ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ยู ยังชอล สยองขวัญฆาตกรวิปริตแห่งเกาหลีใต้ !!!

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปยังประเทศเกาหลีใต้ ประเทศอันศิวิไลซ์ ดินแดนแห่งความเจริญ เพื่อพบกับคดีฆาตกรรมสุดโหดคดีหนึ่งเดียว กับรูปแบบการฆ่า การทำทารุณกรรมเหยื่อ ที่เรียกได้ว่าเป็นคดีสะเทือนขวัญประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้เลยทีเดียว !!!!



ณ หมู่บ้านวาฮา เขตโกซางซอก ประเทศเกาหลีใต้ ที่นี่ เป็นที่กำเนิดของเด็กชายคนหนึ่ง เด็กชายที่เกิดมามีชะตากรรมแบบที่ในบ้านเราเรียกว่า "ดาวโจร" เขาคือ "ยู ยังชอล"


"ยู ยังชอล" เกิดวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1970 เขาเกิดมาในครอบครัวชนชั้นแรงงานที่รายได้น้อย เขาเป็นลูกชายคนที่ 3 ยู ยังชอล มีพี่ชายสองคน และน้องสาวอีกคน ทำให้ลำพังแค่เลี้ยงพี่น้องของเขา พ่อแม่ก็ไม่สามารถจะหาเงินมาดูแลได้เต็มที่แล้ว เพราะแบบนั้น พ่อแม่ของยู ยังชอล จึงตัดสินใจส่งเขาไปให้กับยายเป็นผู้เลี้ยงแทน ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ยายของยู ยังชอลก็ใช่ว่าจะมีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีอะไร นั่นทำให้บางครั้ง ยู ยังชอลมักจะได้ยินยายของเขาบ่นอยู่เสมอ ๆ ว่า "ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะฆ่าเขาให้ตายไปซะ จะได้ลดภาระเลี้ยงดูได้" เป็นใครได้ยินแบบนี้จะไม่รู้สึกอะไร แต่ยู ยังชอล ก็ได้เก็บความรู้สึกนั้นไว้ตลอดมา

จนกระทั่งยู ยังชอล อายุย่างเข้าวัย 6 ขวบ เขาได้ถูกส่งตัวกลับไปอยู่กับพ่อ ซึ่งตอนนี้พ่อของเขาเองก็มีภรรยาใหม่เสียแล้ว ทำให้ยู ยังชอล ตอนนี้แม้จะได้กลับมาอยู่กับพี่น้องของเขา แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวมันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ในช่วงนั้น พ่อของยู ยังชอล เพิ่งกลับมาจากการไปเป็นทหารผ่านศึกที่เวียดนาม ซึ่งช่วงนั้นตรงกับปี ค.ศ. 1975 พ่อของเขาจึงมีเงินทุนส่วนหนึ่งมาใช้ตั้งตัวทำธุรกิจเล็ก ๆ แต่กิจการก็ไม่ได้ดีอะไรนัก ทำให้รายได้ที่เข้ามาใช้จ่ายในครอบครัวก็ไม่ใช่ว่าจะพอใช้เหมือนเดิม

ในสมัยนั้น ย่านที่ยู ยังชอลใช้ชีวิตอยู่ ไม่ค่อยจะมีสาธารณูปโภคดีสักเท่าไหร่ ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า และน้ำประปา ทำให้เวลาที่พวกเขาหิวน้ำ จะต้องอาศัยหาน้ำกินจากก็อกน้ำสาธารณะ ด้านแม่ใหม่ของพวกเขาก็ออกจะมีทีท่าเหมือนแม่เลี้ยงในนิยายน้ำเน่าทั่วไป แม่เลี้ยงของเขาใจร้าย และชอบทำร้ายด้วยการทำทารุณพวกพี่น้องของยู ยังชอล ด้วยการทุบตี แถมยังให้เด็ก ๆ ทุกคนทำงานบ้านหนัก ๆ โดยตัวยู ยังชอล ก็ต้องรับความกดดันแบบนี้อย่างไม่เข้าใจ


แล้วทำไมเขาต้องทนอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อไปล่ะ ? ในเมื่อการกลับมาอยู่กับพ่อ มันไม่ใช่ว่าจะมีเรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตเอาเสียเลยแบบนั้น ยู ยังชอลก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้านไป เขาได้มาอาศัยอยู่กับแม่แทน ซึ่งแม่ของเขาก็ได้รับเลี้ยงยู ยังชอลเป็นอย่างดี โดยได้ส่งเขาเข้าเรียนชั้นประถม โดยตัวของยู ยังชอล ก็พยายามทำตัวดี ๆ สุภาพ เรียบร้อย แถมยังขยันทำงานบ้านให้คุณแม่ไม่ต้องลำบากใจ

ถึงแม้แม่ของยู ยังชอล จะพยายามดูแลเขาเป็นอย่างดี ส่งเข้าเรียนแล้วก็ตาม ด้วยความที่ฐานะของทางแม่เองนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะมีเงินทองอะไร ทำให้ชีวิตการไปโรงเรียนของยู ยังชอลนั้น เต็มไปด้วยความอัตคัตขัดสน อาหารกลางวันที่นำไปรับประทานที่โรงเรียนบางมื้อ ก็ไม่ได้น่าทานเหมือนเพื่อนคนอื่น มันจึงกลายเป็นปมด้อยเพราะเพื่อน ๆ มักจะล้ออาหารกลางวันของยู ยังชอล เสมอ ๆ ว่า กับข้าวที่เขาเอามาทานนั้น รูปร่างไม่ต่างกับอุจจาระ

ด้วยเหตุนี้ ยู ยังชอลจึงต้องแบกเอาความเก็บกดชีวิตในวัยเด็ก ที่มีแต่ความเหลื่อมล้ำในสังคมตลอดมา ทำให้เขานั้นหวังที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าเสมอ ๆ ยู ยังชอลมีความปรารถนาที่จะออกจากความยากจน และเริ่มแสดงออกถึงการเหยียดพวกมีฐานะร่ำรวยมากขึ้น

ส่วนพ่อของยู ยังชอล เองนั้น ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา เพราะว่าตัวของคุณพ่อเอง ก็ไม่สามารถจะครองสติ ใช้ชีวิตอยู่หลังจากที่ถูกแม่เลี้ยงทิ้งไปหลังจากช่วงที่ยูหนีออกมาจากบ้านเช่นกัน

แต่ก็เพราะการเสียชีวิตของพ่อ ยู ยังชอลจึงตัดสินใจที่จะหนีออกจากชีวิตที่ยากจนแบบนี้ ด้วยการตั้งใจเล่าเรียน จนในที่สุด ยู ยังชอลก็ได้กลายเป็นหนึ่งในนักเรียนนักศึกษาระดับหัวกะทิ ความสำเร็จในช่วงเป็นนักศึกษานี้ มันจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปในทางไหนนะ

ช่วงปี ค.ศ. 1984 ยู ยังชอลได้เริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยม เขาเริ่มสนใจวิชาด้านศิลปะ มีความสามารถในการอ่านบทกวี ชอบวาดภาพ และวาดการ์ตูน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั้นเป็นคนตาบอดสีก็ตาม ยู ยังชอล ก็ชื่นชอบงานด้านนี้มาก นอกจากนั้น ก็ยังชอบร้องเพลง ยู ยังชอล ได้ร่วมร้องเพลงกับโบสถ์คริสต์ และตั้งวงดนตรีกับเพื่อน ๆ อีกด้วย
ภาพวาดของ ยู ยังชอล
ถึงจะพยายามที่จะนำตัวเองออกจากความยากจน แต่ชีวิตโลกความจริงของยู ยังชอลเอง ก็ยังต้องเผชิญกับสภาพของความขาดแคลน เงินทองไม่ค่อยมี ทำให้การกินการอยู่ของเขานั้น ก็ไม่ค่อยจะดีซักเท่าไหร่ เขาเป็นโรคขาดสารอาหาร สภาพร่างกายอ่อนแอ เวลาชั่วโมงพละทีไร ต้องมีอาการเป็นลมหมดสติอยู่เสมอ ๆ

แต่ในความพยายามที่จะเป็นศิลปิน มันก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด ยู ยังชอลพบกับทางตันในเรื่องของเงินทุนที่จะหาเครื่องไม้เครื่องมือมาใช้สร้างงาน เขาเริ่มหมดกำลังใจจะไปต่อ จึงผันตัวลาออกมาเรียนต่อนสายอาชีพ ในปี ค.ศ. 1987 ซึ่งหลังจากที่ยู ยังชอล เรียนไปได้เพียง 1 ปี เขาก็ก่อเรื่องลักเล็กขโมยน้อยของเพื่อน ๆ ที่มีฐานะดีกว่า รวมถึงขโมยกีตาร์ และวิทยุเทป เพียงเพราะว่าเขาอยากจะได้มันมาใช้ ซึ่งไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไรดี ๆ มาอ้าง เรื่องนี้ก็ได้ทำให้เขาถูกจับ และต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในสถานกักกันเยาวชนแทนที่จะได้เรียนต่อจนจบ


เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว ยู ยังชอลก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรอีก จนถึงปี ค.ศ. 1991 เขาได้พบรักกับ "นางฮวง" เธอเป็นสาวหมอนวด ทั้งสองตกลงใจคบหากันจนในที่สุด ก็ได้แต่งงานกันในปี ค.ศ. 1993 ซึ่งชีวิตหลังแต่งงานของเขานั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นได้ไม่นาน สองปีต่อมา ยู ยังชอลถูกจับเข้าคุกอีกครั้ง เพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านที่ค้างอยู่ เขาจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการแอบไปขโมยของมีค่าในที่ทำงานของตัวเอง ซึ่งการกระทำนี้ ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของที่ทำงานเป็นผู้จับได้ จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกยาวนานถึง 8 เดือน เพื่อไถ่โทษ

ไม่ว่าจะดีจะชั่วอย่างไร แม่ของยู ยังชอลก็ยังคงรัก และเป็นห่วงเขา เธอคอยแวะมาเยี่ยมลูกอยู่เสมอ ๆ ในช่วงที่ยังอยู่ในคุก ทำให้ยูรู้สึกผิดอย่างมาก และสัญญากับแม่ว่า ถ้าพ้นโทษออกมาเมื่อไหร่ จะขอกลับตัวกลับใจ ออกมาดูแลแม่ และภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์

และเมื่อพ้นโทษ ยู ยังชอลก็ได้ถูกส่งตัวเข้าบำบัดอาการทางจิตในโรงพยาบาลแห่งชาติ เพราะว่าระหว่างที่เขาอยู่ในคุก ยู ยังชอลเริ่มมีอาการทางจิตผิดปกติ ทั้งโรคลมชัก ทั้งมีอาการคุ้มคลั่งเพราะโรคซึมเศร้า ซึ่งอาการเหล่านี้ทำให้ยู ยังชอล ที่พ้นโทษออกมารู้สึกหมดกำลังใจในการมีชีวิต เขาพยายามฆ่าตัวตาย โดยในปี ค.ศ. 1994 นั้น ยู ยังชอลเริ่มหันมาพึ่งพาสุราเป็นเพื่อนคู่ใจไปเสียแทน

ตลอดเวลาที่รักษาอาการทางจิตมา 1 ปี ยู ยังชอลก็กลายเป็นคนที่ทำความดีไม่ขึ้น เขาผันตัวมาค้าขายหนังโป๊โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ แม้จะพ้นโทษออกมาแล้วไม่นาน ในปี ค.ศ. 1998 ยู ยังชอลได้ทำความผิดที่หนักขึ้น เขาถูกจับข้อหาปลอมแปลงเอกสาร และโจรกรรม โดยปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทำความผิด โดยรอบนี้ ยู ยังชอลต้องอพยพเข้าไปอยู่ในคุกยาวนานถึง 2 ปี เลยทีเดียว

พอพ้นโทษออกมาได้เพียง 2 ปี ยู ยังชอลที่ตอนนี้ในหัวของเขาไม่สามารถจะมีสำนึกเป็นคนดีได้อีกแล้ว ก็ได้ก่อคดีที่รุนแรงขึ้นไปอีก ในปี ค.ศ. 2000 ยู ยังชอลต้องเข้าคุกอีกครั้ง ด้วยข้อหาล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ซึ่งครั้งนี้ ยู ยังชอล ต้องติดคุกยาวนานถึง 3 ปี 6 เดือน

และเหตุการณ์นี้ นางฮวง ภรรยาของเขาที่ต้องอดกลั้นกับพฤติกรรมของสามีมานาน ถึงกับหมดความอดทน ตัดสินใจหย่าร้างกับยู ยังชอล ซึ่งเรื่องนี้ ยิ่งทำร้ายจิตใจของยู ยังชอล เพิ่มมากขึ้น จนส่งผลกระทบกับความคิดความอ่านของเขาเลยทีเดียว

ยู ยังชอล ปะติดปะต่อเรื่องราวชีวิตของเขาที่ผ่านมา ว่ามันเหลวแหลกได้แบบนี้นั้น ไม่ใช่เพราะสาเหตุใด นอกจากความเหลื่อมล้ำของฐานะ เพราะเขายากจนเท่านั้นเอง เขาโยนความผิดทุกอย่างไปที่คนรวย คนรวยมันเป็นพวกเอารัดเอาเปรียบคนจนนั่นไง เจ้าพวกปลิงคนรวย เจ้าสิ่งสกปรก พวกมันต้องตายอย่างหมาข้างถนน ซึ่งความคิดของยู ยังชอลนี้ เขาได้กล่าวเอาไว้หลังจากที่ถูกสอบสวนภายหลังจากถูกจับ

อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนจะก่อเหตุร้ายนั้น ยู ยังชอลที่ตอนนี้สภาพจิตใจ และความคิดที่บิดเบี้ยวจนเกินเยียวยา ได้วางแผนร้ายอะไรบางอย่าง เขาหาซื้อค้อนมา แล้วนำมันมาทดสอบกับสุนัข ด้วยการใช้ค้อนตีหัวสุนัข เพื่อทดสอบว่า ต้องตีกี่ที.... ต้องตีแรงขนาดไหน.... สุนัขถึงจะตาย จนได้ข้อมูลมากจนพอใจ เขาก็เริ่มก่อกรรมครั้งแรก อย่างสยดสยอง !!!

