ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559

[จัดเต็ม 18+] มิติที่ 6 คอลลีน สแตน เหยื่อเดนนรก สาวน้อยในกล่องไม้ (The Girl in The Box)




เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1977 คอลลีน สแตน สาวน้อยอายุ 20 ปี ได้ตัดสินใจยืนโบกรถที่ข้างถนน โดยหวังจะขออาศัยติดรถใครก็ได้ ให้ช่วยพาเธอไปยังบ้านเพื่อนที่อยู่แถว ๆ แคลิฟอร์เนีย ตามประสาวัยรุ่นที่นิยมการเดินทางแบบผจญภัยเช่นนี้ แต่เธอเองก็คงนึกไม่ถึงเช่นกันว่า การตัดสินใจโบกรถเพื่ออาศัยเดินทางครั้งนี้ของเธอ จะเปลี่ยนชีวิตที่รักอิสระเสรีและการผจญภัยในโลกกว้างใบนี้ ไปสู่โลกที่ไม่มีใครจะสามารถคาดคิดได้เลยว่า มันจะสามารถทำกับเธอราวกับเธอไม่ใช่มนุษย์

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะเล่าเรื่องราวของหญิงสาวคนนี้ คอลลีน สแตน หญิงสาวผู้ถูกโชคชะตาเล่นตลก ให้เธอต้องไปพบกับปีศาจในร่างมนุษย์ ที่ทำลายความภาคภูมิใจในความเป็นคนของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี !!


ในวันนั้น คอลลีน สแตน ที่กะว่าจะเดินทางไปร่วมงานปาร์ตี้วันเกิดที่บ้านเพื่อน ด้วยวิธีโบกรถตามประสาวัยรุ่นนิยม เธอโบกอยู่ได้พักหนึ่งก็มีรถยี่ห้อดอดจ์โคลท์สีฟ้าคันหนึ่งผ่านมาแล้วจอดรถรับเธอขึ้นไป ซึ่งเจ้าของรถนั้นเป็นสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง คนเป็นสามีนั้นชื่อว่าคาเมรอน ฮูกเกอร์ อายุ 24 ปี ส่วนภรรยาชื่อจานิซ และในรถเองก็ยังมีเด็กเล็ก ๆ อยู่อีกคน ที่ทำให้บรรยากาศการร่วมเดินทางครั้งนี้ มันสุดแสนจะดูเป็นประสบการณ์อันสดใสสำหรับคอลลีน ผู้ซึ่งไม่รู้เลยว่าเธอกำลังคิดผิดว่าการตัดสินใจร่วมทางไปกับสามีภรรยาคู่นี้ มันจะกลายเป็นการเดินทางอันยาวนาน และทุกข์ทรมานเกินกว่าที่เธอจะคาดคิดได้

"คาเมรอน และจานิซ ฮูกเกอร์" สองสามีภรรยาสายโหด

อยู่ดี ๆ คาเมรอน ฮูกเกอร์ ก็ออกจากเส้นทางปกติเข้าไปในทางเปลี่ยว ราวกับทุกอย่างได้ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่ต้น โดยคาเมรอนได้พยักหน้าให้สัญญาณบางอย่างกับจานิซ จานิซก็ยักหน้ารับแล้วอุ้มเด็กออกไปนอกรถ ปล่อยให้คาเมรอนอยู่กับคอลลีนที่ยังไม่ทันจะเข้าใจกับเหตุการที่เกิดขึ้นตอนนี้

ทันใดนั้นเอง คาเมรอนก็หยิบมีดมาจ่อที่คอหอยของคอลลีนและบอกให้อย่าขัดขืน จากนั้นก็จับเธอใส่กุญแจมือ ปิดตา ปิดปาก แล้วคลุมทับด้วยกล่องไม้ที่ข้างในบุด้วยไหมพรม ซึ่งมันเป็นกล่องที่คาเมรอนประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการนี้โดยเฉพาะ

