ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

[จัดเต็ม 18+] มิติที่ 6 อันเดร โรมาโนวิช ชิกัตติลโล จอมเชือดสยองขวัญแห่งรอสตอฟ !!!



มีบ้างไหม ? ที่เราอยากได้ใครสักคนมาเดินพูดคุย หรือแบ่งปันน้ำใจโดยไม่จำเป็นจะต้องไต่ถามว่า เขาเป็นใคร ? มาจากไหน ? และต้องการอะไร ? ซึ่งถ้าเป็นได้แบบนั้น มันก็คงจะดีไม่ใช่น้อย แล้วถ้าวันหนึ่ง อยู่ดี ๆ ก็มีคนแบบนั้นเข้ามาหาเราจริง ๆ มันจะยังคงเป็นเรื่องดีอย่างที่คิดไว้ตอนแรกหรือเปล่า ?

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปยังประเทศรัสเซีย เพื่อไปรู้จักกับประวัติของชายคนหนึ่ง ชายที่ถูกตั้งสมญานามว่า คนขายเนื้อแห่งรอสตอฟ, จอมเชือดแดง, นักฆ่าป่าเปลือย ไม่เว้นแม้แต่จอมเชือดแห่งรอสตอฟ ที่จะทำให้เราต้องมองคนดีมีน้ำใจ ที่สามารถพบได้ทั่วไปตามท้องถนนกันใหม่เลยทีเดียว

เปิดชมบนยูทูป

"อันเดร โรมาโนวิช ชิกัตติลโล"
เขาเกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1936 ที่หมู่บ้านในยาบลูชิน แคว้นซัมมี่โอบลาส สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน ซึ่งช่วงเวลาที่เขาได้ถือกำเนิดขึ้นมานั้น มันเป็นช่วงที่ยูเครนยังตกอยู่ในภาวะอดอยาก เนื่องจากการปกครองแบบเกษตรชุมชนนิยม ที่ถูกบังคับใช้โดยโจเซฟ สตาลิน

พ่อแม่ของอันเดรนั้น ก็ถูกบังคับให้มีชีวิตอยู่ในระบอบชุมชนนิยมนี้ ด้วยการถูกกำหนดให้เป็นกรรมกรในฟาร์ม อาศัยอยู่ในกระท่อมที่มีห้องเพียงห้องเดียว ถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าแรง และอนุญาติให้พวกเขาสามารถทำสวนเล็ก ๆ ได้ที่หลังกระท่อม ซึ่งมันก็ไม่ได้เพียงพออะไรกับการกินอยู่ของครอบครัวเลย และกว่าอันเดรจะได้ลิ้มรสชาติของขนมปังครั้งแรก มันก็เป็นช่วงที่เขามีอายุสิบสองปีแล้ว นั่นก็หมายความว่าช่วงก่อนหน้านั้น ครอบครัวของพวกเขาประทังชีวิตให้รอดไปวัน ๆ ด้วยการกินหญ้าและใบไม้เท่านั้น

อันเดร ชิกัตติลโล ในวัยหนุ่มก็ออกจะหล่อ
ตลอดช่วงเวลาในวัยเด็กของอันเดรนั้น เขามักจะได้รับการบอกเล่าจากแอนนาแม่ของเขาว่า ในช่วงก่อนที่เขาจะถือกำเนิดขึ้นมานั้น เขาเคยมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งชื่อสเตฟาน ที่ถูกลักพาตัวไปตั้งแต่อายุ 4 ขวบ และทราบภายหลังว่าถูกเพื่อนบ้านลวงไปฆ่า จากนั้นก็นำเนื้อไปกินเพราะความหิวโหย ซึ่งเรื่องนี้ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่คำขู่ของแม่ เนื่องจากไม่สามารถจะพิสูจน์ความจริงนี้ได้ ว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกเล่ามาจากปากของอันเดรเท่านั้นหรือเปล่า

ต่อมาโซเวียตได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งพ่อของอันเดรก็ถูกเกณฑ์ให้เข้ากองทัพแดง และได้รับบาดเจ็บในสงคราม จนถูกจับขังคุกทหารในเวลาต่อมา

ในช่วงปี ค.ศ. 1941 ถึง 1944 อันเดรเองก็มีโอกาสได้เห็นพวกนาซีเข้ายึดครองยูเครน เขาได้เห็นทั้งการทิ้งระเบิด เผาเมือง และห่ากระสุน อันเดรและคุณแม่ก็พากันซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้ดินและคูน้ำ ต่อมาพวกเขาก็ถูกจับตัวได้ และถูกบังคับให้ยืนดูกระท่อมของครอบครัวถูกเผาทิ้งไปต่อหน้าต่อตา

โดยในช่วงที่พ่อของเขายังต้องอยู่ที่สนามรบนั้น ทั้งอันเดรและคุณแม่ ต้องนอนอยู่บนที่นอนเล็ก ๆ ด้วยกัน ซึ่งตัวของอันเดรเองก็มักจะฉี่รดที่นอน และถูกแม่ทำโทษอยู่บ่อยครั้ง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1943 แม่ของอันเดรก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวชื่อตาเทียนาขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่พ่อของเขาไปรบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941 นั่นหมายความว่า แม่ของเขาถูกทหารเยอรมันข่มขืนจนตั้งท้องนั่นเอง

พอถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 1944 อันเดรก็ได้เวลาต้องเข้าเรียน เขาเป็นเด็กขี้อายแต่ก็มีความกระตือรือร้นในการเรียนสูง ด้วยความอดอยากจากภาวะสงคราม ทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแอ จากการขาดอาหารทำให้เป็นลมบ่อย อีกทั้งยังมักถูกเพื่อนรังแกล้อเลียนตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน กลับบ้านมาก็ยังถูกคุณแม่ดุด่าซ้ำอีก

แต่ถึงจะต้องเจอมรสุมรอบด้าน อันเดรเองก็พยายามตั้งใจเรียนในช่วงที่อยู่บ้านตลอดมา ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีปัญหาทางสายตา มองกระดานดำหน้าชั้นไม่ค่อยเห็น ซึ่งเรื่องนี้มันก็ได้ทำให้คุณครูประจำชั้นชื่นชมในความอุตสาหะต่อการเรียนของเขาเป็นอย่างมาก

พอย่างเข้าช่วงชีวิตวัยรุ่น อันเดรก็ได้เป็นนักเรียนตัวอย่าง และยังเป็นคอมมิวนิสต์ผู้กระตือรือร้น เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประจำโรงเรียนตั้งแต่อายุ 14 และสองปีต่อมาเขาก็ได้รับตำแหน่งประธานนักเรียน ได้รับตำแหน่งนักเรียนดีเด่น และยังได้รับมอบหมายหน้าที่ควบคุมแถวเดินพาเหรดอีกด้วย โดยตอนที่เขาจบการศึกษาในปี ค.ศ. 1954 นั้น เขาได้ผลการเรียนอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ตัวของอันเดรเองก็ไม่ได้มีสุขภาพสมบูรณ์แต่อย่างใด เขามีอาการปวดหัวบ่อยและมีความจำสั้นในช่วงการเรียนชั้นปีสุดท้าย

โดยช่วงวัยรุ่นนี้ ตัวของอันเดรเองก็เริ่มจะมีอาการแบบเดียวกับที่วัยรุ่นบางคนเป็น นั่นก็คือความรู้สึกเกลียดชังสังคม เกลียดตัวเอง และเริ่มมีความรัก โดยตอนที่เขาอายุ 17 ปีนั้น อันเดรก็ได้รู้จักกับลิลยา บารีสเชวา ในช่วงที่ทำหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน แต่ก็ไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์อะไรกับเธอ ด้วยเพราะตัวเองเป็นคนขี้อาย

หลังจากเรียนจบชั้นมัธยม อันเดรก็ได้ทุนไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยมอสโคว โดยผลการสอบของเขาอยู่ในระดับดีเกือบยอดเยี่ยม แต่ต่อมาเขาก็ถูกถอนทุนการศึกษาคืน โดยตัวเขาเองเข้าใจว่าทางการสืบประวัติแล้วพบว่า เขามีพ่อเป็นคนทรยศ ถูกขังคุกไปเมื่อปี ค.ศ. 1943 แต่ความจริงแล้วสาเหตุนั้นมาจากเขาแพ้คะแนนสอบให้กับนักเรียนคนอื่นไปเท่านั้นเอง

เมื่อพลาดโอกาสทางการศึกษา อันเดรจึงตัดสินใจออกท่องเที่ยวไปยังเมืองเคิสก์ และได้ทำงานเป็นกรรมกรอยู่ที่เมืองนี้ประมาณ 3 เดือน และในปี ค.ศ. 1955 เขาก็ลองไปลงทะเบียนเรียนในสายอาชีวะในสาขาช่างเทคนิคสื่อสาร

ปีเดียวกันนี้ อันเดรก็ได้เริ่มจริงจังกับหญิงสาวนักเรียนรุ่นน้อง พยายามจะปั่มป๊ามอยู่สามหนแต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากอันเดรมีปัญหาอวัยวะของตัวเองไม่ยอมลุกขึ้นยืน สุดท้ายทั้งคู่ก็เลิกรากันไป หลังจากที่พยายามคบหากันอยู่ประมาณ 18 เดือน