ในเช้าวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2003 เวลาที่ผู้คนเริ่มออกไปทำงานแต่เช้า ปล่อยให้คนสูงอายุอยู่กับบ้านเพียงลำพัง ยู ยังชอลมองว่ามันช่างเป็นโอกาสในการแก้แค้นเป็นอย่างยิ่ง ยู ยังชอลได้เดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน ไปยังย่านที่พักอาศัยของคนร่ำรวยใน "อับกูจองดง" กรุงโซล ซึ่งปัจจุบันเป็นย่านช้อปปิ้งของชาวไฮโซ

ยู ยังชอลค่อย ๆ เดินสำรวจหาเหยื่อ จนในที่สุด เขาก็เลือกบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้เป็นของศาสตราจารย์ลี อายุ 72 ปี ที่อาศัยอยู่กับภรรยา อายุ 68 ปี ซึ่งวันนี้เหมือนเป็นคราวเคราะห์ของทั้งสอง ที่อยู่บ้านกันทั้งคู่ ยู ยังชอลได้ซุ่มอยู่นาน เพื่อให้แน่ใจว่า บ้านหลังนี้น่าจะเหมาะแก่การเข้าไปแก้แค้นได้อย่างสะดวกสบาย

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ยู ยังชอลก็สวมถุงมือเพื่อป้องกันรอยนิ้วมือไปติดอยู่ในที่เกิดเหตุ พร้อมมีดยาว 6 นิ้ว กับค้อนปอนด์ หนักกว่า 4 กิโลกรัม ปีนขึ้นกำแพงเตี้ย ๆ ของบ้านหลังนี้ ลอบเข้ามาทางประตู และเดินสำรวจภายในบ้านอย่างใจเย็นไปเรื่อย ๆ จนแน่ใจว่า ทั้งบ้านหลังนี้นั้นไม่มีใครอยู่อาศัยในห้องอื่นอีก นอกจากสองสามีภรรยาที่กำลังนอนอยู่ในห้องนอน

ยู ยังชอล ได้บุกเข้าไปในห้องนอนของทั้งสอง แล้วใช้มีดแทงเข้าไปที่คอของศาสตราจารย์ลี จากนั้นก็ใช้ค้อนปอนด์ทุบซ้ำ ท่ามกลางสายตาของภรรยาที่ร้องตกใจเสียงดังด้วยความหวาดกลัว หลังจากยู ยังชอล จัดการกับศาสตราจารย์ลีเสร็จ ก็หันมาใช้ค้อนปอนด์ทุบศีรษะของเธออย่างเต็มแรง จนกะโหลกของเธอแตกละเอียด ดับสยองคาที่ทั้งคู่

ยู ยังชอล จ้องมองไปที่ศพของทั้งคู่อย่างเยือกเย็น เพื่อให้แน่ใจว่าเหยื่อตายสนิทแน่นอนแล้ว จึงทำการล็อกประตูห้องนอนนั้น แล้วใช้ผ้าขนหนูในบ้านนั้น เช็ดเลือดที่กระเซ็นมาติดตามขากางเกงออก จากนั้นก็หนีออกมาจากตัวบ้าน เข้าไปล้างอุปกรณ์ก่อเหตุที่ห้องน้ำของสถานีรถไฟใต้ดิน หายตัวไปท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ต่อมา วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2003 ยู ยังชอลได้กลับมาก่อเหตุอีกครั้ง... ณ เมืองจองโน กรุงโซล ยู ยังชอลได้ปรากฏตัวขึ้น เขาได้ใช้วิธีการเดิม คือเดินสำรวจบ้านเรือนที่เหมาะสมจะแก้แค้น จนในที่สุดก็เลือกบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่มีคนชราอยู่ในบ้านเพียง 2 คน

ด้วยกำแพงบ้านสไตล์เกาหลี จะเป็นกำแพงรั้วเตี้ย ๆ ทำให้ยู ยังชอล สามารถปีนเข้าบ้านหลังนี้ได้สบาย ๆ เขาเข้าไปในตัวบ้านอย่างเงียบ ๆ พร้อมอาวุธคู่ใจ คือค้อนปอนด์พิฆาต !!


ยู ยังชอลได้เผชิญหน้ากับ "คุณยายคัง" อายุ 85 ปี ยังไม่ทันที่คุณยายจะได้ตกใจ ยู ยังชอลใช้ค้อนทุบเข้าไปที่ศีรษะของคุณยายจนกะโหลกแตกเสียชีวิตคาที่ จากนั้นก็บุกค้นบ้านจนพบตัวนางลี ซึ่งเป็นแม่บ้านอีกคน นางลีจึงต้องรับเคราะห์ ถูกค้อนของยู ยังชอล ปลิดชีพไปอีกราย และหลังจากฆ่าเหยื่อทั้งสองเสร็จ ยู ยังชอลก็รู้สึกได้ว่าในบ้านหลังนี้ยังมีคนอยู่ชั้นบนอีกคน ยู ยังชอล จึงรีบบุกขึ้นไป แล้วก็พบกับลูกชายของนางลี อายุ 35 ปี ที่อยู่ในสภาพตกใจ ยู ยังชอลได้ใจ จึงบังคับให้ลูกชายของนางลีออกมาแสดงตัว แล้วสั่งให้นั่งคุกเข่า จากนั้นยู ยังชอล ก็ลงมือใช้ค้อนทุบเข้าไปที่หัวของเขาอย่างแรงจนเสียชีวิตคาที่ โดยยังไม่หนำใจ ยู ยังชอลก็พยายามค้นหาว่าในบ้านมีใครอีกไหม จะได้ฆ่าเสียให้หมด แต่เคราะห์ดี ที่ไม่พบใครเพิ่มเติมอีก ยู ยังชอลจึงได้จัดฉากในบ้านให้ดูเหมือนกับว่ามีโจรขึ้นบ้าน และทำลายร่องรอยของตัวเองจนหมด แล้วจึงหนีออกจากที่เกิดเหตุ รอดไปได้อีกครั้ง


และต่อมา ในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 2003 แทบจะเรียกได้ว่า ผ่านมาแค่สัปดาห์เดียว ยู ยังชอลก็กลับไปยังย่านกูจองดงอีกหน และได้ก่อเหตุอุกอาจแบบเดิม ด้วยวิธีเดิมอีกครั้ง โดยครั้งนี้ ยู ยังชอลเลือกเหยื่อที่อยู่ในบ้านหรูหราแห่งหนึ่ง หลังจากที่เขาได้ปีนรั้วบ้านเข้าไปยังสวนของบ้าน เขาก็ได้พบกับหญิงวัย 60 ปี ซึ่งน่าจะเป็นภรรยาของเจ้าของบ้าน โดยยู ยังชอล ลากเธอเข้าไปที่ห้องน้ำในบ้าน จากนั้นก็ลงมือใช้ค้อนปอนด์ทุบเข้าไปที่ศีรษะของเธออย่างแรงจนเสียชีวิตทันที จากนั้นก็ทำลายหลักฐานแวดล้อมด้วยวิธีการเช็ดเลือดของเหยื่อออกจากตัว และจัดฉากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถระบุเหตุที่แท้จริงของการฆาตกรรมได้ ก่อนจะหนีหายไปอีกครั้ง


ยิ่งฆ่าก็ยิ่งได้ใจ เพราะหลังจากนั้น อีกไม่นาน เพียงวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2003 ยู ยังชอล ก็เลือกที่จะก่อเหตุในกรุงโซลอย่างอุกอาจ เพราะครั้งนี้ สถานที่เกิดเหตุนั้น อยู่ใกล้ ๆ กับสถานีตำรวจเลยทีเดียว

โดยยู ยังชอล ได้ลอบเข้าไปในบ้านของ "นางเบ" อายุ 53 ปี โดยยู ยังชอลได้ใช้มีดจี้นางเบให้เข้าไปในห้องนอน ซึ่งในห้องนั้น ยังมี "นายคิม" ที่อายุ 87 ปี นอนอยู่ ใกล้ ๆ กันนั้นมีเด็กทารกนอนอยู่ในเปลด้วย ยู ยังชอล สั่งให้ทุกคนมาอยู่รวมกัน จากนั้นยู ยังชอล ก็ลงมือสังหารนายคิมด้วยค้อนปอนด์ก่อนเป็นรายแรก และต่อมาก็สังหารนางเบ โดยยู ยังชอล ได้ดึงเอาทารกที่นางเบอุ้มอยู่ออกมาก่อน จากนั้นก็ใช้ค้อนทุบเข้าไปที่ศีรษะของนางเบตายคาที่เช่นกัน ส่วนเด็กทารกนั้นยู ยังชอลไม่สนใจจะฆ่า เพราะยู ยังชอลตั้งใจเพียงแค่อยากจะแก้แค้นพวกผู้ใหญ่เท่านั้น

แต่ไม่รู้ว่าสวรรค์ไม่มีตาหรือว่าเป็นเคราะห์กรรมของบ้านนายคิม เพราะหลังจากที่ยู ยังชอล ลงมือฆ่าคนทั้งสองแล้ว เขาก็ได้ค้นของมีค่าภายในบ้าน โดยไม่ได้สนใจที่จะทำอะไรเด็กทารกก็จริง แต่เขาเกิดทำพลาดได้รับบาดเจ็บจากความพยายามในการเปิดตู้เซฟ จนมีเลือดหยดลงพื้น ซึ่งสมัยปี ค.ศ. 2003 นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจของเกาหลีใต้ สามารถที่จะสืบหาคนร้ายจากดีเอ็นเอได้แล้วนั่นเอง ยู ยังชอลจึงตัดสินใจลงมือเผาบ้านเพื่อทำลายหลักฐานทั้งหมด โดยปล่อยให้เด็กทารก ที่เกือบจะรอดชีวิตอยู่แล้ว ให้ตายอยู่กลางกองเพลิงของบ้านไปด้วย ทำให้ไม่มีใครรอดชีวิตจากการกระทำอันสุดโหดของยู ยังชอล แม้แต่คนเดียว

และถึงแม้สวรรค์จะมีตา เพราะว่าหลังจากเหตุไฟไหม้สงบลง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของบ้าน ที่สามารถจับภาพของยู ยังชอลไว้ได้ก็ตามที แต่ทว่า ภาพที่ได้มันก็ไม่ได้เห็นใบหน้าของเขาชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ยังคงไม่สามารถระบุรูปพรรณสัณฐานของยู ยังชอลได้ นั่นหมายความว่า ยู ยังชอลยังคงลอยนวลต่อไปได้อีก


นอกจาก ยู ยังชอลจะกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องผู้เหี้ยมโหดแล้ว ตัวเขาก็มักจะปลอมตัวเป็นตำรวจ โดยปลอมแปลงบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อใช้รีดไถเงินจากพวกแมงดาและโสเภณีที่ทำผิดกฎหมายด้วย ซึ่งเงินที่ได้มาทั้งหมด ยู ยังชอลเอามาใช้ซื้อความสะดวกสบาย เช่น ไปเช่าอพาร์ตเม้นต์ราคาแพงอยู่

นอกจากนั้น ยู ยังชอล ก็ยังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องทางเพศอย่างหนัก เขาสะสมภาพอานาจาร ภาพถ่ายลามก และภาพยนต์ปลุกใจเสือป่ามากมาย และมีพฤติกรรมสุดวิปริต ตัดภาพโป๊มาตัดแปะกับภาพดารานิตยสาร เก็บซุกไว้ใต้ที่นอน นอกจากนั้น ยู ยังชอลก็ยังออกซื้อบริการทางเพศเป็นประจำอีก

ด้วยความที่ลุ่มหลงต่อเรื่องเพศอย่างหนัก ทำให้ระหว่างการเที่ยวซื้อบริการจากโสเภณี เขาได้พบกับหญิงขายบริการคนหนึ่ง ซึ่งยู ยังชอลได้ตกหลุมรักเธอ จนถึงขั้นขอแต่งงาน แต่กลายเป็นว่า หญิงคนดังกล่าวปฏิเสธไมตรีของเขาอย่างไม่ไยดี

เรื่องนี้ทำให้ยู ยังชอล รู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก เขาโกรธแค้นหญิงขายบริการคนนั้น ถึงกับทำให้เขาคิดว่า เขาต้องเปลี่ยนเป้าหมายในการแก้แค้นกันใหม่ โดยหันเหจากการไล่ฆ่าคนรวย มาเป็นไล่ฆ่าหญิงบริการ โดยมองว่า คนเหล่านี้ เป็นคนน่ารังเกียจ พวกสาว ๆ พวกนี้เป็นพวกฟุ้งเฟ้อไม่รู้จักพอ ต้องกำจัดทิ้งเสียให้สิ้น

คิดได้ดังนั้น ยู ยังชอลก็คิดไปถึงว่า เมียเก่าที่ทอดทิ้งเขาก็ไม่ได้ต่างจากหญิงขายบริการพวกนี้ ต้องฆ่าให้ตายตกตามกันไปด้วยซะดีไหม แต่ถ้าฆ่าอดีตภรรยาไป แล้วใครจะเลี้ยงดูลูกให้เขาล่ะ ? ลูกจะลำบากแน่ ๆ งั้นปล่อยนางไปเสียจะดีกว่า