จากนั้นจานิซก็อุ้มเด็กกลับมาขึ้นรถ แล้วทั้งสองก็ขับรถกันต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนำซ้ำทั้งคู่ยังแวะจอดรถไปทานอาหารค่ำกันฉันท์ครอบครัว แล้วทิ้งคอลลีนที่กำลังขวัญผวาว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของตัวเองกันแน่


จนเมื่อครอบครัวฮูกเกอร์กลับมาถึงบ้าน คาเมรอนก็เอากล่องที่ครอบหัวคอลลีนออก จากนั้นก็พาเธอไปยังห้องใต้ดิน ผลักเธอนอนคว่ำลงทั้ง ๆ ที่ยังมีผ้าปิดตาอยู่ คอลลีนตอนนี้เธอหวาดกลัวจนตัวสั่น

คาเมรอนมัดมือของเธอแขวนไว้กับท่อเหนือศรีษะ แล้วถอดเสื้อของเธอออก คอลลีนเล่าว่าในขณะนั้น เธอสามารถมองลอดผ่านช่องว่างใต้ผ้าปิดตาออกมาได้บ้าง ซึ่งสิ่งที่เธอเห็นบนพื้นนั้นก็คือ หนังสือลามกแนวซาดิสท์วิตถารเล่มหนึ่งกางอยู่ หน้าของหนังสือเล่มนั้นเป็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่ง ถูกแขวนเหมือนกับที่เธอกำลังถูกกระทำอยู่ตอนนี้

คอลลีนถูกแขวนในช่วงแรก ก่อนที่จะถูกนำไปอยู่ในกล่อง

คาเมรอนเฆี่ยนตีเธออยู่หลายทีจนพอใจ แล้วจึงเดินออกจากห้องไป จากนั้นเขาก็กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง พร้อมกับจานิซผู้เป็นภรรยา แล้วทั้งคู่ก็มีอะไรกันบนพื้น ต่อหน้าคอลลีนราวกับเป็นสัตว์เดรัจฉาน จนเมื่อเสร็จเรียบร้อยคาเมรอนก็จับคอลลีนลงมา แล้วยัดทั้งตัวของเธอใส่ลงไปในกล่องขนาดพอดีจนขยับตัวไม่ได้ ก่อนที่จะล็อกกุญแจ แล้วปล่อยเธอให้อยู่กับคืนอันสุดสยองขวัญคืนแรกไปแบบนั้นทั้งคืน

วันต่อมา คาเมรอนก็จับคอลลีนมาแขวนอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาจับเธอใส่กล่องที่เขาสร้างขึ้น แล้วแขวนเธอไปทั้งกล่องทิ้งไว้แบบนั้นเป็นวัน โดยสุดท้ายก็ปล่อยเธอลงมาให้อาหารกินเล็กน้อย ซึ่งคอลลีนนั้นถูกคาเมรอนกระทำแบบนี้ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลายาวนานกว่าสองสามปีเลยทีเดียว

ในขณะที่คอลลีนหายไปนั้น พ่อแม่ของเธอก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาได้ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่ในช่วงแรกๆ ที่คอลลีนได้หายตัวไปแล้ว เพียงแต่ว่าการลักพาตัวครั้งนี้มันเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและถูกวางแผนมาอย่างดี ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็มืดแปดด้าน ไม่สามารถค้นหาเบาะแสอะไรได้เลย