ผ่านไปสองปีอันเดรก็สำเร็จการศึกษา เขาจึงย้ายไปยังแถบอูราลในเมืองไนซินีเทียจิล เพื่อไปทำงานในโครงการระยะยาวโครงการหนึ่ง โดยในช่วงที่ทำงานในเมืองนี้ เขาก็ได้เข้าเรียนในหลักสูตรวิศวกรรมของวิทยาลัยมอสโควอิเลคทรอนิคัล ออฟคอมมิวนิเคชั่น และหลังจากที่ทำงานอยู่ที่นี่ได้สองปี อันเดรก็ได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารสู่กองทัพโซเวียตในปี ค.ศ. 1957

อันเดรเป็นทหารอยู่จนถึงปี ค.ศ. 1960 โดยเขาประจำการอยู่ในแถบชายแดนเอเชียกลาง จากนั้นก็ถูกโอนเข้าหน่วยสื่อสารของเคจีบีที่เบอร์ลิน ผลการทำงานในช่วงนี้ของเขาค่อนข้างดีเยี่ยมจนสามารถเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ได้ ก่อนที่ตัวเองจะหมดวาระการเป็นทหารเพียงไม่นาน

หลังจากปลดประจำการ อันเดรได้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อไปอาศัยอยู่กับพ่อและแม่ จากนั้นก็ได้พบรักกับหญิงสาวที่เพิ่งเป็นหม้ายคนหนึ่ง แต่ก็คบกันได้เพียงสามเดือน พวกเขาก็มีอันต้องเลิกกันด้วยสาเหตุลูกผู้ชายไม่ลุกขึ้นสู้เช่นเดิม

เลิกไม่เลิกเปล่า อดีตแฟนสาวของอันเดรก็กลับเที่ยวไปโพนทะนาว่าเขาไร้น้ำยา อันเดรทั้งเจ็บทั้งอายเป็นอย่างมาก ถึงขั้นเคยลงมือแขวนคอตัวเองเพื่อให้ตายไปเสียให้พ้น แต่แม่ของเขาก็มาดึงเขาออกจากบ่วงเชือกทัน จนในที่สุดอันเดรก็ตัดสินใจทิ้งความหลังอันเจ็บปวดนี้ด้วยการออกจากบ้านไปอีกครั้ง

ผ่านไปไม่กี่เดือน อันเดรก็ได้งานใหม่อยู่ในเมืองทางเหนือของแคว้นรอสโตฟออนดอน และย้ายไปยังรัสเซียในปี ค.ศ. 1961 เช่าอพาร์ทเมนท์เล็ก ๆ อยู่ใกล้ ๆ ที่ทำงาน ซึ่งในปีเดียวกันนี้ตาเทียน่าน้องสาวของเขาก็เรียนจบแล้วย้ายมาขออยู่ด้วย โดยหกเดือนต่อมาน้องสาวของอันเดรก็แยกตัวไปแต่งงานกับคนที่นั่น ซึ่งตัวของเธอเองก็รู้สึกสงสารพี่ชายที่ยังหาคู่ไม้ได้สักที และยังคอยทำตัวเป็นแม่สื่อช่วยหาแฟนให้อีกแรงด้วย

จนมาถึงปี ค.ศ. 1963 อันเดรก็ได้แต่งงานกับ "ฟีโอโดเซีย โอดนาเชวา" จากการแนะนำของน้องสาวนั่นเอง ซึ่งจะเรียกว่าแนะนำก็ไม่น่าจะถูกต้องสักเท่าไหร่ เรียกว่าพวกเขาแต่งงานกันได้ก็เพราะการวางแผนของน้องสาวน่าจะถูกเสียมากกว่า

อันเดรและครอบครัว

รอบนี้ชีวิตคู่ของอันเดรนั้นค่อนข้างจะพอถูไถ ที่เรียกว่าถูไถนั่นก็เพราะแฟนของเขาเข้าอกเข้าใจ และช่วยเหลือให้เขาสามารถถึงสวรรค์ชั้นฟ้าด้วยกรรมวิธีพิเศษ จากนั้นก็นำน้ำเชื้อของเขาเข้าผสมกับรังไข่ของเธอด้วยนิ้ว จนปี ค.ศ. 1965 ฟีโอโดเซียก็สามารถให้กำเนิดลูกสาวกับอันเดรออกมาจนได้ โดยพวกเขาตั้งชื่อให้กับเธอว่า "ลิยุดมีล่า" และ 4 ปีต่อมาพวกเขาก็ได้ลูกชายชื่อ "ยูริ"
ในปี ค.ศ. 1970 อันเดรสำเร็จการศึกษา 5 ปี ในหลักสูตรวรรณกรรมรัสเซียและได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรอสตอฟ โดยช่วงก่อนจะสำเร็จการศึกษานั้น อันเดรก็ได้งานเป็นผู้จัดการเกี่ยวกับงานกีฬาของท้องถิ่น ทำงานนี้อยู่ได้หนึ่งปีอันเดรก็เปลี่ยนงานไปเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษารัสเซีย และวิชาวรรณกรรมในโรงเรียนของเมืองโนโวชัคคทินสค์ (Novoshakhtinsk)

แต่งานการสอนนั้น มันอาจจะไม่ค่อยเข้ากับอันเดรสักเท่าไหร่ เพราะถึงแม้เขาจะมีความรู้ในวิชาที่สอนเป็นอย่างดี แต่เขาก็มักจะถูกเหล่าลูกศิษย์ที่จับนิสัยขี้อายของเขาได้ มาล้อเลียนจนเสียผู้เสียคนอยู่เสมอ

ซึ่งหลังจากที่เราได้รู้จักกับชีวิตที่ดูยังไง ๆ ก็เป็นชีวิตธรรมดาของอันเดรมามากแล้ว ในปี ค.ศ. 1973 อันเดรก็ได้พบกับตัวตนที่แท้จริง หลังจากที่เขาว่ายน้ำอยู่กับนักเรียนหญิงอายุ 15 ปีคนหนึ่ง แล้วเกิดอารมณ์พลุ่งพล่านว่ายเข้าไปประชิดตัวเธอ จากนั้นก็ใช้มือจับลวนลามไปทั่ว จนตัวเองสามารถสำเร็จความไคร่ได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และอีกเดือนต่อมาอันเดรก็ได้บุกเข้าไปลวนลามนักเรียนสาววัยรุ่นที่เขาจับเธอขังไว้ในห้องเรียนช่วงเลิกเรียนอีก

ตอนนี้อันเดรกลายมาเป็นอาจารย์สายมืด ชอบลวนลามเด็กนักเรียนหญิงทุกรูปแบบ ถึงกับเคยซุ่มอยู่ในโรงเรียนถึงเย็น เพื่อจะได้แอบดูนักเรียนหญิงเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังทำกิจกรรมของโรงเรียนอีกด้วย

จนในที่สุดเหล่านักเรียนก็นำเรื่องนี้ไปแจ้งกับผู้อำนวยการ จนอันเดรถูกเรียกตัวไปเซ็นใบลาออก ซึ่งต่อมาเขาก็ได้งานใหม่เป็นอาจารย์ในโรงเรียนอีกแห่งที่อยู่เมืองเดียวกันในช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 1974 และก็ต้องตกงานอีกครั้งในเดือนกันยายนปี ค.ศ.1978 ก่อนที่จะได้งานใหม่เป็นอาจารย์อีกครั้งในเมืองเชคตี้

โรงเรียนที่เริ่มทำงานในช่วงการฆาตกรรมครั้งแรก

พอถึงเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1981 อาชีพอาจารย์ของเขาก็ต้องจบลงอีกครั้งเนื่องจากปัญหาล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเช่นเดิม และในเดือนเดียวกันเขาก็ได้งานใหม่เป็นสเมียนในโรงงานแห่งหนึ่งของเมืองรอสตอฟ

ย้อนกลับไปในช่วงเดือนกันยายนปี ค.ศ.1978 ช่วงที่เขาย้ายไปเชคตี้นั้น ที่นี่เองเขาก็ได้เริ่มมีประวัติฆาตกรรมเป็นครั้งแรก โดยเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมปีเดียวกัน อันเดรได้หลอกล่อเด็กหญิงอายุ 9 ปีชื่อ "เยเลน่า ซาโกตโนวา" เข้าไปในบ้านเก่า ๆ หลังหนึ่งที่เขาได้แอบซื้อเอาไว้ ซึ่งที่นี่อันเดรได้ลงมือข่มขืนเด็กหญิง แต่ก็ไม่สามารถถึงจุดสุดยอดได้อีก และเมื่อเด็กหญิงต่อสู้ขัดขืน เขาจึงลงมือบีบคอเธอ ตามด้วยใช้มีดแทงไปที่ท้องถึงสามครั้ง

"เยเลน่า ชาโกตโนวา"
ศพของ "เยเลน่า" ถูกพบในสภาพน่าสลดหดหู่มาก

และมันก็ทำให้เขาสามารถถึงจุดสุดยอดได้สำเร็จเสียอย่างนั้น ซึ่งเรื่องนี้อันเดรได้เล่าว่า ในช่วงเวลาที่เยเลน่าถูกเขาใช้มีดแทงนั้น เธอส่งเสียงครางออกมาเบา ๆ พูดอะไรบางอย่างออกมาก็ไม่รู้ และหลังจากที่เขารัดคอเยเลน่าจนหมดสติไปแล้ว เขาจึงโยนร่างของเธอทิ้งไว้แถว ๆ แม่น้ำกรุสเชฟก้า โดยศพของเธอก็ถูกพบในสองวันถัดมา