ซึ่งหลังจากที่ยู ยังชอล ถูกหญิงขายบริการคนดังกล่าวสลัดรักไป เขาเกิดพลาดถูกจับในข้อหาลักทรัพย์เสียก่อนในช่วงเดือน มกราคม ค.ศ. 2004 แต่ด้วยความผิดที่เล็กน้อย เพราะทรัพย์สินที่ขโมยมันไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร เรื่องจึงจบลงที่เขาถูกทำโทษเพียงแค่ตักเตือน และปล่อยตัวออกมา โดยที่ไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ค้นประวัติทำความผิดเก่า ๆ เลย ช่างเป็นฆาตกรที่ดวงดีอะไรแบบนี้


หลังจากรอดมาได้แบบดวงเข้าข้างจนน่าเกลียดแบบนั้น ในตอนเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ยู ยังชอลที่ตกลงใจจะเปลี่ยนเป้าหมายในการแก้แค้น "จากคนรวย มาเป็นหญิงขายบริการ" ก็ได้เริ่มทำตามที่ใจตัวเองปรารถนา เขาได้เดินสำรวจหญิงขายบริการตามย่านที่เป็นแหล่งค้ากามอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเขาก็พุ่งเป้าไปที่หญิงสาวขายบริการคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ในตรอก โดยพุ่งปรี่เข้าไปหาเธอ และใช้บัตรตำรวจปลอมเข้าข่มขู่ แต่หญิงสาวก็จับได้ว่ายู ยังชอล ใช้บัตรตำรวจปลอม จึงร้องตะโกนให้คนช่วย แต่ด้วยความที่เธออยู่ในตรอก ทำให้ไม่มีใครสนใจ ยู ยังชอลจึงสบโอกาส ใช้มีดพกจ้วงแทงไปที่หน้าอกของหญิงขายบริการคนนั้นถึง 5 แผล จนเสียชีวิตคาที่ ก่อนที่จะหลบหนีไปอย่างลอยนวล

ขนาดก่อคดีฆาตกรรมอุกอาจเช่นนี้ ยู ยังชอลก็ยังสามารถรอดจากการถูกตามรอยจนพบได้ แต่มันก็อาจแค่เป็นโชคช่วยเท่านั้น ทำให้ยู ยังชอล คิดแผนแก้แค้นให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าปลอดภัยขึ้นจริงหรือเปล่า เพราะในการก่อเหตุครั้งใหม่นี้ ยู ยังชอลได้เปลี่ยนมาใช้วิธีโทรสั่งให้หญิงขายบริการเดินทางมาที่อพาร์ตเม้นท์ของเขา เมื่อเหยื่อหญิงขายบริการแต่ละคนที่มาถึงที่พักนั้น จะถูก ยู ยังชอลก็ใช้ค้อนทุบที่ศรีษะทุกคน จากนั้นจึงลากเข้าไปที่ห้องน้ำ แล้วลงมือทุบศีรษะของเหยื่อสาวไปเรื่อย ๆ จนเลือดท่วมห้องน้ำ หลังจากเหยื่อชีวิตแล้ว เขาก็จัดการหั่นศพเป็นชิ้น ๆ อย่างใจเย็น ก่อนจะนำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเหยื่อ ยัดใส่ลงในกระเป๋าบ้าง บางรายก็ใช้วิธีห่อชิ้นส่วนต่าง ๆ ด้วยผ้าเช็ดตัว จากนั้นก็นำซากชิ้นส่วนของเหยื่อไปทิ้งแถววัดบง-วอน แถวย่านชานเมือง โดยเลือกเปลี่ยนที่ทิ้งไปตามจุดต่างๆ ที่ปลอดคน

คาดว่า ยู ยังชอลได้ใช้วิธีนี้ แก้แค้นเหล่าหญิงขายบริการทางเพศไปถึง 11 ราย โดยนอกจากจะใช้วิธีสังหารเหมือน ๆ กันทุกคนแล้ว ยู ยังชอลก็ยังพยายามไม่ทิ้งหลักฐานใด ๆ ที่จะทำให้สาวถึงตัวเขาได้ นั่นหมายความว่า ยู ยังซอลนั้น ลงมือสังหารเหยื่อหญิงขายบริการทุกคน โดยไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ใด ๆ กับเหยื่อเลย

ยู ยังชอลพลาดท่าถูกตำรวจจับอีกครั้งในวันที่ 15 กรกฏาคม ค.ศ. 2004 ด้วยข้อหาทำร้ายโสเภณีภายในห้องเช่าย่านตอนใต้ของกรุงโซล ครั้งนี้ตำรวจก็ไม่ได้เอะใจว่าเขาคือฆาตกรต่อเนื่องที่ทางการกำลังตามล่าตัวอยู่ดี ยู ยังชอลได้แกล้งทำเป็นมีอาการโรคลมชักกำเริบเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตำรวจ จนเมื่อตำรวจเผลอ เขาก็แอบหนีออกมาทั้ง ๆ ที่ยังสวมกุญแจมืออยู่อย่างนั้น

และในเวลาต่อมา จากความช่วยเหลือของเหล่าแมงดา ที่เข้ามาแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงพฤติกรรมน่าสงสัยของยู ยังชอล ว่าเขาน่าจะมีส่วนกับคดีหญิงขายบริการหายตัวไปในช่วงนี้ โดยพวกแมงดาใช้วิธีวางแผนนกต่อ ล่อให้ยู ยังชอล โทรศัพท์มาขอซื้อบริการกับแมงดาคนหนึ่ง และเมื่อตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าว ก็พบว่าเป็นเบอร์เดียวกันกับที่ได้เคยโทรมาซื้อบริการกับหญิงขายบริการที่หายตัวไปคนอื่น ๆ ด้วย สิ่งนี้จึงได้กลายเป็นหลักฐานแรก ที่ทำให้เหล่าแม่งดานำข้อมูลไปแจ้งเป็นหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

จริง ๆ ถ้ายู ยังชอล ไม่หาเรื่องโดยการซื้อบริการทางโทรศัพท์ เขาก็คงรอดตัวไปได้ แต่นี่ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เพิ่งหนีการจับกุมตัวมา ก็ยังคิดจะก่อเหตุอีก เลยทำให้ในที่สุด ยู ยังชอล ก็ถูกจับกุมตัวได้ในช่วงเช้าของวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 2004 โดยเขาถูกจับกุมตัวที่สถานีรถไฟใต้ดิน โดยค้นตัวของยู ยังชอลแล้ว ก็ยังพบกับ บัตรประจำตัวตำรวจปลอมด้วย

โดยหลังจากถูกจับกุมตัว ยู ยังชอลได้สารภาพความจริงทั้งหมดออกมา ซึ่งคำสารภาพการก่อเหตุร้ายแต่ละคดีของเขานั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักข่าวถึงกับตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะว่าเหตุจูงใจในการฆ่าของยู ยังชอลนั้น มันเป็นเพียงการแก้แค้น ด้วยความเกลียดชัง ราวกับคนบ้า !!!


ต่อมา ยู ยังชอล ได้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักข่าวไปยังสถานที่ทิ้งศพของเขา ก็พบว่า สถานที่นั้นค่อนข้างจะรกร้าง เต็มไปด้วยพุ่มไม้ อับชื้นจากเหตุการณ์น้ำท่วม และที่สำคัญ ในแต่ละจุดก็ล้วนพบกับศพของเหยื่อแต่ละราย ซึ่งสภาพศพทุกรายนั้น นอกจากจะเน่าแล้ว เจ้าหน้าที่ชันสูตรก็พบกับร่องรอยกะโหลกศีรษะแตก และศพแต่ละศพก็ถูกหั่นแยกชิ้นส่วนอีกด้วย และระหว่างการค้นศพนั้น ยู ยังชอลได้พูดขึ้นมาว่า...

"ยัยพวกนี้มันทำตัวร่านผู้ชาย ผมแค่ให้บทเรียนกับพวกมันเท่านั้น"

ซึ่งคำพูดแบบนี้มันหมายความว่า ยู ยังชอลไม่ได้รู้สึกสำนึกผิดกับการกระทำของตัวเองแม้แต่นิดเดียว


นอกจากนี้ ยู ยังชอลยังสารภาพเพิ่มเติมอีกว่า เหยื่อบางคนนั้น ถูกเขากินตับด้วย ซึ่งแน่นอนว่า คำว่า "กินตับ" ที่เขาพูดนั้น มันหมายถึงเขาได้ผ่าเอาตับของเหยื่อมากินนั่นเอง โดย ยู ยังชอลอธิบายถึงการที่เขากินศพนั้นว่า

"มันทำให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้น"

หลังจากการสอบสวนผ่านไป 10 วัน ในวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 2004 ยู ยังชอลต้องถูกย้ายตัวไปขังที่สำนักงานอัยการ ข่าวการย้ายตัวนี้ทำให้มีประชาชนผู้สนใจ และนักข่าวจำนวนมาก แห่กันมารุมล้อมรอบตัวเขา ทั้งสาปแช่ง ทั้งพยายามเข้าไปทำร้าย ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ต้องหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก

โดยประชาชนที่มาชุมนุมกันนั้น ล้วนแล้วแต่รับทราบจากข่าวว่า ยู ยังชอลนั้นนอกจากจะฆ่าคนเป็นผักปลาแล้ว ก็ยังแสดงออกถึงความไม่มีสำนึกผิดอะไรเลย แถมยังมีหน้ามาพูดเท่ห์ ๆ แบบพวกฆาตกรโรคจิตสายอินเตอร์ว่า

"บางทีในตัวผม อาจจะมีปีศาจสิงสู่อยู่ก็ได้"


นั่นก็ยิ่งทำให้กระแสสังคมต่างก็อยากรู้ว่าคนชั่ว ๆ อย่าง ยู ยังชอล นั้น มันจะได้รับผลกรรมตามกฎหมายแบบไหน มันจะสะใจพระเดชพระคุณหรือเปล่า ยิ่งกับญาติของเหยื่อโหดด้วยแล้ว มีรายหนึ่งดักรอช่วงย้ายผู้ต้องหา อ้างว่าเป็นแม่ของเหยื่อ ได้ตะโกนด่าไปที่ตำรวจว่า "พวกแกมันไร้ความสามารถ ปล่อยให้มันฆ่าลูกสาวฉัน ถ้าพวกแกตั้งใจทำงานกันมากกว่านี้ ลูกสาวฉันคงไม่ตาย"

ว่าแล้วหญิงคนดังกล่าว ก็พุ่งตัวเข้าไปหาคนร้ายที่เจ้าหน้าที่คุ้มกันอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยามคุ้มกันคนร้ายอย่างเต็มความสามารถ โดยใช้เท้ายันไปที่หน้าอกของหญิงคนดังกล่าวจนกระเด็นล้มลงไป

ซึ่งเรื่องนี้ยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นให้กับประชาชนเพิ่มขึ้นไปอีก ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับพยายามคุ้มกันคนร้ายไม่ให้ใครเข้ามาถึงตัวได้ โดยแลกกับการทำร้ายแม่ของเหยื่อแทนที่จะปล่อยให้เจ้าสัตว์นรก ยู ยังชอล ได้รับบทเรียนบ้าง นี่มันไม่ยุติธรรมเลยจริง ๆ ซึ่งภายหลังฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้ออกมาขอโทษเรื่องนี้ผ่านทางสื่อ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

ตำรวจใช้เท้ายันญาติผู้เสียชีวิต
ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม หลังจากที่ ยู ยังชอล ถูกควบคุมตัว เขาก็ได้ก่อเรื่องประท้วงอดอาหาร และปฏิเสธที่จะขึ้นศาล เพราะมองว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ทางการก็ไม่ได้ให้ราคากับการกระทำของเขาในครั้งนี้ จนถึงวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 2004 ยู ยังชอล ขึ้นแท่นผู้ต้องหาในศาลเป็นครั้งแรก เขากลับสารภาพเพียงว่า เขาฆ่าคนไปแค่ 2 คนเท่านั้น ที่เหลือเขาไม่ได้ฆ่า ซึ่งในเวลานั้น ยู ยังชอล ก็ก่อเรื่องอีก โดยเขาทำท่าจะกระโดดข้ามคอกกั้นตัว ไปหาผู้พิพากษา และตะโกนว่า จะสอบสวนกันไปทำไม ฉันไม่อยากอยู่ในศาลนี้แล้ว ทำให้ยู ยังชอลถูกควบคุมตัวออกไปสงบสติจากศาลอย่างยากลำบาก เพราะผู้เข้าชมการพิพากษาหลายคน พยายามจะเข้าถึงตัวยู ยังชอลเพื่อทำร้ายเขา โดยเจ้าหน้าที่ต้องระดมหน่วยรักษาความปลอดภัยกว่าสิบนาย เพื่อควบคุมให้สถานการณ์สงบลง

กับเรื่องราวของยู ยังชอลนี้ มีนักจิตวิทยาบางคนมองว่า เขาเริ่มมีพฤติกรรมกลายเป็นคนโรคจิตแบบนี้ไปเพราะความล้มเหลวในชิวิต ที่ต้องติดคุก แถมยังถูกภรรยาทิ้ง และทราบว่า ยู ยังชอล นั้นศึกษาประวัติของฆาตกรต่อเนื่องในตำนานคนหนึ่ง ที่ชื่อว่า "จุง ดูยอง" เพราะชื่นชมในอุดมการณ์ ฆ่าเพื่อแก้แค้นคนรวย จนตัวเองคิดว่า ต้องเป็นแบบฆาตกรรายนี้ให้ได้

ส่วนพฤติกรรมการลงมือสังหารเหยื่อ ก็ถูกวางแแผนมาอย่างดี มีการทดสอบการฆ่า และยังเลือกบ้านเหยื่อที่จะลงมืออย่างดี ที่สามารถก่อเหตุแล้วหลบหนีออกมาได้ง่าย ๆ อีกด้วย

จนในที่สุด วันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2004 ศาลได้พิพากษาประหารชีวิตยู ยังชอล ด้วยวิธีการแขวนคอ ซึ่งหลังจากที่ยู ยังชอลได้ยินคำพิพากษา เขาก็ได้พูดออกมาต่อหน้าศาลว่า...

