ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 อลิซเบธ ฟริตเซิล เหยื่อนรกห้องใต้ดินสยองขวัญ !!!

มิติที่ 6 วันนี้ เราจะขอเล่าเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง หญิงสาวที่เคยใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป ที่อยู่ดี ๆ วันหนึ่งก็เกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน ทำให้เธอหายตัวไปด้วยสาเหตุแปลกประหลาด จนกระทั่งความจริงถูกเปิดเผยว่า แท้จริงแล้ว เธอไม่ได้หายไปไหนเลย


ในวันที่ 29 สิงหาคม คศ. 1984  อลิซเบธ ฟลิตเซิล  ในขณะนั้นเธออายุ  11 ปี  เธอคือลูกสาวคนโตของครอบครัว ฟลิตเซิล พ่อของเธอคือโจเซฟ  ฟลิตเซิล  อายุ 49 ปี  มีอาชีพเป็นวิศวกรไฟฟ้า ฐานะค่อนข้างร่ำรวย ส่วนคุณแม่  โรสแมรี่  ฟลิตเซิล
     
ในวันนั้น ทั้งโจเซฟและแมรี่ ได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ บอกว่าลูกสาวของเธอ หายตัวไปโดยการตามหาครั้งนี้ ทางตำรวจได้ส่งเรื่องไปถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจสากล แต่ก็ยังหาตัวไม่เจอ  จนกระทั่งเวลาผ่านไป 1 เดือน นายโจเซฟได้รับจดหมาย จากอลิซาเบธ ใจความบอกว่า ตอนนี้เธอสบายดี ไม่ต้องออกตามหา ส่งจดหมายฉบับนี้ ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรอีกเลย ทำให้นางโรสแมรี่ รู้สึกเป็นห่วงลูกสาวของเธอเป็นอย่างมาก  สวนนายโจเซฟผู้เป็นพ่อก็เข้าใจว่าลูกสาวของตัวเองนั้นอาจจะหนี ไปอยู่กับพวกลัทธินอกรีด  และพยายามบอกกับนางโรสแมรี่และญาติญาติที่เป็นห่วง กับการหายไปของอลิซาเบธว่า อย่าไปสนใจลูกสาวนอกพี่คนนี้เลย ทำใจเสียเถอะ อลิซาเบธคงไม่ได้ตกที่นั่งลำบากอยู่ที่ไหนหรอก  ทำให้ทุกคนในครอบครัวไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับการตามหาเท่าไหร่

     จนกระทั่งเวลาผ่านไป  จนถึงปี 1993   จู่ ๆ ก็มีคนนำตะกร้า ที่ข้างในมีทารกน้อย เพศหญิง มาวางอยู่ที่หน้าบ้าน ของครอบครัว ฟลิตเซิล และในนั้นมีจดหมายอยู่ฉบับหนึ่ง ที่เขียนบอกว่า เด็กคนนี้คือลูกของอลิซาเบธเธอชื่อว่าเคิร์สติน  ให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยเลี้ยงเอาไว้ด้วย

ถึงเวลาผ่านไปอีก 1 ปี เกิดเหตุการณ์เดียวกันนี้ขึ้นซ้ำอีกคน อลิซาเบธ ได้วางตะกร้าใส่เด็กทารกอีกคนหนึ่ง พร้อมกับจดหมายปากให้พ่อแม่เลี้ยงดู ตกลง อลิซเบธ เธอไปอยู่ที่ไหนกันแน่นะ ถ้าเธอสบายดีจริงๆ ทำไมถึงไม่สามารถเลี้ยงลูกทั้งสองคนได้ แล้วทำไมถึงนำลูกมาวางทิ้งไว้ ไม่คิดจะพบหน้าพ่อแม่ก่อนไปเลยหรือไง ความสงสัยนี้อยู่ในใจของนางโรสแมรี่ ที่กำลังน้อยใจในลูกสาวของตัวเอง แต่ตัวเธอเองนั้นก็ทำอะไรมากไปกว่า การทำใจยอมเลี้ยงหลานทั้งสองคนต่อไป และหวังว่าจะได้พบกับอลิซาเบธสักวันหนึ่ง จะได้ถามสารทุกข์สุขดิบว่าเป็นอย่างไรบ้าง

จนเวลาล่วงผ่านไปอีก 2 ปี ในปีคริสตศักราช  1995  อลิซเบธ  ก็น้ำเด็กทารกชายมาทิ้งไว้อีก 1 คน พร้อมกับข้อความในจดหมายคล้าย ๆ กับฉบับเดิม ก็คือฝากรูปให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยเลี้ยงดูอีกตามเคย อะไรกันนี่ ? นี่เด็กคนที่ 3 แล้วนะ  นายโจเซฟและโรสแมรี่ ก็รับสภาพเลี้ยงหลาน ทั้ง 3 คน โดยมองในแง่ดีว่า อย่างน้อยลูกสาวของเธอ ยังมีชีวิตอยู่แน่ แล้วเธอไปอยู่กับใคร ? ทำไมทั้งทั้งที่ตัวเองก็ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ ก็ยังอุตส่าห์ คลอดลูกออกมา  3 คน แบบนี้

แม้กระทั่งในปีคริสต์ศักราช  2003  โจเซฟและโรสแมรี่ ก็ยังคงได้รับจดหมายจากอลิซาเบธ แจ้งข่าวว่า ตอนนี้เธอคลอดลูกมาอีกคนแล้ว  ซึ่งคลอดมาเมื่อปีก่อน นี่มันอะไรกันแน่ ทำไมอลิซาเบธ ถึงขยันมีลูกเยอะแยะขนาดนี้ เกิดเรื่องอะไรกับเธอ แต่ทั้งคู่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากหล่อขาวของอลิซเบธต่อไป