แม่น้ำที่ "เยเลน่า" ถูกนำมาทิ้ง

หลักฐานมากมายที่พบศพนั้นล้วนชี้มาที่อันเดร ทั้งรอยเลือดที่พบในหิมะในบริเวณใกล้ ๆ บ้านหลังนั้น ไหนจะหลักฐานการซื้อบ้านที่ก่อเหตุ ทั้งพยานบุคคลที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวก็ได้เล่าว่าในเย็นวันที่ 22 ธันวาคมนั้น อันเดรได้เข้ามาที่บ้านหลังนี้ อีกทั้งโรงเรียนของเยเลน่าเองก็ตั้งอยู่ท้ายถนนของฝั่งตรงข้ามแม่น้ำที่เธอถูกโยนศพทิ้งไว้ และพยานที่เห็นเหตุการณ์ก็ได้บอกรูปพรรณของคนร้ายใกล้เคียงกับอันเดร กำลังยืนคุยกับเยเลน่าที่ป้ายรถเมล์ก่อนจะเสียชีวิตอีก
แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไปจับคนร้ายผิดตัว เพียงเพราะหลักฐานรอยเลือดที่หยดใกล้บริเวณบ้านของอเล็กซานเดอร์ คราฟเชงโก แล้วตำรวจเข้าใจว่าชายคนนี้เป็นคนร้าย เพราะอเล็กซานเดอร์นั้นก็เคยมีประวัติข่มขืนสาววัยรุ่นมาก่อน แถมอเล็กซานเดอร์เองก็ไม่สามารถจะหาข้อแก้ตัวดี ๆ มาช่วยให้ตัวเองพ้นผิดได้อีก เขาจึงถูกจับตัวเข้าคุกและถูกศาลพิพากษาโทษประหารชีวิตไปในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1983 ไปอย่างงง ๆ

"อเล็กซานเดอร์ คราฟเชงโก" ถูกประหารแทนอันเดรไปอย่าง งงๆ
ซึ่งในคดีนี้มันทำให้อันเดรพบว่าตัวของเขานั้น สามารถจะถึงจุดสุดยอดทางอารมณ์ได้เมื่อทำการใช้มีดแทงผู้หญิงจนตาย และมันก็ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตฆาตกรระดับตำนานของรัสเซียในเวลาต่อมา !!!

"ลาริซา ทคาเชงโก"
ในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1981 อันเดรได้พบกับนักเรียนหญิง อายุ 17 ปี ของโรงเรียนกินนอนแห่งหนึ่ง เธอชื่อว่า "ลาริซา ทคาเชงโก" กำลังยืนรอรถเมล์อยู่ดี ๆ ที่หน้าห้องสมุดสาธารณะกลางเมืองรอสตอฟ อันเดรได้หลอกล่อลาริซาไปยังป่าใกล้ ๆ บริเวณแม่น้ำดอน โดยเขาหลอกเธอว่าจะพาไปดื่มว็อดก้าเพื่อผ่อนคลายที่นี่ โดยเมื่อทั้งคู่ไปถึงที่หมาย อันเดรก็จัดการจับเหยื่อสาวทุ่มลงกับพื้นก่อนจะถอดเสื้อผ้าของเธอออกและพยายามจะข่มขืน ลาริซาเองก็พยายามขัดขืนเต็มที่ จนทำให้อันเดรหมดอารมณ์ เขาจึงควักโคลนจากบริเวณนั้นยัดใส่ปากของเหยื่อเพื่อหยุดเสียงกรีดร้อง ก่อนที่จะรัดคอเหยื่อจนถึงแก่ความตาย จากนั้นเขาจึงทำลายศพด้วยการใช้ไม้และฟันของตัวเอง ด้วยการกัดเข้าไปที่หัวนมของลาริซ่าจนขาด จากนั้นก็อำพรางศพด้วยใบไม้ กิ่งไม้ และกระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งศพของเธอก็ถูกพบในวันต่อมานั่นเอง
9 เดือนต่อมาหลังจากการฆาตกรรมลาริซาจบลงไป ในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1982 อันเดรก็ได้เดินทางไปเที่ยวที่บากาเยฟสกีในย่านรอสตอฟด้วยรถประจำทางเพื่อซื้อพืชผัก โดยในช่วงต่อรถไปยังหมู่บ้านดอนสโกยนั้น เขาได้ตัดสินใจเดินทางต่อด้วยการเดินเท้า โดยขณะที่เดินออกมาจากป้ายรถเมล์นั้น เขาได้พบกับเด็กหญิงวัย 13 ปี ชื่อ "ลิวบอฟ บิริยุค" ที่กำลังเดินกลับบ้านหลังจากไปเที่ยวช็อปปิ้ง

"ลิวบอฟ บิริยุค"

จนเมื่อทั้งสองเดินมาอยู่ในเส้นทางเดียวกัน อันเดรก็จู่โจมเข้าจับตัวลิวบอฟทันที จากนั้นเขาก็ลากเธอเข้าไปในดงไม้ใกล้ ๆ จัดการถอดเสื้อผ้าของเหยื่อออก แล้วใช้มีดแทงเข้าไปที่ร่างของเธอจนเสียชีวิต โดยต่อมาศพของเธอก็ถูกพบในวันที่ 27 มิถุนายน ผลการชันสูตรศพพบร่องรอยการใช้มีดแทงถึง 22 แผล ไล่มาตั้งแต่บริเวณศีรษะ คอ หน้าอก และบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยบาดแผลบริเวณกระโหลกศีรษะนั้นพบว่า ฆาตกรได้ใช้มีดแทงจากทางด้านหลังของเธอ และเจ้าหน้าที่ยังพบว่าเหยื่อยังถูกมีดควักเบ้าตาออกไปด้วย

ถัดจากศพของลิวบอฟ อันเดรก็เริ่มถลำตัวเข้าสู่ความเป็นฆาตกรมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงกันยายนปี ค.ศ. 1982 นั้น เขาได้สังหารเหยื่อเคราะห์ร้ายไปถึง 5 ราย โดยเหยื่อมีอายุตั้งแต่ 9 ปี ไปจนถึง 18 ปี โดยรูปแบบการก่อเหตุก็จะคล้าย ๆ กัน นั่นก็คือหลอกล่อเหยื่อไม่ก็วิ่งตาม หรือแอบสะกดรอยตามจากป้ายรถเมล์ไม่ก็สถานีรถไฟ จากนั้นก็นำเหยื่อไปยังบริเวณป่ารก ไม่ก็สถานที่เปลี่ยว ๆ แล้วจึงลงมือสังหารด้วยอาวุธมีด ทั้งแทง ทั้งเชือด โดยเหยื่อบางรายจะถูกอันเดรใช้มีดทำลายศพจนเละ บางรายก็ถูกรัดคอ และบางรายก็ถูกซ้อมจนเสียชีวิต

หลาย ๆ ศพมักจะถูกอันเดรใช้มีดควักเบ้าตาออกไป โดยเจ้าหน้าที่สอบสวนยังพบว่าเหยื่อของอันเดรที่มีอายุมากหน่อยก็มักจะเป็นหญิงขายบริการไม่ก็คนจรจัด โดยเขาจะใช้วิธีหลอกล่อเหยื่อด้วยการเสนอเงินไม่ก็ชวนไปดื่มสุรา และเหยื่อทุกคนก็ล้วนถูกอันเดรพยายามจะมีอะไรด้วย เพียงแต่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถจะมีอะไรกับเหยื่อได้จริง ๆ และด้วยเหตุนี้ จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาลงมือสังหารเหยื่อด้วยความโหดเหี้ยมทุกราย
ยิ่งถ้าเหยื่อคนไหนรู้ว่าเขาบ่มีไก๊ด้วย มันก็จะทำให้เขาใช้มีดจ้วงแทงและเฉือนไปตามร่างกายของเหยื่อเพื่อให้ตัวเองบรรลุถึงจุดสุดยอดแทน ส่วนเหยื่อที่อายุน้อยนั้น อันเดรจะไม่เลือกว่าเป็นเด็กหญิงหรือชาย โดยเขาจะหลอกล่อเหยื่อไปฆ่าแบบไม่เลือกวิธีการ เช่นพยายามเข้าไปพูดคุยตีสนิท บอกว่าอยากได้ความช่วยเหลือบ้าง ไม่ก็หลอกว่าจะพาเดินไปทางลัดบ้าง บางครั้งก็หลอกว่าจะพาไปดูแสตมป์หายาก ไม่ก็บอกว่ามีฟิล์มหนัง หรือเหรียญสะสมดี ๆ บางทีก็บอกว่ามีขนมหรืออาหารรอให้ไปทาน
เมื่อเขาสามารถล่อเหยื่อเด็กมาอยู่ด้วยกันเพียงลำพังสำเร็จแล้ว เขาก็จะใช้กำลังกับเหยื่ออย่างรุนแรง โดยหลาย ๆ รายมักจะถูกจับมัดมือไขว้หลังด้วยเชือก ก่อนที่จะถูกเขาใช้ดินโคลนบริเวณที่เกิดเหตุยัดเข้าไปในปากเพื่อให้เหยื่อไม่สามารถส่งเสียงร้องได้ จากนั้นเขาจึงลงมือฆ่า เมื่อฆ่าเสร็จอันเดรก็จะปฏิบัติเหมือน ๆ กัน นั่นก็คือคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ตามด้วยหาของแถว ๆ นั้นมาปิดอำพรางศพ ก่อนที่จะหนีไป

โดยในวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1982 อันเดรได้พบกับเด็กหญิงวัย 10 ปีชื่อ "โอลก้า สตาลมาเชนอค" กำลังนั่งรถประจำทางไปหาพ่อแม่ที่โนโวชาคตินคสค์ ซึ่งอันเดรก็สบโอกาสเข้าไปตีสนิทและหลอกให้เธอลงจากรถไปด้วยกัน โดยครั้งนี้มีผู้โดยสารที่เดินทางอยู่บนรถคันเดียวกันได้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า พวกเขาเห็นโอลก้าถูกคนร้ายที่มีลักษณะเป็นชายวัยกลางคนจูงมือลงรถไป ซึ่งเหตุการณ์หลังจากนั้นก็คือ อันเดรได้พาโอลก้าไปยังทุ่งนาชานเมืองโนโวชาคตินคสค์ จากนั้นก็ลงมือสังหารเหยื่อจนเสียชีวิต โดยสภาพศพของโอลก้าที่ถูกพบในเวลาต่อมานั้น เธอถูกอันเดรใช้มีดจ้วงแทงไปตามร่างกายถึง 50 แผล จากนั้นก็ถูกมีดเฉือนเปิดหน้าอก และผ่าท้องควักไส้กับมดลูกจนทะลักออกมา


โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983 นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เริ่มจะเชื่อมโยงเหตุฆาตกรรมต่าง ๆ ได้ว่ามันน่าจะเกิดจากคนร้ายคนเดียวกันทั้งสิ้น เหล่าทีมสืบสวนจากมอสโควนำโดยพันตรีมิคาอิล เฟติซอฟร่วมกับนักสืบอีกถึง 10 นาย เริ่มตรวจสอบจากเหยื่อ 4 รายแรกก่อน โดยในเดือนมีนาคมพวกเขาก็เริ่มตั้งข้อสังเกตุว่าเหยื่อหลาย ๆ ราย มักจะถูกมีดเฉือนตัดบริเวณเบ้าตาออกไปเหมือน ๆ กัน

หลังจากที่อันเดรหยุดก่อเหตุไปเกือบเจ็ดเดือน ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1983 เขาก็ได้ลงมือสังหารเด็กสาวชาวอเมริกันวัย 15 ปีชื่อ "ลอร์ล่า ซาร์คิสยาน" ไปอีกศพ โดยร่างของเธอถูกพบในบริเวณทางรถไฟ ใกล้ ๆ กับเมืองเชคตี้

มาจนถึงเดือนกันยายน อันเดรได้ลงมือสังหารเหยื่อไปแล้วถึง 5 ศพ โดยแต่ละศพล้วนถูกสังหารในลักษณะใกล้เคียงกันทั้งหมด ซึ่งมาถึงตรงนี้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองถึงเพิ่งจะยอมรับกันว่า ตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญอยู่กับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเข้าเสียแล้ว เพียงแต่ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นตั้งข้อสงสัยไปว่า คนร้ายน่าจะลงมือสังหารเหยื่อเพื่อนำอวัยวะภายในไปขายแก่พวกนายทุน เพื่อนำอวัยวะเหล่านั้นไปขายต่อกับผู้ป่วยที่ต้องการ ไม่ก็เป็นพวกลัทธิซาตาน หรืออาจจะเป็นพวกโรคจิตเฉย ๆ และคนร้ายก็น่าจะเป็นพวกรักร่วมเพศ ไม่ก็เฒ่าหัวงู โลลิค่อน ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้พวกเขาเริ่มต้นการสืบสวนโดยการค้นหาคนร้ายจากประวัติผู้ป่วยจิตเภทในโรงพยาบาลต่าง ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ ตัดพวกที่สามารถยืนยันความบริสุทธิ์ตัวเองออกไปทีละคน

โดยตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1983 เป็นต้นมา มีชายหนุ่มมากมายล้วนถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร และถูกจับตัวไปสอบสวนเพื่อจะเค้นเอาความจริง ไม่ก็บังคับให้พวกเขายอมสารภาพด้วยวิธีการรุนแรงต่าง ๆ นา ๆ จนมีผู้ต้องสงสัยบางคนถึงกับทนการสอบสวนแนวนี้ไม่ไหว จนตัดสินใจคิดสั้นฆ่าตัวตายไปเสียให้พ้น ๆ ดีกว่าที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทรมานแบบนั้น แต่การสอบสวนแบบนี้ มันก็ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพบกับความจริงอีกอย่างหนึ่งว่า พวกเขาสามารถจับตัวคนร้ายในคดีอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมของอันเดรเลยมากถึง 1,000 คดี และมีฆาตกรจริง ๆ ยอมรับสารภาพถึง 95 คน และมีนักข่มขืนรับสารภาพว่าลงมือจริงมากมายถึง 245 คดี

สมแล้วที่ใคร ๆ ก็ให้สมญานามแก่ประเทศรัสเซียว่าเป็นกลุ่มประเทศจอมโหด ซึ่งอย่างไรแล้ว ถ้าเรารู้สึกว่าวิธีการสอบสวนของตำรวจรัสเซียมันดูคล้าย ๆ กับประเทศไหนแถว ๆ นี้ มันก็น่าจะเป็นเพราะพวกเราคิดกันไปเองเท่านั้นนะครับ

อย่างไรก็ดี แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถทำผลงานจับคนร้ายได้มากมาย แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าผู้คนเหล่านี้ล้วนไม่ใช่คนร้ายในคดีที่พวกเขากำลังตามหาอยู่ นั่นก็ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเดินหน้าหาตัวคนร้ายตัวจริงกันต่อไป


จนล่วงเลยมาถึงวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1983 คนร้ายก็ได้ก่อเหตุฆ่าชำแหละศพหญิงขายบริการอายุ 19 ปีชื่อ "เวียร่า เชฟคัน" ที่เมืองเชคตี้ โดยคาดกันว่าเวียร่าน่าจะเสียชีวิตมาก่อนหน้าประมาณสามวัน โดยวิธีการชำแหละศพที่เธอถูกกระทำนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจะโยงใยไปถึงกรณีฆาตกรรมก่อนหน้าได้เลย เพราะรูปแบบการฆ่านั้นเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก อย่างเช่นดวงตาของเหยื่อนั้นก็ไม่ได้ถูกคนร้ายควักออกไป จนสองเดือนถัดมาเด็กชายวัย 14 ปีชื่อ "เซอเกย์ มาร์คอฟ" ก็ถูกคนร้ายล่อลวงจากรถไฟไปสังหารที่บริเวณใกล้ ๆ สถานีโนโวเชรคาสค์ โดยศพของเขาถูกคนร้ายใช้มีดจ้วงแทงถึง 70 แผล และมีร่องรอยถูกมีดชำแหละศพที่บริเวณลำคอและหน้าอก


ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 1984 นั้น อันเดรก็ได้ลงมือสังหารหญิงสาวไปอีกสองรายที่บริเวณสวนสาธารณะรอสตอฟและสวนสาธารณะอาเวียเตอร์ ต่อมาวันที่ 24 มีนาคมเขาก็ได้ล่อลวงเด็กชายชื่อ "ดีมิทรี่ พทิชนิคอฟ" ไปจากร้านขายสแตมป์แถวโนโวชาคทินสค์ โดยในช่วงที่เขากำลังเดินอยู่กับเหยื่อนี้ ก็มีพยานแวดล้อมสามารถจำรูปพรรณของเขาได้ โดยศพของดีมิทรี่ถูกพบในสามวันต่อมา ซึ่งนอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เบาะแสหน้าตาคนร้ายแล้ว พวกเขาก็ยังสามารถแกะรอยเท้า คราบอสุจิและคราบน้ำลายของคนร้ายที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าของเหยื่อไปเป็นหลักฐานเพิ่มเติมได้อีกด้วย

ทาเทียน่า (แม่), สเว็ตลาน่า(ลูก) เปรโตสยา
พอมาถึงวันที่ 25 พฤษภาคม อันเดรก็ลงมือสังหารหญิงสาววัยรุ่นชื่อ "ทาเทียน่า เปโตรสยาน" กับลูกสาววัย 10 ปีของเธอชื่อ "สเว็ตลาน่า" ที่บริเวณป่านอกเมืองเชคตี้ โดยทราบภายหลังว่า ทาเทียน่านั้นรู้จักกับอันเดรมาหลายปีก่อนที่เธอจะถูกลวงไปฆ่า เดือนกรกฎาคมอันเดรก็สังหารเด็กหญิงไปอีกสามศพ โดยแต่ละศพมีอายุตั้งแต่ 19 ถึง 21 ปี ตามด้วยสังหารเด็กชายอายุ 13 ปีอีกศพ

เหยื่อหญิงสาวของอันเดรในช่วงปี ค.ศ. 1984
จนมาถึงหน้าร้อนของปี ค.ศ. 1984 อันเดรก็ถูกไล่ออกจากงานสเมียนของโรงงานด้วยข้อหาลักทรัพย์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และได้งานใหม่เป็นเสมียนเหมือนเดิมในที่ทำงานแถวรอสตอฟในวันที่ 1 สิงหาคม