"สิ่งที่ผมทำนั้น มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ถ้าผมได้เกิดมามีชีวิตที่ดีกว่านี้ มีคนรักผมกว่านี้ ผม ยู ยังชอล และสำหรับท่านอัยการ ที่ร้องขอโทษประหารให้กับผม ผมจะสำนึกบุญคุณนี้ไปจนวันตาย !!! "

และในวันที่ 9 มิถุนายน ศาลฎีกาได้ยื่นโทษประหารชีวิตแก่ยู ยังชอล ท่ามกลางการเรียกร้องจากสมัชชาแห่งชาติฝ่ายสิทธิมนุษยชน ได้เข้ามาเรียกร้องให้ยกโทษประหารชีวิตแก่เขา เพราะมองว่า การตัดสินโทษนี้ มันไม่ยุติธรรม มันเกิดจากความแค้นส่วนตัว และไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ครอบครัวของเหยื่อก็ไม่สามารถลดความโกรธแค้นต่อยู ยังชอลได้อยู่ดี

ยู ยังชอล ต้องมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ตามกฎว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนั่นเอง ท่ามกลางเสียงต่อต้านของประชาชนที่มองว่า มันเป็นความพยายามเข้ามาแทรกแซงการทำงานของศาล โดยสมัชชาแห่งชาติเกาหลีนั้น แค่อยากจะทำตัวเป็นคนดี มีศีลธรรมกับการตัดสินคดีของสัตว์นรกอย่างยู ยังชอล เท่านั้นเอง เพราะผลการหยั่งประชามตินั้น ล้วนลงความเห็นว่า โทษที่ยู ยังชอล ต้องได้รับนั้นมีสถานเดียวคือการประหารชีวิตเท่านั้น !!!


อย่างไรก็ตาม ยู ยังชอล ก็ยังคงถูกตัดสินให้ประหารชีวิตอยู่ดี และสุดท้าย สิ่งที่ยู ยังชอลได้ก่อกรรมเอาไว้กับเหยื่อกว่า 23 รายนั้น น่าจะสาสมกับสิ่งที่เขาทำไปแล้ว ซึ่งมิติที่ 6 อยากจะให้ผู้ชมได้มองถึงชีวิตคนเรานั้น เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เรานั้นเลือกที่จะเป็นได้ อย่าได้คิดไปโทษโชคชะตาที่ไม่เป็นใจกับเรา ยามที่เราไม่สามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้ เพราะโอกาสที่ดี มันมักจะไม่มาหาเราในทันทีอยู่แล้ว

และถ้าเราต้องพบกับความล้มเหลวในชีวิต ก็ขออย่าได้พาลไปโทษใครจนอยากจะหาทางแก้แค้นเลย เพราะถ้าเราคิดแบบนั้น เราก็อาจจะกลายเป็นคนอย่าง "ยู ยังชอล" ก็ได้ ใครจะรู้  !!!



หลังจากอ่านเรื่องราวจากมิติที่ 6 จบแล้ว อย่าลืมกด Like กด Share เรื่องราว และทิ้งคอมเม้นต์กันไว้ด้วยนะครับ

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา:
http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=676433&chapter=76
https://en.wikipedia.org/wiki/Yoo_Young-chul
http://murderpedia.org/male.Y/y/young-chul.htm
ภาพบางส่วนนำมาจากภาพยนต์เรื่อง The CHASER (2008)

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ บ้านเช่าสยองขวัญ ของคุณลุงคาสุยะ !!!

คุณจะรู้สึกอย่างไร เมื่อทุกครั้งที่คุณกลับมาจากไปธุระข้างนอกบ้าน หรือยามที่คุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แล้วคุณพบว่า ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านของคุณนั้น ได้ถูกพลังงานบางอย่าง เคลื่อนย้ายไปจากตำแหน่งเดิมที่คุณจำได้ แม้แต่อาหารในตู้เย็นของคุณก็หายไปโดยที่คุณจำไม่ได้ว่าคุณได้รับประทานมันไปตอนไหน และคุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าบ้านที่คุณคิดว่ามีเรื่องน่ากลัวนี้เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่คุณปิดประตูและหน้าต่างอย่างแน่นหนาดีแล้ว และที่สำคัญ คุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าบ้านหลังนี้ คุณมั่นใจว่า คุณอาศัยอยู่เพียงคนเดียว !!!!

ภาพประกอบทั้งหมดไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเรื่อง


ในปี ค.ศ. 2008 ช่วงนั้นคือช่วงฤดูใบไม้ผลิ บ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่ ณ เมืองเล็ก ๆ แถบตะวันออกของจังหวัดฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น มีชายชราวัย 57 ได้มาเช่าอาศัยอยู่ ชื่อของเขาคือ "คาสุยะ" โดยได้เช่าอาศัยอยู่เพียงคนเดียวในบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งบ้านหลังนี้ เป็นบ้านเช่าเล็ก ๆ มีห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่นเหมือนห้องทั่ว ๆ ไป ซึ่งคุณลุงคาสุยะก็หวังเพียงจะได้อาศัยพักผ่อนหลับนอนจากการทำงานเล็ก ๆ น้อย ในช่วงบั้นปลายของชีวิตหลังปลดเกษียณตัวเองออกมา

แต่ทว่า หลังจากที่เขาได้ย้ายพักอาศัยนั้น คุณลุงก็รู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดในบ้านหลังนี้ ความแปลกประหลาดอันชวนขนลุก ที่จะมีใครสักกี่คน จะได้รับประสบการณ์อันน่าสะพรึงกลัวเหมือนคุณลุง

ทุก ๆ วัน ก่อนที่คุณลุงคาสุยะจะออกไปทำงาน หรือไปทำธุระนอกบ้าน เขาจะต้องทำให้ตัวเองมั่นใจเสมอว่า เขาได้ทำการปิดหน้าต่างและล็อกประตูบ้านเป็นอย่างดีแล้วทุกครั้ง แต่ก็ทุกครั้งที่กลับมาเช่นกัน ที่คุณลุงรู้สึกว่า ของบางอย่างในบ้านพักหลังนี้ มันได้เคลื่อนย้ายไปจากตำแหน่งเดิม โดยที่ตัวคุณลุงเอง พยายามทำความเข้าใจกับเหตุการณ์แปลก ๆ นี้ว่า เป็นเพราะตัวของเขานั้น อายุมากแล้ว จึงอาจมีอาการ หลง ๆ ลืม ๆ ตามประสาคนแก่ จำไม่ได้ว่าได้เคลื่อนย้ายของพวกนั้นไปเมื่อไหร่เอง

แต่ไม่เพียงแค่ข้าวของเครื่องใช้ถูกย้ายที่ ยามที่คุณลุงเปิดตู้เย็นเพื่อจะหาอะไรกิน คุณลุงก็จะสังเกตพบว่า ของกินหายไปบางส่วน หรือในบางทีวางของกินเอาไว้กลางบ้าน แล้วมีธุระต้องออกไปข้างนอก เมื่อกลับมา ก็จะพบว่า ของกินที่วางไว้มันมีบางส่วนหายไป โดยที่คุณลุงเองก็พยายามนึกว่าตัวเองอาจทานเข้าไปเอง แล้วจำไม่ได้ก็เป็นได้

พอเวลาผ่านไป จากหลายวันมาเป็นหลายเดือนจนเกือบปี คุณลุงก็ยังไม่ชินกับเรื่องที่มีข้าวของเปลี่ยนที่ หรือของกินหายไปสักที จนทำให้คุณลุงเอะใจว่า บ้านหลังนี้ มันอาจมีวิญญาณผีผู้หิวโหยสิงสู่อยู่เป็นเพื่อนคุณลุงก็ได้ เพราะคุณลุงมั่นใจว่า ในบ้านหลังนี้คุณลุงไม่เคยพบว่ามีหนูอาศัยอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันเลย

แต่อีกใจหนึ่ง คุณลุงที่เริ่มจะขวัญผวากับสิ่งที่มองไม่เห็นภายในบ้าน ก็พยายามใจดีสู้เสือ คิดเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ว่า ถ้ามีหัวขโมยแอบเข้ามาในบ้านยามที่ตัวเองอยู่ล่ะ มันก็เป็นได้ คุณลุงจึงตัดสินใจตรวจสอบตามประตูหน้าต่างว่ามีรอยงัดแงะอยู่ที่ตรงไหนบ้างไหม ผลปรากฎออกมาว่า ตัวคุณลุงก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ

ตรวจกันขนาดนี้แล้ว ก็ไม่พบอะไรเลย บทสรุปในใจของคุณลุงคาสุยะ มันก็ต้องมาลงที่เรื่องวิญญาณหลอนที่อาศัยสิงสู่คู่บ้านเช่าหลังนี้ น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดแล้ว

คุณลุงคาสุยะ ได้พยายามสอบถามเพื่อนบ้านที่มาอาศัยอยู่ก่อนช่วงที่คุณลุงจะย้ายเข้าว่า ที่บ้านหลังนี้ เคยมีประวัติคนตาย หรือมีการฆาตกรรมหรือไม่ อย่างไร คำตอบที่ได้จากเพื่อนบ้านทุกคนนั้น ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ที่หมู่บ้านนี้ ไม่เคยมีคดีฆาตกรรมรุนแรงถึงขั้นมีคนตาย และที่แน่ ๆ บ้านหลังที่คุณลุงอยู่นั้น ก็ไม่เคยมีประวัติว่ามีคนตายแม้แต่คนเดียว

ด้วยความพยายามที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองอันสงบสุขนี้ของคุณลุง ทำให้คุณลุงตัดสินใจแอบติดกลัองวงจรปิดภายในบ้าน ทั้ง ๆ ที่คุณลุงอาศัยอยู่เพียงคนเดียว ไม่จำเป็นจะต้องแอบติดก็ได้ ในใจคุณลุงคาสุยะนั้นหวังเพียงว่า การแอบติดกล้องวงจรปิดนั้น เขาทำเพื่อไม่ให้ผีร้ายรู้ว่าเขาทำอะไรเท่านั้นเอง

หลังจากที่คุณลุงคาสุยะ ติดตั้งกล้องวงจรปิดเสร็จ วันรุ่งขึ้นคุณลุงก็จัดการล็อกประตูบ้าน และหน้าต่างอย่างแน่นหนาเช่นเคย แล้วจึงออกไปทำธุระตามปกติ

เมื่อคุณลุงกลับมา ก็พบว่าของในบ้านถูกขยับที่ไปจากเดิมเช่นเคย คุณลุงทำใจดีสู้ผี แกล้งทำเป็นรับประทานอาหารเย็นที่ตัวคุณลุงเองก็สังเกตได้ว่า มีบางส่วนหายไปเช่นเคย แล้วพอตกค่ำ คุณลุงก็ตัดสินใจข่มตานอน โดยหวังว่าวันรุ่งขึ้น ที่เป็นวันที่คุณลุงไม่ได้ออกไปไหน เขาจะได้ตรวจสอบที่กล้องวงจรปิดให้รู้ดำรู้แดงกันไปว่า กล้องนั้นจะสามารถจับภาพช่วงที่ของในบ้านขยับที่ได้หรือไม่

เมื่อรุ่งเช้ามาถึง คุณลุงก็นำสื่อบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดมาเปิดดู ภาพจากกล้องที่คุณลุงเห็นนั้น มันทำให้คุณลุงถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว เมื่อคุณลุงเห็นว่า ช่วงที่คุณลุงออกจากบ้านไปแล้วนั้น มีร่างลึกลับร่างหนึ่ง เป็นร่างเหมือนมนุษย์ผมยาว อยู่ในชุดยูกาตะสีขาว ค่อย ๆ คืบคลานออกมาจากตู้เก็บของในบ้าน ราวกับเห็นภาพเดียวกันกับหนังเรื่อง "เดอะริง" ยังไงยังงั้นเลย ร่างนั้นคืบคลานไปทั่วบ้านอย่างช้า ๆ เข้าไปตามห้องต่าง ๆ ของบ้าน ทั้งห้องนั่งเล่น ห้องครัว แม้กระทั่งห้องน้ำ จนเวลาในวีดีโอผ่านไปหลายชั่วโมง ร่างนั้นก็กลับคลานเข้าไปในตู้เก็บของเช่นเดิม


ลุงคาสุยะรู้สึกใจไม่ดี เขาพยายามเดินตรวจไปทั่วบริเวณที่เห็นร่างผีร้ายตนนี้ ว่ามันไปทำอะไรทิ้งไว้บ้าง ก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ นอกจากข้าวของที่ถูกเคลื่อนไปเช่นเดิม

ในที่สุด คุณลุงก็ตัดสินใจเดินมาที่ตู้เก็บของ ความรู้สึกของคุณลุงตอนนี้ มันเหมือนกับกำลังจะเปิดประตูนรก เพื่อเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่ในบ้าน ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย


คุณลุงกลั้นใจ แล้วเปิดบานประตูเก็บของนั้นทันที ก็ปรากฎว่าไม่พบว่ามีใครอยู่ข้างในเลย แต่คุณลุงก็ยังไม่วางใจ พยายามมองไปให้ครบทุกชั้น ให้ทั่วทั้งตู้นั้น จนกระทั่งสายตากวาดลงมาถึงชั้นล่างสุดของตู้ แล้วสิ่งที่คุณได้เห็นต่อหน้าต่อตานั้นคือ !!!