จนกระทั่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ คอลลีนที่ตอนแรกยังคิดหวังว่าตัวเองจะได้รับการปลดปล่อยก็เริ่มจะยอมแพ้ เธอต้องยอมใช้ชีวิตอยู่ในกล่องแบบนั้น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีเหลืออยู่แค่ไหน เธอก็จะถูกกระทำทารุณกรรมจนตัวเองต้องยอมทิ้งมันไปทีละน้อย เพราะเจ้าอมนุษย์อย่างคาเมรอนนั้น ใช้วิธีการต่างๆ นา ๆ ที่ทำให้คอลลีนต้องทิ้งความภาคภูมิใจในการเป็นมนุษย์ออกไป เช่น การไม่ยอมให้เธอได้อาบน้ำเป็นเวลาหลายวัน และไม่ให้เธอได้ใช้ห้องน้ำยามที่เธอจำเป็นต้องขับถ่าย ตอนนี้คาเมรอนได้สร้างห้องขังเล็กๆ เอาไว้ใต้บันไดบ้านของเขา แล้วจับเธอขังเอาไว้ที่นี่ประมาณสองสามชั่วโมง ซึ่งสำหรับคอลลีนนั้น การได้ถูกขังอยู่ในห้องแคบๆ แบบนี้ มันก็ยังเป็นอะไรที่ดีกว่าการที่จะต้องถูกจับขังอยู่ในกล่องใบนั้นทั้งวันทั้งคืนเป็นอย่างมาก

และเพื่อความมั่นใจว่าตอนนี้คอลลีนได้ตกเป็นทาสอย่างสมบูรณ์ คาเมรอนได้สั่งให้คอลลีนเซ็นสัญญาลงในองค์กรที่เขาสมมติชื่อขึ้นมาว่า “บริษัททาส” โดยเขาได้ร่างสัญญาขึ้นมาแล้วขู่กับคอลลีนว่า ตอนนี้องค์กรของเขานั้นรู้ว่าพ่อกับแม่ของเธออาศัยอยู่ที่ไหน และสมาชิกองค์กรของเขาก็พร้อมที่จะสังหารพ่อแม่ของเธอทันทีเมื่อรู้สึกได้ว่าคอลลีนจะแข็งข้อหรือพยายามจะหนี อีกทั้งคาเมรอนเองก็ได้จับเธอล่ามปลอกคอ และทำบัตรประจำตัวทาสปลอมให้กับเธอ โดยในข้อตกลงนั้น คอลลีนจะต้องเรียกคาเมรอนว่า "นายท่าน" และเรียกตัวเธอเองว่า เคย์อีกด้วย

ในวัยสาวอันแสนสวย

โดยในช่วงแรกนั้น คาเมรอนไม่ได้คิดจะมีอะไรกับคอลลีนเลย เขามุ่งแต่จะทำร้ายที่อวัยวะเพศและทวารหนักของเธอทุกครั้งที่จานิซอนุญาต

กลวิธีสุดเลวทรามต่ำช้าของคาเมรอนนี้ ได้ทำให้คอลลีนต้องยอมทุกอย่าง ทุกอย่างที่จะทำให้คาเมรอนพอใจ ซึ่งอย่างน้อยมันก็ทำให้เธอได้รับอนุญาตให้ออกมาจากเจ้ากล่องนรกใบนั้น เพื่อมาทำงานบ้านอยู่บ้าง โดยเธอได้รับอนุญาตให้เขียนจดหมายสามฉบับถึงพ่อและแม่ของเธอ และยังอนุญาตให้โทรศัพท์ไปคุยได้ โดยช่วงนี้คาเมรอนก็ได้เริ่มข่มขืนคอลลีนเป็นครั้งแรก ซึ่งต่อมาเธอก็ถูกเจ้าสัตว์นรกตัวนี้ ข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นประจำตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

แล้วคอลลีนก็ได้เปลี่ยนสถานที่นอน เมื่อครอบครัวฮูกเกอร์ได้ใช้รถบ้านออกเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่มีคน โดยคอลลีนจะถูกบังคับให้อยู่ในกล่องใบเดิม แล้วพวกเขาก็จะนำกล่องใบนั้นยัดเข้าไปไว้ใต้ที่นอนเตียงน้ำบนรถ ซึ่งในระหว่างนั้นเธอจะได้ยินทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในห้อง รวมถึงช่วงเวลาป๊ะเท่งเท่งของสองผัวเมีย จนเวลาผ่านไป จานิซภรรยาของคาเมรอนก็ได้ลูกสาวคนที่สองออกมา ซึ่งตอนนี้ทั้งคอลลีนและจานีซต่างก็อยู่ในสภาพที่กลายเป็นทาสกามของคาเมรอนกันไปหมดแล้ว

