ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 "โทโมะฮิโระ คาโตะ" ฆาตกรสยองขวัญแห่งอากิฮาบาระ !!!




ท่ามกลางบรรยากาศปกติของย่านคันดะแหล่งชอปปิงเครื่องใช้ไฟฟ้า ท้องที่พิเศษชิโยดะในกรุงโตเกียวเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น ที่ ๆ ผู้คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อว่า "อากิฮาบาระ" วันนั้นตรงกับวันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2008 มันก็เป็นเหมือนเช่นทุกวัน มีผู้คนเดินขวักไขว่ บ้างก็เดินซื้อหาเกม การ์ตูน หรือหนังสีชมพู ซึ่งมันก็ไม่ได้มีสัญญาณอะไรบอกเหตุเลยว่า ผู้คนที่นี่กำลังถูกใครบางคนวางแผนการชั่วร้ายบางอย่างเอาไว้

เปิดชมบนยูทูป
จนกระทั่งถึงเวลา 12.33 นาฬิกา จู่ ๆ ก็มีรถบรรทุกน้ำหนักสองตันยี่ห้ออีซูซุ วิ่งผ่าไฟแดงเข้ามาในบริเวณดังกล่าวด้วยความเร็วสูง มันวิ่งเข้าไปยังกลุ่มผู้คนที่กำลังเดินอยู่ในบริเวณนั้น จนเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีจำนวน 3 คน และได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 คน


ต่อมาชายคนขับรถบรรทุกคันดังกล่าว ได้ลงมาจากรถพร้อมกับมีดพกในมือ เขาใช้มันเที่ยวไล่แทงผู้คนที่เข้ามามุงดูเหตุการณ์อย่างไม่เลือกหน้าไปอีก 12 คน และต่อมาผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกมีดแทงก็ได้เสียชีวิตไปอีก 4 คน ส่วนที่เหลือนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส

โดยเวลาผ่านไปไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจโตเกียวก็สามารถจับกุมตัวนายโทโมะฮิโระ คาโตะ อายุ 25 ปี ในข้อหาฆาตกรรมที่ประเทศญี่ปุ่นต้องจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปยังประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่แสนจะปลอดภัย ผู้คนมีวัฒนธรรม มีระเบียบวินัยที่สุดในโลก เพื่อไปพบกับคดีฆาตกรรมหมู่แบบสุ่มของชายหนุ่มคนหนึ่ง โดยไม่เลือกหน้าว่าเหยื่อเป็นใคร ที่ทำให้รัฐบาลของประเทศนี้ ต้องกลับมามองคุณภาพชีวิตของคนในประเทศตัวเองกันอีกครั้ง !!!

"โทโมะฮิโระ คาโตะ"
"โทโมะฮิโระ คาโตะ" เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1982 ในย่านชานเมืองของจังหวัดอาโอโมริ พ่อของเขาเป็นผู้จัดการระดับสูงในบริษัทที่ทำกิจการด้านการเงิน คาโตะเองเป็นเด็กที่สามารถสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัดได้ด้วยอัตราพิเศษ เพราะตัวเองเป็นนักกีฬาประเภทกรีฑา โดยเขาเรียนจบมาจากโรงเรียนไฮสกูลสึกุดะ และเคยได้เป็นประธานชมรมเทนนิสในช่วงที่เรียนชั้นมัธยม ยามอยู่ที่บ้านนั้น คาโตะเองก็มักจะแสดงออกในด้านความรุนแรงอยู่เสมอ ซึ่งก็ไม่รู้สาเหตุว่าเพราะอะไร มันจึงได้ทำให้เขากลายเป็นแบบนั้นไป

เคยเป็นประธานชมรมเทนนิส
ส่วนชีวิตที่โรงเรียนนั้น ตัวของคาโตะก็ไม่ได้ทำตัวเด่นอะไรนัก นอกจากจะสามารถทำผลการเรียนได้ที่ 300 จากจำนวนนักเรียนชั้นเดียวกันทั้งหมด 360 ซึ่งมันก็คงไม่แปลกถ้าเราจะพบว่าหลังจากเขาเรียนจบ เขาก็ไม่สามารถสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยฮอกไกโดที่ตัวเองต้องการได้ นั่นจึงทำให้เขาผันตัวไปเรียนในสายช่างกล ในวิทยาลัยช่างกลนาคานิฮงแทน