"นาตาเลีย โกโลโซฟสกายา"
ผ่านไปเพียงวันเดียวอันเดรก็ฉลองงานใหม่ด้วยการสังหารหญิงสาวอายุ 16 ปีชื่อ "นาตาเลีย โกโลโซฟสกายา" ในสวนสาธารณะอาเวียเตอร์ อีกห้าวันต่อมาก็ล่อลวงหญิงสาวอายุ 17 ปีชื่อ "ลยุดมิล่า อเล็คเซเยวา" ไปสังหารแถวเขื่อนของแม่น้ำดอน หลังจากที่หลอกเธอว่าจะช่วยบอกทางลัดไปป้ายรถประจำทางให้ โดยลยุดมิล่านั้นถูกมีดเฉือนตามร่างกายถึง 39 แผล ก่อนที่จะถูกอันเดรหั่นและชำแหละศพจนเละเทะ ซึ่งภายหลังอันเดรได้สารภาพว่า เขาลองใช้มีดเฉือนเหยื่อ โดยไม่ให้เหยื่อบาดเจ็บจนถึงตายไปเรื่อย ๆ จนตัวเองพอใจ จากนั้นจึงค่อยลงมือสังหารเธอ


ซึ่งเช้าวันรุ่งขึ้นศพของเธอก็ถูกพบ และในไม่กี่ชั่วโมงถัดมา อันเดรก็นั่งเครื่องบินไปยังอุซเบกิซถานเพื่อไปทำงานต่อ และเดินทางกลับรอสตอฟในวันที่ 15 สิงหาคมพร้อมกับฆ่าหญิงสาวอายุ 10 ปีไปอีกคน และอีกสองสัปดาห์ต่อมา เขาก็ฆ่าเด็กชายอายุ 11 ปี พร้อมกับควักนัยตาของเหยื่อออกไปอีกหนึ่งราย ตามด้วยสังหาร "อิริน่า ลูชินสกายา" สาวบรรณารักษ์ ที่บริเวณสวนสาธารณะอาเวียเตอร์ในวันที่ 6 กันยายนไปอีกศพ



อีกสัปดาห์ถัดมา อันเดรถูกจับตัวได้เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้หญิงสาววัยรุ่นมาเป็นนกต่อ หลอกล่อให้คนร้ายมาติดกับที่บริเวณป้ายรถเมล์แถวรอสตอฟ โดยเขาถูกเจ้าหน้าที่บุกเข้าประชิดโดยไม่ทันตั้งตัว และหลังจากการตรวจค้นตามร่างกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบหลักฐานทั้งมีดและเชือกอยู่ในตัวของเขา และยังพบประวัติลักขโมยของในที่ทำงานเก่าอีก นั่นจึงทำให้นักสืบสามารถหาข้ออ้างในการจับกุมอันเดรเพื่อไปสอบสวนเบื้องต้นได้นานขึ้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเชื่อมโยงคำให้การของพยานในคดีต่าง ๆ ก็ล้วนแต่บ่งชี้ออกมาว่า อันเดรนั้นน่าจะเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยในหลายคดี แต่ผลเลือดของคนร้ายที่พบในอสุจิบนตัวของเหยื่อบางรายนั้น กลับไม่ตรงกับของอันเดร จึงทำให้เขาเพียงถูกมีชื่อเป็นผู้ต้องสงสัยเท่านั้น




แต่ด้วยตัวของเขามีคดีลักทรัพย์ในที่ทำงานเก่าติดตัวอยู่ จึงทำให้เขาถูกศาลพิพากษาโทษจำคุกไป 1 ปี แต่ก็ถูกปล่อยตัวเป็นอิสระในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1984 หลังจากที่ถูกขังไปเพียงสามเดือนเท่านั้นเอง

ซึ่งในช่วงเวลาที่เขาติดคุกอยู่นั้น สำนักงานอัยการรัสเซียได้พยายามเชื่อมโยงคดีฆาตกรรม 23 คดีเข้ากับตัวของอันเดรแล้วก็พบว่า เคยมีคดีหนึ่งที่พวกเขาน่าจะจับคนร้ายผิดตัวไปก่อนหน้าอีกด้วย เพียงแต่ตอนนี้อันเดรได้รับอิสระภาพไปเสียแล้ว

ต่อมาอันเดรก็ได้งานใหม่ในโรงงานผลิตหัวรถจักร เพราะที่นี่ไม่ได้ตรวจสอบประวัติความเป็นมาของเขามากเท่าไหร่นัก ซึ่งช่วงนี้อันเดรก็ไม่ได้ฆ่าใครอีกเลยจนกระทั่งถึงวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1985 เขาได้พบกับหญิงสาวอายุ 18 ปี ชื่อ "นาตาเลีย โพคลิชโตวา" ที่ชานชลาสถานีรถไฟใกล้ ๆ สนามบินโดโมเดโดโว โดยเธอถูกล่อลวงไปในป่า แล้วถูกอันเดรจับมัดเชือก จากนั้นก็ใช้มีดแทงเข้าไปถึง 38 แผล ตามด้วยใช้เชือกรัดคอจนเสียชีวิต
ซึ่งคดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าคนร้ายน่าจะกำลังเดินทางไปไหนสักที่ แล้วเกิดไปพบกับเหยื่อเข้า ซึ่งตัวของอันเดรเองก็เล่าในภายหลังว่า ตอนนั้นเขากำลังเดินทางด้วยรถไฟไปยังมอสโควจริง ๆ และอีกสี่สัปดาห์ต่อมาอันเดรก็ฆ่าสาววัยรุ่นชื่อ "อิริน่า กูลยาเอวา" ที่เมืองเชคตี้ไปอีกศพ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อมโยงทั้งสองคดีจากหลักฐานแวดล้อมแล้วก็พบว่า คนร้ายน่าจะเป็นคนเดียวกันแน่ ๆ


และในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1985 ผู้แทนพิเศษชื่อ "อิสซา คอสโตเยฟ" ก็ได้เดินทางมาดูแลคดีฆาตกรรมนี้ด้วยตัวเอง ทำให้คดีฆาตกรรมที่คล้าย ๆ กันก่อนหน้า ต้องถูกรื้อมาสืบกันใหม่ทั้งหมด ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เกิดการพิจารณารูปแบบการฆ่า ไปจนถึงวิธีการวิเคราะห์พฤติกรรมของคนร้ายกันใหม่ด้วย

อันเดรเองก็คอยตามข่าวการสืบสวนนี้อยู่ตลอดเช่นกัน และเขาก็รู้แล้วว่าตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพบเงื่อนงำอะไรเพิ่มบ้าง รวมถึงร่องรอยอสุจิที่เขาพลาดทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ และก็ยังวิเคราะห์ได้ว่า ถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาเยอะแยะ แต่มันก็ยังไม่มากพอจะระบุตัวคนร้ายได้ว่าเป็นใครได้อยู่ดี

ซึ่งเวลาก็ผ่านไปจนถึงวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1986 เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบศพเหยื่อเคราะร้ายในฟาร์มของเมืองบาเทยสค์ ในสภาพถูกชำแหละศพคล้าย ๆ กับคดีอื่น ๆ ที่เคยเกิดในช่วงปี ค.ศ. 1982 ถึง ค.ศ. 1985 ซึ่งเธอก็คือ "อิรินา โพโกรีเยโลวา" อายุ 18 ปี เธอทำงานเป็นเลขาในที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งนักสืบได้วิเคราะห์ว่า คนร้ายน่าจะสังหารเธอด้วยการลงมือเชือดคอ จากนั้นจึงชำแหละศพ และควักลูกนัยตาของเหยื่ออย่างระมัดระวังมากกว่าเหยื่อรายอื่น ๆ


จนมาถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.ศ. 1986 เหล่านักสืบก็วิเคราะห์ว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 มานั้น คนร้ายรายนี้น่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่นของโซเวียตแล้ว และยังได้เริ่มลงมือก่อคดีฆาตกรรมต่อไปอีก โดยในบางศพนอกจากจะถูกฆาตกรรมแบบเดียวกันแล้ว ก็ยังถูกคนร้ายใช้มีดตัดศรีษะจนขาดออกจากร่างเพิ่มอีกด้วย 
ยาวมาจนถึงปี ค.ศ. 1987 อันเดรก็ยังคงลงมือสังหารเหยื่อเป็นเด็กชายอายุ 12 ปี ชื่อ "โอเลก มาคาเรนอฟ" ด้วยการใช้อาหารเป็นตัวล่อ จากนั้นก็นำไปฆ่าทิ้งที่บริเวณป่าใกล้ ๆ สถานีรถไฟ ซึ่งศพของเด็กชายรายนี้กว่าจะถูกพบเวลาก็ล่วงไปถึงปี ค.ศ. 1991 แล้ว และในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันนี้ อันเดรก็สังหารเด็กชายชาวยูเครนชื่อ "อีวาน บิโลเวทสกี" อายุ 12 ปีที่เมืองซาโปริเชีย และวันที่ 15 กันยายน เขาก็ฆ่า "ยูริ เทเรโชน็อก" เด็กชายวัย 16 ปีในช่วงปิดเทอมที่ย่านชานเมืองเลนินกราดไปอีกศพ