ขาของใครก็ไม่รู้ อยู่ที่ชั้นล่างสุด คุณลุงเห็นดังนั้น ก็ถึงกับขวัญผวาปิดตู้ทันที แล้วรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยมาตรวจสอบ

เวลาผ่านไปไม่นาน ตำรวจท้องที่ ก็ได้มาถึงที่บ้านคุณลุง เจ้าหน้าที่พบกับคุณลุงที่อยู่ในสภาพตกใจกลัว ละล่ำละลักบอกกับพวกเขาว่า คุณลุงได้เผชิญอะไรมาบ้างตลอดเกือบปีที่ผ่านมา และได้ขอร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยตรวจสอบว่า ในตู้มีอะไรอยู่กันแน่ ขาคู่นั้น มันคืออะไรกัน !!!

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับทราบเรื่องดังกล่าว จึงค่อย ๆ เดินไปที่ตู้เก็บของนั้น ทุกคนอยู่ในสภาพความกลัวเข้าครอบงำ เพราะเท่าที่สังเกต ทั้งบ้านก็ล็อกอย่างแน่นหนา มันจะมีอะไรมาอยู่ที่นี่กับคุณลุงได้ ถ้าไม่ใช่ผี !!!

ตำรวจค่อย ๆ เปิดตู้เก็บของดังกล่าว แล้วเอาไฟฉายส่องกวาดดูจนทั่ว และแล้ว ทุกคนก็ได้พบกับเจ้าผีร้ายตนนั้นกับตา มันคือผียายแก่ เดอะริงในชุดสีขาว ผมยาวรุงรัง น่ากลัวเป็นอย่างมาก !!!

ไม่ใช่สิ...

พอดูดี ๆ แล้ว มันไม่ใช่ผีนี่นา นี่มันเป็นคน แต่คนทั้งคนมาอยู่ในนี้ได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลากเธอออกมาจากตู้แล้วสอบถามว่า เรื่องราวมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่

ผียายแก่เดอะริง ที่จริงแล้วเธอชื่อว่า "ทัตสึโกะ โฮริคาวะ" เธอเป็นหญิงชรา อายุ 58 ปี เธอเป็นคนจรจัด ไร้บ้านแอบมาอาศัยอยู่ในบ้านเช่าหลังนี้มานานแล้ว นานกว่าคุณลุงคาสุยะที่เพิ่งย้ายเข้ามาเกือบปีนี่เสียอีก

การกินอยู่ ก็อาศัยช่วงที่คุณลุงคาสุยะไม่อยู่ หรือช่วงที่คุณลุงหลับแล้ว ออกมาหาของกินบ้าง อาบน้ำบ้างตามโอกาสจะสะดวก ซึ่งก็ได้ทำแบบนี้มาตั้งแต่คุณลุงย้ายเข้ามาอยู่ จนถึงวันนี้ก็เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน ก็จะครบรอบปีแล้ว

สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ มันก็เป็นไปแล้ว นี่หมายความว่า ทุกอิริยาบถของคุณลุงในบ้านหลังนี้ ไม่ว่ายามกิน ยามนอน ล้วนแล้วแต่อยู่ในสายตาของทัตสึโกะมาตลอด โดยที่คุณลุงไม่รู้ว่ามีใครแอบอาศัยอยู่เลย ช่างน่าสยองขวัญเสียจริง

ท่ามกลางความตะลึงงัน คุณลุงก็ได้พูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทิ้งท้ายก่อนจะพาตัวทัตสึโกะออกไปจากบ้านว่า...

"อย่างน้อย เธอก็อาบน้ำ...."



เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://mobile.reuters.com/article/idUSCOO06330120080530
http://www.theguardian.com/world/2008/may/31/japan



วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

[ 18+ จัดเต็ม ] มิติที่ 6 โทคุคัตสึ โมนามิ สยองขวัญสาวน้อยเลือดสาดแห่งนางาซากิ (คดีเชือดซาเซโบ 2)

มิติที่ 6 ตอนโทคุคัตสึ โมนามิ สยองขวัญสาวน้อยเลือดสาดแห่งนาซากิ ได้นำเรื่องราวนี้มาจากเวบไซต์หลายแห่ง และข้อมูลส่วนหนึ่งได้แปลมาจากภาษาญี่ปุ่นโดยตรง อาจมีเนื้อหาบางส่วนผิดพลาด จึงขออภัยมา ณ ที่นี้



ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 2004 ที่เมืองซาเซโบ จังหวัดนางาซากิ เคยเกิดเรื่องราวสยองขวัญ เมื่อมีเด็กน้อยคนหนึ่งสวมชุดฮู้ดของทีมกีฬา เนวาดะ ได้ใช้มีดเชือดคอเพื่อนของเธอจนเสียชีวิตจนเป็นตำนานที่โลกต้องจารึกมาแล้ว

ต่อมาไม่นาน ที่เมืองแห่งนี้ก็ได้ก่อกำเนิดฆาตกรเด็กโหดขึ้นมาอีกคน ซึ่งสิ่งที่เธอได้กระทำกับเหยื่อนั้น มันช่างสุดโหดเหี้ยมสยองขวัญกว่าเนวาดะตันมากมาย และผลจากการกระทำของเธอ ก็ได้ทำให้หลายภาคส่วนของญี่ปุ่นออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยวิธีการต่างๆ

เรื่องราวที่เหมือนกับจะเป็นอาถรรพ์แห่งเมืองซาเซโบ ที่เกิดขึ้นซ้ำ 2 นี้ ได้ถูกทางการของญี่ปุ่น ขอความร่วมมือให้สื่อต่างๆ ช่วยปิดบังชื่อของเธอเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะยิ่งปิดบังเท่าไร คดีสะเทือนขวัญนี้ ก็ยิ่งมีผู้ต้องการจะรู้ตัวตนของฆาตกรมากขึ้นเท่านั้น ทำให้ประวัติของเธอถูกชาวเน็ตในญี่ปุ่น ขุดค้นกันหนักกว่าเดิม เพื่อให้ความจริงที่ถูกซ่อนอยู่ปรากฎออกมา

โทคุคัตสึ โมนามิ

เธอคือ “โทคุคัตสึ โมนามิ” อายุ 15 ปี เธอเป็นเด็กนักเรียนปี 1 ของโรงเรียนมัธยมซาเซโบเหนือ เธอเป็นเด็กสาวมีความสามารถมากมาย นอกจากจะเรียนดีแล้ว เธอยังเป็นนักกีฬาแข่งสเก็ตความเร็วของโรงเรียนด้วย เธอชอบเล่นเปียโน และเคยได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข็งขันเปียโนของโรงเรียน และยังมีความสามารถในด้านศิลปะ เธอชอบวาดรูป งานของเธอเคยติดอันดับที่ 59 ของนักวาดเยาวชนในนางาซากิเลยทีเดียว โมนามิเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวโทคุคัตสึ

โทคุคัตสึ ฮิโรชิ (พ่อ) กับโมนามิ

เธอมีคุณพ่อชื่อ “โทคุคัตสึ ฮิโรชิ” อายุ 55 ปี พ่อของโมนามิเป็นคนนางาซากิโดยกำเนิด ฮิโรชินั้นมีอาชีพเป็นทนายความอยู่ในบริษัทที่ปรึกษาทางกฏหมาย เอชพี เขาแต่งงานกับ ฮิโรโกะ เธอเป็นคณะกรรมการของสมาคมสเก็ตของท้องถิ่น ซึ่งนี่เองที่ทำให้โมนามิชื่นชอบกีฬาแข่งสเก็ตความเร็ว

โทคุคัตสึ ฮิโรโกะ แม่ของโมนามิ (คนกลาง)

ชีวิตครอบครัวโทคุคัตสึนั้น น่าจะเป็นครอบครัวที่เพรียบพร้อม หัวหน้าครอบครัวมีหน้าที่การงานมั่นคง คุณแม่ก็มีฐานะทางสังคมสูง ลูกสาวเองก็มีความสามารถ แต่ทว่า พ่อของโมนามินั้นเป็นคนเจ้าชู้ เขาแอบมีกิ๊ก และดูเหมือนคุณแม่ของเธอจะรู้เรื่องด้วย ทำให้สภาพที่แท้จริงภายในครอบครัวนี้ค่อนข้างจะอึมครึม ส่งผลให้โมนามิ กลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่ค่อยมีเพื่อน และมีนิสัยออกจะเก็บกด ชอบแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง แต่ตัวของเธอเองก็พยายามจะลบจุดด้อยของตัวเองด้วยการหันมาเอาดีทางด้านการเรียน และกีฬา มุ่งมั่นทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง จนตัวของโมนามิกลายเป็นเด็กที่รักสันโดด ไม่ได้สนใจที่จะคบหาใครเป็นเพื่อนสนิทเหมือนกับเด็กวัยรุ่นราวคราวเดียวคนอื่นๆ เลย 

ในวัยเด็กช่วงที่โมนามิเรียนอยู่ชั้นประถมนั้น เพื่อนคนนึงของเธอเล่าว่า สมัยนั้นเธอเคยทะเลาะกับโมนามิอยู่หนหนึ่ง เธอสังเกตเห็นได้ว่า โมนามิตอนโมโหนั้น เหมือนเธอจะมีอารมณ์มากเกินกว่าคนทั่วไป เพราะตอนที่โมนามิโมโห เธอจะแสดงความโกรธจนถึงขั้นร้องไห้ออกมา ดูน่ากลัวมาก

และในช่วงนึง โมนามิได้เคยก่อเรื่องในโรงเรียนประถมแห่งนั้น เธอได้แอบผสมสารฟอกขาวลงในจานข้าวของเพื่อนร่วมชั้น 2 คนของเธอ โดยครั้งนั้นโชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต ทางโรงเรียนได้แจ้งผู้ปกครองให้มารับทราบปัญหาของโมนามิ ซึ่งโมนามิตอนนั้น กลับไม่ได้รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำเลย เธอบอกกับครูฝ่ายปกครองว่า

“สองคนนั้นเขาแกล้งฉันก่อน เอาแต่ล้อเลียนฉันอยู่ได้ ฉันก็เลยต้องสั่งสอนพวกนั้น” 

จนมีบางคนเรียกเธอว่า
“ยัยเด็กฉลาดจอมโหด”

ชีวิตของโมนามินั้น ต้องแปรผันไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลังจากที่ฮิโรโกะ แม่ของเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี ค.ศ. 2013 และพ่อของเธอก็แต่งงานใหม่ทั้งๆ ที่แม่เพิ่งตายเพียง 3 เดือน จากวันนั้นมา สถานภาพของเธอกับพ่อก็ดูจะห่างเหินกันมากขึ้น พ่อของเธอเริ่มไม่สนใจว่าโมนามิจะอยู่ดีอย่างไร จะทำอะไรก็ปล่อยให้เธอทำ โดยไม่คิดจะสนใจดูแล


เธอเริ่มแสดงพฤติกรรมซาดิสท์สุดโหด ด้วยการจับสัตว์มาทรมานโดยใช้วิธีชำแหละมันเป็นชิ้นๆ และยังมีรายงานว่า เธอเคยใช้ไม้ตีเบสบอลเหล็ก ไล่ทุบตีพ่อของตัวเองจนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอีกด้วย

จนในที่สุด โมนามิก็ได้ขอแยกตัวเองออกมาจากครอบครัวที่บ้าน ออกมาอาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ โดยอ้างว่าจะขอทดลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวเอง ก่อนที่จะไปเรียนต่อเมืองนอก ซึ่งอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟ เจ อาร์ ซาเซโบ ที่อยู่ใกล้ใจกลางเมือง ช่วงนี้โมนามิเริ่มอาศัยอินเตอร์เน็ต การ์ตูน และภาพยนต์ เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจตัวเอง แต่ไม่รู้โชคชะตามันเล่นตลกกับเธอหรืออย่างไร แทนที่โมนามิจะดูเรื่องราวจากสื่อเหล่านี้เหมือนคนทั่วๆ ไป เธอกลับเลือกที่จะดูแต่เรื่องราวแนวโหดๆ ที่คนญี่ปุ่นเรียกว่าแนว “กุโระ” หรือ “Gore” ภายหลังโมนามิเริ่มเก็บตัวหนักขึ้น จากโรงเรียนที่เคยไปสม่ำเสมอ ก็ไม่ค่อยได้ไป เรียกได้ว่าชีวิตของโมนามิตอนนี้ เธอไม่เหลือใครอีกต่อไปแล้ว


แต่ในความโดดเดี่ยวนั้น โมนามิเองก็มีเพื่อนที่อยู่เคียงข้างเธอคนหนึ่ง เพื่อนที่แม้โมนามิอาจจะไม่ได้ต้องการซักเท่าไหร่ แต่เธอคนนี้ก็ยังคอยไปมาหาสู่กับโมนามิเป็นประจำ เธอชื่อว่า “มัตสึโอะ ไอวะ”

ไอวะเป็นนักเรียน ปี 1 ของโรงเรียนซาเซโบเหนือ เช่นเดียวกับโมนามิ เธอแอบปลื้มโมนามิในฐานะแฟนคลับ โมนามินั้น แม้จะไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่ในสายตาของไอวะแล้ว โมนามิก็เหมือนกับฮีโร่ ที่ตัวเองอยากรู้อยากเห็นว่าคนที่เธอปลื้มนั้น เป็นอยู่อย่างไรเท่านั้นเอง ซึ่งพ่อแม่ของไอวะนั้น ก็เข้าใจว่า ไอวะมีเพื่อนสนิทคือโมนามิแน่นอน เพราะมันก็เป็นเรื่องปกติ ที่เด็กผู้หญิงจะมีเพื่อนที่ต้องแวะไปเยี่ยมไปหากันแบบนั้นเอง

และในวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 2014 ไอวะ มัตสึโอะได้ขออนุญาตกับพ่อแม่ของเธอว่า วันนี้จะไปค้างที่บ้านเพื่อน ซึ่งพ่อแม่ของเธอก็ไม่ได้เอะใจอะไร ยอมให้เธอออกจากบ้านไปในเย็นวันนั้นนั่นเอง


ในคืนวันนั้น ไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างนั้น จู่ๆ ในเวบ ทูชาแนล เวบไซต์สังคมชื่อดังของญี่ปุ่น ก็ได้มีผู้โพสต์ลิงค์ภาพถ่ายน่ากลัวจำนวนหนึ่งขึ้นไปยังกระทู้ห้องฮายาบูสะ 3 เมื่อเวลา 22:08 น. โดยตั้งชื่อภาพว่า
“ฆ่าตายไปซะแล้ว...”