วัยเด็กของเขา
"โทโมะฮิโระ คาโตะ" ช่วงเรียนวิทยาลัย
ต่อมาเขาก็ได้เข้าทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวในโรงงานประกอบรถยนต์ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชิสุโอกะ และด้วยคุณภาพการทำงานที่อาจจะมีปัญหาบางอย่างของเขา มันก็ได้ทำให้ทางบริษัท ไม่ได้คิดจะต่อสัญญาจ้างทำงานกับคาโตะอีกต่อไป ซึ่งตัวของเขาเองก็เพิ่งจะรู้เรื่องนี้ในวันที่ 5 มิถุนายน ปี ค.ศ. 2008 และมันก็ได้เป็นจุดเริ่มต้นของแผนการยัดเยียดฝันร้ายให้กับชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศในเวลาต่อมา

เมื่อพูดถึงคาโตะในวัยเด็ก กับการใช้ชีวิตร่วมกับพ่อแม่ของตัวเองนั้น มันก็ดูไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ น้องชายของคาโตะเคยเล่าว่า พ่อแม่ของพวกเขานั้นมักจะคอยกดดันพวกเขาเรื่องการเรียน ชอบเคี่ยวเข็ญให้พวกเขาต้องรื้อการบ้านที่ทำจนเสร็จไปแล้ว มาแก้เขียนกันใหม่อีกรอบอยู่เสมอ ซึ่งเป้าหมายที่พ่อแม่บังคับให้พวกต้องทำแบบนี้ ก็เพื่อจะได้สร้างความประทับใจให้กับคุณครูที่โรงเรียน ว่าพวกเขาเป็นเด็กที่เรียนเก่ง เรียนดี และทำงานเรียบร้อย

ในช่วงวัยทำงานของคาโตะ
มีอยู่ครั้งหนึ่งคาโตะทำข้าวหกลงบนพื้น พ่อและแม่ก็บังคับให้เขาก้มลงไปกิน ทำราวกับว่าเขาเป็นแมว มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนบ้านเองก็เคยเห็นคาโตะถูกคุณพ่อของเขาทำโทษ ด้วยการให้ออกไปยืนตากลมนอกบ้านอยู่หลายชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่มันเป็นช่วงฤดูหนาว และทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กนี้ มันก็ได้ทำให้หลังจากที่คาโตะออกไปทำงาน เขาก็เลือกที่จะออกไปเช่าห้องพักอยู่ข้างนอก โดยไม่ได้คิดจะแวะกลับมาที่บ้านเพื่อเยี่ยมเยียนคุณพ่อคุณแม่สักเท่าไหร่

ยังมีรายงานว่า ตัวของคาโตะนั้นเคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ในช่วงปี ค.ศ. 2006 ด้วยการขับรถยนต์พุ่งเข้าใส่กำแพง

ซึ่งช่วงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงนั้น มีผู้ให้ข้อสังเกตถึงวิธีการใช้ภาษาญี่ปุ่นของคาโตะ ที่ได้เคยโพสต์ชีวิตประจำวันลงบนเว็บกระดานข่าวแห่งหนึ่งว่า สำนวนการใช้ภาษาญี่ปุ่นของเขา น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากความเข้มงวดของพ่อแม่ที่มอบให้กับเขาตลอดมานั่นเอง

ต่อมาในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2008 คาโตะได้เดินทางไปยังที่ทำงานอย่างเช่นทุกวัน เพียงแต่วันนี้เขาพบว่าบางสิ่งบางอย่างมันผิดปกติไป นั่นก็คือชุดทำงานที่มันควรจะถูกเตรียมไว้ในตู้ประจำตัวของเขานั้นหายไป นั่นจึงทำให้เขาออกจากที่ทำงานไปอย่างดื้อ ๆ ซึ่งก็มีการวิเคราะห์เอาไว้ว่า เขาน่าจะเครียดเนื่องจากรู้ว่าตัวเองจะถูกเลิกจ้าง และกลับไปวางแผนอะไรบางอย่างที่ห้องพักก่อนจะเริ่มก่อการ