ในปี ค.ศ. 1988 อันเดรได้ลงมือสังหารหญิงสาวไม่ทราบชื่อในเมืองคราสนี่ซูลินในเดือนเมษายน และเด็กชายอีกสองคนในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ด้วยวิธีการเดิม ๆ เพียงแต่เหยื่อหญิงสาวรายแรกนั้น ถูกอันเดรใช้มีดเฉือนเนื้อจมูกจนหลุดออกมาจากใบหน้า ตามด้วยแทงที่ร่างกายจนนับไม่ถ้วน จบด้วยการใช้แท่งคอนกรีดฟาดไปที่ร่างของเธอจนเสียชีวิต ซึ่งร่องรอยการทำทารุณกรรมกับผู้ตายก่อนสังหารรายนี้ ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับสับสนว่า เธอเสียชีวิตจากคนร้ายรายเดียวกันกับในคดีอื่น ๆ หรือไม่

สภาพเหยื่อที่ถูกตัดศีรษะ และเฉือนจมูก
โดยหลังจากสามศพนี้ อันเดรก็หยุดก่อเหตุไปพักหนึ่งจนถึงวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1989 เขาได้สังหารเด็กสาวอายุ 16 ปี ในอพาร์ทเมนท์ของลูกสาวตัวเอง โดยศพนี้อันเดรได้อำพรางศพของเหยื่อด้วยการนำศพไปซ่อนไว้ในท่อระบายน้ำ ซึ่งศพนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถวิเคราะห์เชื่อมโยงกับคดีอื่น ๆ ได้เลย และตั้งแต่เดือนพฤษภาคมมาจนถึงเดือนสิงหาคม อันเดรนั้นได้ทำการสังหารเหยื่อไปอีกสี่ศพ โดยสามศพแรกถูกสังหารที่เมืองรอสตอฟและเมืองเชคตี และมีอยู่คดีหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เบาะแสเป็นภาพถ่ายจากกล้องรักษาความปลอดภัย ในช่วงที่คนร้ายกำลังยืนพูดคุยอยู่กับเหยื่อ ซึ่งในสมัยนั้นเทคโนโลยีภาพถ่ายจากกล้องรักษาความปลอดภัยนั้นยังไม่มีความชัดมากพอจะระบุใบหน้าของคนร้ายเหมือนกับสมัยนี้ นั่นจึงทำให้อันเดรยังคงลอยนวลได้ต่อไป

จนถึงวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1990 อันเดรจับเด็กชายอายุ 11 ปีชื่อ "อันเดรย์ คราฟเชงโก" ที่กำลังยืนอยู่หน้าโรงหนังแห่งหนึ่งในเมืองเชคตี้ ด้วยการล่อลวงว่าจะพาไปดูหนังใหม่ที่บ้านของเขา โดยคราวนี้ อันเดรได้พาเหยื่อไปฆ่าทิ้งด้วยการใช้มีดแทงจนเสียชีวิต และถูกพบศพที่ป่าในเดือนถัดมา เจ็ดสัปดาห์ต่อมาอันเดรก็หลอกเด็กชายอายุ 10 ปีชื่อ "ยาโรสลาฟ มาคารอฟ" ไปฆ่าทิ้งแถวสถานีรถไฟรอสตอฟโบทานิคัลการ์เดนส์อีกศพ

ซึ่งคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1985 เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่สืบสวนก็เริ่มจะสับสนกับรูปแบบของคนร้ายที่เริ่มจะมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป บางศพก็เหมือนเดิม บางศพก็ถูกสังหารโหดขึ้น และบางศพก็ถูกสังหารด้วยวิธีการใหม่ ๆ ซึ่งบางทีการกระทำของคนร้ายอย่างอันเดรนั้น ก็อาจจะกำลังแสดงให้เหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจรู้ว่า คนร้ายคนนี้ไม่น่าจะเป็นคนโรคจิตธรรมดา ๆ และพวกเขาต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า คนร้ายอย่างอันเดรนั้นมีความฉลาดหลักแหลม พลิกแพลงการฆ่าไปมาอย่างช่ำชอง จนพวกเขาไม่สามารถจะตามรอยคนร้ายคนนี้ได้ง่าย ๆ เลย




พอถึงวันที่ 30 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบกับร่างของเด็กชายอายุ 16 ปีชื่อ "วาดิม โกรมอฟ" ที่สถานีรถไฟโดนเลสโคชซ์ ในสภาพถูกมีดแทงถึง 17 แผล แถมยังถูกตัดลิ้นและดึงเอานัยน์ตาข้างซ้ายออก ซึ่งศพของเขาน่าจะถูกสังหารในวันที่ 17 ตุลาคม ก่อนที่จะถูกพบในวันที่ 30 และในวันเดียวกันนี้ อันเดรก็ล่อลวงเด็กชายอายุ 16 ปีอีกคนหนึ่งชื่อ "วิคเตอร์ ทิชเชงโก" จากสถานีรถไฟคิรพิชนายา ไปสังหารในป่าที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งรายนี้ก็ถูกมีดแทงมากมายถึง 40 แผล เลยทีเดียว

ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1990 อันเดรก็ฆ่าชำแหละศพหญิงสาวอายุ 22 ปี ชื่อ "สเวตลานา โคโรสติค" ในป่าใกล้ ๆ กับสถานีรถไฟโดนเลสคอชซ์ ก่อนจะทิ้งศพของเธอแล้วเข้าไปล้างหน้าล้างมือเปื้อนเลือดที่สถานีรถไฟ ซึ่งการฆาตกรรมครั้งนี้เขาแต่งกายค่อนข้างจะผิดปกติจากผู้คนในย่านนั้นค่อนข้างมาก นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในบริเวณนั้น ตัดสินใจขอเข้าตรวจค้นเพื่อขอดูบัตรประจำตัว แต่ก็ไม่ได้ทำการจับกุมแต่อย่างใด เพราะตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเขาเพิ่งฆ่าคนมา แต่ชื่อของอันเดรก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวบันทึกลงในรายงานประจำวันเอาไว้แล้ว

จนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน ศพของสเวตลานา โคโรสติคก็ถูกพบ ซึ่งคราวนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนก็ได้ขอพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในจุดเกิดเหตุคนดังกล่าวมาสอบถาม และขอดูรายงานว่ามีใครที่ถูกบันทึกชื่อเพื่อขอตรวจค้นบ้างหรือเปล่า และด้วยเหตุนี้ทำให้เจ้าหน้าที่สืบสวนคดีได้พบชื่อของอันเดรรวมอยู่กับรายชื่ออื่น ๆ ในรายงานด้วย แต่ถึงขนาดนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนก็ยังไม่เอะใจอะไรเลย


จนกระทั่งพวกเขากลับไปตรวจดูรายชื่อผู้ต้องสงสัยในช่วงปี ค.ศ. 1984 ถึงปี ค.ศ. 1987 นั่นจึงทำให้ชื่อของอันเดร ชิกิตติลโลเริ่มเป็นที่สังเกตอีกครั้ง คราวนี้ประวัติการถูกดำเนินคดีของเขาในที่ทำงานเก่า ก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นจุดวิเคราะห์ถึงแหล่งที่เกิดคดีในช่วงนั้น จนสามารถปะติดปะต่อเหตุการณ์การฆาตกรรมในคดีที่คล้าย ๆ กันหลายคดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ว่าทุกคดีนั้นล้วนสอดคล้องกับแหล่งที่อยู่ของอันเดรในหลาย ๆ ครั้งจริง

จนเมื่อไล่เรียงประวัติของเขาย้อนกลับไปจนถึงช่วงยังเป็นอาจารย์สอนหนังสือในโรงเรียนมัธยม เจ้าหน้าที่สืบสวนก็ได้พบกับประวัติอันดีงามของเขา ที่เคยได้กระทำกับเด็กนักเรียนหญิงหลายคนก่อนจะถูกไล่ออกเพิ่มมาอีก

นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตัดสินใจสะกดรอยตามอันเดรตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งพวกเขาก็พบว่าอันเดรนั้นมักจะเดินทางด้วยรถไฟและรถประจำทาง และระหว่างทางก็มักจะพยายามเข้าไปพูดคุยกับเหล่าหญิงสาววัยรุ่น หรือแม้แต่เด็ก ๆ ที่เดินทางเพียงลำพัง และถ้ามีคนไหนที่ไม่ยอมพูดคุยกับอันเดร เขาจะหยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินไปคุยกับรายอื่นต่อไป

การสะกดรอยผ่านไปได้ 6 วัน จนมาถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน ในวันนี้อันเดรได้ออกจากบ้านพร้อมกับเหยือกใบใหญ่ จากนั้นก็เดินทางไปที่ร้านขายเบียร์แถว ๆ สวนสาธารณะ แล้วจึงจัดการเติมเบียร์จนเต็มเหยือก พอทุกอย่างพร้อมเขาก็เริ่มเดินไปรอบ ๆ สวนสาธารณะโนโวเชอร์คาสค์ โดยพยายามเดินเข้าไปพูดคุยกับเด็ก ๆ ที่พบตลอดทาง จนมาถึงหน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบสี่นาย จึงตัดสินใจเข้าควบคุมตัวอันเดรไปยังสถานีตำรวจทันที