โดยมีทั้งหมด 5 ภาพ 4 ภาพแรกเป็นภาพมือของเด็กผู้หญิงเปื้อนเลือด เดาได้ว่าเป็นภาพมือของผู้โพสต์นั่นเอง  และภาพที่ 5 เป็นภาพผ้าที่ชุ่มไปด้วยเลือด โดยใต้ลิงค์เหล่านี้ มีข้อความต่อว่า
“แต่เลือดออกไม่เยอะเท่าไหร่ ทำไงดี” 



ต่อมาเวลา 22:13 น. ผู้โพสต์ ID เดียวกันก็ได้ตอบความเห็นต่อมาว่า
“เลือดเต็มเลย เช็ดยังไงก็ไร้ประโยชน์”
พร้อมกับแนบลิงค์ภาพมือของผู้โพสต์ภาพ กำลังกำผ้าที่เลอะเลือดอยู่



และต่อมาช่วง 22:24 น. ID ดังกล่าวก็โพสต์อีกโดยใต้ข้อความก็ได้แนบลิงค์ภาพถ่ายมืดๆ ซึ่งต่อมามีผู้สันนิษฐานว่า เป็นภาพบริเวณศีรษะของคนที่ชุ่มไปด้วยเลือด ข้อความนั้นบอกว่า
“เราต้องอุ่นของที่มันหายเย็นแล้วให้อุ่นด้วยรึ ตอนนี้แช่อยู่ในอ่างอาบน้ำ ว่าแต่ทุกคนคิดว่าสมองมันเป็นสีอะไร?”


และข้อความสุดท้ายถูกโพสต์ในเวลา 22:30 น. ว่า
“นี่คอยดูเส้นประสาทกับสมองที่แช่ไว้มาตลอดเลยเนี่ย”
จนมีผู้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาแน่ๆ


เรื่องดังกล่าว แม้จะมีหนังสือพิมพ์กระแสหลักของไทย ลงเนื้อหาใกล้เคียงกับเรื่องนี้ แต่หลังจากที่มิติที่ 6 ได้สอบถามสายข่าวทางญี่ปุ่นให้ช่วยตรวจสอบเพิ่ม ว่ามันมีอะไรเพิ่มเติมจากเดิมหรือไม่ แล้วเราก็ได้พบกับเรื่องจริงว่า เหตุการณ์ที่กล่าวไปข้างต้นนั้นมันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญของเด็กสาวคนหนึ่ง ที่ตั้งใจจะแกล้งคนเล่นๆ ในเวบ 2ch (ทูชาแนล) ในเวลาที่ใกล้เคียงกับการเกิดคดีสังหารโหดนี้ขึ้น


และยังพบว่า เด็กที่โพสต์เรื่องดังกล่าว ได้หงายการ์ดรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และขอโทษกับสมาชิกเวบไซต์ไปแล้ว ในอีกกระทู้หนึ่ง





ส่วนเรื่องจริงที่เกิดขึ้นระหว่างโมนามิ และไอวะนั้น คือเรื่องดังต่อไปนี้

ไอวะจังได้ขออนุญาตทางบ้านไปเที่ยวบ้านเพื่อนเท่านั้น ไม่ได้ขอไปค้างแต่อย่างใด และระหว่างเดินทางไปบ้านเพื่อน ไอวะก็พบกับโมนามิที่ดักรออยู่ โมนามิได้จับตัวไอวะไปที่ห้องพักของเธอ และสังหารไอวะด้วยค้อนปอนด์และบีบคอ จากนั้นก็ทำการหั่นศพตามที่เป็นข่าว ซึ่งโมนามิเอง ก็ไม่ได้โพสต์ภาพใดๆ ขึ้นเวบทูชาแนลเลยหลังจากหั่นศพไม่สำเร็จ

วันรุ่งขึ้นโมนามิก็ได้มาเดินด้อมๆ มองๆ แถวบ้านของไอวะ ซึ่งเวลานั้น เป็นเวลาเดียวกันกับที่ทางผู้ปกครองของไอวะ ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยออกตามหาไอวะ ที่หายตัวไปเกินเวลา และติดต่อกับทางบ้านเพื่อนที่ไอวะบอกว่าจะไปเที่ยว ก็ไม่มีใครพบเธอ จังหวะนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สังเกตเห็นโมนามิ ที่มีพิรุธอย่างมาก จึงได้เข้าไปสอบสวนโมนามิ และเมื่อโมนามิถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจถาม เธอก็เกิดความกลัว และสารภาพทันทีว่า เธอได้ลงมือฆ่าไอวะที่ห้องพักไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้าตรวจค้นที่ห้องของโมนามิ และได้พบกับศพของไอวะบนที่นอนนั่นเอง


สภาพศพของไอวะนั้น มีสภาพน่าเวทนาเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในตอนต้น ก็คือ เธอถูกตัดคอ และแขนซ้ายจนเกือบขาด และตามร่างกายมีรอยมีดเฉือนอยู่ทั่ว รวมถึงการถูกผ่าท้องด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนโมนามิถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โมนามิสารภาพกับตำรวจด้วยใบหน้าอันเรียบเฉยว่า
“หนูเป็นคนทำทั้งหมดเองค่ะ”

จากการชันสูตรศพในที่เกิดเหตุ พบอุปกรณ์ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฆาตกรรมอยู่ใกล้ๆ กับศพ ประกอบไปด้วย ค้อนปอนด์สั้น 1 อัน ค้อนทั่วไป 1 อัน และเลื่อยมือขนาดเล็กอีก 1 อัน โดยทั้งสามชิ้น มีคราบเลือดอาบอยู่บริเวณใช้งานทั้งสิ้น


ผ่านมาจนถึงวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 2014 การสอบสวนโมนามิ ก็ได้เริ่มขึ้น เจ้าหนาที่พยายามสอบสวนเธอ ถึงหามูลเหตุที่ทำให้เธอต้องฆ่าไอวะ ว่าแค้นอะไรกันมา ถึงได้กระทำทารุณต่อไอวะขนาดนั้น โมนามิรับสารภาพออกมาด้วยคำพูดที่ไม่สะทกสะท้าน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับสะทกสะท้านเสียเองว่า


“หนูแค่อยากจะลองฆ่าคน แล้วแยกส่วนของคนมานานแล้ว”

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนต่อไปว่า เธอไปเอาเครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้มาจากไหน โมนามิจึงตอบว่า


“ส่วนเครื่องมือพวกนี้ หนูเป็นคนซื้อมาเอง”

จากคำสารภาพนี้ หมายความว่าโมนามิตั้งใจจะฆ่าไอวะ โดยมิได้มีเรื่องบาดหมางกันมาตั้งแต่ต้น เพราะเธอเตรียมเครื่องมือต่างๆ ไว้พร้อมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากคดีฆาตกรรมสยองนี้จบลง มันก็ส่งผลกระทบแก่สื่อ และองค์กรต่างๆ เป็นจำนวนมาก เพราะในวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 ทางสถานีโทรทัศน์ฟูจิของญี่ปุ่น ตัดสินใจงดการแพร่ภาพอนิเมะเรื่อง “ไซโคพาส” ซึ่งเป็นหนังการ์ตูนที่มีเนื้อหารุนแรงเกี่ยวกับฆาตกรเด็กหญิง และตัดสินใจสั่งให้การ์ตูนเรื่องนี้ต้องตัดต่อเนื้อหาของเรื่องตั้งแต่ตอนที่ 4 ให้เบาลง เพื่อป้องกันกระแสต่อต้านการ์ตูนอนิเมะที่มีเนื้อหารุนแรงไปด้วย


ด้านทางโรงเรียนซาเซโบเหนือ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เด็กทั้งสองศึกษาอยู่นั้น ก็ได้ออกมาบอกว่า ทางโรงเรียนรู้สึกเสียใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้น และรู้สึกอับอาย เพราะทั้งๆ ที่ทางโรงเรียนได้พยายามเอาใจใส่ ให้ความสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมปลูกฝังการรู้คุณค่าของชีวิต ให้กับนักเรียนอย่างเต็มที่ แต่ผลที่ออกมากลับไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ได้เลย

ส่วนทางศูนย์คุ้มครองสุขภาพจิตเยาวชนของนางาซากิเอง ก็ออกมาออกมารับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ทางด้าน “โทคุคัตสึ ฮิโรชิ” พ่อของโมนามินั้น ก็ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบการกระทำอันแสนโหดร้ายต่อครอบครัวของมัตสึโอะ ไอวะ ด้วยการขอโทษต่อหน้าครอบครัว แต่ด้วยกระแสสังคมของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อเรื่องนี้ค่อนข้างจะหนักหน่วงเกินกว่าคนทั่วไปจะรับได้ ทำให้สุดท้าย ฮิโรชิ ได้ตัดสินใจกระทำอัตนิวิบากกรรม ด้วยการแขวนคอตัวเอง ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2014 โดยหลังจากการเสียชีวิตของฮิโรชิ หน้าเวบต่างๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานของเขา ก็ได้ถูกลบออกจากเซอร์เวอร์ไปทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งเฟซบุคที่ได้ลบโพรไฟล์ของฮิโรชิออกไปทันทีเช่นกัน คงเหลือแต่ภาพที่ถูกเวบไซต์ข่าวใต้ดินแคปเก็บไว้ได้เท่านั้น

โทคุคัตสึ ฮิโรชิ พ่อของโมนามิ
มีผู้คนบนเวบไซต์สังคมของญี่ปุ่นบางคนให้ข้อสังเกตว่า จริงๆ แล้ว โมนามิเองนั้น ไม่น่าจะเพิ่งมีรสนิยมชมชอบความโหดร้าย รุนแรงในช่วงที่พ่อของเธอแต่งงานใหม่ แต่เธอน่าจะมีนิสัยชอบความรุนแรงแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะเรื่องที่เธอเคยวางยากับเพื่อนตอนเรียนชั้นประถม เคยจับสัตว์มาฆ่าอย่างทารุณ และเคยทำร้ายพ่อของเธอจนบาดเจ็บมาแล้วนั่นเอง

  

ในช่วงที่ข่าวนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไปทางสื่อของประเทศญี่ปุ่น และต่างประเทศ ที่ได้ตีข่าวไปอย่างกว้างขวางนั้น ได้พยายามจะปกปิดชื่อ นามสกุล และประวัติความเป็นมาของเธออย่างเต็มที่ เพราะเวลานั้น โมนามิเองมีอายุเพียง 15 ปี และถึงจะนับถึงปีที่มิติที่ 6 ได้จัดทำข้อมูลนี้ เธอก็น่าจะมีอายุได้เพียง 17 ปี เท่านั้น ถือว่าเธอจะได้กฎหมายเยาวชนของญี่ปุ่นคุ้มครองสิทธิ์อยู่นั้นเอง  ทำให้แม้แต่ผลการพิจารณาคดีของเธอนั้น ก็ถูกทางราชการปกปิดเอาไว้เป็นความลับ โดยลิงค์ข่าวหลายสำนักถึงกับเลือกที่จะลบข่าวนี้ทิ้งเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ทำให้การสืบหาข้อมูลของคดีนี้เป็นไปได้ยากมาก
ภาพวาดของโมนามิ จิตมาก

แต่ด้วยความสยองขวัญของรูปคดี ที่คนร้ายเป็นเพียงเด็กผู้หญิง ซ้ำยังเกิดขึ้นในเมืองเดียวกันกับคดีของนัทสึมิ สึจิ หรือเนวาดะตันอีก ยิ่งทำให้ชาวเน็ตต่างพากันพยายามขุดคุ้ยความเป็นมาของเธอ รวมถึงชื่อ นามสกุลที่แท้จริงด้วย

ซึ่งในเวบไซต์ข่าวใต้ดินหลายสำนัก ที่ตามข่าวนี้มาตั้งแต่ต้น ได้เผยแพร่รูปถ่ายของโมนามิ รวมถึงพ่อแม่ของเธอ ในกิจกรรมต่างๆ และได้ลงประวัติย่อๆ ของเธอเอาไว้ รวมถึงงานวาดภาพตัวของเธอเองอีกด้วย ซึ่งภาพวาดดังกล่าวนั้น ให้ความรู้สึกน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งมิติที่ 6 ก็ได้รับความช่วยเหลือจากสายข่าวจากประเทศญี่ปุ่นของเรา ช่วยสืบค้นข้อมูลเหล่านี้มาให้ท่านผู้ชมได้ชม โดยทางมิติที่ 6 ไม่ได้มุ่งหวังที่จะให้เธอไม่มีที่ยืนในสังคม จึงได้ขอสงวนสิทธิ์ ปกปิดหน้าตาบางส่วนของเธอ ส่วนชื่อและนามสกุลจริงที่มิติที่ 6 ได้นำเสนอนั้น ทางมิติที่ 6 เองคาดว่าตัวของโมนามิเอง ก็น่าจะเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็นชื่อใหม่ หลังจากที่พ้นโทษออกมาแน่นอน จึงไม่ได้ปกปิดแต่อย่างใด



สุดท้ายแล้ว คดีของโทคุคัทสึ โมนามิ น่าจะเป็นอุทธาหรณ์แก่ครอบครัวที่มีปัญหาพ่อแม่แต่งงานใหม่ ว่าการตัดสินใจจะเริ่มชีวิตใหม่ของตัวเองนั้น มันไม่ได้เป็นเรื่องตัวคนคนเดียว หากแต่ต้องนึกถึงลูกของตัวเองกับคนรักเก่าด้วย ว่าเด็กๆ นั้นพร้อมจะรับเรื่องเหล่านี้ได้หรือยัง และมิติที่ 6 ก็หวังว่า ในบ้านเรานั้น จะไม่มีเรื่องราวสยองขวัญซ้ำรอยกับเรื่องราวของเธอ…

"โทคุคัตสึ โมนามิ"




หลังจากอ่านเรื่องราวจากมิติที่ 6 จบแล้ว อย่าลืมกด LIKE และแชร์ เรื่องราวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

ขอขอบคุณ : คุณชิกิ ฮิโระ สายข่าวประเทศญี่ปุ่น ที่ช่วยสืบหาเรื่องราวเพิ่มเติม
ขอบคุณที่มา :
https://en.wikipedia.org/wiki/Sasebo_schoolgirl_murder
http://hujiko.net/blog/detail.php?id=940
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000085415
http://fukmaxnews.blog.fc2.com/blog-entry-618.html
http://blog-imgs-70.fc2.com/u/r/a/uracigoto/140727_nagasaki1.png
http://uracigoto.blog.fc2.com/blog-date-201407.html

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 คริสติน เลอา ปาแปง พี่น้องสาวใช้สยองขวัญ !!!