ต่อมาเขาได้ส่งข้อความจากโทรศัพท์ขึ้นไปยังเว็บไซต์ชื่อ "Extreme Exchange, Revised" ในช่วงก่อนจะก่อเหตุเพียงไม่นาน โดยข้อความบางประโยคเขียนว่า

“พอผมไปถึงที่ทำงาน ผมพบว่าชุดของผมหายไปแล้ว มันหมายความว่าผมถูกเลิกจ้าง”

“ผมว่าบริษัทน่าจะกำลังดีใจที่ทำแบบนี้กับผม”

“ผมจะไปฆ่าคนที่อากิฮาบาระ”

จากนั้นเขาก็โพสต์ข้อความอีกจำนวนหนึ่ง โดยหนึ่งในนั้นเขาโพสต์ว่า

“ถ้าผมมีแฟนสักคนนะ ผมคงจะไม่ต้องออกจากงาน”

“ผมคงจะไม่ติดโทรศัพท์มือถือ พวกผู้คนที่มีความหวังในชีวิต ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของผมตอนนี้หรอก”

“ผมไม่มีเพื่อนสักคน และในอนาคตนี้มันก็จะไม่มี ผมไม่สนใจเพราะผมมันอัปลักษณ์ ผมมันต่ำเตี้ยกว่าเศษขยะ เพราะอย่างน้อยขยะมันก็ยังรีไซเคิลได้”

ซึ่งพฤติกรรมการโพสต์บนกระดานข่าวบนเว็บไซต์ก่อนที่จะก่อเหตุนี้ มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่า เขาน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากคดีของคานางาวะ มาซาฮิโระ ที่ได้โพสต์ข้อความลักษณะใกล้เคียงกันนี้ ก่อนที่จะออกไปก่อเหตุใช้มีดไล่แทงผู้คนในย่านสึจิอุระเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2008 ซึ่งเป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนคดีของคาโตะเพียง 3 เดือนเท่านั้น โดยคดีของมาซาฮิโระจบลงที่เขาได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013

"คานางาวะ มาซาฮิโระ"

ซึ่งเหตุการณ์ของทั้งคาโตะและมาซาฮิโระนั้น มีผู้คนวิพากษ์วิจารย์กันว่า พวกเขาน่าจะมีอาการป่วยเป็นโรคปฎิเสธสังคม ที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า "ฮิคคิโคโมริ" และใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในสนทนา ราวกับเป็นการฆ่าตัวตายไปจากโลกความเป็นจริง เพื่อไปมีชีวิตต่อในโลกไซเบอร์

ภาพประกอบแก้เครียดครับ
นอกจากข้อความระบายความในใจเหล่านี้ ในช่วงที่คาโตะกำลังขับรถบรรทุกไปยังจุดเกิดเหตุนั้น เขาได้โพสต์ข้อความบอกถึงแผนการต่าง ๆ  และบอกว่าจะใช้มีดไปไล่แทงผู้คนบนทางเท้าแทน ถ้าหากแผนการขับรถบรรทุกไล่ชนคนนั้นทำไม่สำเร็จ โดยหลังจากนั้นคาโตะก็กะว่าจะรอให้ถึงช่วงบ่ายของวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งเวลาดังกล่าวนั้นที่ถนนชุโอโดริของย่านอากิฮาบาระจะปิดให้เป็นถนนคนเดินนั่นเอง

โดยข้อความแผนการที่ถูกเปิดเผยทั้งหมด มิติที่ 6 ก็อยากให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณในการอ่าน เนื่องจากการกระทำแบบนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะนำมาเลียนแบบเป็นอย่างที่สุด เพราะแม้กระทั่งสมาชิกบนกระดานข่าวที่ได้เห็นข้อความเหล่านี้ ต่างก็พากันให้แต้มลบกันเป็นจำนวนมาก

