ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 มาเรีย มาเต็น คดีฆาตกรรมสยองขวัญในโรงนาสีแดง (Red Barn Murder)

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ ขอพาท่านกลับไปในยุคปี ค.ศ. 1828 กับคดีฆาตกรรมที่ถูกคลี่คลายด้วยพลังความแค้นของวิญญาณ "กระนั้นหรือ ?"

 ไปชมบนยูทูป - มิติที่ 6 มาเรีย มาร์เต็น คดีฆาตกรรมสยองขวัญในโรงนาสีแดง !!!
ชมเรื่องนี้บนยูทูป

เนื่องจากคลิปเรื่องมาเรีย มาร์เต็น นี้ข้อมูลค่อนข้างเก่ามาก ถึงขั้นไม่มีภาพถ่ายให้เห็นเลย ทางมิติที่ 6 จึงได้นำภาพยนต์คลาสสิค และภาพวาดในข่าว กับโปสเตอร์หนังที่เนื้อเรื่องไม่ค่อยตรงกับคดี มาประกอบ อาจทำให้อรรถรสในการชมเสียไปบ้าง ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

เมือง พาลสเตด


ในปี 1827 ที่หมู่บ้านพาลสเตด (Palstead) ประเทศอังกฤษ จากคดีการหายตัวไปอย่างลึกลับของหญิงสาวคนหนึ่ง กลายเป็นคดีฆาตกรรมที่เริ่มจากการหายตัวไปของเธอ การค้นหาที่ไม่มีอะไรคืบหน้า จนกระทั่งคืนหนึ่ง เงื่อนงำที่ไม่น่าจะนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานอะไรได้เลย กลับกลายเป็นข้อมูลแรก ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้ในที่สุด !!!

ภาพวาดของมาเรีย มาร์เต็น

มาเรีย มาร์เต็น (Maria Marten) เกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1801 เป็นลูกสาวของนายโธมัส มาร์เต็น ผู้ทำอาชีพจับตัวตุ่นขาย และมีแม่เลี้ยงใจร้ายคอยจะหาเรื่องเอาความเธออยู่เสมอ ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านพาลสเตด เมื่องซัฟโอล์ค ประเทศอังกฤษ มีฐานะค่อนข้างยากจน ซึ่งตัวมาเรียเองก็ไม่ได้เป็นคนที่มีหน้าตาดีอะไร เพียงแต่เธอมักชอบทำตัวเป็นคนมีรสนิยมสูง พยายามเข้าหากลุ่มสังคมของคนมีเงิน เพียงเพราะหวังที่จะได้พบเจอกับผู้ชายมีฐานะดี ๆ ซักคน เพื่อจะได้หลุดพ้นจากชีวิตอันยากลำบากของเธอเสียที ซึ่งความพยายามนี้ ก็ทำให้เธอได้พบกับ วิลเลี่ยม คอร์เดอร์ ลูกชายคนที่ 3 ของครอบครัวเกษตรกรผู้มีอันจะกินของหมู่บ้าน ซึ่งตอนนั้น วิลเลี่ยม อาศัยอยู่เพียงตัวคนเดียว เพราะพ่อแม่พี่น้องของเขา ต่างก็เสียชีวิตกันไปหมดแล้ว ซึ่งนั่นทำให้วิลเลี่ยม คอร์เดอร์ กลายเป็นคนมีฐานะที่ไม่มีภาระ ไม่มีพ่อแม่พี่น้อง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้สาว ๆ ในย่านนั้น หมายปองเขาจนแทบจะแย่งกัน

วิลเลี่ยม คอร์เดอร์

ซึ่งถ้าจะสืบค้นประวัติของวิลเลี่ยมให้ลึกลงไปนั้น สาเหตุที่เขาอยู่ดีมีสุขเพียงคนเดียว ก็เพราะความขี้โกงของเขา วิลเลี่ยมนั้นมีนิสัยเป็นอันธพาล ปลิ้นปล้อน ตลบแตลง เคยปลอมลายเซ็นต์ของพ่อตัวเองไปเชื่อซื้อผลผลิตเกษตรกรรมจากชาวบ้านก่อน จากนั้นก็หายตัวไปโดยไม่จ่ายเงินค่าของ จนทางบ้านต้องเนรเทศเขาให้ไปอยู่ที่ลอนดอนเพื่อให้เรื่องเงียบ พอกลับมาที่โพลสเตดอีกครั้ง ที่บ้านของเขาก็เกิดเหตุสลด ทั้งพ่อและพี่ชายของเขาต่างก็เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ทำให้ทรัพย์สินทั้งหมด ตกมาอยู่ที่เขา ทำให้วิลเลี่ยม คอร์เดอร์ กลายเป็นเศรษฐีใหม่ในโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

มาเรียเองก็เป็นหนึ่งในหลาย ๆ คนนั้น เธอพยายามเข้าหาวิลเลี่ยมด้วยวิธีการพลีกายให้กับวิลเลี่ยมเพื่อจะได้จับเขาไว้ให้อยู่ในมือ ซึ่งมาเรียเองมักจะชวนวิลเลี่ยมเข้าไปพลอดรักกันในโรงนาขนาดใหญ่บนเนินเขาบาร์นฟิลด์ มันเป็นโรงนา ยุ้งฉางที่ก่อสร้างด้วยไม้ มุงกระเบื้องหลังคาสีแดง ยามเมื่อพระอาทิตย์สาดแสงยามเย็นพาดผ่านที่นี่ จะทำให้มันมองดูราวกับว่า เป็นโรงนาที่ถูกอาบไปด้วยสีแดง จนชาวบ้านที่นี่ ต่างก็เรียกสถานที่นี้ว่า "โรงนาสีแดง"

ภาพสเก็ตช์โรงนาสีแดง บนหนังสือสมัยนั้น

มาเรียพบกับวิลเลี่ยมเช่นนี้บ่อยครั้งจนกระทั่งทั้งสองมีอะไรกัน และมาเรียก็ได้ตั้งครรภ์ขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้ ทำให้มาเรียพยายามกดดันให้วิลเลี่ยมแต่งงานด้วย แต่ไม่ว่ายังไง วิลเลี่ยมก็แกล้งทำเป็นเฉยจนถึงวันที่เธอต้องคลอดลูกออกมา แล้วจู่ ๆ ลูกของเธอก็เสียชีวิตไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ

มาเรียที่พบว่าลูกของตัวเองเสียชีวิตไปอย่างมีเงื่อนงำ ก็มองว่าสาเหตุน่าจะมาจากวิลเลี่ยมที่อาจจะแอบลอบสังหารลูกของเธอ ทำให้เธอกล่าวโทษเขาว่าเป็นตัวการแน่ ๆ แต่ก็ไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้มาจัดการกับเขาแต่อย่างใด มาเรียกลับใช้เรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อบังคับให้วิลเลี่ยมต้องแต่งงานกับเธอเพื่อชดใช้สิ่งที่ทำไปทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่า มาเรียทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการจะได้วิลเลี่ยมมาเป็นสามี เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากสภาพความยากจนนั่นเอง

ส่วนทางวิลเลี่ยมเองนั้น แท้ที่จริงแล้ว เขาเองไม่เคยอยากจะแต่งงานกับมาเรียเลย เพราะตัวเขาคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องดีที่จะเอาผู้หญิงยากจนอย่างมาเรีย มาอยู่ร่วมสังคมอีกชนชั้นที่เขาเป็นอยู่ แต่อยู่ดี ๆ วิลเลี่ยมก็เปลี่ยนใจ บอกกับมาเรียว่า จะให้เป็นอย่างที่มาเรียต้องการก็ได้ ยังไงให้มาพบกันตอนเย็นเพื่อปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี

จนกระทั่งวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1827 อยู่ดี ๆ มาเรียก็หายตัวไปเฉย ๆ อย่างไร้ร่องรอย จนหลายเดือนผ่านไปทางพ่อของมาเรียเองก็เริ่มสงสัยว่ามาเรียหายไปไหน เพราะมาเรียไม่ได้ส่งข่าวมาหลายเดือนแบบนี้ มันต้องเกิดอะไรบางอย่างที่ไม่น่าจะใช่เรื่องดีแน่ ๆ โธมัส มาร์เต็น พ่อของมาเรียเองก็พอจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมาเรียกับวิลเลี่ยมอยู่บ้าง และมาเรียน่าจะอาศัยอยู่กับวิลเลี่ยมหรือเปล่า เขาจึงเดินทางมาหาวิลเลี่ยมเพื่อสอบถามเรื่องราวของมาเรียว่าตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง ยังอยู่ดีหรือเปล่า ซึ่งคำตอบของวิลเลี่ยมนั้นกลับบ่ายเบี่ยงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ โธมัสจึงเกิดความโมโห ถึงกับขู่วิลเลี่ยมว่า เขารู้ว่ามาเรียชอบมาอยู่กับวิลเลี่ยมเสมอ ๆ ถ้าไม่ยอมตอบอะไร ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวแบบนี้เขาจะแจ้งเรื่องนี้ให้กับทางการรู้ก่อนที่จะเดินทางกลับไปด้วยความโมโห

เวลาผ่านไปไม่นาน วิลเลี่ยมจึงเดินทางมาหาโธมัสพร้อมทั้งยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้กับโธมัส โดยบอกว่าเขาเพิ่งได้รับจดหมายฉบับนี้มาเมื่อเช้า จึงรีบเดินทางมาหาเพื่อส่งมันให้โธมัสดู ซึ่งในจดหมายมีข้อความสั้น ๆ แจ้งว่า ตอนนี้มาเรียเธอได้พบกับคนรักคนหนึ่ง และได้ตกลงใจจะเดินทางไปกับชายคนนั้น โดยเธอกับเขาคนนั้นจะไปใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขที่เกาะไวท์ที่อยู่ห่างไกลออกไป และขอโทษทุกคนเป็นอย่างมากที่ไม่ได้บอกข่าวนี้ให้ทราบ และทิ้งท้ายว่าไม่ต้องเป็นห่วงเธอ ซึ่งในจดหมายนั้น ก็ได้สอดเงินปึกใหญ่มาด้วยปึกหนึ่ง โดยระบุว่าให้นำเงินนี้ส่งให้กับโธมัส พ่อของเธอด้วย

เมื่อเรื่องราวมันเป็นเช่นนี้ ก็แสดงว่ามาเรียเธอมีความสุขดีไปแล้ว โธมัสจึงเบาใจ และวิลเลี่ยมเองก็ทำท่าดูเหมือนจะทำใจกับเรื่องนี้ได้และได้ขอตัวกลับบ้านไป

ถ้าเหตุการณ์ทุกอย่างมันราบรื่นเรียบง่ายแบบนี้ มันก็คงจะดี ลูกสาวพบรักใหม่ ได้ไปแต่งงานกับหนุ่มร่ำรวย เสวยสุขอยู่ในเกาะส่วนตัวอย่างนั้นหรือ ?

เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี คืนหนึ่งของเดือนเมษายน ค.ศ. 1828 ภรรยาคนที่สองของโธมัส เธอชื่อว่า นางมัวร์ แม่เลี่ยงของมาเรีย ได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยอาการตกใจผสมหวาดกลัว เมื่อเธอตั้งสติได้ก็รีบปลุกโธมัสที่นอนอยู่ด้วยข้าง ๆ ให้ตื่นขึ้นมา โธมัสตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียปนหัวเสียนิดหน่อย ถามกับนางมัวร์ว่าเกิดอะไรขึ้น นางมัวร์ตอบกับเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า เมื่อสักครู่นั้น เธอฝันร้ายมาก เธอฝันว่าตัวเธอนั้นยืนอยู่ในโรงนาสีแดงคนเดียว และจู่ ๆ ขณะที่เธอกำลังมองไปรอบ ๆ โรงนานั้น มาเรียก็โผล่ขึ้นมา ในฝันนั้น ร่างของมาเรียอาบโชกไปด้วยเลือด และพยายามบอกกับนางมัวร์ว่า เธอถูกวิลเลี่ยมฆ่าตาย แล้วฝังร่างของเธอเอาไว้ใต้ดินมุมหนึ่งของโรงนา และยังขอให้นางมัวร์ช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชีวิตของเธอด้วย

วิญญาณมาเรียตามคำบอกเล่า

โธมัสได้ยินเรื่องราวจากภรรยาเช่นนั้น ก็บอกกับนางมัวร์ว่า มันเป็นเรื่องเหลวไหล มันเป็นเพียงความฝันเท่านั้น เพราะเขาเองก็มั่นใจว่าตอนนี้มาเรียได้ออกเรือนไปอยู่ที่เกาะไวน์กับเศรษฐีหนุ่มที่นั่นแล้ว เงินทองก็เคยส่งมาให้ตั้งเยอะแยะ แต่นางมัวร์กลับตอบโธมัสว่า จริง ๆ แล้วเธอฝันแบบนี้ซ้ำ ๆ มาสามวันแล้ว มันประหลาดเกินไปหน่อยไหม ทำให้โธมัสตอบรับกับนางมัวร์เพื่อความสบายใจว่า เดี๋ยวจะพาคนไปช่วยกันขุดค้นตามจุดที่นางมัวร์บอกก็ได้ ถ้ามันไม่มีอะไร ก็จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย

วันต่อมา โธมัสจึงเกณฑ์เพื่อนบ้านไปที่โรงนาสีแดงแห่งนั้น และได้ทำการขุดดินจุดที่นางมัวร์ยืนยันว่าได้ฝันเห็นมาเรียมาบอกว่าเธอถูกฝังอยู่ ที่นั่นเป็นมุมหนึ่งของโรงนาสีแดง ที่ไม่มีร่องรอยการกลบฝังใด ๆ เลย พวกชาวบ้านกับโธมันก็เริ่มขุดดู ซึ่งเวลาผ่านไปไม่นาน พวกเขาก็ขุดดินลึกลงไปเพียงประมาณ 50 เซนติเมตรเท่านั้น ทั้งชาวบ้านและโธมัสต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน

เพราะพวกเขาได้พบกับกระสอบใบใหญ่ ที่ข้างในดูเหมือนจะมีอะไรอยู่ เมื่อขุดจนสามารถยกกระสอบใบนั้นขึ้นมาได้ จึงช่วยกันแกะดู เท่านั้นแหละ ทุกคนที่ตกตะลึงกันอยู่แล้วในตอนแรก ถึงกับขนหัวลุกซู่

พวกเขาพบร่างหญิงสาวในสภาพเน่าเปื่อยผุพัง ถูกยัดอยู่ในกระสอบใบนั้น

โธมัสรีบแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รีบมาตรวจสอบ ซึ่งผลการชันสูตรก็บ่งชี้ว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคือมาเรีย มาร์เต็น ลูกสาวของโธมัสนั่นเอง โดยระบุสาเหตุการตายของเธอว่า เธอถูกยิงด้วยปืนลูกซองสั้นขนาดเล็กเข้าที่ศรีษะ

เมื่อเหตุการณ์กลายเป็นแบบนี้ ทั้งโธมัส และเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างก็พุ่งเป้าคนร้ายไปที่วิลเลี่ยมทันที เพราะคนที่น่าสงสัยที่สุดที่นำจดหมายแจ้งข่าวของมาเรียมาบอกโธมัสนั้น มันชัดเจนจนไม่ต้องจับมือใครดมให้เสียเวลา วิลเลี่ยมจึงถูกจับกุมตัวทันทีในข้อหาฆาตกรรม เพราะหลักฐานมันฟ้องมาที่เขาอย่างไม่ต้องสงสัย

ภาพสเก็ตช่วงที่มาเรียถูกยิง

วิลเลี่ยมจึงถูกนำตัวขึ้นศาลของโพลสเตด ซึ่งจัดการสอบสวนคดีที่โรงแรมในย่านนั้น คดีนี้มีผู้คนให้ความสนใจขอเข้าไปสังเกตการณ์จำนวนมาก จนถึงกับต้องจัดทำตั๋วเพื่อเข้าชมการสอบสวน ไม่ใช่เพราะมันเป็นคดีสะเทือนขวัญทั่วไป แต่เพราะว่า คดีนี้มันแปลกประหลาดลึกลับเหนือธรรมชาติ มีอย่างที่ไหนกัน จับคนร้ายได้เพราะมีวิญญาณมาเข้าฝันบอก นี่มันประเทศอังกฤษนะ ถ้าเป็นเมืองไทยก็ว่าไปอย่าง !!!

ภาพสเก็ตแสดงว่าเธอถูกนำไปฝัง

วิลเลี่ยมถูกนำตัวขึ้นเบิกความด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นคนสังหารมาเรีย มาร์เต็น  แต่วิลเลี่ยมกลับให้การณ์ปฏิเสธ ไม่รู้เรื่องกับการตายของเธอ และพยายามชี้ประเด็นไปที่ความอ่อนของหลักฐาน เพราะซากศพของมาเรียที่พบมันเน่าเปื่อยไปจนไม่เหลือหลักฐานอะไรที่จะมาบางชี้ว่าเขาจะเป็นคนร้ายได้เลย แล้วเรื่องอะไรที่จะเอาหลักฐานพยานจากปากคำของนางมัวร์ ที่บอกว่าฝันเห็นมาเรียมาชี้ว่าตัวเขาคืนคนร้าย มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ ?

ซึ่งศาลก็ไม่ได้คล้อยตามวิลเลี่ยมเลยแม้แต่น้อย เพราะทางอัยการเบิกความว่า แท้ที่จริงแล้ว ปากคำของนางมัวร์ที่บอกเบาะแสของมาเรียว่าถูกใครฆ่า มันไม่มีน้ำหนักอะไรอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ชี้ชัดจริง ๆ ว่าวิลเลี่ยมคือฆาตกรตัวจริง มันอยู่ที่ผลการชันสูตรศพจากแพทย์ ทั้งจดหมายปลอมที่วิลเลี่ยมอ้างว่าได้รับจากมาเรีย ไหนจะรอยนิ้วมือแฝงที่พบบริเวณเสาของโรงนา ณ จุดเกิดเหตุ และที่สำคัญก็คือ เรื่องนี้ มีพยานพบเห็นว่าในวันเกิดเหตุนั้น เขาเห็นวิลเลี่ยมถือปืนเดินออกมาจากโรงนาต่างหาก !!

วิลเลี่ยมได้ยินดังนั้น ก็พยายามจะแก้ตัวว่า จริง ๆ วันนั้นเขาเป็นเพียงคนโชคร้าย ที่อยู่ในเหตุการณ์ฆ่าตัวตายของมาเรียต่างหาก เพราะว่าเขากับมาเรียมีปากเสียงกันเรื่องที่เธอหาว่าเขาเป็นคนฆ่าลูกของเธอ ทำให้มาเรียพยายามแย่งปืนมาจากเขา แล้วเกิดพลาดลั่นไกใส่ตัวเอง มันเป็นอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ตั้งใจซักหน่อย

คณะลูกขุนได้ยินคำแก้ต่างจากวิลเลี่ยมดังนั้น จึงประชุมกันประมาณครึ่งชั่วโมง โดยใช้ข้อมูลจากหลักฐาน พยานแวดล้อมที่ชี้ชัดและมีน้ำหนักมากกว่าคำพูดลม ๆ ของวิลเลี่ยม ทำให้คณะลูกขุนทั้งหมดลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า วิลเลี่ยมผิดจริง และเขาจะต้องได้การพิพากษาโทษคือประหารชีวิต ด้วยวิธีการแขวนคอต่อหน้าประชาชน

ภาพวาดวันประหารนายวิลเลี่ยม

เมื่อถึงวันประหาร วันนั้นตรงกับวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1828 วิลเลี่ยมถูกนำตัวขึ้นไปที่แท่นแขวนคอ กลางลานเรือนจำเบอรี่ เซนต์ เอดมันส์ โดยมีคนเข้าชมการประหารของเขามากมายหลายหมื่นคน ในขณะที่เพชรฆาตกำลังจะสวมผ้าคลุมศีรษะให้กับเขา วิลเลี่ยมได้พูดประโยคสุดท้ายออกมาว่า

“ผมผิดเอง การตัดสินครั้งนี้มันยุติธรรมแล้ว ผมสมควรได้รับโชคชะตานี้ ขอให้พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดเมตตาต่อวิญญาณของข้าน้อยด้วย”

หลังจากการประหารวิลเลี่ยมจบลงไปแล้วนั้น ชาวบ้านต่างตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคดีนี้ว่าไปต่าง ๆ นา ๆ ไม่ว่าจะเรื่องความฝันของนางมัวร์ ที่จริง ๆ แล้ว นางมัวร์นั้นเป็นแม่เลี้ยงที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับมาเรียเท่าไหร่นัก แล้วทำไม แทนที่มาเรียจะพยายามเข้าฝันโธมัสพ่อของตัวเอง กลับมาเข้าฝันแม่เลี้ยงของเธอได้ ? และทำไมมาเรียจึงไม่เข้าฝันนางมัวร์เสียตั้งแต่ตายใหม่ ๆ ล่ะ กลับทิ้งเวลาไปเป็นปี มันไม่นานไปหน่อยหรือ ? และจดหมายปลอมที่วิลเลี่ยมสร้างขึ้นมานั้น ทำไมต้องแนบเงินปึกใหญ่มาด้วย หรือเพราะวิลเลี่ยมเอาเงินตัวเองมาใส่ไว้ เพื่อให้ทุกอย่างมันจบแบบง่ายๆ กันแน่ ?

ซึ่งก็มีหลายคนคิดคำตอบในเรื่องความฝันของนางมัวร์ว่า แท้ที่จริงแล้ว นางมัวร์อาจรู้เห็นกับฆาตกรรมครั้งนี้ เธออาจบังเอิญไปประสบเหตุโดยไม่ได้ตั้งใจ และได้ใช้เรื่องนี้คอยแบล็คเมล์วิลเลี่ยมตลอดมา ทำให้วิญญาณของมาเรียที่สงบที่โรงนาไม่เคยน้อยใจอะไร จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานจนวิลเลี่ยมมั่นใจว่าศพของมาเรียน่าจะผุพังย่อยสลายไปหมดแล้วหรือไม่ก็เงินหมด หาเงินมาให้นางมัวร์ไม่ไหว จึงแข็งข้อไม่ส่งเงินให้นางมัวร์ ทำให้วิญญาณของมาเรียเกิดเฮี้ยนขึ้นมา เพราะนางมัวร์ดัดหลังวิลเลี่ยมด้วยการเปิดเผยความจริง โดยอาศัยอุบายว่าตัวเองนั้นฝันเห็นมาเรียดังกล่าวก็เป็นได้

แล้วท่านผู้ชมล่ะ คิดว่าอย่างไร ?