 จนแล้วจนรอด วันที่ 19  เมษายน ค.ศ. 2008  ในช่วงเวลานั้น เคิร์สติน ลูกสาวคนโตของอลิซาเบธ กำลังป่วยหนักรักษาตัวในโรงพยาบาล อยู่ดีๆ นายโจเซฟ ผู้เป็นพ่อ ก็บอกจับนางโรสแมรี่ว่า  ว่า พบตัวอลิซเบธแล้วหลังจากที่หายตัวไป 24 ปี   โดยหลังจากสอบถาม ก็ได้ความว่า ลูกสาวกลับบ้านมาเอง พร้อมกับลูกอีก 2 คน  ซึ่งหนังโรสแมรี่เอง ก็ไม่ได้คิดอะไร กลับมาก็ดีแล้ว เพราะทางโรงพยาบาล ที่กำลังรักษาคริสตินอยู่นั้น กำลังต้องการตัวอลิซาเบธอยู่พอดี เพื่อจะได้สอบประวัติคุณแม่ไว้เป็นแนวทางในการรักษา

แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้ราบรื่นแบบนั้น เพราะทางตำรวจเองก็ไม่ได้ทิ้งคดีนี้แต่อย่างใด พอทราบข่าวว่าอลิซาเบธกลับบ้านมาเอง จึงรีบเดินทางมาพบตัวนายโจเซฟและอลิซเบธที่โรงพยาบาลเพื่อสอบสวนที่มาที่ไป  และแล้วความจริงทุกอย่างก็เปิดเผยขึ้น   ซึ่งความจริงนี้ ได้กระชากหน้ากาก นายโจเซฟ ผู้เป็นพ่อแท้ๆ ของอลิซาเบธ ว่าตัวของเขานั้น แท้จริงแล้วคือ  ปีศาจร้าย ในคราบของชายชรา อายุ 73 ปี  ที่ลงมือ ข่มขืนกระทำชำเรา ลูกสาวตัวเอง จนตั้งท้อง มีลูกถึง 7 คน

ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับอลิซาเบธนั้น จะต้องเล่ากันใหม่อีกครั้ง เพราะทุกสิ่งมันไม่ได้มีอะไรถูกต้องเลย ดังนี้

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. คศ 2008 สำนักข่าวบีบีซี และเดอะซันรายงานว่า ตำรวจประเทศออสเตรีย ชาติในทวีปยุโรปตอนกลาง สอบสวนคดีเขย่าขวัญเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อมีชายวัย 73 ปี ทราบชื่อภายหลังว่า นายโจเซฟ ฟริตเซิล มีอาชีพเป็นวิศวกรไฟฟ้า ให้การรับสารภาพหลังถูกควบคุมตัว ว่าขังลูกสาวตัวเอง ชื่อเอลิซาเบธ ไว้ในห้องใต้ดินนานถึง 24 ปี ที่บ้านในเมืองเล็กๆ ชื่อแอมสเต็ตเทน ห่างจากกรุงเวียนนา เมืองหลวงไปทางตะวันตก 130 กิโลเมตร โดยข่มขืนกระทำชำเราลูกสาวครั้งแล้วครั้งเล่ามากว่า 20 ปี จนเหยื่อปัจจุบันอายุ 42 ปี ตั้งครรภ์มีลูกมาแล้วถึง 7 คน ในจำนวนนี้ 3 คนถูกเลี้ยงไว้ในใต้ถุน และไม่เคยเห็นแสงเดือนแสงตะวัน ส่วนภรรยากลับไม่รู้เรื่องห้องใต้ดินนรกดังกล่าว และคิดว่า เอลิซาเบธ ลูกสาวหนีออกจากบ้านไปเข้าลัทธิของคนกลุ่มหนึ่ง ตามคำโกหกที่นายโจเซฟบอกกับญาติๆ

จากการสอบสวนของตำรวจถึงเรื่องราวเลวร้ายครั้งนี้ ถูกเปิดเผยออกมา เนื่องจากลูกสาวคนโตของเหยื่อ ชื่อ เคิร์สติน วัย 19 ปี ป่วยหนักด้วยอาการลึกลับ และถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แพทย์ขอให้นำตัวแม่มาบอกประวัติผู้ป่วยให้ละเอียด เพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษา นายโจเซฟจึงตัดสินใจปล่อยอลิซเบธและลูกอีก 2 คนออกมา โดยเขาโกหกภรรยาว่า อลิซเบธและลูกของเธอที่หายตัวไปนั้นเธอกลับมาบ้านเอง

จากการให้ปากคำของ น.ส.เอลิซาเบธ ระบุว่า ถูกพ่อกระทำชำเราตั้งแต่อายุ 11 ขวบ กระทั่งอายุ 18 ปี ในวันที่ 28 ส.ค.1984 นายโจเซฟลวงลูกสาวลงไปในห้องใต้ดิน วางยาสลบและใส่กุญแจมือ ก่อนขังลูกสาวไว้ในห้องใต้ดินนับแต่นั้น ส่วนทางตำรวจในเวลานั้น บันทึกคดีไว้ว่าเด็กสาวเป็นบุคคลสูญหาย หลังจากนายโจเซฟและภรรยาไปแจ้งความ และส่งข้อมูลให้ตำรวจสากล แต่ 1 เดือนต่อมา นายโจเซฟอ้างว่าได้รับจดหมายที่ลูกเขียนว่า ไม่ต้องออกตามหา

รายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงเวลาที่ น.ส.เอลิซาเบธ ถูกกักขังและขืนใจทรมานนานถึง 24 ปี จนตั้งครรภ์และมีลูกที่เกิดจากพ่อบังเกิดเกล้าถึง 7 คน ในจำนวนนี้ 3 คน ถูกเลี้ยงไว้ในห้องใต้ดิน พร้อมกับ น.ส.เอลิซาเบธ คือ น.ส.เคิร์สติน ลูกสาวคนโต อายุ 19 ปี นาย สเตฟาน ลูกคนรองอายุ 18 ปี และด.ช.เฟลิกซ์ วัย 5 ขวบ โดยนายโจเซฟให้อาหารและให้เสื้อผ้าใส่ แต่ไม่เคยให้เด็กออกมาจากห้องใต้ดิน

สำหรับลูกอีก 3 คน ประกอบด้วย น.ส.ลิซ่า อายุ 16 ปี ด.ญ.โมนิก้า อายุ 14 ปี และด.ช.อเล็กซานเดอร์ อายุ 12 ปี นายโจเซฟโกหกนางโรสแมรี่ ภรรยาว่า น.ส.เอลิซาเบธ ลูกสาวที่หนีไปนำเด็ก 3 คนมาทิ้งไว้หน้าประตูบ้าน เพื่อให้ตากับยายเลี้ยง ซึ่งเด็กทั้ง 3 เติบโตมาปกติเหมือนเด็กทั่วไป มีความประพฤติดี ได้คะแนนเรียนดีอยู่เสมอ และไม่เคยรู้ว่า แม่ที่แท้จริง และพี่น้องอีก 3 คนอยู่ในห้องใต้ดิน ส่วนลูกคนที่ 7 เป็นฝาแฝด เสียชีวิตตั้งแต่เกิดมาได้ 3 วัน เพราะไม่ได้รับการดูแลเหมาะสม และนายโจเซฟเผาศพเด็กในเตาอบที่ห้องใต้ดิน

ด้านตำรวจเปิดเผยว่า น.ส.เอลิซาเบธ อยู่ในความดูแลของแพทย์และจิตแพทย์แล้ว สภาพร่างกายผอมแห้ง ผิวหนังซีดเผือด ส่วนสภาพจิตใจย่ำแย่มาก ในช่วงแรกของการสอบปากคำ หญิงสาวขอให้ตำรวจรับประกันว่า เธอจะไม่ต้องพบกับพ่ออีก และขอให้ตำรวจช่วยดูแลลูกๆ ด้วย โดยเด็กทั้งหมดอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่ และดูแลด้านสภาพจิตใจแล้ว โดยเฉพาะเด็กชาย 2 คน ที่ถูกกักอยู่ในห้องใต้ดินบอกว่า เพิ่งเห็นแสงอาทิตย์เป็นครั้งแรกในชีวิต ขณะที่น.ส.เคิร์สติน ลูกคนโตยังป่วยหนักอยู่ในห้องไอซียู ขณะเดียวกันทางผู้เชี่ยวชาญแจ้งว่า จะตรวจดีเอ็นเอของเด็กทั้งหมด เพื่อยืนยันว่าเป็นลูกของนายโจเซฟที่เกิดจากการข่มขืนลูกสาวตนเอง

ส่วนผลการสอบปากคำนายโจเซฟ ที่ถูกควบคุมตัวมาในวันเสาร์ที่ 26 เม.ย.2008 ที่ผ่านมา ตอนแรกไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย ต่อมารับสารภาพในข้อหากักขังลูก แต่ยังไม่ยอมรับข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา ยอมบอกทางไปบ้าน และรหัสไขประตูลับลงไปสู่ห้องใต้ดินนรก จนกระทั่งวันจันทร์ที่ 28 เม.ย. จึงยอมเปิดปากรับสารภาพหมดเปลือก รวมถึงการข่มขืนกระทำชำเราลูกสาวในไส้

ขณะที่หัวหน้าตำรวจ ฟรานซ์ โพลเซอร์ กล่าวว่า ส่งเจ้าหน้าที่ 14 นาย ลงไปตรวจสอบชั้นใต้ดินของบ้านหลังดังกล่าว เพื่อตรวจสอบว่า นายโจเซฟปิดบังไม่ให้ภรรยารู้ได้อย่างไรมานานถึงขนาดนี้ โดยพบว่าชั้นใต้ดินมีพื้นที่ราว 50-60 ตารางเมตร เพดานสูงเพียง 170 เซนติเมตร ไม่ได้มีห้องๆ เดียว แต่มีหลายห้อง มีห้องนอน อีกห้องไว้ทำกับข้าว มีห้องน้ำ ส้วม และสุขอนามัยอื่นๆ

ข่าวแจ้งด้วยว่า ด้านเพื่อนบ้านของครอบครัวนี้ต่างพูดคล้ายกันว่า ดูไม่ออกเลยว่า มีเรื่องเลวร้ายขนาดนี้เกิดขึ้น เพราะนายโจเซฟดูเหมือนคนแก่ที่ไม่มีพิษภัยใดๆ และบ้านหลังดังกล่าวยังมีห้องให้คนนอกเช่าด้วย แต่คนที่เข้าไปอยู่ไม่เคยระแคะระคายสิ่งผิดปกติใดๆ ขณะที่ลูกๆ ของเพื่อนบ้านที่ไปโรงเรียนเดียวกับเด็ก 3 คนของบ้านนี้ ก็ไม่เคยมาเล่าว่ามีเรื่องแปลกประหลาดอะไร ทุกๆ วันจะเห็นนางโรสแมรี่ไปส่งเด็กๆ ไปโรงเรียน ดูเหมือนว่าจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่นด้วยซ้ำ