"คอลลีน" ถูก "คาเมรอน" ล้างสมองไปเรียบร้อยแล้ว

คอลลีนนั้นมักจะได้โอกาสวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อจะออกมาทำความสะอาดและอาบน้ำ ซึ่งคาเมรอนก็เริ่มจะยอมให้เธอได้ออกไปนอกบ้านบ้างเล็กน้อย เพราะคาเมรอนเชื่อว่า ตอนนี้คอลลีนได้ถูกล้างสมองกลายเป็นทาสอย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว เพราะทั้งๆ ที่เธอมีโอกาสจะหนีขนาดนี้ เธอก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดเลยแม้แต่น้อย เพื่อนบ้านแถวนั้นก็ล้วนเข้าใจว่าคอลลีนนั้นเป็นเด็กที่ถูกสองสามีภรรยารับเลี้ยงเอาไว้ ซึ่งทุกครั้งที่คอลลีนได้ออกไปนอกบ้าน เธอก็จะกลับเข้าบ้านอย่างโดยดี โดยจะไม่พยายามทำอะไรให้เกิดปัญหากับคาเมรอนเลย เพราะถ้าเธอทำ คาเมรอนก็จะใช้ไฟฟ้าช็อตไปที่ตัวเธอเพื่อสั่งสอนให้รู้สำนึก

ผ่านไปสามปีครึ่งกับชีวิตทาสที่เธอต้องถูกคาเมรอนยัดเยียดให้นั้น คาเมรอนได้ยอมให้คอลลีนกลับไปเจอหน้าพ่อแม่อยู่ครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1981 โดยเขาได้ย้ำกับคอลลีนว่า เธอนั้นคือสมาชิกของบริษัททาส และยอมให้กลับไปที่บ้านภายใต้การถูกแอบเฝ้ามองพฤติกรรมตลอดเวลา ดังนั้นเธอจะต้องไม่ทำอะไรให้เกิดปัญหาโดยเด็ดขาด และเมื่อเธอได้พบกับพ่อแม่และน้องสาวนั้น ทุกคนก็ล้วนรู้สึกได้ว่าคอลลีนนั้นดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย แถมยังดูผอมลงไปมาก แต่ทุกคนก็ไม่กล้าที่จะทักอะไร เพราะกลัวว่าพูดไปแล้วคอลลีนจะรู้สึกไม่สบายใจ โดยพวกเขาเล่าว่า คอลลีนตอนนั้นไม่ยอมบอกอะไรเลย ทั้งตอนนี้เธอไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร ซึ่งพวกเขาล้วนกลัวว่าถ้าพูดจาอะไรผิดไป อาจทำให้คอลลีนโกรธจนไม่ยอมกลับมาหาอีกก็เป็นได้


ในที่สุดช่วงเวลาอิสระของคอลลีนก็จบลง เธอต้องกลับเข้าไปอยู่ในกล่องใต้เตียงเช่นเคย จนกระทั่งเวลาผ่านไปสามปี ซึ่งตลอดช่วงเวลานี้ จานิสภรรยาของคาเมรอนก็เริ่มกลายเป็นคนเคร่งศาสนาขึ้นมา แถมเธอก็เริ่มจะเอือมระอากับพฤติกรรมของคาเมรอน ที่ตอนนี้เขาออกปากจะยกตำแหน่งคอลลีนขึ้นเป็นเมียน้อย และอยากได้ทาสแบบคอลลีนเพิ่มอีกสักสามสี่คน นั่นจึงเป็นบ่อเกิดที่ทำให้จานิซเริ่มคิดอยากจะช่วยปลดปล่อยคอลลีนให้เป็นอิสระ