หลังจากอ่านเรื่องราวจบแล้ว อย่าลืมคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ

ชมคลิปจากมิติที่ 6 ได้ที่นี่

บรรยายและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
แหล่งข้อมูลโดย



วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 เฟร็ด โรส เวสต์ สยองขวัญคู่รักจอมโฉด!!!

ความรัก คือความผูกพันธ์ คือความห่วงใย คือความยิ่งใหญ่ ยิ่งความรักของคนสองคนที่ได้มาพบกัน รักที่เกิดจากความผูกพันธ์ ย่อมดลบันดาลให้คนทั้งสองคนนั้น สามารถที่จะทำอะไรก็ได้ เพื่อให้ชีวิตคู่มีความสุข

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เรามีเรื่องราวความรักที่เข้ากับคำพังเพย สุภาษิตที่ว่า "เหมาะกันราวกับกิ่งทองกับใบหยก ห่อหมกคู่กับใบยอ ตะกร้อคู่กับรองเท้า ผีเน่าคู่กับโลงผุ !!!"


ดูบนยูทูป

เฟร็ด และโรส แมรี่ แห่งตระกูลเวสต์ พวกเขาคือคู่รักสามีภรรยาที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ที่ทำการฆาตกรรมผู้หญิงไปทั้งสิ้น 10 ศพ ในช่วงระยะเวลา 20 ปี ก่อนจะถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1987 ซึ่งเหยื่อสาวเกือบทั้งหมดนั้น มีสถานะเป็นคนไร้บ้าน ไร้ที่พักหลักแหล่ง โดยสองสามีจะแสดงตัวว่าเป็นคู่รักที่แสนใจดี เสนอที่พักหรืองานพี่เลี้ยงเด็กให้กับเหยื่อหญิงสาวผู้โชคร้ายเหล่านั้น และเมื่อพวกเธอตกลงใจ หลงเข้ามาในบ้านของพวกเขาที่อยู่บนเลขที่ 25 ถนนครอมเวลล์ กลางเมืองโกสเชสเตอร์เมื่อไหร่ กิจกรรมนรกก็จะเริ่มต้นขึ้น



เหยื่อเด็กสาวจะถูกจับมัดเชือกและปิดปากด้วยด้วยเทปพันสายไฟ จากนั้นก็จะถูกข่มขืน ทรมาน และถูกฆ่า บางคนถูกหั่นแยกชิ้นส่วนเพื่อนำไปฝัง หรือซุกซ่อนไว้ในตัวบ้าน คดีของคู่รักรายนี้เป็นเสมือนกระจกสะท้อนสังคมของประเทศอังกฤษในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนไร้บ้าน การว่างงาน ที่เป็นสาเหตุให้คนเหล่านี้ หลงเชื่อคนแปลกหน้าที่เดินเข้ามาเสนองานและที่พักอาศัยให้ โดยไม่ได้ฉุกใจคิดเลยว่า พวกเขาจะต้องพบกับอันตรายใด ๆ และยังแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการทำงานของเจ้าพนักงานตำรวจของอังกฤษ ที่ไม่เคยใส่ใจกับปัญหาคดีคนไร้บ้านหายตัวไปอย่างลึกลับอยู่หลายปี ทำให้คนร้ายในคดีแบบนี้สามารถลอยนวลอยู่ได้อย่างยาวนาน โดยไม่ถูกจับ

สองสามีภรรยา เฟร็ด และโรสแมรี่ เวสต์

เฟร็ด และโรส เวสท์ ถือเป็นคู่สามีภรรยาสุดวิปริตเหลือจะรับได้ เพราะตัวเฟร็ดผู้สามีนั้น เป็นคนนิสัยหยาบช้าที่เห็นผู้หญิงเป็นเพียงแค่สัตว์ ไม่ก็เป็นเพียงเครื่องระบายทางเพศ ส่วนนางโรสก็มีนิสัยเป็นพวกซาดิสม์ หื่นกระหายทางเพศแบบรุนแรงพอ ๆ กับสามีของเธอ คอยเป็นผู้ช่วยเหลือสามี คอยหลอกล่อเหยื่อเด็กสาว ๆ ให้หลงเข้ามาที่บ้านให้สามีได้ทำทารุณกรรม โดยมองเด็กสาวเหล่านั้นเหมือนเครื่องบำบัดอารมณ์ทางเพศอันวิปริตได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ภูมิหลังของเฟร็ด เวสท์ นั้น เขามีชื่อเต็มว่า เฟร็ดเดอริค วอลเตอร์ สตีเฟน เวสต์ เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1941 ในหมู่บ้านมุซ มาร์เซล หมู่บ้านเล็ก ๆ ในแฮร์เฟิร์ดไซร์ ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางตะวันตกประมาณ 120 ไมล์ เขาเป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คนของ นายวอลเตอร์ และเดซี่ เวสต์ ที่เป็นครอบครัวเกษตกร จากการบอกเล่าว่ากันว่า ตอนที่เฟร็ดเป็นเด็กนั้น เขาเป็นเด็กหน้าตาน่ารักมาก มีดวงตาสีฟ้า หน้าคม ใครเห็นใครรัก ไม่น่าเชื่อว่าโตมาจะมาเป็นแบบนี้ได้

เฟร็ด เวสต์ วัยเด็ก
เดซี่ แม่ของเฟร็ดนั้น เป็นภรรยาคนที่สองของวอลเตอร์ผู้เป็นพ่อ ซึ่งหลังแต่งงานกับพ่อของเฟร็ด เธอก็พบกับเรื่องเครียดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาระการเลี้ยงดูลูก ๆ ถึง 6 คน และปัญหาภาวะยากจน ทำให้ตัวเธอเครียดมากจนกลายเป็นค้นอ้วนฉุ แม้กระนั้น เธอก็เลี้ยงเฟร็ดแบบตามใจ เพราะเขาเป็นลูกคนโต ดูแลดีมากถึงขั้นแม้เฟร็ดโตเป็นหนุ่ม ก็ยังคงนอนกับเธอเหมือนลูกแหง่

วอลเตอร์ และเดซี่ เวสต์ พ่อแม่ของเฟร็ด

แต่เพราะความสนิทสนมกับลูก ๆ ในบ้านเช่นนี้เอง ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันวิปริตในบ้านขึ้นมา เพราะครอบครัวของวอลเตอร์นั้น ทั้งวอลเตอร์และเดซี่มักจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับลูก ๆ ของตนเอง แม้แต่เฟร็ดเอง ก็เคยมีอะไรกับน้องสาวแท้ ๆ อยู่เสมอ เรียกได้ว่า เพราะแม่ของเขานั่นเอง ที่ทำให้เขามีรสนิยมวิปริตจนเสียผู้เสียคนไปแบบนี้

พี่น้องของเฟร็ด เวสต์

ความสนิทสนมอย่างเกินแม่ลูกแบบนี้นี่เอง ที่ทำให้เฟร็ดกลายเป็นเด็กดื้อ และลือกันให้แซ่ดว่า ไม่รู้ว่ามีกรรมอะไรเพราะเรื่องนี้หรือเปล่า ทำให้หน้าตาของเฟร็ด กลายเป็นเด็กหน้าลิง คอสั้น ม่อต้อ ผมสีบลอนด์ที่ได้มาโดยกำเนิดของเขา ก็เปลี่ยนไปกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม กลายเป็นคนผมหยิก ปากหนา ฟันห่าง อ้วนฉุ ชอบแต่งตัวโทรม ๆ มีนิสัยลามก หยาบคาย ก้าวร้าวรุนแรง ควบคุมความโกรธของตัวเองไม่ค่อยได้ จนมีปัญหาที่โรงเรียน มักจะถูกครูทำโทษอยู่เสมอ ทำให้พ่อของเขามักไปโวยวายกับเหล่าครูที่โรงเรียนทุกครั้งที่เขาถูกล้อว่าเป็นคุณหนู ทำให้เฟร็ดในสายตาเพื่อน ๆ นั้น เขากลายเป็นตัวตลกของห้อง และสุดท้ายเขาก็ทนกับแรงกดดันนี้ไม่ไหว ถึงกับลาออกจากโรงเรียนทั้ง ๆ ที่มีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น

วัยเด็กอันสุดแสนจะดูดีของเฟร็ด เวสต์

หลังจากลาออกจากโรงเรียน เฟร็ดก็เริ่มทำงาน โดยเริ่มจากการทำงานช่วยพ่อตัวเองในฟาร์ม ต่อมาก็ไปทำงานเป็นช่างก่อสร้าง ได้เงินค่าแรงกลับมาก็เอามาให้พ่อแม่ ซึ่งดูแล้วภายนอกก็ดูเป็นคนกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ ไม่มีตรงไหนที่จะดูเหมือนคนร้ายได้เลย ต่อมาอายุ 17 ปี เขาสามารถเก็บเงินซื้อจักรยานยนต์เป็นของตัวเองได้ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่มัน ทำให้เฟร็ด ต้องอยู่ในห้องไอซียูหลายสัปดาห์ ต้องผ่าตัดฝังแผ่นโลหะไว้ในศีรษะแทนกระโหลกที่แตกละเอียดไปบางส่วน และกระดูกขาของเขาหักจนเป็นเหตุให้เขาต้องกลายเป็นคนที่มีขายาวไม่เท่ากัน และผลกระทบกับศีรษะของเขานั้น ได้ทำให้เขาเปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายกว่าปกติ เจ้าอารมณ์ยิ่งกว่าเดิม รวมไปถึงอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มมากขึ้น

เฟร็ด เวสต์ กับรีน่า ภรรยาคนแรก

ในปี ค.ศ. 1960 หลังจากที่เฟร็ดหายป่วยแล้ว เฟร็ด ได้พบกับแคเธอรีน เบอร์นาเด็ท คอสเตลโล่ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “รีน่า” เด็กสาวอายุ 16 ปี ที่หนีมาจากสก็อตแลนด์มาทำอาชีพโสเภณีที่อังกฤษ ทั้งคู่เกิดรักกัน แต่อยู่กินด้วยกันได้ไม่นานก็เลิกรากันไป เพราะรีน่าพบว่าตนไม่สามารถทำงานเป็นหญิงขายบริการได้ และได้ขอกลับบ้านที่กาสโกว์ ทิ้งให้เฟร็ดอยู่คนเดียว ซึ่งตอนนี้เฟร็ดก็ได้กลายเป็นคนมักมากทางเพศ มีความสัมพันธฺกับผู้หญิงมากมายหลายคนไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งวันหนึ่ง เฟร็ดเกือบจะเสียชีวิตเพียงเพราะตัวเองไปเปิดกระโปรงของหญิงสาวคนนึง แล้วถูกผลักตกบันไดหนีไฟ จนหมดสติ ซึ่งหลังจากประสบอุบัติเหตุครั้งนี้ เฟร็ดก็กลายเป็นคนที่ก้าวร้าวหนักไปกว่าเดิมถึงขั้นเลวร้ายขึ้น เพราะการรักษาตัวจากอุบัติเหตุดังกล่าว ทำให้เขาต้องเดินทางเข้าเมืองบริสคอล เพื่อหางานใหม่ จนกระทั้งเดือน เมษายน ค.ศ. 1961 เฟร็ดกับเพื่อนได้ก่อคดีขโมยสายนาฬิกากับกล่องใส่บุหรี่จากห้างสรรพสินค้า และถูกจับได้พร้อมกับของกลาง แต่เจ้าของร้านไม่ได้เอาเรื่องอะไร