05.21 ง่วงชะมัด กำลังขับรถไปละ ถ้ารถใช้ไม่ได้ เดี๋ยวกุจะใช้มีดแทน ไปล่ะทุกท่าน
05.34 ปวดหัวอะ ไม่ยอมหายสักที
05.35 ฝนจะตกอีก เลวจิงจิง
06.02 กุหลอกชาวบ้านว่ากุเป็นคนดีมานานละ คนพวกนี้แม่งหลอกง่ายจิง
06.03 ตกลงกุคงไม่มีคัยคบใช่มะ
06.10 ปิดถนนกุอีก ไม่มีใครเข้าข้างกุเลยยยย
06.31 ได้เวลาละ ลุย !!!
06.39 ตกลงนี่กุสู้อยู่กับอาการปวดหัวตัวเองอยู่ใช่มั้ย ?
06.49 . . . ฝนไม่เป็นใจ
06.50 . . . เวลาก็ไม่เป็นใจอีก
07.30 ฝนบ้าบอ นี่กุว่ากุเตรียมตัวมาอย่างดีแล้วนะ เฮ้ย!
07.47 คิดให้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ละกัน เดี๋ยวกุจะลงมือทั้งฝนตกนี่แหละ
09.48 พักที่คานางาวะก่อนละกัน เดี๋ยวทุกอย่างมันคงจะดีขึ้นมั้ง
10.53 รถติดชิบ กุจะไปทันมั้ยยย ?
11.07 ชิบุย่า น่ากลัวจุง
11.45 ถึงอากิฮาบาระแล้ว วันนี้มันใช่วันสวรรค์ของคนเดินเท้าป่ะ ? มันจะเป็นก็แค่ตอนนี้ละ !!!

รถบรรทุกที่ใช้ก่อเหตุ
วันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2008 คาโตะได้เช่ารถบรรทุกยี่ห้ออีซูซุขนาดสองตัน ขับพุ่งเข้าใส่ฝูงชนที่กำลังเดินข้ามถนน ที่แยกตัดระหว่างถนนคันดะเมียวจินโดริและชุโอโดริในย่านอากิฮาบาระ โดยช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงสัญญาณจราจรฝั่งคันดะเมียวจินเป็นไฟเขียวส่วนฝั่งชุโอเป็นไฟแดง เพื่อเข้าสู่ช่วงเวลาถนนคนเดินในวันอาทิตย์นั่นเอง ในขณะนั้นเป็นช่วงเวลา 12.33 นาฬิกา รถบรรทุกของคาโตะก็แล่นฝ่าสัญญาณไฟเข้ามาในที่เกิดเหตุ พุ่งเข้าชนผู้เคราะห์ร้ายไปจำนวน 5 คน อย่างจัง

ทุกคนต่างพยายามช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเท่าที่จะทำได้
ท่ามกลางความชุลมุนนั้น ก็มีผู้ประสบเหตุวิ่งเข้ามามุงดู และเข้ามาช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 5 ราย และด้วยความที่ผู้คนเหล่านั้น เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คืออุบัติเหตุ จึงทำให้ไม่มีใครได้ทันระวังตัว ส่วนคาโตะที่อยู่ในรถก็ลงมาพร้อมกับมีดพกในมือ ตะโกนร้องเสียงดังไม่ได้ศัพท์ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ฝูงชน และใช้มีดแทงโดยไม่ได้สนใจว่าผู้คนเหล่านั้นจะเป็นใคร

ญี่ปุ่นมุงพากันช่วยชีวิตผู้เคราะห์ร้ายอย่างเต็มที่
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ตกใจกับเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบเข้ามายังที่เกิดเหตุ และไล่ตามจับตัวคาโตะที่วิ่งหนีในสภาพมีเลือดชโลมอยู่ทั่วใบหน้า ไปจนมุมอยู่ในซอยแคบ ๆ แห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจชักปืนเล็งไปที่คาโตะ และตะโกนบอกให้เขาวางอาวุธยอมจำนน ซึ่งคาโตะเองก็ยอมวางมีดลง และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวได้ในเวลา 12.35 นาฬิกา ห่างจากจุดที่เขาทิ้งรถบรรทุกไปเพียง 170 เมตร ใช้เวลาก่อเหตุไปไม่ถึง 3 นาทีเท่านั้น