หลังจากถูกจับ อันเดรก็บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า พวกเขาน่าจะจับตัวผิดคนแล้ว โดยอันเดรได้พยายามอธิบายว่า เขาเคยถูกจับตัวมาก่อนหน้าครั้งหนึ่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1984 ในคดีแบบนี้มาก่อน แล้วตอนนั้นเขาก็ถูกปล่อยตัวมาอยู่นี่แล้วไง แต่รอบนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ใช้หลักฐานแวดล้อมบนตัวของเขา ทั้งรอยแผลบนนิ้วมือที่ผลการตรวจสอบยืนยันว่า มันเกิดจากการถูกรอยฟันของใครสักคนกัด ซึ่งมันก็ไปตรงกับร่องฟันของวิคเตอร์ ทิชเชงโก้ ที่เป็นเด็กชายมีสุขภาพแข็งแรง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบร่องรอยการต่อสู้ในที่เกิดเหตุอย่างดุเดือดระหว่างเหยื่อกับเขา นั่นก็คือเศษเล็บมือของคนร้ายที่แตกหลุดออกมาจากนิ้ว ซึ่งมันก็สอดคล้องกับรอยบิ่นที่เล็บของอันเดรอีก และด้วยความที่เขาไม่ได้ทำการรักษาบาดแผลที่จุดนี้แต่อย่างใด มันก็เลยกลายเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ที่น่าจะสามารถมัดตัวอันเดรให้ดิ้นไม่หลุดได้แน่ ๆ

จากการตรวจค้นในตัวของอันเดร เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบกับมีดพับและเชือกยาวอีกสองขด ส่วนตัวอย่างเลือดของอันเดรก็ถูกเจ้าหน้าที่นำไปตรวจก่อนที่จะนำตัวของเขาไปฝากขังไว้ที่คุกของสำนักงานใหญ่ของหน่วยเคจีบีที่เมืองรอสตอฟ โดยที่นี่ก็ได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบอีกคนหนึ่ง ปลอมตัวเป็นผู้ต้องขังรวมอยู่ในห้องเดียวกัน เพื่อคอยล้วงความลับอื่น ๆ เพิ่มเติมออกมาให้ได้มากที่สุดอีกทาง



โดยในวันต่อมาซึ่งตรงกับวันที่ 21 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.1990 การสอบสวนอันเดรอย่างเป็นทางการก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยการนำของอิสซา คอสโตเยฟ หัวหน้าหน่วยสืบสวนนั่นเอง โดยครั้งนี้ได้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปลอมตัวเป็นคนร้ายเข้าไปล้วงความลับเพิ่มเติมเล่าว่า ในช่วงที่อยู่ในคุกนั้นเขาได้หลอกล่อให้อันเดรเชื่อว่าตัวเองน่าจะป่วย และต้องการแพทย์ดูแล ดังนั้นถ้าอันเดรรับสารภาพไปตรง ๆ เขาก็น่าจะสามารถรอดจากทุกคดีได้ง่าย ๆ แน่ ๆ ซึ่งแผนทั้งหมดนี้ก็ต้องลุ้นกันอีกว่า พวกเขาจะสามารถทำให้อันเดรรับสารภาพออกมาภายใน 10 วัน ก่อนที่เขาจะถูกปล่อยตัวไปตามกฏหมายของรัสเซียได้หรือไม่

โดยในวันนั้นผลเลือดของอันเดรก็ถูกรายงานออกมา ซึ่งคราวนี้ผลที่ถูกต้องก็ยืนยันว่าเลือดของเขานั้นไม่ตรงกับเลือดที่พบในอสุจิเหมือนกับคราวแรกอยู่ดี นั่นจึงทำให้เขาถูกเจาะเอาอสุจิไปตรวจสอบตรงๆ อีกครั้ง เพราะมันก็เป็นไปได้เช่นกันที่เลือดของคนเราจะสามารถเป็นคนละกลุ่มกับผลเลือดในอสุจิ
ในที่สุดผลการตรวจสอบอสุจิของอันเดรก็ออกมาตรงกันกับคราบอสุจิที่พบในที่เกิดเหตุจริง ๆ และจากการสอบสวนเค้นหาความจริง อันเดรก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างรัว ๆ ว่าเขาไม่ได้ฆ่าใคร รวมถึงเหตุการณ์ที่เขาเคยล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กนักเรียนในอดีตช่วงที่ทำงานเป็นอาจารย์ด้วย

แต่ทุกอย่างในการสอบสวนนี้มันก็เป็นหนึ่งในแผนการของเจ้าหน้าที่สืบสวน ที่จะทำให้อันเดรเกิดความมั่นใจว่าเขาสามารถดิ้นหลุดจากคดีได้แน่ ๆ ซึ่งอันเดรก็ถูกเค้นถามด้วยคำถามเดิม ๆ แบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาอีกหลายรอบ รวมถึงที่มาของการแอบวนกลับไปถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องคดีชำแหละศพของเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำอีก

"ดร. อเล็กซานเดอร์ บูคานอฟสกี"
จนถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน หลังการสอบเค้นจากเจ้าหน้าที่สอบสวนมาอย่างยาวนาน รอบนี้เขาก็ถูก "ดร. อเล็กซานเดอร์ บูคานอฟสกี" จิตแพทย์ผู้รวบรวมประวัติของเขามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 เข้ามาพูดคุยสอบถามเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง โดยแพทย์ได้ทำการอ่านประวัติก่อเหตุของคนร้ายที่ยังไม่สามารถหาตัวได้จำนวน 65 หน้า ให้เขาฟัง จนเวลาผ่านไปสองชั่วโมงอันเดรที่อ่อนล้ากับสิ่งที่ต้องเผชิญมายาวนานในช่วงถูกสอบสวนกว่า 9 วัน ก็ระเบิดน้ำตาออกมาพร้อมกับคำรับสารภาพกับจิตแพทย์ตรง ๆ ว่า เขานี่แหละเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดในคดีต่าง ๆ จริง


จนกระทั่งการสนทนาผ่านไปจนถึงตอนเย็นวันนั้น ดร.อเล็กซานเดอร์ก็ได้รายงานกับเจ้าหน้าที่สืบสวนว่า ตอนนี้อันเดรได้รับสารภาพทุกอย่างแล้ว และในวันต่อมาอิสซา คอสโตเยฟ หัวหน้าหน่วยสอบสวนของคดีผู้คิดแผนการหลอกล่อครั้งนี้ก็ได้เข้ามาสอบสวนอันเดรอีกครั้ง ซึ่งอันเดรก็ได้รับสารภาพทุกอย่างแต่โดยดีตามที่วางแผนเอาไว้ และมันก็ทำให้เจ้าหน้าที่สืบสวนกับตำรวจ สามารถปะติดปะต่อคดีฆาตกรรมจำนวนมากเข้าด้วยกัน จนสุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็มั่นใจว่าสามารถส่งฟ้องคดีได้แน่ ๆ

ซึ่งรายละเอียดหลาย ๆ อย่างที่อันเดรได้เล่าเอาไว้ถึงขั้นตอนการลงมือหลอกล่อเหยื่อนั้น หลาย ๆ รายเขาพยายามทำให้เหยื่อตายใจด้วยการเดินพูดคุยอย่างโรแมนติกไปจนถึงที่ลับตาคน ก่อนที่จะตัดบทเข้าสู่ความป่าเถื่อนลงมือฉุดเหยื่อเข้าป่า ฉีกเสื้อผ้า ข่มขืน แล้วสังหารเหยื่ออย่างเลือดเย็น และยังสารภาพว่าเขาได้ทำการดื่มเลือดของศพบางราย และหลาย ๆ รายที่ถูกเขามัดเชือกไว้ ก็เพราะเขาอยากจะทำให้เหยื่อไม่สามารถดิ้นรนได้ จากนั้นก็ค่อยใช้มีดเฉือนไปที่ร่างกายของเหยื่อเพื่อความหฤหรรษ์ไปเรื่อย ๆ และรอจนกว่าเหยื่อจะสิ้นใจ ส่วนการควักลูกนัยตาของเหยื่อออกมานั้น เขาทำไปเพราะเชื่อว่ามันจะทำให้เหยื่อไม่สามารถจำเขาได้ และตายไปโดยไม่สามารถไปฟ้องยมบาลว่าพวกเขาถูกใครฆ่า ซึ่งในปีถัดมาเขาก็ให้การเพิ่มว่า เขาจำความเชื่อนี้มาจากภรรยาคนแรกนั่นเอง

ส่วนร่องรอยของเหยื่อที่ถูกกัดหัวนมบ้าง ตัดอวัยวะเพศบ้าง หรือแม้แต่ร่องรอยของลิ้นที่ถูกตัดออกไปนั้น อันเดรสารภาพว่าเขาทำไปตอนช่วงที่กำลังข่มขืนเหยื่อ โดยเขาทำไปโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้  ซึ่งเขายังได้สารภาพเพิ่มอีกว่า ในหลาย ๆ รายที่เขาได้กัดอวัยวะต่าง ๆ นั้น จริง ๆ เขาได้ทำการเคี้ยวมันไปด้วย นั่นรวมไปถึงการกัดเคี้ยวมดลูกและลูกอัณฑะของเหยื่อบางราย ซึ่งเขาก็ได้คายทิ้งหลังจากที่ก่อเหตุเสร็จ และไม่ยอมรับว่าตัวเองได้กลืนกินอวัยวะเหล่านั้นลงไปแต่อย่างใด