เฟร็ด, รีน่า, ซาเมน และแอนมารี


ต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1961 เฟร็ดถูกกล่าวหาว่า เขาทำน้องสาวแท้ ๆ ของเขาท้อง ทั้งที่มีอายุเพียง 13 ปี ตั้งครรภ์ ซึ่งเฟร็ดกลับให้การว่า “ก็ใคร ๆ เขาก็ทำแบบนี้กันไม่ใช่เหรอ ?” เพราะว่าเฟร็ดนั้นเข้าใจว่า การมีอะไรกับน้องของตนเองนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่าจะผิดอะไร ซึ่งเหตุอื้อฉาวนี้ทำให้เฟร็ดถูกเฉดหัวออกจากบ้านอย่าง งง ๆ และต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1961 เฟร็ดก็ถูกส่งตัวขึ้นศาลในข้อหามีเพศสัมพันธ์กับพี่น้องร่วมสายเลือด โดยผลการตรวจสอบสภาพจิตของเฟร็ต พบว่าเขามีโรคประจำตัวเป็นโรคลมบ้าหมู ที่อาจส่งผลให้เขาทำอะไรลงไปโดยไม่มีสติ และระหว่างสอบสวนคดีบนศาล น้องสาวของเฟร็ดก็ไม่ยอมขึ้นศาลเพราะไม่ยอมจะให้การทำร้ายพี่ชายของตนเอง ทำให้เรื่องนี้จบลงด้วยการปล่อยตัวเฟร็ดออกมา ส่วนเด็กในท้องของเธอนั้น ถูกพิจารณาให้ทำแท้ง หลังจากนั้นเฟร็ดก็ไปทำงานเป็นช่างก่อสร้างที่กลาสโกว์ และกลับมาอาศัยอยู่กับพ่อแม่เช่นเดิม เพราะหายโกรธแล้ว จนกระทั้งปี ค.ศ.1962  รีน่าได้กลับมาหาเฟร็ดอีกครั้ง พร้อมกับลูกในท้องที่ไม่ทราบว่าเป็นลูกใคร และทั้งสองก็ได้แอบแต่งงานกัน พากันย้ายไปอาศัยที่กลาสโกว์ สก็อตแลนด์ ซึ่งรีน่าก็ยังคงทำอาชีพเป็นหญิงขายบริการต่อไป ทั้ง ๆ ที่ท้องยังโตอยู่นั่น ส่วนเฟร็ดก็รับจ้างเป็นคนขับรถขายไอศครีม ซึ่งชีวิตการแต่งงานของทั้งสองนั้น รีน่าไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ เพราะเธอต้องคอยทำหน้าที่ปรนเปรอทางเพศให้กับเฟร็ดอยู่บ่อยครั้ง แต่ละครั้งก็ไม่ค่อยจะปกติ ทั้งแบบเฆี่ยนตีซาดิสม์ ทั้งมีอะไรกันทางทวารหนัก ซ้ำไปซ้ำมา ทั้งวันทั้งคืน


ซาเมน และ แอนนา มารี

ต่อมารีน่าก็คลอดลูกออกมา และเฟร็ดก็ได้มีลูกกับรีน่าเองบ้าง โดยเขามีลูกสาวกับรีน่าเมื่อปี 1964 และตั้งชื่อเธอว่า แอนนา มารี ซึ่งภายหลังแอนนาได้เปลี่ยนชื่อเองเป็นแอนน์ มารี แต่ชีวิตคู่ของเขากับรีน่าก็ยังไม่มั่นคงเพราะไม่นาน รีน่าก็นอกใจไปมีชายอื่น ส่วนเฟร็ด ก็มีแฟนคนใหม่ชื่อ แอนน์ แมคฟอลล์ ซึ่งไม่ใช่ใคร เธอเป็นเพื่อนกับรีน่านั่นเอง ไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากที่รีน่าได้ลูกสาว เฟร็ดก็ต้องออกจากงานเพราะพลาดไปขับรถขายไอศครีมถอยไปชนลูกค้าเด็กเล็กคนหนึ่งเสียชีวิต เฟร็ดกลัวความผิดเลยพาซาร์เมนและแอนนา มารี หนีไปอยู่ที่มุช มาร์ ซึ่งเฟร็ดต้องหางานใหม่เป็นคนงานในโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งตอนนี้เอง ทำให้เฟร็ดเริ่มคุ้นเคยกับซากศพ และกลิ่นคาวเลือด เพราะอาชีพของเขาก็คือการชำแหละ และแยกชิ้นส่วนของซากสัตว์ จนมีความชำนาญนั่นเอง

แอนแม็คฟอล กิ๊กสาวผู้โชคร้าย

ในปี 1967 นั้น เป็นปีที่เฟร็ดได้เริ่มฆ่าคนเป็นครั้งแรก เมื่อเขาทะเลาะกับแอนน์ แมคฟอลล์ แฟนเก็บของเขา เพราะว่าแอนน์ได้ท้องกับเฟร็ดแล้ว จึงอยากให้เขาแต่งงานกับเธออย่างเป็นทางการ และต้องการให้กลับไปอยู่ที่สก็อตแลน แต่เฟร็ดไม่เห็นด้วย จึงเกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง ทำให้เฟร็ดพลั้งมือฆ่าเธอทิ้งอย่างไม่ตั้งใจ ตอนนี้เฟร็ดได้ใช้ความรู้จากโรงฆ่าสัตว์ จัดการศพของแอนน์ด้วยวิธีการชำแหละศพออกเป็นชิ้น ๆ โดยตัดนิ้วมือ และนิ้วเท้าของเธอออกทั้งหมด รวมไปถึงหั่นหัวเข่าของเธอทิ้งไปด้วย จากนั้นจึงนำชิ้นส่วนทั้งหมดไปฝังไว้ใกล้หมู่บ้านมาร์เซล ซึ่งการกระทำครั้งนี้ถือเป็นโชคดีของเฟร็ด ที่ไม่มีใครรู้เห็นเป็นพยานเลย ทำให้แอนน์หายตัวไปแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากการตายของแอนน์ ทำให้เฟร็ดหันกลับมาคืนดีกับรีน่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เฟร็ดกลับมาในฐานะแมงดา คอยให้รีน่าหาเลี้ยง โดยรีน่าต้องออกขายบริการทางเพศนำเงินมาให้กับเฟร็ดเพื่อใช้จ่าย และยังแอบมีอะไรกับลูกสาวคนแรกของรีน่าที่ยังเป็นเด็กอยู่เพื่อความบันเทิงอีกด้วย

แมรี่ บาสท์โฮล์ม กิ๊กรายที่สองก็ม่องเท่งไป

ในปี 1968 สาวน้อยแมร์รี่ บาสท์โฮล์ม วัย 15 ปี พนักงานเสิร์ฟประจำร้านป็อบ อิน หายตัวไปอย่างลึกลับจากป้ายรถโดยสารประจำทางในเมืองบาสท์โฮล์ม โดยไม่มีใครพบอีกเลย ในเหตุการนี้มีพยานคนนึงให้การว่า เขาเห็นแมรี่อยู่ในรถของเฟร็ด เพราะจำได้ว่าเฟร็ดนั้น เป็นลูกค้าประจำของร้านที่แมรี่ทำงานอยู่ และเคยเห็นพวกเขาเคยคบกันเป็นแฟนอยู่ระยะหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ชีวิตคู่ระหว่ารีน่ากับเฟร็ดเอง ก็เริ่มไปกันไม่ได้ รีน่าต้องการแยกทางกับเฟร็ดเพราะต้องการให้ลูกสาวทั้ง 2 ของเธอได้กลับไปอยู่ที่กลาสโกว์บ้านเกิดที่สก็อตแลนด์ด้วย แต่เฟร็ดนั้นไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น ทำให้รีน่าต้องกลับบ้านไปตามลำพัง ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1969 แม่ของเฟร็ดได้เสียชีวิตเพราะภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดถุงน้ำดี ทำให้เฟร็ดเสียใจกับเรื่องนี้มาก ถึงขั้นระบายออกด้วยการลักทรัพย์ไปทั่วย่านร้านค้าแถวนั้น และเปลี่ยนงานบ่อย จนกระทั่งในขณะที่เขาทำงานเป็นคนขับรถส่งขนมปัง เขาก็ได้พบกับเด็กสาวคนนึง เธอชื่อ โรสแมร์รี่ เลทส์ สาวน้อยที่ต่อมาได้กลายเป็นคู่รักของเฟร็ด และเป็นคู่หูฆาตกรในเวลาต่อมานั่นเอง


วัยเด็กของโรส เวสต์ หรือโรสแมรี่ เลทส์  ภรรยาคนปัจจุบันของเฟร็ด
โรสแมรี่ เลทส์ เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1953 จากเมืองนอร์ธแฮม ในเดว่อน ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรสาวคนที่ 4 ของบิลและเดซี่ที่เป็นคนสติไม่ดีทั้งคู่ โดยพ่อของแมร์รี่นั้น เคยเป็นทหารเรือ แต่ลาออกมาเป็นช่างไฟฟ้า ต่อมามีอาการโรคจิตอย่างรุนแรง ชอบทำตัวเป็นผู้นำเผด็จการภายในบ้าน เจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจ ตั้งกฎแปลก ๆ ในบ้านเสมอ เพื่อหาเรื่องลงโทษสมาชิกภายในครอบครัว ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครอยากจ้างให้เดซี่กับบิลไว้ทำงานซักเท่าไหร่ ทำให้ครอบครัวของเขาประสบปัญหาทางการเงินอยู่บ่อย ๆ