ต่อมาสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโจเซฟ ฟริตเซิล พ่อที่กักขังและข่มขืนลูกสาวนาน 24 ปี ในห้องใต้ดินของบ้านตนเอง ได้เปิดปากยอมรับสารภาพต่อผู้พิพากษาและคณะลูกขุน ในการพิจารณาคดีวันที่สอง ที่ศาลเมืองแซงต์ โพลเทน ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรีย ในทุกข้อหาที่เขาถูกอัยการสั่งฟ้อง ทั้งข่มขืน กระทำชำเรา ร่วมประเวณีกับบุคคลในครอบครัว กักขังหน่วงเหนี่ยวให้ขาดอิสรภาพ รวมถึงฆาตกรรม หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นายฟริตเซิลยอมรับความผิดในทุกข้อหา ยกเว้นกักขังหน่วงเหนี่ยวและฆาตกรรม จากการที่ลูกชายฝาแฝด 1 ใน 2 สองคนของเขาที่เกิดกับอลิซาเบธ บุตรสาวของเขาเองเสียชีวิตหลังคลอด ก่อนที่เขาจะโยนร่างเข้าเตาผิงเพื่อทำลายหลักฐาน

ต่อมา นายโจเซฟ ฟริตเซิล ได้เปิดเผยเรื่องที่น่าตกตะลึงอีกว่า เคยนำตัวมารดาของตัวเองไปขังในห้อง จากนั้นได้ก่ออิฐปิดห้องดังกล่าวจนมารดาเสียชีวิตลง เพื่อเป็นการแก้แค้นที่ถูกมารดาตบตีและทำร้ายมาหลายปี
นายโจเซฟ กล่าวว่า ตนพยายามอย่างหนักที่จะรักแม่ให้ได้ แต่เมื่อตนโตขึ้นเรื่อยๆ ความรักก็กลับกลายเป็นความเกลียดชัง และในที่สุดก็กลายเป็นความต้องการการแก้แค้น เพราะแม่ไม่เคยมอบความรักให้ ชอบตบตีตน จนต้องนอนจมกองเลือดบนพื้นห้อง

"มันทำให้ผมรู้สึกอับอายและอ่อนแอ่ที่สุด" นายโจเซฟ กล่าว

นายโจเซฟ กล่าวต่อว่า แม่ทำงานเป็นคนรับใช้และต้องทำงานหนักมาตลอดชีวิต แม่ไม่เคยจูบและไม่เคยกอดเลย ทั้งที่ตนต้องการ ตนต้องการให้แม่ทำดีด้วย แต่สิ่งเดียวที่แม่ทำดีได้ก็คือการพาไปโบสถ์ ในที่สุดจึงตัดสินใจขังแม่ไว้ในห้องชั้นบนของบ้าน จากนั้นก็ก่ออิฐปิดหน้าต่าง เพื่อแม่จะไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์อีกต่อไป และแม่ก็ตายลงในปี 1980
"ผมเกิดมาเป็นนักข่มขืน ผมมันเป็นปีศาจดีๆ นี่เอง" นายโจเซฟ กล่าว


แต่หลังจากถูกสอบสวนเครียดเป็นวันที่ 3 วันที่ 20 มีนาคม คศ 2009 โจเซฟก็กลับคำให้การอีกครั้ง โดยครั้งนี้ เขายอมรับว่า เขาได้ลงมือฆ่าลูกชายตัวเองจริง ๆ โดยหลังจากได้ดูวิดีโอเทปคำให้การของอลิซาเบธ เขาก็หมดข้ออ้างใด ๆ ที่จะเลี่ยงข้อกล่าวหานี้อีก

"ผมขอสารภาพผิดกับอาชกรรมที่ผมถูกกล่าวหา" เขากล่าว และเมื่อถูกถามว่าทำไมถึงเปลี่ยนคำให้การ เขาตอบว่า "วิดีโอเทปคำให้การของอลิซาเบธ"
     
       "ผมขอโทษกับสิ่งที่ผมได้ทำลงไป" เขากล่าว

ซึ่งการสารภาพครั้งนี้ มีผลทำให้ศาลพิพากษาให้นายโจเซฟ ฟริตเซิล จะต้องถูกบำบัดรักษาอาการทางจิตที่ถูกระบุว่า เกิดมาเพื่อข่มขืน ถือเป็นบุคคลอันตราย และหลังจากที่ได้รับบำบัดเรียบร้อย ก็จะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในคุกจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต


ปัจจุบัน อลิซเบธเองนั้นก็ได้รับการเยียวยาจิตใจ และมีข่าวว่าเธอพบรักกับ "โธมัส ดับเบิลยู"บอดี้การ์ดของเธอ ซึ่งคอยทำหน้าที่ป้องกันเธอและลูกอีก 6 คน ในบ้านพักใหม่ของน.ส.อลิซาเบธ ซึ่ง ความสัมพันธ์พบรักดังกล่าวได้ทำให้อลิซาเบธสามารถฟื้นความเข้มแข็งขึ้นมา และวันนี้ อลิซเบธ น่าจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเสียที หลังจากที่ได้ผ่านชะตากรรมอันแสนสาหัสมาอย่างยาวนาน