โดยวันหนึ่งในปี ค.ศ. 1983 นั้น เป็นช่วงที่คอลลีนถูกส่งตัวไปทำงานเป็นเมดในโรงแรมเล็กๆ และเริ่มกลายเป็นที่คุ้นตาของผู้คนย่านนั้นไปแล้ว จานิซได้หาโอกาสบอกความจริงแก่คอลลีนจนได้ว่า ไอ้เจ้าบริษัททาสอะไรนั่นมันเป็นเรื่องโกหกที่คาเมรอนสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น สมาชิกองค์กรบ้าบอที่จับตาพ่อแม่ของเธอนั้นก็ไม่มีจริง โดยในวันต่อมาคอลลีนก็ได้โอกาสโทรศัพท์ไปขอเงินพ่อของเธอเพื่อซื้อตั๋วรถบัส แล้วอาศัยโอกาสที่คาเมรอนออกไปทำงาน แอบหนีเดินทางกลับมาหาพ่อแม่ที่บ้านทันที


ในที่สุดคอลลีนก็ได้รับอิสระภาพ ซึ่งตอนนั้นเธอไม่ได้บอกอะไรกับครอบครัวหรือตำรวจ เกี่ยวกับสิ่งที่เธอได้เผชิญมาตลอดหลายปีนั้นเลย นั่นก็เป็นเพราะว่าเธอได้ให้สัญญากับจานิซไว้ก่อนที่จะหนีว่าถ้าเธอปล่อยคอลลีนหนีสำเร็จ ทั้งตัวเธอและสามีจะกลับตัวกลับใจ และตัวของคอลลีนเองก็เกิดไปสงสารพวกคนร้าย เพราะความผูกพันธ์ที่ตัวเองถูกจับไปนานๆ หรือที่เรียกอาการนี้กันว่า สต็อกโฮล์มซินโดรม ซึ่งหลังจากที่คอลลีนหนีออกมาได้นั้น สองผัวเมียฮูกเกอร์ก็จัดการเผาทำลายทุกอย่างที่จะกลายมาเป็นหลักฐานมัดตัวคาเมรอนไปทั้งหมด

หลังจากนั้นไม่นาน ในช่วงเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1984 จานิซที่สำนึกผิดก็ได้ไปขอคำปรึกษากับบาทหลวงที่โบสถ์ ซึ่งก็แน่นอนว่าคำปรึกษาของท่านบาทหลวงก็ได้แนะนำให้เธอไปแจ้งตำรวจเพื่อสารภาพผิดทุกอย่าง ซึ่งคำว่าทุกอย่างนั้นนอกจากเรื่องการลักพาตัวคอลลีนแล้ว ก็ยังรวมไปถึงกรณีการหายตัวไปของเอลิซเบธ สแพนเฮก ในปี ค.ศ. 1976 อีกด้วย โดยจานิซระบุว่าคาเมรอนนี่แหละที่เป็นผู้ลักพาตัวและสังหารเอลิซเบท ก่อนที่จะลักพาตัวคอลลีนเป็นรายที่สองในปีถัดมา  นั่นก็หมายถึงเจ้ากล่องไม้ที่คอลลีนเคยถูกขังอยู่อย่างยาวนานนั้น มันก็อาจจะเป็นสมบัติตกทอดมาจากเอลิซเบธเหยื่อคนก่อนก็เป็นได้ 

อย่างไรก็ดี กรณีการหายตัวไปของของเอลิซเบธ สแพนเฮกนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่สามารถค้นหาหลักฐานใดๆ มาใช้ประกอบคำฟ้องได้เลย เพียงแค่คดีการลักพาตัวคอลลีนที่ตอนนี้พยานปากเอก ซึ่งก็คือตัวของคอลลีนนั้นเธอยังมีชีวิตอยู่ และมันก็น่าจะมากพอที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจบุกจับตัวคาเมรอนในวันที่ 18 พฤศจิการยน ค.ศ. 1984 ด้วยข้อหาลักพาตัว กระทำชำเรา และกักขังหน่วงเหนียวคอลลีนมาอย่างยาวนานถึง 7 ปี