คุณพ่อสุบเฮี้ยบของโรส

สิ่งที่เด็ก ๆ ในบ้านของบิล และเดซี่ทำทุกวันคือการตื่นแต่เช้าเพื่อให้พ่อของโรสสั่งงานให้ทุกคนเก็บกวาดบ้านให้สะอาดเป็นระเบียบ โดยพ่อจะเป็นคนคอยจับตาดูพวกลูก ๆ เสมือนกับทหารคุมเชลยศึก ถ้าทำงานไม่ดี พ่อของโรสก็จะเฆี่ยนตีลูก ๆ ด้วยเข็มขัดหนัง ไม่ก็เตะถีบอย่างไม่ปราณี
เดซี่ แม่ของโรสนั้นเป็นภรรยาที่สงบเสงี่ยม เธอต้องทนกับความเครียดและเอาแต่ใจของสามีอยู่เป็นประจำ จนตัวเองก็เริ่มจะมีอาการทางประสาทหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อช็อตด้วยไฟฟ้า ซึ่งการช็อตไฟฟ้านี้ เป็นวิธีการรักษาอาการโรคประสาทในสมัยก่อนนั่นเอง ในช่วงที่เดซี่ตั้งท้องโรสอยู่นั้น เธอก็มีอาการป่วยทางจิต และถูกไฟฟ้าช็อตอย่างหนัก สิ่งนั้นจึงส่งผลให้โรสที่ยังอยู่ในครรภ์ของเดซี่ ได้รับผลร้ายติดมาหลังจากคลอด เพราะหลังจากที่โรสลืมตาดูโลก ก็พบว่าเธอกลายเป็นเด็กที่มีพัฒนาการค่อนข้างช้า มีอาการชักเกร็งดีดตัวอย่างแรงเวลานอนหลับ ชอบส่ายหัวไปมาเหมือนเป็นคนบ้า ไม่ก็ถูกผีเข้าสิง ไม่ค่อยสนใจสภาพแวดล้อมรอบตัว สติปัญญาไม่ค่อยดี เรียนหนังสือไม่เข้าใจ จนเพื่อน ๆ ของเธอตั้งสมญานามเธอว่า “ยัยโง่โรซี่ !!” นอกจากนั้นแล้ว เธอก็ยังถูกบิล พ่อแท้ ๆ ของตัวเองข่มขืน ตั้งแต่อายุ 2 ถึง 3 ขวบ เพียงเพราะเหตุผลของพ่อเธอที่บอกว่าเขารัก และสงสารลูกสาวคนนี้มากกว่าใคร เพระแบบนี้กระมัง ถึงทำให้โรสเข้าใจว่า การมีอะไรกับใคร มันเป็นเรื่องที่จะทำร่วมกันกับใครก็ได้ และมักแสดงออกถึงอารมณ์ทางเพศรุนแรงเกินวัย เธอชอบเดินแก้ผ้าไปทั่วบ้าน บางครั้งก็แอบไปนอนในห้องน้องชาย ลวนลามทางเพศเขา เธอบอกว่าเธอทำแบบนั้นเพราะเธอเบื่อ และมีอารมณ์อยากทำ สิ่งนี้เลยกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เธอกลายเป็นพวกหมกมุ่นทางเพศไปอย่างกู่ไม่กลับ โรสนั้นเรียนก็ไม่เก่ง รูปร่างก็อ้วน เพื่อน ๆ มองว่าเธอคือตัวตลก และชอบแกล้งตะโกนทำท่าจะทำร้ายเธอบ้าง ด่าทออย่างรุนแรงบ้าง ทำให้โรสกลายเป็นคนอารมณ์ร้อน โมโหง่าย และก้าวร้าวขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บิลกับเดซี่ออกกฏไม่ให้เธอมีนัดกับเด็กผู้ชายที่อายุไล่เลี่ยกัน ซึ่งจริง ๆ ถึงจะไม่ออกกฏข้อนี้ โรสก็แทบจะไม่มีใครคบอยู่แล้ว เพราะรูปร่างอ้วนของเธอกับอารมณ์แปรปรวนรุ่นแรงแบบนั้น ทำให้ไม่มีใครอยากจะมาคบด้วยอยู่ดี โรสจึงหันไปคบหากับชายที่มีอายุมากกว่าในหมู่บ้านแทนเพื่อไม่ให้ผิดกฏที่พ่อตั้งไว้ จนกระทั่งโรสอายุ 15 ปี ทั้งบิล และเดซี่ พ่อแม่ของโรสก็เลิกกัน เดซี่พาโรสไปอยู่ด้วยกันที่บ้านลูกสาวคนโตของเธอแต่ไม่นานนัก โรสก็กลับมาอยู่กับพ่อของเธอและเริ่มทำงานด้วยการเป็นลูกจ้างร้านขนมปังของโรงเรียน และจุดนี้เอง ที่เธอทำให้เธอได้พบกับเฟร็ด เวสต์ ในตอนแรกนั้น โรสก็ไม่ได้คิดอะไรกับเฟร็ด เพราะเฟร็ดเองก็ไม่ได้มีอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นคนดูดีน่าคบหาซักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา การแต่งกาย ที่ดูไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเป็นผู้ดีเลย แต่กลับกันนั้น เฟร็ดกลับตกหลุมรักโรสตั้งแต่แรกพบ เขาพยายามตามจีบเธอ โดยเขาจะพยายามเล่าชีวิตอันดีงามของเขา ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่เคยแต่งงานแล้วเมียหนีตามชู้ไป เหลือแต่ลูกสาวเพียงสองคนที่ต้องเลี้ยงดู และชีวิตของเขานั้นรักลูกสาวมาก ซึ่งแน่นอนว่าทุกสิ่งที่เขาเล่านั้น โกหกทั้งสิ้น เพราะรีน่า อดีตภรรยาของเธอนั้นไม่ได้หายไปไหน และเขาก็ไม่ได้รักลูกสาวเท่าไหร่ มักจะแอบข่มขืนลูกสาวที่ติดมากับภรรยาเก่าเสมอ ๆ ด้วยซ้ำ


เฟร็ด และโรส เวสต์ ตอนท้องสมัยสาวๆ
แต่แล้วโรสก็หลงในคารมของเฟร็ดจนตกร่องปล่องชิ้นไปอาศัยอยู่ด้วยกัน ซึ่งขณะนั้นบ้านของเฟร็ดนั้นไม่ใช่บ้านทั่วไป แต่เขาอาศัยอยู่ในรถพ่วง ซึ่งโรสเองก็ค่อนข้างชอบกับชีวิตแปลกใหม่นี้มาก
จนกระทั่งทั้งคู่เริ่มมีอะไรกัน เฟร็ดถึงได้รู้ว่าโรสนั้น เป็นผู้ชำนาญในเรื่องการหลับนอนเป็นอย่างมาก โรสนั้นทั้งซาดิสม์ และลามกสุดพรรณา ระดับเฟร็ดที่มีความวิปริตทางเพศยังต้องยอมแพ้ พร้อมทั้งแนะนำให้โรสทำอาชีพเป็นหญิงขายบริการ โดยพาผู้ชายเหล่านั้นมามีอะไรกันในบ้านรถพ่วงของเฟร็ดได้ ซึ่งโรสเองก็ทำตามคำแนะนำนั้น โดยที่ตอนนั้นอายุของเธอก็เพียง 15 ปีเอง ต่อมาเรื่องนี้ก็ไปถึงหูบิล เลทส์ พ่อของโรส เขาโมโหโรสมาก จึงสั่งให้เธอเลิกคบกับเฟร็ด แล้วส่งเธอไปยังสถานสงเคราะห์สตรี ทำให้โรสได้อยู่บ้านเพียงช่วงวันหยุด และอยู่สถานสงเคราะห์ในวันธรรมดา แต่เมื่อสบโอกาสทีไร โรสก็จะแอบไปพบกับเฟร็ดอยู่ดี ต่อมาเฟร็ดถูกจับในข้อหาลักทรัพย์และโจรกรรมหลายคดี เขาถูกจำคุก 30 วัน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ช่วงนั้นโรสที่อาศัยอยู่กับพ่อ ก็พบว่าตัวเองได้ท้องกับเฟร็ดแล้ว ซึ่งตอนนั้นโรสอายุเพียง 16 ปี เท่านั้นเอง และทำให้โรสต้องออกจากบ้านพ่อไปอยู่กับเฟร็ด ทำหน้าที่ดูแลแอนนา แมร์รี และซาร์แมน ลูกสาวทั้งสองของเฟร็ดไปด้วย


จนกระทั่งปี ค.ศ. 1970 เฟร็ดและโรสก็ได้ย้ายมาอยู่บ้านเลขที่ 25 ถนนมิคแลนด์ ในกลอเชสเตอร์ พร้อม ๆ กับแอนนา แมร์รี่ และซาร์แมน ซึ่งในเดือนตุลาคมของปีนั้น โรสได้ให้กำเนิดลูกสาวชื่อว่า เฮเธอร์ ขึ้นมา ทำให้โรสต้องแบกภาระการเลี้ยงดูลูกถึง 3 คน ซ้ำร้ายเฟร็ดก็ติดคุกเพราะไปขโมยของอีก 9 เดือน เงินทองก็ไม่ค่อยจะมี ปัญหาต่าง ๆ ก็รุมเร้า ทำให้โรสเครียดมาก และเริ่มลงมือทำร้ายเด็ก ๆ ในระหว่างฤดูร้อนปี 1971 ช่วงที่เฟร็ดยังอยู่ในคุกนั้น โรสก็ได้ฆ่าซาร์แมน และซ่อนศพของเธอไว้ในที่ลับตาคน จากนั้นก็โกหาชาวบ้านที่ถามถึงซาร์แมนว่ารีน่ามารับลูกสาวไปเลี้ยงแล้ว เมื่อเฟร็ดออกจากคุกมา ก็ทราบเรื่องเข้า แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรโรส แถมยังบอกให้เธอพาไปที่ซ่อนศพ จากนั้นก็จัดการตัดร่างลูกสาวขาดเป็นสองท่อน ตัดนิ้วมือ นิ้วเท้าและหัวเข่าทิ้งทั้งหมด ก่อนจะนำร่างไปฝังลงในสวนร้าง ซึ่งกว่าจะพบศพของเธอนั้น เวลาก็ผ่านไปนานถึง 20 ปี

รีน่า แฟนคนแรก กลายเป็นเหยื่อซะแล้ว

เมื่อรีน่ากลับมาเยี่ยมลูก ๆ ของเธอ โรสกับเฟร็ดก็ลงมือสังหารรีน่าอีก และนำศพของเธอไปฝังไว้ในเลทเทอร์บอกซ์ ฟิลด์ ในมุชมาร์เซล ใกล้ ๆ กับที่เขาฝังแอนน์ แมคฟอลล์เมื่อปี 1967 โดยไม่ลืมที่จะตัดหัว แขนและขาออกจากกัน และตัดนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อเข่าเช่นเดียวกับศพอื่น ๆ



หลังจากรีน่าเสียชีวิต ทั้งเฟร็ดและโรสจึงอยากแต่งงานกัน แต่ตอนนั้นยังทำไม่ได้เพราะตามกฏหมายยังไม่รู้ว่ารีน่าตายแล้ว ทำให้เฟร็ดโกหกในเอกสารจดทะเบียนสมรสของเขาว่า เขาไม่เคยแต่งงานกับใครมาก่อน



ชีวิตแต่งงานของเฟร็ดกับโรสนั้นออกไปทางพวกวิปริตอย่างมาก ขนาดเฟร็ดที่เรียกได้ว่าโคตรวิปริตทางเพศแล้ว ก็ยังไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของโรสได้ ทำให้เฟร็ดต้องอนุญาตให้โรสทำอาชีพขายบริการทางเพศกับผู้ชายคนอื่น ๆ ได้เต็มที่ที่เธอต้องการ โดยถึงกับพาลูกค้ามาบริการถึงในบ้าน ซึ่งเฟร็ดเองก็แอบบันทึกเสียงและแอบถ่ายภาพการทำงานของเธอไว้ดูเล่นกันสองผัวเมียอีกด้วย



ภาพนู้ดของโรส ถ่ายโดยเฟร็ด


ทางด้านลูก ๆ นั้น แอนนา แมร์รี่ ลูกคนที่ 2 ของเฟร็ดและเฮเธอร์ ลูกที่เกิดจากทั้งคู่ ต่างก็ถูกพ่อแม่ล่วงละเมิดทางเพศตลอดมา โดยแอนนา ถูกกระทำตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ซึ่งเฟร็ดให้เหตุผลว่า “ฉันให้เธอเกิดมา ฉันก็ต้องมีสิทธิ์จะทำอะไรกับเธอก็ได้” ซึ่งสิ่งที่เฟร็ดพูดออกมานั้น ราวกับว่าลูกสาวของเขาเป็นเพียงสมบัติที่เขาจะทำอะไรกับพวกเธอก็ได้ มันผิดอะไรตรงไหน?


ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1972  ครอบครัวของเวสต์ ก็ได้ย้ายจากถนนมิดแลนด์มาอยู่ที่บ้านใหม่ เลขที่ 25 ถนนครอมเวลล์ บ้านหลังนี้มีลักษณะเป็นอาคารแบ่งให้เช่าคล้าย ๆ กับแฟลต ซึ่งตอนแรก เฟร็ดและโรสได้แบ่งห้องชั้นบนให้กับเด็กหนุ่ม 4 คนเช่า และแน่นอน เด็กหนุ่มทั้ง 4 คนนั้น ต่างก็ได้รับบริการลึกซึ้งจากโรสกันอย่างถ้วนหน้า

ส่วนเฟร็ดเองก็เริ่มทำอาชีพช่างดูแลซ่อมแซมอาคาร และระบบท่อประปาให้กับเพื่อนบ้านที่เช่าอยู่ข้างเคียง แน่นอนว่าเขาเองก็แอบไปมีอะไรกับสาว ๆ ในท้องที่นั้นด้วย จนกระทั่งทั้งสองสามารถเก็บเงินเก็บทองจนมากพอที่จะซื้อบ้านทั้งหลังจากเจ้าของเดิมได้

ในบ้านเลขที่ 25 แห่งนี้นั้น เป็นบ้านที่ไม่มีอะไรเด่นสะดุดตา หากมองจากภายนอก แต่ภายในค่อนข้างกว้างขวาง มีที่จอดรถ มีห้องเก็บของ มีห้องใต้ดิน สะดวกสบายเป็นอย่างมาก เมื่อได้บ้านมา เฟร็ดก็ทำการปรับปรุงตัวบ้านใหม่ ทำห้องใต้ดินใหม่ ให้เป็นห้องเก็บเสียง ในห้องนั้นเต็มไปด้วยเครื่องมือทรมานต่าง ๆซึ่งแน่นอนว่า จุดประสงค์ปรับปรุงบ้านของเขานั้น ก็ไม่พ้นเรื่องวางแผนหลอกผู้หญิงมาข่มขืนและฆ่าทิ้งในบ้านอย่างสะดวกสบาย ไม่มีใครรู้เห็น ต่อให้เหยื่อจะร้องขอชีวิตอย่างโหยหวลเสียงดังเท่าไหร่ ก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง เพระทำเป็นห้องเก็บเสียงเรียบร้อยแล้ว

ซาร์เมน (เสียชีวิต) , เฮเธอร์ (เสียชีวิต) , แอนมารี

ช่วงนั้นแอนน์ แมร์รี่ ที่มีอายุเพียง 8 ปี ก็ถูกพ่อแม่ข่มขืนอยู่เป็นประจำ โดยเธอถูกผูกมือไว้ด้านหลังและปิดปาก ซึ่งการข่มขืนอย่างทรมานนี้ทำให้แอนน์มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนไม่สามารถไปโรงเรียนได้หลายวัน อีกทั้งแอนน์ก็ยังถูกพ่อข่มขู่ว่า ห้ามเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ไม่งั้นเธอจะลำบาก ซึ่งตั้งแต่วันนั้นเกือบทุกวัน แอนน์จะถูดพ่อของเธอมัดมือปิดปากข่มขืนอย่างโหดร้ายเสมอมา

แคโรไลน์ โอเว่น เหยื่อผู้รอดชีวิต

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1972 เฟร็ดและโรสได้ร่วมมือกันขืนใจแคโรไลน์ โอเว่น เด็กสาวที่พวกเขาหลอกว่าจะจ้างมาเป็นแม่บ้านเพื่อเลี้ยงดูลูก ๆ เธอถูกถอดเสื้อผ้าแล้วผูกตัวติดกับโซ่ห้อยลงมาจากเพดาน จากนั้นเฟร็ดก็ใช้สายเข็มขัดหนังเฆี่ยนตี จนแคโรไลน์เป็นลม จากนั้นก็จับเธอข่มขืน แคโรไลน์พยายามหนีออกมาจากบ้าน และแจ้งตำรวจในเรื่องนี้ ทำให้เฟร็ดและโรสโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจปรับไปเพียงคนละ 25 ปอนด์

เมื่อพ้นคดีมาได้ง่าย ๆ แบบนี้ ทั้งสองผัวเมียก็เกิดได้ใจ แต่ก็ตั้งใจว่า เหยื่อรายใหม่ของพวกเขานั้น จะต้องไม่มีชีวิตรอดไปแจ้งตำรวจได้อีก ทำให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หญิงสาวทุกรายที่เข้าไปในบ้านหลังนี้ ไม่ว่าจะเข้าไปเช่าอยู่อาศัย เพื่อน หรือแม้แต่มาทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ก็มีน้อยคนนั้กที่จะได้กลับออกมาทัั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่

ลินดา ก็อค

เหยื่อรายแรกที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับบ้านนรกหลังนี้คือ ลินดา ก็อค เธอเป็นสาวแว่น มีอาชีพเย็บผ้าในเมืองกลอเชสเตอร์ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1973  เธอมาในฐานะแขกประจำบ้านของครอบครัวเฟร็ด ซึ่งเธอกับเพื่อนล้วนเป็นพวกนิยมเซ็กซ์หมู่แบบซาดิสม์กันในบ้านของเฟร็ดอย่างเปิดเผย ซึ่งในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1973  ครอบครัวเฟร็ดได้ชวนให้ลินดามาอยู่ด้วยกัน เพื่อทำงานเป็นแม่บ้านและพี่เลี้ยงเด็ก ลินดาตอบตกลงทันที แต่เวลาผ่านไปเพียงสองสัปดาห์ เธอก็ถูกฆ่าตาย จากนั้นทั้งเฟร็ดและโรสก็กลบเกลื่อนความจริงด้วยการบอกกับครอบครัวหรือใครก็ตามที่มาหาลินดาที่บ้านว่า เธอออกไปจากบ้านพวกเขานานแล้ว

ซึ่งกว่าความจริงจะปรากฏ ศพของเธอก็ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1994  ในพื้นห้องใต้ดินของบ้านเฟร็ดนั้นเอง ซึ่งสภาพศพของเธอนั้นดูอนาถมาก ร่างของเธอแห้งกรัง มีร่องรอยการถูกเทปมัดรอดศีรษะตลอดจนถึงใบหน้าอย่างสยดสยอง

เท่านั้นยังไม่พอ เฟร็ดเองยังคงปรับปรุงตัวบ้านต่อไป เขาได้ขยายห้องใต้ดินให้ใหญ่โตมากขึ้น โดยการปรับปรุงพื้นที่ใต้ดินนี้ เขาใช้เวลากลางคืนหลังเลิกงาน ช่วงที่ทุกคนนอนแล้ว โดยใช้เวลาหลายชั่วโมงในการปรับปรุงมันจนกระทั่งตัวเองพอใจ

แครอล แอนน์ คูเปอร์

เหยื่อรายต่อมาคือ แครอล แอนน์ คูเปอร์ เด็กสาวอายุ 15 ปี ที่อาศัยอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กวอร์เชสเตอร์ ตอนนั้นเป็นช่วงพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1973  ซึ่งเธอถูกลักพาตัวมาที่บ้านนรกแห่งนี้ แครอล ถูกข่มขืนจนหนำใจ ยาวนานเป็นสัปดาห์ ก่อนที่จะถูกฆ่าในลักษณะเดียวกันกับเหยื่อรายอื่น ๆ โดยศพที่พบนั้น มีสภาพแขนขาและศีรษะ ถูกตัดแยกออกจากกัน โดยมีผ้ายางยืดคลุมใบหน้าของเธอจนมิด

การพบศพของ แครอล แอนด์ คูเปอร์ นั้น ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบันทึกไว้อย่างขัดใจว่า “ก็เหมือนกับเหยื่อรายอื่น ๆ แต่ไม่มีหลักฐานใด ๆ บ่งชี้ว่าเป็นฝีมือของเฟร็ดและโรสเลย”

ลูซี่ พาร์ทิงตัน

หลังจากแครอลถูกจัดการ ไม่กี่เดือนต่อมา ลูซี่ พาร์ทิงตัน อายุ 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยก็ได้หายตัวไป ซึ่งเชื่อกันว่า เธอเองก็ได้ถูกสองผัวเมียเวสท์ ลักพาตัวและนำมาทรมานในห้องใต้ดินเช่นกัน โดยศพของเธอนั้นถูกเฟร็ด หั่นศพ ตัดนิ้วมือ นิ้วเท้า และหัวข้อเข่าออก เหมือนกับศพอื่น ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าเขาจะตัดแบบนั้นไปทำไม เพราะไม่ว่ายังไงศพเหล่านี้ก็ถูกพวกเขาซ่อนเอาไว้ในช่องใต้ดินบ้านตัวเองอยู่ดี…

เทอรีส ซีเกนทาลเลอร์

ในช่วงเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1974  เธอรีส ซีเกนทาลเลอร์ อายุ 21 ปี ที่วางแผนจะไปเยี่ยมเพื่อนนักบวชนิกายคาทอลิกในไอร์แลนด์ โดยเธอตั้งใจว่าจะใช้วิธีค่อย ๆ โบกรถเดินทางไปเรื่อย ๆ ตามประสาวัยรุ่น ซึ่งเธอนั้นโชคไม่ดีเอาเสียเลย ที่ดันไปโบกเจอรถของเฟรดและโรสเข้าพอดี และสุดท้ายเธอก็พบจุดจบเดียวกับเหยื่อคนอื่น ๆ  ก่อนที่จะถูกแยกชิ้นส่วานฝังไว้ใต้พื้นห้องใต้ดิน

เชอลี่ย์ แอน ฮับบาร์ค

ต่อมา ช่วงเย็นของวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947  เชอลี่ย์ แอน ฮับบาร์ค วัย 15 ปี ก็ได้หายตัวไป โดยว่ากันว่าเธอเองก็ถูกเฟรสและโรสรับขึ้นรถมาจากระหว่างทาง แล้วพาไปทรมานในห้องใต้ดินเช่นเคย โดยหัวของเธอนั้น ถูกพันหุ้มจนมิดด้วยเทปติดกล่อง และที่จมูกข้างหนึ่งของเธอมีหลอดพลาสติกเสียบคาเอาไว้ แสดงว่าเธอไม่ได้เสียชีวิตทันที และยังสามารถหายใจผ่านหลอดพลาสติกนั้นก่อนตาย

จวนนิต้า มอตต์

ในปี ค.ศ. 1975  จวนนิต้า มอตต์ ก็เป็นเหยื่ออีกคนที่ถูกล่อลวงไปในบ้านนรกหลังนี้ ก่อนที่ต่อมาจะพบศพของเธอในช่องลับใต้ดิน โดยมีถุงน่องพันรอบหน้าและศีรษะ และถูกห้อด้วยพลาสติกอีกที โดยข้อมือและข้อเท้าของเธอมีร่องรอยของเชือก เชื่อกันว่าเธอน่าจะถูกมัดห้อยมาจากเพดาน และน่าจะพยายามดิ้นรนสุดชีวิตก่อนที่จะตายอยู่หลายวัน จนสองสามีภรรยาเริ่มเบื่อ จึงฆ่าเธอทิ้งด้วยการรัดคอ หรือไม่ก็ปล่อยให้เธอขาดใจตายไปเอง

เชอรี่ โรบินสัน แม้เธอจะรอดอยู่นานเพราะเป็นกิ๊ก แต่สุดท้าย....