คลิปรายการมิติที่ 6



เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
แหล่งข้อมูลจาก:
http://www.dek-d.com/board/view/1087679/
หนังสือพิมพ์ มติชน
หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559

[ 18+ จัดเต็ม ] มิติที่ 6 ซาดะ อาเบะ รักวิปริตสยองขวัญ

ช่วงปีคริสต์ศักราช 1936  ที่ญี่ปุ่นแล้ว ไม่มีเรื่องราวใด จะสร้างความน่ากลัว ได้เท่ากับเรื่องราวของเธอ มิติที่ 6 วันนี้ เราจะพาคุณไปพบกับ หญิงสาวคนหนึ่ง ที่ได้สร้างคดีสยองขวัญขึ้นมา คดี 1  แต่สุดท้ายสิ่งที่เธอทำ ได้สร้างให้เธอกลายเป็นวีรสตรี  

วันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ 1905  เขตคันดะ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ได้ถือกำเนิดขึ้นมา เธอคือ ซาดะ อาเบะ  เธอคือลูกสาวคนที่ 7  จากพี่น้องทั้ง 8 คนของ นายชิเงโยชิ และนางคัตสึ อาเบะ  ที่มีอาชีพทอเสื่อทาทามิขายเลี้ยงชีพ เป็นรายได้สู่ครอบครัว ซึ่งครอบครัวอาเบะเป็นครอบครัวที่รักความซื้อสัตย์สุจริต เพราะชิเงโยชินั้นที่จริงแล้ว เป็นเพียงบุตรบุญธรรมที่ได้รับการอุปการะจากตระกูลอาเบะที่รับเขาเข้ามา เพื่อช่วยงานกิจการทอเสื่อส่วนนางคัตสึเองก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริตเช่นเดียวกัน  และแม่ของซาดะเองก็รักและดูแลเอาใจใส่ซาดะมากเพราะต่อมาบรรดาพี่น้องทั้ง 8 คน ของครอบครัวนี้ก็ทยอยเสียชีวิตกันไป เหลือรอดมาจริงๆเพียง 4 คนเท่านั้น ซึ่ง 1 ใน 4 ที่รอดชีวิตนั้นก็มี ซาดะ อาเบะ ที่โชคดีได้มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ชีวิตในวัยเด็กของเธอ จะได้พบกับเรื่องราวที่ไม่ค่อยจะดีกับครอบครัวเธอสักเท่าไหร่  เพราะเธอมีพี่ชายที่เป็นคนเจ้าชู้และแอบยักยอกเงินของครอบครัวหนีไปเพียงลำพัง  ซึ่งเหตุนี้เองทำให้คุณแม่ของซาดะพยายามดูแลเอาใจใส่ลูกสาวคนนี้ เป็นพิเศษ  เมื่อซาดะต้องการอะไร อยากทำอะไร แม่ของเธอก็จะตามใจ แม้กระทั่งเมื่อซาดะต้องการจะเรียน การร้องเพลง และเล่นเครื่องดนตรีซามิเซ็ง ที่ในยุคนั้นมันคือการละเล่นของเหล่าเกอิชาที่จะต้องเรียนรู้ทักษะวิชานี้ไว้บริการในร้านน้ำชาของญี่ปุ่น ซึ่งคุณแม่ของเธอก็สนับสนุนเต็มที่

 ต่อมาเมื่อซาดะอายุ 15 ปี ชีวิตของเธอก็พบกับเรื่องเลวร้าย ในวันหนึ่งเธอถูกข่มขืนโดยคนรู้จัก ถึงแม้แต่พ่อแม่ของเธอ ก็ช่วยอะไรไม่ได้แม้ว่าจะพยายามปกป้องลูกสาวตัวเองอย่างถึงที่สุดแล้วก็ตาม  แต่เพราะความเข้าใจผิดบางอย่างที่มาถึงหูชิเงโยชิพ่อของเธอ ทำให้เขาเข้าใจว่าเธอทำตัวสำส่อนเอง ถึงถูกข่มขืน เขาโกรธมากเลยสั่งลงโทษลูกสาวตัวเอง ด้วยการไล่ให้ไปเป็นเกอิชา สุดท้าย เธอจึงถูกขายให้กับสำนักเกอิชาในโยโกฮาม่า

หลังจากนั้น ชีวิตการเป็นเกอิชาของเธอก็ไม่ได้สวยหรู เธอกลายเป็นเกอิชาชั้นต่ำ ที่มีหน้าที่ขายบริการทางเพศเป็นหลัก มากกว่าจะบริการร้องเพลงหรือเล่นดนตรีให้แขกฟัง จนในที่สุด เธอก็ป่วยเพราะติดโรคซิฟิลิสซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศร้ายแรงของสมัยนั้น และได้กลายเป็นโสเภณีไปจริง ๆ

 ในปี 1930  ซาดะอาเบะได้ทำงานอยู่ในสถานบริการทางเพศชื่อดังย่านโอซาก้า เธอเป็นโสเภณีที่ชอบสร้างปัญหา เธอมักจะแอบขโมยเงินแขก และพยายามหนีออกจากที่ทำงาน จนผ่านไป 2 ปี เธอก็สามารถหนีออกมาได้สำเร็จ ซาดะเริ่มอาชีพใหม่ เป็นพนักงานเสริฟ คอยบริการแขกในร้านอาหาร แต่ค่าแรงมันก็ไม่ได้มากมายเหมือนเมื่อครั้งเป็นโสเภณี เธอจึงตัดสินใจกลับไปทำอาชีพหญิงบริการอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใบอนุญาตทำอาชีพนี้แล้ว ในปี 1932