เลือดที่เห็นเกิดจากการถูกเจ้าหน้าที่ไล่ตามเอาไม้กระบอกฟาด
หลังจากฝันร้ายจบลงไป รถพยาบาลจำนวน 17 คันได้รีบรุดเข้ามาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที มีรายงานว่าเหยื่อจำนวน 5 ราย เสียชีวิตไปก่อนที่พวกเขาจะมาถึง โดยเบื้องต้นพบว่าสองรายแรกเสียชีวิตเพราะถูกรถชน และเมื่อเวลาผ่านไปจบหมดวัน ยอดผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเป็น 7 ราย เพราะเสียชีวิตระหว่างแพทย์ผ่าตัดรักษา ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากการถูกรถบรรทุกชนมีทั้งสิ้น 3 ราย และเสียชีวิตจากการถูกมีดของคาโตะแทงไปอีก 4 ราย

ขึ้นรถตำรวจไปอย่างปลอดภัย แต่คนอื่นเสียชีวิต
โดยทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทางโรงพยาบาลได้ออกมาสรุปว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจำนวน 6 ใน 7 คน เป็นผู้ชาย ได้แก่ 
  • คาสุโนริ ฟุจิโนะ (อายุ 19 ปี)
  • ทาคาฮิโระ คามางุจิ (อายุ 19 ปี)
  • คัทสึฮิโกะ นาคามุระ (อายุ 74 ปี)
  • นาโอกิ มิยาโมโตะ (อายุ 31 ปี)
  • มิตสึรุ มัตสึอิ (อายุ 33 ปี)
  • คาสุฮิโระ โคอิวะ (อายุ 47 ปี)
  • ผู้เสียชีวิตคนสุดท้ายที่เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวคือ มาอิ มุโตะ (อายุ 21 ปี)
ที่น่าสลดหดหู่ยิ่งกว่านั้นก็คือ จากรายงานบันทึกการติดต่อแจ้งเหตุ มาอิ มุโตะ ซึ่งเป็นเหยื่อผู้หญิงเพียงคนเดียวนั้น เธอเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งเหตุไปยังสถานีตำรวจ ซึ่งจากการสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ผู้รับสายเล่าว่า ตอนที่รับสายของมาอินั้น เธอไม่ได้พูดอะไรเลย นั่นหมายความว่ามาอิน่าจะเสียชีวิตไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะรับสายของเธอเพียงแปบเดียวเท่านั้น



โดยหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นจบลงไปแล้ว ชาวญี่ปุ่นที่ต้องเดินทางผ่านสถานที่เกิดเหตุก็ได้ทำจุดวางดอกไม้ เพื่อร่วมไว้อาลัยและรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านไปราวกับฝันร้ายนี้



วันที่ 9 มิถุนายน หลังจากเกิดเหตุเพียงหนึ่งวัน การสอบสวนนายคาโตะก็ได้เริ่มขึ้น โดยเขาได้เล่าถึงความเป็นมาทั้งหมดให้กับเจ้าหน้าที่ฟัง ตั้งแต่ชีวิตในช่วงต่าง ๆ มาจนถึงวันที่เขาถูกเลิกจ้าง และแผนการที่เขาเตรียมไว้ก่อเหตุ ซึ่งต่อมาสำนักข่าวก็เริ่มจะตีแผ่ถึงชีวิตอันแปลกแยกของเขาผ่านถ้อยคำของฝ่ายประชาสัมพันธ์ของตำรวจว่า คาโตะอ้างว่าเขาเหนื่อยกับชีวิต และคิดว่าไร้ความหวังกับทุกอย่างแล้ว