สำหรับมิติที่ 6 เรื่องนี้ เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ซึ่งทำให้การออกเสียงชื่อบุคคล และสถานที่ จากภาษาเดิมผิดพลาดหลายจุด จึงขออภัยอย่างสูงมา ณ ที่นี้

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1933 ที่ประเทศฝรั่งเศสมีคดีสุดสยองขวัญสุดโด่งดังคดีหนึ่ง เมื่อมีการพบศพสองแม่ลูกถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต การสืบหาฆาตกรนั้น  แม้จะไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่ก็สุดแสนจะรังแกความรู้สึก และสุดท้ายเรื่องราวนี้ก็กลายเป็นตำนานสยองขวัญสั่นประสาทที่ถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสต์คดีฆาตกรรมวิปริตของฝรั่งเศส !!!

 ชมเรื่องนี้บนยูทูป
กดชมมิติที่ 6 คลิปเรื่องนี้บนยูทูปได้ที่ภาพ


ที่เมือง เลอมองส์ มีครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง อาศัยอยู่ทางตอนใต้ หัวหน้าครอบครัวนี้คือนาย "กุสตาฟ" เขาเป็นชาวนาขี้เหล้า ไม่ค่อยสนใจครอบครัว มีภรรยาชื่อ "เคลมองซ์" เป็นภรรยาที่ไม่ค่อยทำหน้าที่ดูแลบ้าน เธอเป็นคนสำส่อน บ้าผู้ชาย เธอไม่ได้รักกุสตาฟเลย ทั้งสองถูกบังคับให้แต่งงานเพียงเพราะเคลมองซ์พลาดไปมีลูกกับกุสตาฟทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ก็ไม่ได้พร้อมจะมีครอบครัวนั่นเอง

ทั้งสองมีลูกสาว 3 คน คนโตคือ "เอมิเลีย" ที่ลืมตาดูโลกเมื่อปี ค.ศ. 1901 เธอโตมาอย่างทุลักทุเล จากความไม่พร้อมของพ่อแม่ไม่นาน ในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1905 กุสตาฟและเคลมองซ์ ก็ได้ให้กำเนิด "คริสติน" อีกคน แต่ด้วยความขี้เกียจไร้สัญชาตญาณความเป็นแม่ เคลมองซ์ก็ได้ส่งตัวเอมิเลีย และคริสตินไปให้น้องสาวของกุสตาฟเลี้ยงแทน จนเวลาผ่านไปอีก 6 ปี "เลอา" น้องสาวอีกคนก็ได้ลืมตา ในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1911

ในปีนั้น กุสตาฟได้ข่มขืนเอมิเลียลูกสาวคนโตที่แวะเดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ เรื่องนี้ส่งผลให้เคลมองซ์ตัดสินใจหย่าขาดกับกุสตาฟทันที แต่มีผู้วิเคราะห์ว่า เคลมองซ์นั้นไม่ได้ตัดสินใจอย่ากับสามีเพราะเป็นห่วงสวัสดิภาพของลูกสาว แต่เป็นเพราะ ต้องการอยากจะสั่งสอนกุสตาฟที่ไม่ซื่อสัตย์กับเธอมากกว่า เพราะเอมิเลียกับคริสตินนั้น แทบไม่ได้ถูกเลี้ยงดูจากพ่อเลย ซึ่งหลังจากที่เคลมองซ์หย่ากับกุสตาฟแล้ว พวกเขาก็ส่งคริสตินกับเอมิเลียไปให้สถานเด็กกำพร้าเป็นผู้รับเลี้ยง ส่วนเลอา น้องคนสุดท้องก็ถูกส่งไปให้ญาติเลี้ยง ซึ่งภายหลังต่อมา เอมิเลียพี่คนโตก็ตัดสินใจบวชเป็นแม่ชี

คริสติน และเลอา ปาแปง

ต่อมาคริสตินก็อยากจะไปบวชเป็นชีตามเอมิเลียบ้าง แต่เคลมองซ์ผู้เป็นแม่ก็ไม่อนุญาต คริสตินจึงถูกรับตัวกลับมาพร้อมกับพาเลอามาเลี้ยงอย่างเข้มงวด เคลมองซ์บังคับให้คริสตินทำงานหาเงิน ด้วยการให้เธอไปทำงานหนัก ๆ ทำให้คริสตินเองนั้นรู้สึกเกลียดชังแม่ของเธอเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน คริสตินก็รู้สึกผูกพันธ์กันเลอามากขึ้น  เพราะไม่ว่าคริสตินจะถูกใครทำร้ายจิตใจ หรือทอดทิ้งเธอไป เธอก็จะเหลือเพียงเลอาที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเธอเอาไว้นั่นเอง ทำให้ทั้งสองไม่อยากจะแยกจากกัน คริสตินไปทำงานที่ไหน เลอาก็จะร้องขอไปทำงานด้วยเสมอ

บุคคลิกของคริสตินนั้น ออกจะมีลักษณะเหมือนจะมีอาการทางจิตแบบพวกหวาดระแวง หลอนประสาท มองโลกเลวร้าย ไม่ไว้ใจใคร ส่วนเลอากลับเป็นคนขึ้อาย ชอบวิตกกังวล ไม่เป็นตัวของตัวเอง ทำให้เวลาคริสตินไปทำอะไรที่ไหน เลอาก็จะต้องทำตามนั่นเอง

ต่อมาทั้งคริสติน และเลอา ได้ไปทำงานเป็นสาวใช้ในครอบครัวชั้นกลางในเมืองเลอมองค์ เพื่อหาเงินส่งให้กับแม่ของเธอ ทั้งคู่มีหน้าที่เหมือนสาวใช้ในฝรั่งเศสทั่ว ๆ ไป นั่นคือการทำความสะอาด ทำอาหาร ซึ่งทั้งสองก็ทำหน้าที่ได้ดี ไม่มีบกพร่อง แต่ด้วยค่าจ้างที่ไม่เพียงพอที่จะให้กับแม่ของพวกเธอ ทำให้ทั้งคู่ต้องเปลี่ยนที่ทำงานอยู่บ่อย ๆ


จนถึงปี ค.ศ. 1926 ทั้งคริสติน และเลอา ได้เข้าทำงานเป็นสาวใช้ให้กับครอบครัวลองซาแลง ครอบครัวนี้ประกอบไปด้วย "เรอเน่ ลองซาแลง" เป็นหัวหน้าครอบครัว เขามีอาชีพเป็นทนายความ อยู่กับ "ลีโอนี่ ลองซาแลง" เป็นภรรยา และมีลูกสาวชื่อ "เจนิเวฟ์" ทั้งสามอาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์เลขที่ 6 รู บรูแยซ์ เมืองเลอมองซ์ เป็นครอบครัวที่ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ พวกเขาใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข จนกระทั่งวันหนึ่ง เรอเน่ หัวหน้าครอบครัวมองว่า ตัวเขาเองไม่ค่อยมีเวลามากพอจะช่วยภรรยาดูแลบ้านได้ และไม่อยากจะเห็นภรรยาของตัวเองทำงานหนักมากไป จึงได้จ้างสองพี่น้องคริสติน และเลอา เข้ามาเป็นแม่บ้าน โดยตอนแรกเรอเน่ จ้างคริสตินมาทำงานเพียงคนเดียวก่อน และได้ตัดสินใจจ้างเลอาเข้าทำงานในภายหลัง

ซึ่งทั้งคริสติน และเลอา ก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีขาดตกบกพร่องอะไร อีกทั้งมาดามลองซาแลง ก็เป็นนายจ้างที่ปฏิบัติดีกับพวกเธอมากกว่านายจ้างคนก่อน ๆ ซึ่งแม้อะไร ๆ จะดีกว่าเดิม แต่สองพี่น้องเองก็ต้องทำงานหนักมาก โดยใช้เวลาทำงานวันละ 12 ถึง 14 ชั่วโมง ที่จะต้องคอยดูแลทำความสะอาดทุกส่วนของบ้าน ไหนจะงานอื่น ๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในแต่ละวัน ทำให้ทั้งสองมีวันหยุดเพียงครึ่งวันต่อสัปดาห์เพื่อเข้าโบสถ์เท่านั้นเอง

ในช่วงเวลาว่างอันน้อยนิดของคริสตินและเลอานั้น พวกเธอชอบที่ขลุกตัวอยู่ในห้องเล็ก ๆ ใต้หลังคาชั้นสามของบ้าน ด้วยการมีเพศสัมพันธ์ด้วยกัน ไม่เคยคิดจะออกไปไหน ไม่เคยแม้แต่จะไปงานเต้นรำ หรือร่วมงานเลี้ยงของกลุ่มอาชีพแม่บ้านคนอื่น ๆ เพื่อสร้างมิตรภาพกับใครเลย

ทั้งสองทำงานเป็นสาวใช้ระดับมืออาชีพ ทำงานดีไม่มีบกพร่อง ทั้ง ๆ ที่ได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด ซึ่งค่าแรงเหล่านี้ พวกเธอเองก็ไม่ค่อยจะได้ใช้ เพราะต้องส่งเงินไปให้แม่ของเธอทั้งหมด นายจ้างบ้านไหน ๆ ก็อยากได้พวกเธอทั้งสองเข้าทำงาน ซึ่งมองจากภายนอกมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ แต่ภายในจิตใจของทั้งคู่นั้น ก็เริ่มจะมีปัญหาทางบุคลิกภาพมากขึ้น

คริสตินเริ่มแสดงออกนิสัยแท้จริงหนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความขี้ใจน้อย ความหยิ่งยโส ส่วนเลอาก็หัวอ่อน ติดพี่สาวมากขึ้น จะทำอะไรก็ขอแค่ให้มีคริสติน โดยแสดงออกมาให้เห็นชัดเจนมากขึ้น แต่ข้อเสียพวกนี้กลับไม่ได้ถูกนายจ้างมองว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด ครอบครัวลองซาแลงก็ยังคงจ้างสองพี่น้องทำงานต่อไปเรื่อย ๆ โดยแก้ปัญหาการแสดงออกของทั้งคู่ด้วยการเขียนสั่งงานเป็นจดหมายแทนที่จะสั่งด้วยคำพูดแทน ซึ่งทำให้คริสตินและเลอา สามารถทำงานรับใช้บ้านนี้มาได้อย่างยาวนานถึง 7 ปี


ซึ่งในที่สุด ความอดทนทุกอย่างก็เริ่มจะมีรอยร้าว เมื่อมาดามลองซาแลง เริ่มเข้มงวดกับการทำงานของพวกเธออย่างเกินงาม มาดามมักจะทดสอบผลงานของพวกเธอเหมือนพวกงี่เง่า เช่น ใส่ถุงมือสีขาวลูบไปบนเฟอนิเจอร์เกือบทุกชิ้น ว่าสองพี่น้องสาวใช้ของเธอทำความสะอาดได้ดีหรือไม่ มีครั้งหนึ่ง มาดามถึงกับตะโกนด่าทั้งสองเพียงเพราะเลอาทำความสะอาดไม่หมด เรื่องนี้ทำให้คริสตินเริ่มมองว่ามาดามลองเซอแลงนั้น ทำตัวเหมือนแม่คนที่สอง แม่ที่เข้มงวด และเอาเปรียบ และคริสตินก็เริ่มระแวงว่า สาเหตุที่มาดามเป็นแบบนี้ ก็เพราะว่าเธออาจเริ่มรู้ความลับของสองพี่น้อง ที่แอบมีสัมพันธ์ทางเพศกันเสมอ ๆ ในบ้านของมาดาม และยังระแวงว่าเลอา กำลังจะปันใจไปให้กับเจนิเวฟ์ ลูกสาวของมาดามลองซาแลง ซึ่งมันก็ค่อยสะสมความเครียดให้กับคริสตินมากขึ้นเรื่อย ๆ

