่าเรื่องราวแปลก ๆ ของมัน ถูกชาวอินเตอร์เน็ตสร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเอง



ซากวัวปริศนา


ในประเทศสหรฐอเมริกาและหลาย ๆ ประเทศทางแถบทวีปอเมริกา ได้มีรายงานเรื่องราวการตายอย่างปริศนาของฝูงวัวหลายแห่ง ซึ่งในแต่ละท้องที่ ล้วนบอกเล่าเรื่องราวอันลึกลับว่า วัวพวกนี้ได้ถูกอะไรบางอย่างทำให้เสียชีวิต ลักษณะการตายที่แปลกประหลาด รอยแผลที่ดูราวกับว่า พวกมันถูกใครบางคนทำการผ่าตัด ร่างของมันถูกบางอย่างผ่าออก เครื่องในของพวกมันล้วนถูกควักออกไป ทั้งดวงตา ลิ้น และทวารหนักของพวกมันก็ถูกตัดหายไป


แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับต้องขวัญผวา ก็น่าจะอยู่ที่ซากศพของวัวเหล่านั้น เหมือนถูกบางสิ่งบางอย่าง ดูดเอาเลือดของพวกมันไปจนหมด !!


จะพูดให้ชัด ๆ ก็คือ ชาวบ้านต่างเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ ถ้าไม่ใช่ฝีมือของแวมไพร์ ก็ต้องเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็เป็นฝีมือของพวกคลั่งลัทธิซาตาน ที่จับพวกวัวเหล่านี้ไปทำพิธีบูชายัญ บางคนถึงกับนึกไปถึงสัตว์ประหลาดลึกลับอย่าง เอล ชูพาคาบรา ที่ถูกเล่าขานกันในประเทศสเปนกันเลยทีเดียว

ใช่แล้ว มันมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ ๆ แต่ว่า เรื่องจริงมันคืออะไร ?

แม้เรื่องราวปริศนานี้จะถูกเล่าขานต่อเนื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้ แต่จริง ๆ เรื่องนี้ได้ถูกเปิดเผยสาเหตุที่แท้จริงมาตั้งแต่ช่วงปี 1970s แล้วว่า ในตอนนั้นมีทั้งหน่วยงานสรรพสามิต และหน่วยพิเศษเอฟบีไอ ได้ทำการสืบสวนสาเหตุถึงที่มาการตายของฝูงวัวเหล่านี้ ซึ่งผลการสืบสวนของพวกเขาได้ระบุว่า แท้ที่จริงแล้วฝูงวัวเหล่านี้ไม่ได้ถูกแวมไพร์ดูดเลือด ไม่ได้ถูกมนุษย์ต่างดาว หรือสัตว์ประหลาดมาทำให้กลายเป็นแบบนี้ทั้งสิ้น


แต่ที่สภาพศพของพวกมันกลายเป็นแบบนั้นไป สภาพที่ดูเหมือนกับว่าถูกอะไรบางอย่าง ผ่าตัดคว้านเอาเครื่องในออกไป ที่ชาวบ้านสงสัยว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรนั้น แท้ที่จริงแล้ววัวเกือบทั้งหมด ที่เสียชีวิตในสภาพนั้น ล้วนแล้วแต่ถูกล่าโดยฝูงหมาป่าในท้องที่ เพราะนักล่าพวกนี้ล้วนมีพฤติกรรมชอบล่าสัตว์ใหญ่ที่ไร้ทางสู้อย่างวัวอยู่แล้ว และเมื่อพวกมันล่าวัวได้สำเร็จ สิ่งที่พวกมันจะจัดการต่อไปก็คือการกินวัวพวกนี้ ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนที่พวกหมาป่าเหล่านี้ชอบมากที่สุดก็คือบริเวณท้อง พวกมันจะกัดกินส่วนท้องของวัวก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งนั่นก็เลยเป็นที่มาที่ทำให้เครื่องในของพวกมันล้วนหายไปโดยไร้ร่องรอย