ต่อมา เชอร์ลีย์ โรบินสัน อดีตหญิงขายบริการอายุ 18 ปี ได้เข้ามาเช่าบ้านแห่งนี้ ซึ่งเธอได้มีความสัมพันธ์กับเฟร็ดจนกระทั่งท้องในปี ค.ศ.1977  ในช่วงที่โรสคลอดลูกคนใหม่ออกมา ซึ่งลูกของโรสคนนี้ ไม่ได้ท้องกับเฟร็ด แต่ท้องกับกิ๊กหนุ่มอินเดียแดง เป็นลูกสาว ผมดำ ตาสีดำ ชื่อว่าทาร่า

เป็นช่วงที่โรสนั้นอารมณ์ไม่ค่อยดีเป็นอย่างมาก เพราะเธอเครียดที่รู้ว่าเชอร์ลี่ย์กำลังจะมีลูกกับเฟร็ด และกำลังจะทิ้งเธอไป โรสจึงยื่นคำขาดให้เฟร็ดกำจัดเชอร์ลีย์ทิ้งเสีย ไม่งั้นเธอจะชิงทิ้งเฟร็ดซะก่อน

ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1978  เชอร์ลีย์ก็ถูกฆ่า ซึ่งในรายของเชอร์ลีย์นั้น เธอไม่ได้ถูกนำศพไปรวมไว้ในพื้นห้องใต้ดินเหมือนคนอื่น ไม่ใช่เพราะความแค้นของโรส แต่เพราะที่เก็บศพมันเต็มเหยียดจนไม่มีที่ว่างพอจะยัดศพเชอร์ลีย์ได้เลย ดังนั้นเธอจึงถูกนำไปฝังไว้ที่สวนหลังบ้านของครอบครัวเวสต์แทน ซึ่งในตอนที่ตำรวจพบศพของเธอนั้น พวกเขาพบตัวอ่อนวัย 8 เดือน ที่ถูกดึงออกจากช่องคลอดของเธออยู่กับศพเธอด้วย บ่งบอกเลยว่า เธอถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมขนาดไหน

หลังจากที่โรสได้ฆ่าเชอร์ลีย์ไปแล้ว เธอก็ตั้งท้องกับเฟร็ดอีกครั้ง และในปี ค.ศ.  1978  ลูกคนใหม่ของพวกเขาก็คลอดออกมาเป็นเด็กหญิง ชื่อว่า หลุยส์ ซึ่งในช่วงเดียวกันนั้น แอนนา แมร์รี่ ลูกของเฟร็ดก็ได้ไปทำแท้งเถื่อน เอาลูกในท้องออก ซึ่งแน่นอนว่า เด็กคนนั้นคือลูกของเฟร็ดพ่อของเธอนั่นเอง

เอลิสัน แชมเบอร์ ก็ไม่รอด

ต่อมาในปี ค.ศ. 1979  เอลิสัน แซมเบอร์ อายุ 16 ปี เด็กในสถานสงเคราะห์เยาวชนเร่ร่อน ได้มาพบกับสองผัวเมียคู่นี้เข้าอย่างบังเอิญ ทำให้โรสได้หลอกให้เธอมาพักที่บ้านนรกของพวกเขา โดยเสนอจะว่าจ้างให้ทำงานด้วย พอมาถึงที่บ้านของครอบครัวเวสต์นรกนี้ เธอก็ถูกพาไปยังห้องใต้ดิน กลายเป็นทาสบำเรอกามวิตถารอยู่หลายสัปดาห์ เธอถูกทรมานทั้งเฆี่ยนตี และรัดคอจนตาย ถูกแยกชิ้นส่วนก่อนจะนำศพไปฝังไว้ที่สวนหลังบ้าน

แอนนา มารี เวสต์ เธอรอด...

และในปีเดียวกัน แอนนา แมร์รี่ เวสต์ ซึ่งตอนนี้อายุ 15 ปี เต็ม เธอทนกับความรุนแรงและร้ายกาจของพ่อแม่ของเธอไม่ไหวอีกแล้ว จึงขอออกจากบ้านไปอยู่กับคู่รักของเธอ เมื่อแอนนาจากไป ภาระหนักจึงตกมาที่เฮเธอร์ ที่ตอนนั้นเธอได้กลายเป็นเครื่องระบายอารมณ์ของพ่อแม่ที่มีต่อแอนนา โดยเฮเธอร์นั้น ถูกบังคับข่มขื่นทุกวัน โดยไม่น่าเชื่อว่าเฮเธอร์สามารถทนกับความบ้าคลั่งทางเพศของพ่อแม่ตัวเองได้จนถึงอายุ 17 ปี แต่เธอพลาดที่ตัดสินใจเล่าเรื่องของพ่อแม่วิปริตของเธอให้กับเพื่อนฟัง จนเพื่อน ๆ ต่างก็สงสารเธอเป็นอย่างมาก จนเรื่องราวนี้ไปเข้าหูพ่อแม่ของเพื่อนเธอจนได้ ซึ่งหนึ่งในนั้น มีพ่อแม่ของเพื่อนคนนึง เป็นเพื่อนกับครอบครัวเวสต์ ทำให้เรื่องทั้งหมดเข้าหูเฟร็ดและโรสในที่สุด

เฮเธอร์ เวสต์ ลูกสาวหน้าตาดี... เธอก็ไม่รอดทั้ง ๆ ที่เป็นลูกสาวในไส้ของโรส

ทั้งเฟร็ดและโรสนั้นโมโห และโกรธเฮเธอร์มาก พวกเขาจึงจับเธอมาทรมานอย่างสุดโหด โดยไม่สนใจเสียงอ้อนวอนขอร้องให้ยกโทษของเธอ พวกเขาจับเธอถอดเสื้อออกแล้วเฆี่ยนตีอย่างทารุณ ตามด้วยข่มขืนและลงมือฆ่าเธอ ก่อนจะแยกร่างของเธอเป็นชิ้น ๆ นำไปฝังรวมกับศพเหยื่อรายอื่น ๆ ราวกับเป็นขยะชิ้นหนึ่ง

ภาพสุดท้ายของเฮเธอร์ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วัน

หลังจากนั้น เมื่อเพื่อนของเฮเธอร์ หรือเพื่อนบ้านถามถึงเธอ ทั้งเฟร็ดและโรสก็ตอบว่าเธอหนีไปอยู่กับคู่รักเลสเบี้ยน ด้วยทีท่าไม่สนใจลูกของตัวเองเลยแม้แต่น้อย

ลูก ๆ ชุดสุดท้าย ลูซีอันน่า , ทาร่า , แบรี่ และ สตีเฟ่น

ปี ค.ศ. 1980  โรสก็ท้องกับเฟร็ดอีก ซึ่งคราวนี้เธอได้ลูกชายชื่อ แบรี่ แล้วก็ท้องกับกิ๊กอินเดียแดงของเธออีกในปี 1982 และคลอดลูซีอันนาในปี 1983 อีกคน ซึ่งเชื่อว่าช่วงนี้ ทั้งเฟร็ดและโรสน่าจะสังหารเหยื่อที่ีไม่ได้ถูกระบุเป็นทางอีกหลายราย แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด


จากเรื่องราวบางส่วนที่เล่ามา บ้านนรกหลังนี้น่าจะเป็นบ้านที่สยองขวัญที่สุดในประวัติศาสตร์ช่วงปี ค.ศ. 1990  ของประเทศอังกฤษ ที่เกิดจากสองสามีภรรยาก่อคดีสะเทือนขวัญกับเหยื่อมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ลูกในไส้ของตัวเอง แถมยังลอยนวลมาได้กว่า 20 ปี โดยในช่วงนั้น ไม่เคยถูกใครสงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย

ซึ่งสาเหตุการก่อคดีต่าง ๆ มันก็มาจากความวิปริตทางเพศของทั้งคู่ ที่มีที่มาอันแสนอุบาทว์พอ ๆ กัน ราวกับนรกได้ส่งให้ทั้งคู่ได้มาพบกันเพื่อก่อกรรมทำเข็ญเข้ากันได้เป็นอย่างดี

บางกระแสเชื่อว่าโรสนั้น น่าจะมีอิทธิพลในการตัดสินใจทำทารุณกรรมกับเหยื่อมากกว่าเฟร็ด เพราะว่าถ้าดูกันตามเนื้อผ้าแล้ว โรสนั้นออกจะวิปริตบ้ากามเหนือกว่าเฟรดมาก ถึงขนาดโรสไปมีอะไรกับใคร ๆ จนท้องกลับมา เฟร็ดก็ไม่เคยมีทีท่าหึงหวงเลย ในทางกลับกัน หากโรสรู้ว่าเฟร็ดไปทำอะไรกับใครจนท้อง โรสกลับโกรธมากถึงขั้นสั่งให้เฟร็ดสังหารชู้รักที่ตัวเองอุตส่าห์เก็บไว้ไม่เคยคิดฆ่าได้

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งคู่จะโชคดีลอยนวลมาได้นานขนาดนี้ มันก็ถึงเวลาสิ้นสุดของมันเอง โดยต้นปี ค.ศ. 1992 ทั้งคู่ได้ลักพาตัวเด็กสาวอายุ 13 ปี มาที่บ้านนรกของพวกเขาเช่นเคย และข่มขืนทรมาน พร้อมกับบันทึกทุกอย่างไว้ในวีดีโอ แต่ไม่รู้ว่าสวรรค์ดลใจพวกเขาทั้งคู่หรือไม่อย่างไร เฟร็ดและโรสกลับตัดสินใจปล่อยตัวเด็กหญิงคนนั้นให้รอดออกไปจากบ้านนรกหลังนี้โดยไม่ได้ถูกสังหารทิ้งเหมือนเหยื่อรายอื่น ๆ ทำให้เธอกลับมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับเพื่อนของเธอทราบ และเพื่อนคนนั้นจึงได้แจ้งความกับตำรวจ

เจ้าหน้าที่ตำรวจบุก

จนเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1992 นั่นเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังบุกมาที่บ้านเลขที่ 25 ถนนครอมเวลล์ พร้อมกับหมายค้น เพื่อเข้าตรวจสอบหาหลักฐานต่าง ๆ ในคดีข่มขืนกระทำอนาจารต่อเด็ก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับอึ้ง เมื่อพบกับรูปโป๊ของเหยื่อกองเป็นภูเขาเหล่ากา และจับกุมตัวโรสในฐานะผู้ช่วยเหลือการข่มขืน และจับเฟร็ดในข้อหาข่มขืน กระทำอนาจารต่อผู้เยาว์ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะพบหลักฐานมากพอที่จะดำเนินคดีหรือไม่ เพราะถึงมันจะมากพอในการดำเนินคดีข่มขืนและอนาจารผู้เยาว์ แต่มันก็ไม่มากพอที่จะระบุได้ว่าสองผัวเมียคือฆาตกรต่อเนื่องที่มีส่วนในการหายตัวอย่างลึกลับของเด็กสาวมากมาย พวกเขาจึงพยายามสืบสวนเพิ่มเติมโดยให้ความสำคัญที่การหายตัวไปของเฮเธอร์เป็นหลัก

แต่จู่ ๆ โชคก็เข้าข้างทั้งสองผัวเมียได้อีก เมื่อพยานสองคนตัดสินใจกลับคำให้การ เพราะพยานที่ว่านั้นก็คือ ลูก ๆ ของพวกเขาที่ไม่สามารถให้การอะไรเพื่อสนับสนุนรูปคดีดังกล่าวได้ ทำให้ทั้งเฟร็ดและโรสถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา

ซึ่งในช่วงที่ทั้งสองถูกจับกุมนั้น ลูก ๆ ทั้ง 5 คนของพวกเขาถูกส่งไปให้กับสถานรับเลี้ยงเด็กของรัฐดูแล และในระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ก็ได้ยินเรื่องราวสยองขวัญที่เด็กทั้ง 5 คุยกันตามประสาพี่น้อง และมีใจความหนึ่งหลุดออกมาว่า เฮเธอร์นั้นถูกฝังอยู่ใต้ระเบียงบ้าน ซึ่งเมื่อความจริงดังกล่าวมาถึงหูเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้พวกเขาเริ่มรวบรวมข้อมูล เชื่อมโยงคดีการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กสาวรายอื่น ๆ ได้ว่า มันน่าจะเกี่ยวข้องกับสองสามีภรรยาครอบครัวเวสต์เกือบทุกคดีแน่นอน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านของเฟร็ดและโรสอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ตำรวจใช้งบประมาณทุ่มทุนมากกว่าเดิม แทนที่จะเข้าค้นบ้านปกติ รอบนี้เรียกได้ว่าแทบจะรื้อบ้านทั้งหลัง ทำให้ข่าวนี้เป็นที่จับตามองของสื่อสารมวลชนที่คอยดูว่า ความจริงมันจะออกมารูปไหน ระหว่าง สามีภรรยาผู้โชคร้ายถูกปรักปรำ กับ ทั้งสองเป็นฆาตกรต่อเนื่องตัวจริง เพราะถ้าบทสรุปออกมาผิดพลาด งานนี้ต้องมีตำรวจถูกสั่งพักงานหรือไล่ออก ไม่ก็ลาออกแน่นอน

บรรยากาศการขุดหาหลักฐาน

แต่แล้วในที่สุด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบศพของเฮเธอร์ เวสต์ ลูกสาวของเฟร็ด โดยพบที่หลุมในสวน พร้อม ๆ กับศพของเหยื่อรายอื่น ๆ โดยแยกไม่ออกว่าศพใครเป็นศพใคร ซึ่งทำให้เฟร็ดถูกจับกุมตัวทันที ในข้อหาฆ่าเฮเธอร์ เวสต์

บรรยากาศวันพิจารณาคดีของทั้งคู่

ตอนนั้น เฟร็ดเองก็พยายามปกป้องโรสสุดยอดศรีภรรยาของเขาอย่างเต็มที่ โดยอ้างว่าเขาเป็นคนพลั้งมือฆ่าเฮเธอร์ตายเพียงคนเดียว โดยโรสไม่ได้รู้เห็นอะไรกับเรื่องนี้

จนในเดือนถัดมา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้าขุดใต้บ้าน ก็พบศพอีกมากมาย จนนับได้ถึง 10 ศพ รวมกับซากตัวอ่อนของมนุษย์วัย 8 เดือนด้วย ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือ เพราะศพถูกสังหารมานานมาก จึงไม่สามารระบุได้ว่าใครเป็นใคร และยังพบกระดูกที่ใต้หลังคาอีก 9 ชุด ซึ่งแม้แต่เฟร็ดเองก็จำไม่ได้ว่าแต่ละศพนั้นเป็นใครบ้าง ตำรวจจึงต้องใช้วิธีค้นประวัติเด็กที่สูญหามาเทียบเคียงกับกระดูกเหล่านี้อยู่่เป็นเวลานาน

จนกระทั้งในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1994 เฟร็ด เวสต์ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม 12 คดี และต่อมาในเดือนเมษายนของอีกปี โรสจึงถูกตั้งข้อหาฆ่าคนอีก 8 ศพ ด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่โรสถูกจับกุมตัว เฟร็ดก็ได้กลับคำสารภาพ บอกว่าตัวเขาเองนั้นบริสุทธิ์ ไม่เคยฆ่าใครซักคน และบอกว่าโรสต่างหาก ที่เป็นคนฆ่าเด็กสาวเหล่านั้น

ภาพห้องใต้ดินอันสุดสยดสยอง

บรรยากาศปาร์ตี้ที่จัดกันโดยไม่รู้ว่ามีศพคนตายที่นี่เพียบ !!

ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังรวบรวมสำนวนคดี ก็รู้สึกตะลึงกับความโฉดชั่วของสองสามีภรรยาตระกูลเวสต์ ที่เก็บซากศพเป็นชิ้นส่วนมากมายฝังไว้ตามใต้พื้นห้องใต้ดินบ้าง ห้องน้ำบ้าง แล้วยังมีหน้ามาใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำจากการสอบสวนเพื่อนบ้าน ก็พบว่าพวกเขาเคยจัดงานปาร์ตี้วันฮาโลวีนในชั้นใต้ดินหลังบ้าน ย่างบาบีคิว เข้าห้องน้ำ เหมือนกับว่ามันเป็นบ้านธรรมดา ซึ่งตอนที่ตำรวจพบศพแต่ละศพนั่น บางศพอยู่ในสภาพเน่าเปื่อยและเหม็นอย่างมาก ถึงกับทำให้ตำรวจบางนายเขียนลงไดอารี่ตัวเองว่า เป็นการค้นพบศพที่มีกลิ่นเหม็นระดับที่ต้องจดจำกันไปชั่วชีวิตเลยทีเดียว

แต่เมื่อ่ผานไปไม่นาน บ้านนรกอเวจีสยองขวัญของสองผัวเมียนี้ ก็ถูกรื้อถอน ทุบทิ้งไป เพื่อไม่ให้มีพวกนักล่าเรื่องสยองขวัญแนวล่าท้าผี แห่มาเก็บของที่ระลึกวิปริตจากที่นี่ได้

ด้านโรสนั้น หลังจากถูกจับกุมตัว ก็ถูกกดดันอย่างหนักเพื่อให้รับสารภาพความจริง แต่โรสเองก็พยายามบ่ายเบี่ยงเรื่องราวเพื่อให้ตัวเองได้รับโทษน้อยที่สุด โดยโยนบาปทั้งหมดไปให้กับเฟร็ด โดยไม่สนเยื่อใยที่ตัวเองเคยร่วมก่อการกระทำบาปกรรมสุดโฉดชั่วกันมา แต่ถึงกระนั้น เฟร็ดเองก็ยังคงรักเธอ และส่งจดหมายมาหาเพื่อขอคืนดี เช่นข้อความสุดหวานว่า

“เค้ายังรักเตงอยู่นะ เตงยังเป็นนางเวสต์ของเค้าตลอดไป ไม่ว่าเตงจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ เตงเป็นสิ่งสำคัญล้ำค่าของเค้าอยู่เสมอ”


สรุปแล้วเฟร็ดถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม 12 ศพ แต่ก่อนจะได้รับโทษใด ๆ เฟร็ดได้ชิงฆ่าตัวตายหนีความผิดด้วยการแอบแขวนคอด้วยเชือกดัดแปลงที่เขาสร้างขึ้นมาในขณะถูกขังอยู่ในวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ.1995 ซึ่งเฟร็ดได้เขียนโน้ตทิ้งไว้ระบุว่าส่งถึงโรสด้วยวลีที่ว่า “HAPPY NEW YEAR”

ส่วนนาง โรส เวสต์ นั้น การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นในวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1995 โดยเน้นการพิจารณาคดีไปที่การมีส่วนร่วมก่อคดีของเธอ ว่าเธอได้ช่วยเฟร็ดหรือไม่ โดยพยานที่ขึ้นให้การมีจำนวนมากมายหลายคน รวมไปถึงแคโลไลน์ โอเวนส์ และแอนนา มารี ซึ่งพิสูจน์ได้แน่นอนว่าโรสมีส่วนรู้เห็นในการฆ่าเด็กสาวเหล่านั้น ซ้ำยังทรมานเหยื่อด้วยวิธีการวิปริตจนกระทั่งเหยื่อเสียชีวิต และบางศพก็ทรมานเหยื่ออย่างแสนสาหัสจนตาย ซึ่งโรสถึงกับเครียดในการให้การครั้งนี้จนหายใจไม่ออก เป็นลมไปหลายครั้ง

คณะลูกขุนใช้เวลาไม่นานในการพิจารณาคดี ต่างลงความเห็นว่า โรสนั้นมีความผิดฐานฆ่าชาร์แมน, เฮเธอร์, เชอร์ลีย์, โรบินสัน และเด็กสาวอื่น ๆ ที่ถูกฝังภายในบ้านนรกหลังนั้น รวมทั้งสิ้น 10 กระทง

ภาพชีวิตในคุกของโรส เวสต์

โทษที่เธอได้รับก็คือ จำคุกตลอดชีวิต โดยจะไม่ได้รับการพิจารณาลดหย่อนโทษใด ๆ ทั้งสิ้น หลังจากการพิจารณาคดีจบลง บรรดาเหล่าลูก ๆ ของเฟร็ดและโรสทั้งหมด ก็ได้รับการคุ้มครองดูแลจากรัฐบาล จนกระทั่งทั้งหมดโตขึ้น ก็ได้แยกย้ายกันไป บ้างก็ไปมีครอบครัว บ้างก็อยู่คนเดียว

สตีเฟ่น เวสต์ ลูกชายของพวกเขาบอกเล่าว่า จริง ๆ แล้วพ่อแม่พวกเขาฆ่าคนไว้มากกว่านั้น พ่อของเขาเคยเล่าว่า ยังมีเหยื่อที่ยังไม่พบอีกมากมาย แต่ไม่รู้ว่าพ่อของเขาซ่อนไว้ที่ไหนบ้าง เพราะเฟร็ดไม่ได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องนั้น

แอนนา แมร์รี่ หรือ แอนน์ มารี เวสต์ ในวันนี้

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ.1999  แอนนา แมร์รี่ ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น แอนน์ มารี เธอคือลูกสาวของเฟร็ดได้พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงแม่น้ำกลอสเตอร์ แต่ก็ถูกช่วยไว้ได้ทัน ซึ่งต่อมาไม่นานเธอก็พยายามกินยาฆ่าตัวตายอีก ซึ่งนี่ก็ถือเป็นผลกรรมที่สองผัวเมียได้ทิ้งไว้ให้แอนน์ต้องรับภาระความเครียดจากสังคมอย่างมากมาย

ปัจจุบันโรสยังคงถูกจองจำอยู่ที่คุก "HM Prison Low Newton" ซึ่งว่ากันว่าเธอเองนั้นไม่เคยแสดงความเศร้าโศกเสียใจหรือแม้แต่ได้สำนึกถึงสิ่งที่เธอได้ก่อไว้เลยแม้แต่น้อย

โรสแมรี่ เวสต์

ผู้พิพากษาศาลฎีกาได้ระบุว่า โรส น่าจะได้รับอิสรภาพปี  ค.ศ. 2019 นี้ ในวัย 66 ปี ซึ่งมันก็อีกไม่นานแล้ว

สังคมจะให้อภัยเธอไหม ? เธอจะกลับตัวกลับใจได้หรือเปล่า ? แล้วจะมีใครต้องตายเพราะความวิปริตของเธออีกไหม ? ใครจะรู้ ?




หลังจากอ่านจบแล้ว อย่าลืมแชร์เรื่องราว และทิ้งความเห็นกันไว้นะครับ


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
อ้างอิงแหล่งข้อมูลจาก
http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=676433&chapter=61