เพื่อนคนหนึ่งของคาโตะเล่าให้ฟังว่า คาโตะนั้นถือเป็นบุคคลที่อยู่ในประเภท อากิบะสไตล์ ซึ่งหมายถึงคนที่ชอบอ่านการ์ตูน และได้สูญเสียความเป็นตัวเองไปให้กับโลกไซเบอร์สเปซ เวลาที่พวกเพื่อน ๆ ไปร้องคาราโอเกะกับคาโตะ ก็จะพบว่าเขาชอบเลือกร้องเพลงเปิดตัวของการ์ตูนแอนิเมะ พอมีสาว ๆ เดินผ่านมาทีไรคาโตะก็มักจะพูดว่า เขานั้นสนใจแต่สาวสองมิติเท่านั้น ซึ่งคำว่าสาวสองมิติในภาษาของคนกลุ่มนี้หมายถึง ตัวละครหญิงจากในการ์ตูนที่พวกเขาเรียกว่าไวฟุ หรือไวฟ์ ที่แปลว่าภรรยานั่นเอง

คาโตะชอบวาดภาพการ์ตูน ฝีมืออยู่ในระดับพื้นฐาน
มีรายงานอีกว่า ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 10 มิถุนายน นั้น โทโมะฮิโระ คาโตะ ก็ร้องไห้ตลอดเวลาที่ตอบคำถามของเจ้าหน้าที่

เหตุการณ์ที่คาโตะก่อไว้ครั้งนี้ มันได้ทำให้ชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศตกอยู่ในอาการช็อก และได้ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศที่มีแต่ความสงบสุข ผู้คนมีระเบียบวินัยไร้ความรุนแรง ต้องถูกสังคมในประเทศประเมินกันใหม่อีกครั้ง

แค้นใจอากิบะที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นโอตาคุ ?

รัฐบาลแห่งชาติของญี่ปุ่นถึงกับรื้อกฎหมายการครอบครองมีดมาแก้ไข กระทรวงความมั่นคงของมนุษย์ประกาศปิดถนนคนเดินบนถนนชูโอโดริในวันอาทิตย์เป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี เพื่อตรวจสอบระบบความปลอดภัยทั้งหมด ส่วนพ่อแม่ของคาโตะก็ได้ออกมาขอโทษกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย รวมไปถึงญาติ ๆ ผู้เสียชีวิตผ่านทางโทรทัศน์

การปิดถนนคนเดินในวันอาทิตย์ของย่านอากิฮาบาระ ที่เคยเป็นแดนสวรรค์ของคนเดินเท้านั้น กว่าจะสามารถทำใจเปิดให้เดินกันอีกทีเวลาก็ผ่านไปจนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 2011 โดยวันที่กลับมาเปิดให้เดินได้เหมือนเดิมนั้น ก็มีการเพิ่มกฏระเบียบเข้ามาอย่างเช่น การจับตาเฝ้าระวังบุคคลที่ยืนนิ่ง ๆ หรือเต้นรำบนถนนอย่างไม่มีเหตุผล การจำกัดขนาดพื้นที่สำหรับหนุ่มสาวที่จะมาคอสเพลย์ หรือแม้แต่การอยากจะจัดเดินพาเหรดบนถนนก็ถูกจำกัดระยะทาง

อากิบะในปัจจุบันที่กลับมาเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความปลอดภัย
โดยในช่วงเวลาตั้งแต่เกิดเหตุสังหารหมู่ในอากิฮาบาระขึ้นมานั้น นอกจากจะมีผู้คนร่วมไว้อาลัยให้กับเหตุการณ์ ไปจนถึงการประณามกลุ่มคนที่ทำตัวคล้าย ๆ กับคาโตะ ก็ยังมีกลุ่มเด็กวัยรุ่นอีกกลุ่มที่ทำตัวเลียนแบบพฤติกรรมการโพสต์ข้อความว่าจะก่อเหตุร้าย โดยบางคนได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบตามหาจนพบตัว พอจับมาสอบสวนความจริงกันก็พบว่า ทุกคนล้วนทำไปเพราะนึกสนุก อยากทำเท่ห์เลียนแบบคาโตะกันเท่านั้นเอง

บริษัทโคนามิ ผู้ผลิตเกมรายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นในยุคนั้น ได้ประกาศยกเลิกการเปิดตัวเกมเมทัลเกียร์โซลิด (ภาค 4) หรือภาคกันส์ออฟเดอะแพทริออทส์ ในกรุงโตเกียวไปถึงสามรายการ เพื่อแสดงความจริงใจ ที่จะไม่เพิ่มความกระทบกระเทือนทางจิตใจของผู้คนในสังคมให้มากไปกว่านี้