แล้วส่วนอื่น ๆ อย่างลูกนัยตา เนื้อบริเวณปากอย่างเช่นลิ้น เหงือกของพวกวัวล่ะ มันหายไปไหน ? คำตอบจากเจ้าหน้าที่เอฟบีไอนั้น อธิบายว่า หลังจากที่พวกวัวเหล่านี้ถูกหมาป่าแทะเอาพุงไปกินจนอิ่มหนำแล้ว ซากวัวเหล่านี้ก็จะถูกเหล่าแมลงเช่น แมลงวัน หรือแมลงกินศพอื่น ๆ ที่ชอบกินอวัยวะจุดที่นิ่ม ๆ อย่างลูกนัยตา และเนื้อลิ้น เหงือ และกระพุ้งแก้มในปาก ก็จะเริ่มมาแทะเล็มทีละนิด ๆ จนอิ่ม ซึ่งแน่นอนว่า จำนวนของพวกแมลงพวกนี้โดยปกติมันก็มีมากมายอยู่แล้ว แถมแมลงเหล่านี้ ก็นิยมจะวางไข่ในซากศพวัวด้วย จึงทำให้พวกมันมีจำนวนมากพอที่จะแทะศพจนแหว่งได้เช่นกัน

ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งฝูงหมาป่า และแมลงเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้เลือดของวัวหายไป เพราะพวกมันก็แค่ดูดกินเลือดไปด้วยระหว่างที่แทะร่างวัวนั่นเอง แต่ก็นั่นแหละ ชาวบ้านที่เชื่อเรื่องลึกลับไปตั้งแต่แรก ใครจะไปเชื่อเรื่องจริงกัน ?



ปริศนาลายเส้นแห่งนาซก้า


ลายเส้นแห่งนาซก้า แห่งประเทศเปรูนั้น ได้ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1930 จากนักบินท้องที่ ที่บินด้วยความสูงบริเวณนั้น สังเกตเห็นลายเส้นปริศนานี้เข้าโดยบังเอิญ

ด้วยลักษณะลายเส้นที่ถูกวาดลงบนพื้นดินอันกว้างใหญ่อันพิศวง รูปร่างภาพวาดที่ดูคล้ายสิ่งมีชีวิต เช่นนก แมงมุม หรือแม้กระทั่งรูปร่างมนุษย์ ที่จะสามารถมองออกได้ก็ต่อเมื่อเราอยู่บนเครื่องบินสูง ๆ นั้น ทำให้ทุกคนเกิดความสงสัยว่า ชาวเมืองนาซก้าในสมัยก่อน สามารถสร้างภาพเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะการที่จะขุดพื้นดินเป็นทางยาวจนเกิดเป็นรูปร่างใหญ่โต หรือแม้แต่การใช้ก้อนหินเรียงกันให้ได้สัดส่วนแบบนั้น มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย


สุดท้ายทุกคนก็ลงความเห็นว่า ลายเส้นปริศนาที่นาซก้านั้น ต้องเกิดจากการถ่ายทอดอารยธรรมจากมนุษย์ต่างดาวแน่ ๆ และสาเหตุที่มนุษย์ต่างดาวต้องสร้างภาพบนพื้นดินใหญ่โตขนาดนี้ ก็เพราะว่าต้องการสัญลักษณ์ทางภาคพื้น ที่สามารถใช้ในการร่อนลงของยานอวกาศได้อย่างเที่ยงตรง และถูกต้องนั่นเอง

นี่แสดงว่า ที่นาซก้าแห่งนี้ เคยมีมนุษย์ต่างดาวบินมาเยี่ยมเยียนบ่อย ๆ แน่นอนใช่ไหม ?

ความเป็นจริงแล้ว ลายเส้นนาซก้านั้น ไม่ได้ถูกมนุษย์ต่างดาวสร้าง และก็ไม่ได้สั่งให้ใครสร้างเลย แต่ลายเส้นเหล่านี้ ล้วนถูกสร้างด้วยน้ำมือของชาวพื้นเมืองที่นั่นเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเท่านั้นเอง


แล้วพวกเขาจะสามารถสร้างลายเส้นขนาดใหญ่นี้ขึ้นมาได้อย่างไร ?

โดยกรรมวิธีการสร้างลายเส้นปริศนานั้น ก็ไม่ได้ยากอะไร ชาวพื้นเมืองเพียงแค่ใช้เชือก ค่อย ๆ ร่างภาพของลายเส้นทีละนิด ไม่ก็ใช้เพียงผงถ่านโรยไปบนพื้น โดย ดร. โจ นิคเคล แห่งมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ ได้ทดลองวาดภาพลายเส้นปริศนาแบบนาซก้าได้ด้วยแรงงานผู้ชาย 3 คน และเด็กอีกคน

ดร. โจ นิคเคล

แล้วขนาดใหญ่ขนาดนั้น จะทำให้มันสวยงามมีสัดส่วนถูกต้องได้อย่างไร ?