ต่อมาในปี 1933 คัตสึ แม่ของซาดะก็เสียชีวิตลง และต่อมา ชิเงโยชิก็เสียชีวิตตามไป ตอนนี้ไม่มีใครเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเธออีกแล้ว ซาดะจึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่โตเกียว เพื่อเข้าสู่อาชีพโสเภณีเต็มตัว

ซาดะ อาเบะถูกตำรวจจับกุมในข้อหาทำอาชีพขายบริการทางเพศโดยไม่มีใบอนุญาตที่นาโงย่า ในปี 1934 แต่ก็ได้รับการปล่อยตัวออกมา เธอจึงไปทำงานในสถานบริการของนาย คินโนะสุเกะ เคซาฮาระ และยกระดับขึ้นเป็นเมียเก็บของเขาในเวลาต่อมา ในขณะนั้น ซาดะเองก็พยายามบอกให้คินโนสุเกะ เลิกกับภรรยาปัจจุบัน แล้วมายกย่องเธอให้เป็นภรรยาหลวง แต่คินโนสุเกะเองก็ปฏิเสธ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่สิ้นสุดลง ซาดะจึงออกเดินทางไปเมืองนาโงย่า ซึ่งภายหลังเกิดคดีนั้น คินโนะสุเกะได้พูดถึงซาดะว่า “เธอคือโสเภณีชั้นต่ำ ตัวตนของเธอสำหรับนั้น น่ากลัวมากอย่าไปเข้าใกล้”

หลังจากนั้นปี 1935 ซาดะ พยายามออกจากอาชีพโสเภณีอีกครั้ง โดยคราวนี้เธอออกมาทำงานเป็นสาวใช้อยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เธอได้แอบมีความสัมพันธ์กับลูกค้าระดับสูงคนนึ่ง เขาคือนาย โกโระ โอมิยะ เขาเป็นอาจารย์ เป็นนายธนาคาร และเป็นถึงสมาชิกสภาของญี่ปุ่น แต่เพราะผิดกฎทางร้านที่เธอทำอยู่ ที่ห้ามไม่ให้คนทำงาน มีอะไรกับลูกค้า จึงทำให้ซาดะลาออกไป เธอเดินทางออกจากนาโงย่า แล้วกลับไปที่โตเกียวอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เอง เธอได้กลับมาพบกับโกโระ อีกครั้ง แม้ภายหลังนายโกโระ ได้รู้ว่าซาดะป่วยเป็นซิฟิลิซ แต่ก็ได้ดูแลเลี้ยงดูเธอเป็นอย่างดี ให้ที่พักกับเธอในรีสอร์ทน้ำพุร้อนคุซัสสึ จนถึงปี 1936 นายโกโร่เล็งเห็นความสามารถในการหาเงินของซาดะ จึงได้ส่งเธอไปฝึกงานอยู่ที่ร้านอาหารโยชิดายะ เป็นร้านอาหารปลาไหลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในโตเกียว และที่นี่เอง ชีวิตของเธอ ก็ได้พบกับชายที่ชื่อว่า คิชิโซ อิชิดะ ชายผู้ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของซาดะ อาเบะ ไปตลอดกาล

หลังจากที่ทั้งสองได้พบกัน ก็ถูกเกิดถูกตาต้องใจ ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเวลาผ่านไปเพียง 4 เดือน ทั้งสองก็มีความสัมพันธ์ทางเพศกันในร้านอาหาร คิชิโซพบว่าเขาและซาดะนั้น มีรสนิยมชอบการแต่งบทกวีแนวโรแมนติกเหมือนกัน จึงมักจะมีกิจกรรมแต่งกลอน ร้องเพลง ในขณะที่ทำกิจกรรมทางเพศ ในสถานที่ต่าง ๆ ที่ตัวเองไปเปิดห้องเอาไว้ โดยที่แม้จะมีแม่บ้านเข้ามาในห้องเพื่อทำความสะอาด พวกเขาก็ยังคงมีอะไรกันต่อไปไม่หยุด ดูเหมือนพวกเขาทั้งสองจะตกอยู่ในความลุ่มหลงทางเพศมากจนน่ากลัวเสียแล้ว เพราะในบางครั้งที่คิชิโซไม่เข้าร้านไปทำงาน ซาดะเองก็เกิดอากาหึงหวงออกนอกหน้า เพราะเข้าใจว่าเขาอาจกลับไปหาภรรยาเก่า ซาดะเปลี่ยนไป กลายเป็นคนดื่มหนัก และชอบความซาดิสม์จนถึงขั้นถูกคิชิโซแจ้งตำรวจดำเนินคดีฐานทำร้ายตนด้วยมีดเล่มใหญ่ในขณะที่กำลังมีอะไรกัน และแล้ว ในวันที่ 11 พฤษภาคม เธอได้แอบไปซื้อหามีดแล่ปลาดิบ และมีดทำครัว เพื่อเตรียมการอะไรบางอย่าง