ลุงสเน็คต้องยกเลิกการเปิดตัว
เหตุการณ์นี้ก็ได้ทำให้เกิดหัวข้อถกเถียงกันในหมู่เว็บบล็อกจำนวนมากมาย หลังจากที่พวกเขาพบว่ามีสามาชิกเว็บไซต์ยูสตรีมสองคน ได้ออกอากาศเหตุฆาตกรรมหมู่ของคาโตะเอาไว้แบบสด ๆ และพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีผู้ชมจำนวน 1,000 ถึง 3,000 คน กำลังเฝ้ารอดูการก่อเหตุของเขา ซึ่งบันทึกการออกอากาศสดครั้งนี้ไม่ได้มีการบันทึกเก็บไว้บนเซอร์เวอร์ของยูสตรีมแต่อย่างใด แต่เหตุการณ์นี้ได้ถูกเปิดเผยโดยเว็บบล็อกแนวไอทีหลาย ๆ แห่งของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ภาพที่พอจะเหลืออยู่จากการถ่ายทอดสดวีรกรรมอัปยศของคาโตะ
ส่วนซีรีย์ยอดมนุษย์ซูเปอร์เซนไต ที่ออกฉายในช่วงปีที่เกิดเหตุนั้น มีเรื่องเอ็นจิ้นเซนไตโกออนเจอร์ ที่นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มฮีโร่ผู้ใช้มีดสั้นเป็นอาวุธหลัก ซึ่งมีดสั้นนี้จะสามารถเปลี่ยนร่างเป็นปืนจรวดได้ ก็ถูกทางบริษัทผู้สร้างอย่างโตเอะและบันได ประกาศเปลี่ยนชื่ออาวุธนี้จาก "ฟุนฉะเค็น ร็อคเก็ต แด็กเกอร์" ที่หมายถึงปืนมีดสั้น ให้กลายเป็น "สวิทช์ ฟุนฉะเค็น ร็อคเก็ต บูสเตอร์" โดยตัดคำว่า "แด็กเกอร์" ที่หมายถึง "มีดสั้น" ทิ้งไป พร้อมทั้งออกแบบรูปร่างอาวุธกันใหม่ ให้ดูเป็นดาบมากกว่าจะเป็นมีดสั้น เพื่อแสดงความจริงใจที่จะไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และยังได้เพิ่มบทบาทที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของการใช้มีดในเด็กอายุ 6 ถึง 8 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ชมเป้าหมายหลักของซีรีย์นี้ด้วย

โก ออนเจอร์
อาวุธเลยต้องถูกออกแบบใหม่
สำหรับในส่วนของแอนิเมชันนั้น ก็มีเรื่องวันพีซซึ่งเป็นภาพยนต์การ์ตูนของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ในช่วงนั้นก็ได้มีการตัดต่อฉากที่ตัวเอกถูกมีดแทงทางด้านหลังกันใหม่ด้วย

"วันพิซ" ต้องตัดต่อฉากบางฉากกันใหม่
โดยในวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 2008 ระหว่างการดำเนินคดีของคาโตะ มันก็เป็นช่วงที่ มิยาซากิ สึโตมุ ฆาตกรต่อเนื่องที่เคยก่อคดีฆ่าเด็ก ๆ ที่มิติที่ 6 เคยนำเสนอมาแล้วนั้น ก็ถูกนำตัวไปประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ซึ่งก็มีผู้วิเคราะห์ว่า การที่สึโตมุถูกนำตัวมาประหารชีวิตตอนนี้ มันก็น่าจะมาจากความต้องการของภาครัฐ ที่อยากจะแสดงออกต่อเหตุการสะเทือนขวัญครั้งนี้เช่นกัน