"คอลลีน" กับบ้านและกล่องไม้ในตำนาน

ตลอดช่วงการพิจารณาคดีตั้งแต่ปี ค.ศ.1985 คาเมรอนก็พยายามแก้ต่างว่าตัวของเขานั้นไม่ได้ทำอะไรผิด ทั้งเรื่องข่มขืนกระทำชำเรา และไม่ยอมรับว่าเขาลักพาตัวคอลลีน เพราะการลักพาตัวมันต้องมีระยะเวลากักขังสามปี แต่นี่คอลลีนมาอยู่กับเขาตั้งเจ็ดปีมันเป็นการขอมาอยู่ด้วยต่างหาก หมายความว่าคอลลีนสมยอมเอง ส่วนที่จานิซเมียของเขามาแจ้งความครั้งนี้ก็เพราะว่าเธอหึง กลัวความสัมพันธ์ในครอบครัวจะร้าวฉานต่างหาก แล้วที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะคอลลีนมักจะบอกกับเขาอยู่เสมอว่าเธอรักเขานั่นไง ซึ่งคาเมรอนเองก็ยังได้นำภาพถ่ายและเทปบันทึกเสียงคำพูดดังกล่าว มาเปิดเป็นหลักฐานในการยืนยันความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของเขากับคอลลีนอีกด้วย

แต่สุดท้ายหลักฐานที่ถูกคาเมรอนยกขึ้นมาแก้ต่างนั้น มันก็ไม่สามารถจะทำลายความจริงที่เกิดขึ้นได้ เพราะคอลลีนได้ถูกพาตัวไปบำบัดอาการเห็นใจคนร้ายโดยผู้เชี่ยวชาญหลายครั้งหลายหน จนในที่สุดเธอก็ยอมมาเป็นพยานปากเอกเพื่อสนับสนุนคำให้การของจานิซ และตัวของจานิซเองก็ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยอย่างเต็มที่เช่นกัน ทำให้การพิจารณาคดีนี้สามารถหาข้อสรุปลงได้ แม้มันจะต้องใช้เวลานานเกินความจำเป็นก็ตาม

บ้านที่เกิดเหตุ

ในที่สุดคาเมรอนก็ถูกพิจารณาในคดีลักพาตัว กักขังหน่วงเหนี่ยว ล่วงละเมิดทางเพศ ทรมาน และทำร้ายเหยื่อด้วยมีด รวมคดีทั้งสิ้น 10 คดี มีโทษจำคุกรวมทั้งสิ้น 104 ปี โดยจะไม่สามารถขออภัยโทษได้จนกว่าจะถึงปี ค.ศ. 2023 แต่ด้วยทางระบบพิจารณาการอภัยโทษผู้สูงอายุของแคลิฟอร์เนีย ทำให้คาเมรอนสามารถขออภัยโทษได้เร็วขึ้นในปี ค.ศ. 2015 ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานั้น คือวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 2015 คาเมรอนก็ได้ขออภัยโทษทันที และแน่นอนว่าศาลไม่รับคำร้อง และเลื่อนโอกาสขออภัยโทษในกรณีของคาเมรอนนี้ออกไปจนถึงปี ค.ศ. 2030 นานกว่าตอนแรกถึง 7 ปี เลยทีเดียว

ส่วนคอลลีนเองนั้น หลังจากที่ได้กลับมามีชีวิตใหม่ เธอก็กลับไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีสาขาบัญชี และได้แต่งงานมีครอบครัวจนมีลูกสาวหนึ่งคน ตอนนี้คอลลีนได้เข้าร่วมกับองค์กรช่วยเหลือหญิงสาวที่ถูกทารุณกรรม ส่วนจานิซอดีตภรรยาของคาเมรอน ก็ได้ยื่นขอเปลี่ยนนามสกุล แล้วกลับไปใช้ชีวิตในแคลิฟอร์เนียโดยไม่ได้ติดต่ออะไรกับคอลลีนอีกเลย