วันที่ 16 พฤษภาคม คศ. 1936 ซาดะ ได้วางแผนชวนคิชิโซ ชวนไปมีอะไรกันในโรงแรม โอยุ ย่านโตเกียวอย่างที่เคย ๆ ทำ และเมื่อไปถึง ก่อนที่จะเริ่มทำอะไรนั้น ซาดะได้ปามีดปักไปที่หว่างขาของเขา เฉียดอวัยวะเพศไปนิดเดียว โดยเธอให้เหตุผลว่า เธอทำเพราะอธิษฐานว่า ถ้าคิชิโซนอกใจ มันคงปักเข้ากลางเป้าไปแล้ว ซึ่งคิชิโซได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อนความกลัว จากนั้นจึงเริ่มมีอะไรกัน ซึ่งในครั้งนี้คิชิโซได้ขอให้ซาดะใช้สายรัดเอวชุดกิโมโน มารัดคอของเขาระหว่างที่มีอะไรกันนั้นด้วย เพื่อเพิ่มรสชาติในการเสพสุขที่สมัยนี้เรียกว่า ออโต้ อีโรติก นั่นเอง โดยได้ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมากว่า 2 ชั่วโมง จนในที่สุด คิชิโซ เริ่มหายใจไม่ออก เขาจึงเริ่มใช้ยากล่อมประสาทกว่า 30 เม็ด และบอกกับซาดะว่า “ถ้าจะเอาเชือกมารัดคอรอบนี้ ก็รัดอย่าหยุดล่ะ จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอีก” ซาดะได้ยินดังนั้นจึงเข้าใจว่า คิชิโซ ต้องการให้เธอฆ่าเขาเสีย
 
เวลาขณะนั้น ประมาณ 2:00น ของวันที่ 18 พฤษภาคม 1936 ซาดะ อาเบะ ได้ตัดสินใจลงมือฆ่า คิชิโซ อิชิดะ ในขณะที่เขาหลับด้วยการใช้สายสะพายที่เรียกว่า โอบิ ของเธอ รัดคอ และบีบคอเขาจนขาดใจตาย ซึ่งหลังจากนั้นอีกไม่กี่ชั่วโมง ซาดะก็ได้ใช้มีดทำครัวที่เธอเตรียมเอาไว้ ตัด “อวัยวะเพศ” ของคิชิโซมาเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วยการนำไปห่อไว้ในปกนิตยาสาร พร้อมทั้งใช้เลือดของอิชิดะ เขียนบรรยายความในใจของเธอลงบนศพที่บริเวณต้นขาซ้าย และแขนซ้าย โดยเธอเขียนว่า
ซาดำ คิชิ คิริ หรือ ซาดะ คิชิ คู่กัน และลงชื่อ ซาดะ เอาไว้ พร้อมกับแกะสลักชื่อซาดะ เอาไว้ที่แผ่นที่นอน และหอบอวัยวะเพศของเขาหนีออกจากโรงแรมไปเมื่อเวลา 8:00น. โดยบอกกับพนักงานโรงแรมว่า คิชิโซหลับอยู่ อย่าเข้าไปรบกวน

หลังจากนั้นซาดะจึงเดินทางไปพบกับนายโกโร่ โอมิยะ ชายที่ฝากเธอเข้าทำงานกับคิชิโซ โดยเธอได้กล่าวขอโทษเขาซ้ำไปซ้ำมา และให้เหตุผลที่ขอโทษเพราะเธอได้ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียงอนาคตการเมืองของเขาก่อนจะหนีหายไป



และแล้วเรื่องราวต่าง ๆ ก็แดงขึ้น เรื่องราวของซาดะได้ถูกพูดถึงอย่างมาก ทางการพยายามตามหาเธอ ท่ามกลางข่าวลิอว่าพบตัวของเธออยู่ที่ไหน ที่นั่นก็จะวุ่นวายถึงขั้นจราจรติดขัดเลยทีเดียว หลายคนเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การตื่นตกใจ ของซาดะ อาเบะ”

จนในวันที่ 19 พฤษภาคม 1936 สามวันหลังเกิดเหตุ ซาดุที่หนีมาพักอยู่ในฌรงแรมชินางาวะ เมืองโตเกียว เธอยังคงใช้ชีวิตปกติสุข และแอบร่วมรักกับอวัยวะเพศของคิชิโซด้วยปาก และใส่ในอวัยวะเพศของเธอด้วย โดยวันนี้ เธอได้เขียนจดหมายให้กับโอมิยะ ในความว่า จะขอลาไปฆ่าตัวตาย หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์สยองมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ โดยเธอจะไปโดดหน้าผากับคิชิโซที่ภูเขาอิโคมะ ระหว่างนาราและโอซาก้า แน่นอน คิชิโซที่เธอกล่าวไว้ในจดหมายนั่นก็คือพวกอวัยวะเพศของเขานั่นเอง

ยังไม่ทันได้ทำอะไร ในวันที่ 21 พฤษภาคม ช่วงเวลาบ่ายสี่โมงเย็น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เบาะแสของเธอว่าอยู่ที่ไหน ก็ได้ทำการบุกเข้าจับตัวเธอที่กำลังนั่งอยู่ในห้อง ซาดะพูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “ไม่ต้องมีพิธีการอะไรมากหรอกค่ะ ฉันนี่แหละ ซาดะ อาเบะ” เมื่อเธอพูดแบบนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่เชื่อ หาว่าเพ้อเจ้อ เธอจึงชูอวัยวะเพศของคิขิโซให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดู เท่านั้นแหละ ทุกคนถึงกับตกตะลึง พูดไม่ออก เพราะไม่เชื่อว่า หญิงสาวคนนี้หรือ ที่เพิ่งฆ่าคนตาย ทำไมเธอถึงนั่งสงบเยือกเย็น ยิ้มให้กับพวกเขาอย่างไม่สะทกสะท้านเหมือนเล่นตลกแบบนี้