สำหรับเรื่องนี้ เป็นไปได้ว่าชาวพื้นเมืองที่สร้างมันขึ้นมาในยุคนั้น ไม่ได้สนใจว่ารูปร่างมันจะมีสัดส่วนสมจริงอะไรเลย พวกเขาก็แค่วาดลงไป ให้มันเป็นรูปร่างขึ้นมาเท่านั้นเอง


แล้วทำไว้ให้ใครดูกันล่ะ ?

สำหรับคำถามนี้ คำตอบนั้นง่ายมาก ชาวพื้นเมืองแห่งนาซก้านั้น สร้างลายเส้นเหล่านี้ไว้ดูกันเองนี่แหละ พวกเขามีวิธีดูลายเส้นพวกนั้นจากทางอากาศด้วยวิธีง่าย ๆ

เพราะจากหลักฐานอารยะธรรมโบราณของชาวพื้นเมืองนาซก้านั้น พบว่าพวกเขาสามารถคิดค้นบอลลูนที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเองขึ้นมาได้ตั้งแต่สมัยโบราณ โดยพบอีกว่า บนบอลลูนของพวกเขาเอง ก็ได้มีการวาดภาพลายเส้นลักษณะเดียวกันกับลายเส้นบนพื้นที่ปริศนานั้นด้วย ซึ่งบอลลูนพวกนี้ ถูกใช้ในพิธีฉลองวันเกิดของชาวบ้านนั่นเอง


แล้วใครสอนเขาทำบอลลูนกันล่ะ ในสมัยนั้น ไม่น่าจะมีเทคโนโลยีอะไรที่จะใช้สร้างมันขึ้นมาได้เลย ?
คำตอบนี้ ได้ถูกสรุปเอาไว้เป็นคำถามกลับมาว่า ทำไมเราถึงได้ดูถูกสติปัญญาคนโบราณกันจังเลย... ? เพราะในหลายประเทศบนโลกนี้ ล้วนสามารถสร้างบอลลูนในแบบฉบับของตัวเองได้มาตั้งหลายร้อยหลายพันปีมาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าจะจริง เพราะอย่างประเทศไทยเรานั้น ก็มีประเพณีลอยโคมกันทุกปี แม้แต่บุญบั้งไฟ ก็คล้ายกับการยิงจรวดขึ้นฟ้า บางทีพวกเราอาจดูถูกสติปัญญาของคนโบราณกันอยู่ก็ได้


แต่ถึงแม้ปริศนาลายเส้นนาซก้าจะถูกอธิบายแล้ว คนไม่เชื่อก็คือไม่เชื่ออยู่ดี !!



เส้นสัมพันธ์ปริศนาเลย์ไลน์


ในปัจจุบัน ได้มีกลุ่มคนผู้ชื่นชอบเรื่องราวปริศนาบางกลุ่ม ได้ออกมาเปิดเผยถึงทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และสถานที่ลึกลับบนโลกใบนี้ ว่าทุกแห่งนั้น ล้วนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เรารู้ว่า พวกมันถูกสร้างขึ้นมาด้วยความจงใจ
พิกัดของแต่ละสถานที่นั้นล้วนถูกคิดคำนวนมาแล้วตั้งแต่ต้น เพราะถ้าหากเรากางแผนที่โลก แล้วกำหนดจุดสถานที่เหล่านั้นไว้ จากนั้นเราจะสามารถลากเส้นต่อเนื่องทุก ๆ สถานที่ให้ถึงกันได้ โดยเส้นที่ได้นั้น ก็ล้วนแล้วแต่มีรูปทรงเรขาคณิตอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า สโตนเฮนจ์ ปีระมิดแห่งกีซ่า และอีกหลาย ๆ แห่ง ก็มีคนพยายามลากเส้นให้สัมพันธ์กันจนได้รูปร่างสวยงาม


หรือว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริง สถานที่โบราณทุกแห่ง ล้วนถูกอะไรบางอย่าง กำหนดจุดที่ใช้ก่อสร้างมาตั้งแต่ต้นจริง ๆ หรือ ? หรือว่ามันเป็นการคำนวนที่แม่นยำของสถาปนิกโบราณที่ล่วงรู้ความลับของจักรวาลอันไกลโพ้น ที่ได้รับข่าวสารจากนอกโลกหรือไม่ ?