"คอลลีน สแตน" ในปัจจุบัน (59 ปี)

เรื่องราวของคอลลีนนั้นได้เคยถูกนำไปดัดแปลงเป็นบทโทรทัศน์ในซีรีย์ฆาตกรรมหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น "คริมินัลไมนส์(ซีซัน 7)" ตอนเดอะคัมปานี, "โกสท์วิสเพอร์เรอร์(ซีซัน 4)" ตอนบอลแอนด์เชน และ "ลอว์แอนด์ออร์เดอร์สเปเชียลวิคทิมยูนิต(ซีซัน 1)" ตอน ทาส และในปี ค.ศ. 2008 เรื่องราวของเธอก็ได้ถูกนำเสนอลงในสารคดีอินเวสติเคชั่นดิสคัฟเวอรี่ ในชื่อตอน การลักพาตัว และยังได้เสนอเรื่องราวนี้อีกครั้งในซีรีย์พารานอมัลวิทเนส ตอน ดิอพาร์ทเมนท์ ในช่องไซไฟ โดยพูดถึงการหายตัวไปของเอลิซเบธ แมรี่ สแพนเฮก และพูดถึงคดีของคอลลีนไว้อีกด้วย

ซีรีย์พารานอมัลวิทเนส ตอน ดิอพาร์ทเมนท์
ซึ่งในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2009 นั้น จิม กรีน ก็ได้นำเรื่องราวของพวกเขามาเขียนเอาไว้เป็นหนังสือชื่อ Colleen Stan, The Simple Gifts of Life หรือคอลลีนสแตนของขวัญชิ้นเล็กๆ แห่งชีวิต


และเรื่องราวของเธอยังได้ถูกบรรจุไว้ในหนังสือสารคดีชื่อ "เพอร์เฟควิคทิม เดอะทรูสตรอรี่ออฟเดอะเกิร์ลอินเดอะบอกซ์" โดยอัยการคริสตีน แม็กกวาย และคาร์ล่า นอร์ตัน 


และล่าสุด เมื่อวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 2016 ก็ได้มีรายการทีวีนำเรื่องราวของคอลลีนมานำเสนอกันในชื่อเรื่องว่าเกิร์ลอินเดอะบ็อกซ์ ออกฉายผ่านทางไลฟ์ไทม์เน็ตเวิร์กความยาวสองชั่วโมง ซึ่งมันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เรื่องราวของเธอได้กลับมาถูกพูดถึงกันอีกครั้ง แม้กระทั่งในประเทศไทยก็ยังต้องย้อนรอยเรื่องราวของเธอกันเลยทีเดียว

หนังเรื่องเกิร์ลอินเดอะบ็อกซ์ ช่องไลฟ์ไทม์เน็ตเวิร์ก
เรื่องราวของคอลลีนนั้น มันน่าจะทำให้เราต้องตระหนักกันอยู่เสมอว่า หญิงสาวกับการเดินทางโดยลำพังนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่น่ากระทำเอาเสียเลย เพราะใครจะไปรู้ว่าสักวันหนึ่งจะมีครอบครัวที่ดูไม่มีอันตรายอะไรขับรถผ่านมาแล้วพาพวกเธอขึ้นรถไป ซึ่งถ้าโชคไม่ดีคุณก็อาจจะไม่ได้กลับบ้านอีกนาน หรือไม่เช่นนั้นคุณก็อาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลย

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี
เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
Wikipedia: Kidnapping of Colleen Stan

#สาวน้อยในกล่องไม้ #เปิดคดีโหด #คู่รักลักพาตัวเด็กสาว #จับขังในโลงไม้ #ทารุณ #ข่มขืนนานกว่า7ปี