ซาดะ อาเบะ จึงถูกจับในข้อหาฆาตกรรมในวันที่ 21 พฤษภาคม 1936 พร้อมกับหลักฐานสำคัญ พวกสวรรค์ของคิชิโซ ด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม ไม่สะทกสะท้านอะไรเลย ต่อมาภายหลังเธอถูกจับกุมตัวแล้ว อวัยวะเพศของคิชิโซ ซึ่งประกอบด้วยปิกาจู้และลูกจูออนของเขา ได้ถูกนำไปเก็บรักษาที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ในพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียนแพทย์ และได้หายไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยไม่มีใครพบเห็นอีกเลยจนถึงปัจจุบัน

ในส่วนของซาดะ อาเบะ หลังจากถูกจับได้ และนำตัวขึ้นศาลในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1936 เป็นวันแรก เธอได้พูดบางอย่างต่อหน้าผู้พิพากษาและฝูงชนที่เข้ามาขมการดำเนินคดี ใจความว่า “ชั้นเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คิชิโซนั้นคือคนที่ฉันรัก เป็นคนที่ฉันยอมมีอะไรด้วยโดยไม่เคยหวังในตัวเงินเลย”

จนในที่สุด วันที่ 21 ธันวาคม 1936 ศาลได้พิจารณาโทษของซาดะ อาเบะ ว่าเป็นคดีฆาตกรรมทำให้ศพพิการ ซึ่งซาดะได้ให้การปฏิเสธเพราะต้องการรับโทษประหาร สุดท้ายเธอได้รับพิพากษาโทษให้จำคุกเพียง 6 ปี ในสถานกักกันหญิงจังหวัก โทชิกิ หลังจากที่เธอเข้าคุกไป เรื่องของเธอก็เป็นที่พูดถึงไปทั่ว ซึ่งเรื่องที่พูดคุยนั้น ไม่มีใครประณามเธอว่าเป็นฆาตกรเลย กลับกันแล้ว เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรสตรี ซึ่งสาเหตุเพราะช่วงนั้น คนญี่ปุ่นมักยกย่องอาชญากรรมหญิงเพราะความรักของเธอที่มีให้กับคิชิโซ ที่ลุกขึ้นมาจากการครอบงำของสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ซะอย่างนั้น

ผ่านมาจนถึงเวลาที่เธอได้ถูกปล่อยตัวออกจากคุก เธอได้เปลี่ยนชื่อ นามสกุล โดยรู้กันเพียงอักษรย่อว่า วาย ในระยะแรก ๆ เธอไปทำงานเป็นสาวบาร์ ก็จะถูกสังคมแถวนั้นล้อเลียนว่าเธอฆ่าผัว จนหลายครั้งเธอเองก็ระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ถึงขั้นตบตี หรือแม้แต่ใช้สายตาจ้องมองด้วยความโกรธอย่างน่ากลัว

จนในปั 1969 ซาดะอาเบะได้ปรากฏตัวในภาพยนต์สารคดีแนวอาชญากรรมชื่อ ซาดะ อาเบะ อินซิเดนท์ และหลังจากนั้น เธอก็หายสาปสูญไปท่ามกลางกระแสสังคมที่ค่อย ๆ ลืมเลือนเรื่องของเธอ และพบตัวเธออีกครั้งโดยผู้กำกับภาพยนต์ชื่อดัง โอชิมะ นางิสะ โดยตอนนั้น เธอได้บวชเป็นชีในวัดแถวคันไซไปแล้ว

เรื่องราวของซาดะ อาเบะ ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ประวัติของเธอถูกตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแม้แต่ประเทศตะวันตกยังต้องเขียนเรื่องของเธอเป็นหนังสือออกจำหน่ายในชื่อ William Johnson’s Geisha, Stranger, Star: A Woman, Sex and Morality in Modern Japan” ในปี 2005 และปรากฎชื่อของเธอในวรรณกรรมอีหลายเรื่อง แม้แต่ภาพยนต์ก็ยังนำเรื่องของเธอมาสร้างในชื่อ Shi tsu ra ku en จนได้รับรางวัลภาพยนต์ญี่ปุ่นถึง 13 รางวัล จนชื่อภาพยนต์เรื่องนี้ ถูกนำมาใช้เป็นศัพท์แสลงของคำว่ามีชู้ และถูกสร้างเป็นภาพยนต์อนิเมชุั่นในเชื่อเดียวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรีที่ถูกผู้ชายกดขี่ในรูปแบบแอคชั่น แฟนตาซี
และได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์อีกถึง 3 เรื่อง คือ A Woman Call Sada Abe ในปี 1975 , In the Realm of the Senser ในปี 1976 และ Sada ในปี 1998

ชีวิตของซาดะ อาเบะนั้น อาจจะไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรกับตัวเธอเองเลย แต่เรื่องราวของเธอ กลับสร้างแรงผลักดันให้กับสังคมญี่ปุ่นอย่างกว้างขวาง มาจนถึงปัจจุบัน เราควรยกย่องเธออย่างไรดี




เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง


วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559

[ 18+ จัดเต็ม ] มิติที่ 6 Black Dahlia คดีฆาตกรรมสยองขวัญปริศนาแบล็คดาเลีย

เปิดศักราชใหม่ 2559 ด้วยคดีระดับ 18+ ใครฆ่าเธอกันแน่นะ แบล็คดาเลีย ?
คดีที่เรียกได้ว่าทั้งโหด ทารุณ ระดับเป็นตำนานของลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา
ชมภาพจบ มีคลิปอธิบายเรื่องราวโดยละเอียดอยู่ด้านล่างครับ !!




สำหรับผู้ที่อยากชมภาพแบบจัดเต็ม สามารถชมได้ที่นี่ครับ













ชมวีดีโอได้ที่นี่