ความเป็นจริงนั้น เรื่องราวของลายเส้นสัมพันธ์ปริศนานี้ ถูกค้นพบครั้งแรกโดยนักโบราณคดีชื่อว่า อัลเฟรด วัตกินส์ เนื่องจากวันหนึ่ง ในช่วงปี 1921s เขาได้พบว่าสถานที่โบราณหลายแห่งในประเทศอังกฤษ ล้วนแล้วแต่ถูกปลูกสร้างเรียงกันจนสามารถลากเส้นต่อเนื่องกันเป็นเส้นตรงได้ด้วยเส้นเพียงเส้นเดียว ซึ่งสิ่งนี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการวิจัยเส้นเลย์ ไลน์นี้อย่างจริงจังและได้เผยแพร่ทฤษฎีนี้ขึ้นมาจนคนทั่วโลกเริ่มหันมาสนใจด้วย

ดร. อัลเฟรด วัตกินส์

ทีนี้ปริศนามันก็เลยมีทั้งคำถามและคำตอบง่าย ๆ เกิดขึ้น ก็คือ เส้นเลย์ไลน์ ไม่เคยมีมาก่อนเลย และมันเกิดขึ้นมาเพราะ ดร.อัลเฟร็ต วัตกิ้นส์ ที่สร้างมันขึ้นมาใช่หรือไม่ ?

แต่จะบอกแบบนั้นเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะจริง ๆ แล้ว ดร.วัตกินส์นั้น ค่อนข้างจะจริงจังการทำงานมาก เขาไม่ใช่คนที่จะสร้างความเชื่ออะไรขึ้นมาง่าย ๆ หากไม่ได้พิสูจน์ เพราะทฤษฎีเส้นเลย์ไลน์ของเขานั้น เขาสร้างมันขึ้นมาจากสิ่งที่เขาพบในอังกฤษเพียงแห่งเดียว ส่วนเลย์ไลน์แห่งอื่น ๆ นั้น ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากเหล่าบรรดากลุ่มคนที่อยากจะสร้างเรื่องราวที่ตัวเองคิดเข้าใจอยู่คนเดียว ให้คนทั่วไปได้รับรู้ ได้ตื่นเต้นเหมือนกับที่พวกเขารู้สึก แล้วก็พาลเลยเถิดกันไปถึงเจตจำนงของมนุษย์ต่างดาวที่มีส่วนในการกำหนดพื้นที่ตั้งของโบราณสถานหลายแห่ง โดยอาศัยรูปแบบสถาปนิกเรขาคณิตเป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง


ซึ่งแน่นอนว่า เทคนิคการสร้างโบราณสถานต่าง ๆ ของชาวพื้นเมืองในโลกนี้ ล้วนมาจากสิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นมา ซึ่งเราก็ไม่ควรดูถูกดูแคลนสติปัญญาของบรรพบุรุษของเราว่า พวกเขานั้นไม่น่าจะสามารถคิดคำนวนสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้กันแบบนั้น

มนุษย์เรานั้น ฉลาดกันมานานแล้ว หรือว่าไม่จริง ?



และนี่ก็เป็นเพียงบางส่วน ที่มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญได้หยิบยกขึ้นมาเพื่ออธิบายให้กับพวกเราได้ทราบถึงความจริงว่า เรื่องลึกลับปริศนาบางเรื่องนั้น ถึงแม้จะถูกเปิดเผยมาแล้วกี่ครั้งกี่หนก็ตาม ก็จะถูกบางคนต่อต้านความจริงเหล่านั้นว่า มันไม่จริง และพยายามตั้งขอสงสัยเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยไม่พยายามหาคำตอบให้กับคำถามของตัวเองกันสักเท่าไหร่ ซึ่งสุดท้าย ไม่ว่าการกระทำเหล่านี้ จะมีเจตนาอย่างไร มันก็ได้ทำให้เรื่องราวปริศนาพวกนี้ ได้กลายเป็นสเนห์อันน่าหลงไหล และน่าค้นหา ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ได้ลึกลับกันมาตั้งนานแล้ว !!

บนโลกนี้ก็ยังมีเรื่องราวปริศนาแบบนี้อยู่อีกมากมาย ซึ่งมิติที่ 6 เราจะค้นหาและนำมาเสนอกันอีกต่อไป สวัสดีครับ....



เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
http://www.cracked.com/article_19205_10-famous-unsolved-mysteries-easily-explained-by-science.html