ทางสื่อต่าง ๆ ก็ออกมาโจมตีเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของเหล่าเยาวชนที่ป่วยเป็นโรคปฏิเสธสังคม โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มโอตาคุ หรือกลุ่มผู้คลั่งไคล้ในสิ่งที่ตัวเองชอบจนมากเกินพอดี ว่ามันคือพฤติกรรมเริ่มต้นก่อนที่จะเป็นฮิคคิโคโมรินั่นเอง ซึ่งอย่างไรแล้วเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นพฤติกรรมเฉพาะส่วนตัวบุคคลเท่านั้น เพียงแต่มันก็ได้กลับมาเป็นประเด็นโจมตีผู้คนกลุ่มนี้อีกครั้ง เพียงเพราะสังคมต้องการจะหาอะไรบางอย่างมาเป็นผู้รับเคราะห์แทน

คาโตะเตรียมมีดไว้หลายเล่มมาก
วันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2011 หลังจากพิจารณาวัตถุพยานหลักฐาน และสอบสวนจนครบกระบวนความแล้ว โทโมะฮิโระ คาโตะ ถูกศาลพิพากษาโทษให้ประหารชีวิตที่ศาลแขวงโตเกียว โดยในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 2012 นั้น ศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษาให้ได้รับโทษเช่นเดียวกันนี้

ส่วนนายคาโตะเองก็ได้แสดงความสำนึกผิดออกมาอย่างชัดเจน และต้องการกล่าวขอโทษต่อผู้เสียชีวิต ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รวมไปถึงญาติของผู้เสียชีวิต โดยในช่วงที่เขาสารภาพผิดนั้น เขาพูดว่าเขารู้แค่ว่าเขาทำความผิดทั้งหมดลงไปจริง แต่เขาจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบางอย่างไม่ได้เลย

ภาพหลักฐานตอนไปซื้อมีดที่ร้านสะดวกซื้อ
โดยช่วงที่คาโตะกำลังรอการพิพากษานั้น ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2014 น้องชายวัย 28 ปี ของคาโตะ ก็ได้ฆ่าตัวตาย เนื่องจากทนอับอายในสิ่งที่พี่ชายของเขาก่อเอาไว้ไม่ได้

สุดท้ายศาลฎีกาจึงได้พิพากษายืนโทษประหารชีวิตเช่นเดียวกัน ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015

จากเรื่องราวการสังหารหมู่แบบไม่เลือกเป้าหมายของคนร้ายรายนี้ มิติที่ 6 ก็อยากจะให้ท่านผู้ชมลองย้อนมามองดูสังคมบ้านเรา ลงมาที่ญาติพี่น้องใกล้ตัว หรือแม้แต่ตัวเองว่า ทุกวันนี้สภาวะทางจิตใจของเรายังดีอยู่หรือเปล่า ? เรายังคงพูดคุยกับคนรอบข้าง หรือเดินออกไปทำกิจกรรมข้างนอกโดยมองโลกอย่างที่ควรเป็นหรือเปล่า ? หรือว่าตอนนี้มองทุกอย่างน่ากลัวไปหมด หรือโทษแต่สิ่งรอบตัวว่ามันทำให้เราต้องตกอับกันอยู่หรือเปล่า ? เพราะอาการเหล่านี้มันสามารถเกิดได้กับทุกคนที่มีชีวิตอยู่กับความเหงา ความเดียวดาย ไร้เพื่อน ไร้คนเข้าใจ



ซึ่งถ้ารู้ว่าคนรอบข้างหรือแม้กระทั่งตัวเรากำลังมีอาการแบบนี้อยู่ ไม่ว่ามันจะเกิดมาจากสาเหตุใด ก็ขอจงอย่าได้วางใจ ให้รีบหาใครสักคนมาพูดคุย จะเป็นเพื่อนหรือจิตแพทย์ก็ได้ เพราะใครจะรู้ว่าอาการที่ดูเหมือนกับความเหงาและความเศร้าเหล่านี้ มันอาจจะสามารถพัฒนาขึ้นมากลายเป็นโรคซึมเศร้า ลามไปจนถึงเป็นโรคเกลียดชังและปฏิเสธสังคม และอาจผลักดันให้เราต้องตัดสินใจลงมือก่อเหตุร้ายขึ้นมา โดยที่ไม่สามารถบังคับตัวเองได้แบบชายคนนี้.. "โทโมะฮิโระ คาโตะ"


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
Wikipedia - Akihabara massacre
Murderpedia - Kato Tomohiro