จนในที่สุด วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 ช่วงนั้น คริสตินอายุ 28 ปี แล้ว ส่วนเลอาก็อายุ 21 ปี ในวันนั้น มาดามลองซาแลงกับลูกสาว ได้ออกไปช็อปปิ้งนอกบ้าน และสั่งงานทั้งสองพี่น้องว่า ไม่ต้องเตรียมอาหารค่ำ เพราะมาดามกับลูกสาว มีนัดไปทานมื้อค่ำกับนายเรอเน่ หัวหน้าครอบครัวที่บ้านเพื่อน ทำให้พี่น้องสองสาวใช้ มีเวลาทำงานบ้านอย่างไม่ต้องรีบเร่ง และรีบเข้าห้องพักเพื่ออยู่ด้วยกันจนหลับไป โดยลืมเปิดไฟในบ้านก่อนนอน จนกระทั่งมาดามลองซาแลงและลูกสาวกลับมาถึงบ้านในช่วงเวลาประมาณห้าโมงเย็น มาพบว่าบ้านไม่ได้เปิดไฟ เธอจึงเดินขึ้นไปที่ห้องของสาวใช้ทั้งสอง เพื่อจะตำนิว่าทำงานบกพร่อง ซึ่งคริสตินที่อยู่ในห้องเดียวกับเลอา ทนฟังคำต่อว่านั้นไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

คริสตินได้พุ่งตัวเข้าหามาดามลองซาแลงจนตกบันไดลงมาถึงพื้น จากนั้นคริสตินก็ได้ตะโกนให้เลอาออกมาช่วยเธอ โดยสั่งให้เลอาช่วยเอาค้อนมาทุบตามตัวของมาดามลองซาแลง ส่วนคริสติน ใช้เหยือกดีบุกผสมตะกั่ว ตีหัวมาดามกับลูกสาวนับไม่ถ้วน คริสตินสั่งให้เลอา ควักลูกตาของเจนิเวฟ์ออกมา และใช้ค้อนทุบไปเรื่อย ๆ จนเจนิเวฟ์แน่นิ่งตายคาที่ จากนั้นก็ถกกระโปรงของเจนิเวฟ์ขึ้นคลุมหน้าของเธอไว้ ก่อนจะใช้มีดจ้วงแทงไปที่ต้นขาอีก ทั้ง ๆ ที่เธอเสียชีวิตไปแล้ว

ส่วนมาดามลองซาแลงเอง นอกจากจะถูกเลอาควักลูกนัยตาออกมาแล้ว เธอก็ยังคงถูกสองพี่น้องกระหน่ำตีไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังคงถูกกระทำอย่างทารุณต่อไปอีกพักใหญ่ จะเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง การฆาตกรรมอันป่าเถื่อนก็จบลง ทั้งคริสติน และเลอาจึงได้ทำความสะอาดเนื้อตัวของตัวเอง และทำความสะอาดบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นต่างก็ทานอาหารเย็นก่อนจะเข้านอนตามปกติซะอย่างนั้น….

สภาพศพของมาดามลองซาแลง และลูกสาว

ในเวลาต่อมาคุณผู้ชายของบ้าน นายเรอเน่ ลองซาแลง ได้กลับเข้ามาที่บ้าน เขาก็พบว่า บ้านถูกล็อกประตูจากด้านใน ไม่สามารถเข้าไปได้ เรอเน่จึงสั่นกระดิ่งเรียก และตะโกนเข้าไปในบ้าน ก็ไร้การตอบรับ เรอเน่เห็นท่าไม่ดี เพราะตัวบ้านนั้นมืดสนิท เขาแหงนมองขึ้นไปที่ห้องสาวใช้ ก็พบว่าที่ห้องนั้นมีแสงเทียนอยู่ แม้บ้านจะดูเหมือนไม่มีใคร แต่ทำไมจึงมีแสงเทียน แสดงว่ามันอาจเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่นอน

เรอเน่ตัดสินใจเรียกตำรวจ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจปีนเข้าทางหลังบ้าน พวกเขาใช้ไฟฉายส่องทางเดินผ่านห้องครัวซึ่งทุกอย่างก็ดูเรียบร้อยดี จนเมื่อได้ใช้ไฟฉายสาดส่องไปยังบริเวณตีนบันไดทางขึ้นไปยังชั้น 2 ของบ้านเท่านั้นเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด ถึงกับตกตะลึงแทบอ้วก เมื่อพบกับศพของสองแม่ลูกลองซาแลง ในสภาพน่าสยดสยอง ศพของทั้งสองมีสภาพน่าเวทนา พวกเธอถูกของแข็งทุบตีที่บริเวณใบหน้าจนเละ ไม่สามารถจำหน้าเดิมได้ อีกทั้งลูกนัยตาของทั้งสองก็ถูกควักออกมา โดยลูกนัยตาของเจนิเวฟ์ ตกอยู่ในบริเวณศพ ส่วนของมาดามลองซาแลงนั้น ลูกตาของเธอถูกห่อไว้ด้วยผ้าพันคอของเธอเอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบเดินขึ้นไปยังห้องของสาวใช้คริสติน และเลอา ด้วยหวังว่าจะพบตัวคนร้าย ที่อาจกำลังทำร้ายสองสาวใช้อยู่ก็เป็นได้ แต่เมื่อเปิดประตู ทั้งหมดก็ได้เห็นภาพคริสติน และเลอา สองพี่น้องอยู่ในสภาพเปลือยกาย กำลังร่วมรักกันอยู่ ทั้งคู่ตกใจรีบลุกขึ้นมานั่งกอดกัน ใบหน้าของพวกเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบสวนทั้งคู่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ศพข้างล่างนั่นใครทำ แล้วทำไมทั้ง ๆ ที่เกิดเหตุร้ายในบ้าน พวกเธอทั้งสองถึงกลับมีอารมณ์มาร่วมรักกันแบบนี้ ?

คริสติน และเลอา ปาแปง ก่อนขึ้นพิจารณาคดี

คริสติน และเลอา รับสารภาพในทันทีว่า พวกเธอเป็นคนลงมือฆ่าสองแม่ลูกลองซาแลงเอง โดยใช้อาวุธเป็นมีดทำครัว ค้อน และเหยือกน้ำทำจากดีบุกผสมตะกั่ว ที่ถูกพบในที่เกิดเหตุเป็นเครื่องมือ และไม่ได้แสดงท่าทีเสียใจ หรือสำนึกผิดอะไรกับสิ่งที่ทำไปเลยแม้แต่น้อย

ในวันถัดมา ข่าวการฆาตกรรมอันน่าสยดสยองนี้ก็เผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ไปทั่วฝรั่งเศส ผู้คนต่างประณามในสิ่งที่คริสตินและเลอาได้ทำไว้ บางคนก็วิเคราะห์ว่า การลงมืออันโหดเหี้ยมนี้เกิดจากความกดดันจากสภาพการทำงาน นักวิชาการบางคนเจาะลึกไปถึงประเด็นสังคม การตอบโต้ของชนชั้นกรรมกร ที่ยุค 1930 นั้น ไม่น่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ เพราะชนชั้นล่างนั้น ไม่มีทางจะกล้าตอบโต้ชนชั้นนายจ้างด้วยความรุนแรงแน่นอน อีกทั้งคดีนี้ ฆาตกรและเหยื่อก็เป็นผู้หญิงทั้งคู่ แถมฆาตกรก็เป็นพี่น้องกันเอง และมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วยกันแบบเลสเบี้ยนอีก สภาพเช่นนี้จึงถูกมองว่า พวกเธอน่าจะหมดความอดทนแล้วจริง ๆ แต่ก็ไม่น่าจะต้องทำกันถึงตายแบบนี้ หรือว่าเป็นเพราะพวกเธอมีความผิดปกติทางจิต ไม่ก็เป็นพวกวิปริตเลือดเย็นผิดมนุษย์ทั่วไป

ทั้งคู่บนแท่นจำเลย

ในวันที่ทั้งสองถูกควบคุมตัวขึ้นพิจารณาคดีที่ศาลในเดือนกันยายน ค.ศ. 1933 ฝูงชนมากมายต่างแห่กันมาร่วมชมการพิจารณาคดีกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งกว่าจะควบคุมความสงบได้ ก็กินเวลาไปกว่า 13 ชั่วโมง จากนั้นการพิจารณาคดีจริง ๆ จึงได้เริ่มขึ้น

พฤติกรรมในศาลของคริสตินนั้น เธอแสดงออกถึงอาการเอียงอาย หลบตาไปมา ส่วนเลอาดูเหม่อลอยเหมือนยังช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ เมื่อถูกสอบถาม เลอาเล่าว่า คริสตินได้ตะโกนเรียกให้เธอมาช่วยในช่วงที่เหยื่อกำลังต่อสู้ โดยคริสตินตะโกนว่า...

“ควักลูกตาของพวกมันออกมาซะ”


เลอาจึงจับนายจ้างทั้งสองกดลงกับพื้น ตะลุมบอนกันในขณะที่คริสตินเข้าไปในครัว แล้วคว้าอาวุธที่ใช้ฆ่าเหยื่อ นั่นก็คือค้อน มีด และเหยือกดีบุกผสมตะกั่ว ก่อนที่เลอาจะควักลูกตาของเหยื่อทั้งสองออกมา

ในศาลมีการโต้เถียงถึงอาการผิดปกติของทั้งสอง โดยทนายความได้ยกเรื่องการเลี้ยงดูอันผิดปกติของครอบครัวเธอ ความบ้าคลั่งที่ถูกถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกลับแจ้งผลตรวจทางจิตของทั้งสองพี่น้องว่าปกติดี โดยอ้างผลการทดสอบสติปัญญาของคริสตินว่าอยู่ในเกณฑ์ของคนปกติ ส่วนเลอาก็เพียงถูกพี่สาวครอบงำ และสรุปว่าทั้งสองเป็นพวกเลือดเย็น ไม่ได้เป็นคนบ้า


ผลการพิจารณาคดีนั้น คริสตินถูกพิพากษาโทษประหาร ซึ่งต่อมาได้ลดโทษลงเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเลอานั้นถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต และได้ลดโทษลงเหลือเพียงจำคุก 10 ปี และใช้แรงานหนักในคุกแทน เพราะศาลเมตตาเนื่องจากเห็นว่าเลอานั้นถูกครอบงำโดยพี่สาว

ในระหว่างจองจำนั้น คริสตินมีอาการแปลก ๆ เธอบอกว่าเธอเห็นภาพหลอน และไม่ยอมรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม เธอเอาแต่ร้องขอพบน้องสาวของเธอตลอดเวลา ซึ่งต่อมาในเดือนกรกฎาคม คริสตินเกิดคลุ้มคลั่ง ควักลูกนัยตาของตัวเองออกมา และพยายามจะฆ่าตัวตาย ศาลจึงเห็นควรว่าเธอเสียสติไปแล้ว จึงส่งตัวคริสตินเข้ารักษาตัวโรงพยาบาลประสาทในเมืองแรนส์ และคริสตินก็ได้เสียชีวิตในอีก 4 ปีต่อมาด้วยอาการเบื่ออาหาร ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1937

ส่วนเลอานั้น หลังจากที่แยกกับคริสติน เธอก็เริ่มเป็นตัวของตัวเอง เพราะหลุดพ้นจากการครอบงำของพี่สาวแล้ว เธอกลายเป็นคนขี้อาย อ่อนโยน อารมณ์ดี ซึ่งต่อมาเธอได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกเร็วขึ้น 2 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมดี หลังจากที่ออกจากคุกมาแล้ว เลอาก็ได้ย้ายไปอยู่กับแม่ของเธอ และทำงานเป็นแม่บ้านของโรงแรมในเมืองนองต์ ทางตอนใต้ของเมืองแรนซ์ โดยเลอาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ และใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข มีกระแสข่าวว่าเธอเสียชีวิตอย่างเงียบ ๆ ในช่วงปี ค.ศ. 1982 แต่ภายหลัง ผู้สร้างภาพยนตร์สารคดี "ออง เกว เดอ ซู ปาแปง" หรือ "การค้นหาสองพี่น้องปาแปง" ได้อ้างว่า เขาพบเลอายังมีชีวิตอยู่ในบ้านพักรับรองในประเทศฝรั่งเศส โดยเธอเป็นอัมพฤกษ์ เนื่องจากหลอดเลือดในสมองตีบตัน และไม่สามารถพูดได้ และเธอได้แสดงในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ด้วย โดยเลอาได้เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 2001 นั่นเอง

มีการนำภาพนี้มาเทียบกับภาพถ่ายของเลอาสมัยสาว ๆ พบว่า รอยหยักบริเวณใบหูนั้น ใกล้เคียงกันมาก หรือว่าเธอเป็นเลอา ปาแปง ตัวจริง ?

เรื่องราวของสองพี่น้อง คริสติน และเลอา ปาแปง นั้น สำหรับชาวฝรั่งเศสแล้ว มันคือแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์หลายเรื่อง อย่างภาพที่มิติที่ 6 นำเสนอก็มาจากภาพยนตร์เรื่อง "ซิสเตอร์ มายซิสเตอร์" ของเวนดี้ แคสเซลแมน หรือผู้กำกับชื่อดัง อย่าง ชอง ปีแอร์ ก็ได้นำเรื่องราวของสองพี่น้องมาสร้างเป็นภาพยนตร์เช่นกัน ในชื่อ "เมอเดอรัส เมดส์" และยังมีหนังสือออกมาอีกมากมาย


กลับมามองบ้านเราเอง ก็เคยมีคดีที่คนรับใช้ทำการฆาตกรรมนายจ้างมากมาย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการละเมิดความเป็นคนของนายจ้าง ใช้งานเยี่ยงทาสเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมิติที่ 6 เอง อยากให้เรื่องราวของคริสติน และเลอา ปาแปง เป็นอุทธาหรณ์ในการให้คุณค่าความเป็นคน แก่คนทำงานกันให้มากขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วยความตาย เหมือนคุณนายและลูกสาวของบ้าน... "ลองซาแลง"



อ่านจบอย่าลืมกด Like กด Share ทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
รวบรวมข้อมูลจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Christine_and_L%C3%A9a_Papin
http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=676433&chapter=43
ภาพยนตร์ Sister My Sister