ซึ่งในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้เอง เจ้าหน้าที่สอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นฆาตกรสังหารเหยื่อตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1982 จนถึงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1990 รวมทั้งสิ้น 34 ราย แต่ในวันต่อมาอันเดรก็รับสารภาพเพิ่มอีก 22 คดี ที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้รวมเอาไว้ เพราะบางคดีนั้นเกิดขึ้นอยู่นอกเมืองรอสตอฟโอบลาส บางคดีก็ไม่พบศพผู้เคราะห์ร้าย หรือแม้แต่คดีของเยเลน่า ซาโกตโนวา ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับคนร้ายไปประหารชีวิตผิดคนตั้งแต่สมัยก่อน เขาได้สารภาพในรายละเอียดที่มีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้นที่ทราบออกมาได้อย่างถูกต้อง รวมไปถึงอีกหลาย ๆ คดีที่ไม่ได้มีรูปแบบการฆ่าสอดคล้องกับเหยื่อรายอื่น ๆ เลย เขาก็ได้อธิบายออกมาอย่างหมดเปลือก

มาถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1990 อันเดรก็พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังสถานที่ก่อเหตุในคดีของอเล็กไซ โคโบตอฟ ที่ถูกสังหารตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 แล้วถูกเขาฝังเอาไว้ในป่าแถว ๆ ป่าช้าของเมืองเชคตี รวมถึงพาไปยังจุดทิ้งศพอีกหลาย ๆ ศพ ที่ไม่สามารถหาร่างของพวกเขาพบ จนทำให้ต่อมายอดตัวเลขของเหยื่อเคราะร้ายที่ถูกเขาสังหารแบบมีหลักนั้น ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 53 ศพ ซึ่งจริง ๆ เขาได้รับสารภาพเอาไว้มากถึง 56 ศพ เพียงแต่อีกสามศพนั้น ตัวของอันเดรก็ไม่สามารถหาร่างของผู้เสียชีวิตพบ

อันเดรถูกนำตัวไปขังไว้ที่คุกรอสตอฟออนดอน ในวันที่ 20 พฤศจิกายน เพื่อรอการพิจารณาคดีต่อไป


ในวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1991 นั้น ผลตรวจสอบสภาพทางจิตของอันเดรก็ออกมาว่า เขาป่วยเป็นโรคจิตเภท มีบุคลิกเป็นพวกชอบความซาดิสม์วิตถาร แต่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลได้โดยไม่ขัดต่อกฏหมายใด ๆ แต่ทีนี้สื่อก็กลับขุดประเด็นสมัยที่เขาเคยถูกจับตัวขึ้นศาลในสมัยก่อน แล้วกลับติดคุกไปเพียงแค่สามเดือนก็สามารถออกมาลอยนวลได้ว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ทางการถึงได้บกพร่องในการตรวจสอบคดีกันมากมายขนาดนี้ ซึ่งเรื่องนี้มันก็ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียหน้าไปบ้างพอสมควร แต่ก็สามารถกู้หน้าด้วยการนำตัวของอันเดรมาพิจารณาคดีได้ในวันนี้เช่นกัน

ในช่วงการพิจารณาคดีในชั้นศาลนั้นเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1992 เรียกได้ว่าคดีของอันเดร ชิกัตติลโลนี้ นับเป็นคดีแรกที่ทางการเปิดให้สื่อมวลชนเข้าทำข่าวทุกกระบวนการอย่างเปิดเผย เพียงแต่สภาพของคอกผู้ต้องหาในห้องพิจารณาคดีหมายเลข 5 ที่อันเดรยืนอยู่นั้น เขาถูกจับขังอยู่ในกรงเหล็กอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมันก็กลายเป็นว่า พวกสื่อหนังสือพิมพ์ พยายามเสนอข่าวจนน่ากลัวไปกว่าความเป็นจริง เช่นการให้สมญานามกับอันเดรว่าเป็นมนุษย์กินคนบ้าง เป็นคนบ้าบ้าง และได้นำภาพถ่ายของอันเดรที่ถูกโกนหัวมาประกอบจนดูน่ากลัว ซึ่งจริง ๆ แล้วสาเหตุที่เขาถูกโกนหัวมันก็เป็นเพราะว่าเขาเป็นเหาเท่านั้นเอง

โดยในสองวันแรกเป็นขั้นตอนการอ่านข้อกล่าวหาจากผู้พิพากษา โดยความยาวในสำนวนคดีนั้น ถึงกับทำให้ผู้พิพากษาเป็นลมกันเลยทีเดียว ซึ่งมันก็น่าจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับผู้บรรยายรายการในตอนนี้เช่นกัน โดยผู้พิพากษาได้บอกกับสื่อว่า สาเหตุที่เขาตัดสินใจเปิดให้นักข่าวสามารถเข้ามาทำข่าวได้อย่างเสรีนั้น ก็เพราะเขาอยากให้คดีของอันเดรเป็นกรณีศึกษา และต้องการให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายนั่นเอง

โดยในระหว่างการพิจารณาคดีนั้น อันเดรได้ตอบคำถามจากอัยการอย่างไม่สะทกสะท้านอะไร แต่จะมีอาการโกรธอยู่บ้างเมื่อเขาถูกถามว่าตัวเองได้ไปขโมยทรัพย์สิน หรือทำการขโมยอวัยวะส่วนใดไปบ้างหรือเปล่า โดยอันเดรเองก็ปฎิเสธที่จะตอบคำถามในเรื่องเกี่ยวกับรสนิยม หรือลักษณะของเหยื่อที่เขาชอบ ด้วยเหตุผลที่ว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เขาใช้ในการพิจารณเลือกจะฆ่าใครเลย

พออันเดรพยายามเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กที่เลวร้ายของเขาให้กับศาลทราบ เขากลับถูกผู้พิพากษาตวาดให้เขาหุบปากเสีย และยังตะคอกอีกว่า “แกมันไม่ได้บ้าสักหน่อย !!!”


เมื่อผู้พิพากษาสอบถามอันเดร เขาก็จะพยายามถามคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมาราวกับว่าเขายังไม่ได้คำตอบที่เขาต้องการ จนทนายของอันเดรต้องขอค้านในสิ่งที่เกิดขึ้น จู่ ๆ ผู้พิพากษากลับประกาศเลิกศาลไปดื้อ ๆ โดยให้เหตุผลว่าอันเดรไม่ยอมให้ความร่วมมือในการไต่สวน พอถึงตรงนี้อันเดรก็ถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง และตะโกนใส่ศาลว่ากำลังจะเล่นตลกหรือว่าอยากแค่ออกมากล่าวสุนทรพจน์กันแน่ ถึงไม่ยอมให้โอกาสเขาอธิบายอะไรเลย

จนเมื่อการพิพากษาดำเนินต่อไปในวันถัดมา อันเดรก็เริ่มร้องเพลงชาติรัสเซียตลอดเวลาจนไม่สามารถจะดำเนินการอะไรต่อได้ ศาลจึงสั่งหยุดการพิจารณาคดีไปก่อน แล้วส่งตัวเขากลับขังคุกต่อไป

วันที่ 21 เมษายน ทนายฝ่ายอันเดรก็ขอเบิกตัว ดร. อเล็กซานเดอร์แพทย์ที่จัดทำประวัติทางจิตของจำเลยมาให้ปากคำเกี่ยวกับผลการตรวจสอบทางจิตของอันเดร ศาลก็ปฏิเสธอีก จนทำให้หลังจากนั้น อันเดรเองก็ไม่ยอมตอบคำถามของศาล หรือแม้แต่ของทนายตัวเองเป็นเวลาติดต่อกันถึงสามวันเลยทีเดียว  และเรื่องนี้มันก็ได้ทำให้ศาลถึงกับต้องเลื่อนวันพิจารณาต่อไปอีกถึงสองสัปดาห์

ในวันที่ 13 พฤษภาคม อันเดรก็ถอนคำสารภาพของตัวเองในคดีฆาตกรรมหกคดี และกลับยืนยันว่าตัวเองได้สังหารเหยื่อในอีกสี่คดีที่ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในสำนวน โดยในวันเดียวกันนั้นทนายของอันเดรก็ได้ยื่นขอใช้ผลการตรวจทางจิตของอันเดรมาประกอบการไต่สวนอีกเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ถูกผู้พิพากษาเพิกถอนคำร้องไปอีกรอบ ซึ่งเรื่องนี้ถึงกับทำให้ทนายของอันเดรลุกขึ้นยืน และกล่าวตำหนิระบบการทำงานของศาลชุดนี้ว่าไม่มีความยุติธรรม ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ซึ่งทางอัยการเองก็ได้สนับสนุนกับคำตำหนินี้ และสิ่งนี้ก็ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาคดีในการพิจารณาครั้งต่อมา โดยให้เหตุผลว่าผู้พิพากษาท่านเดิมนั้นป่วยไม่สามารถทำหน้าที่ต่อได้



วันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1992 ดร. อเล็กซานเดอร์ก็ได้มีโอกาสยื่นผลการตรวจสอบสภาพทางจิตของอันเดรให้แก่ศาลในฐานะพยานคนหนึ่ง โดยตลอดสามชั่วโมงแพทย์ท่านนี้ได้อ่านผลการตรวจสอบร่วมกับนักจิตวิทยาอีกสี่ท่าน ซึ่งเรื่องนี้มันได้ทำให้ศาลสั่งเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปอีก

ในวันที่ 9 สิงหาคมทนายของอันเดรได้กล่าวปิดข้อคัดค้านเป็นเวลายาวนานถึง 90 นาที และทิ้งท้ายไว้ว่า ตัวของเขานั้นไม่สามารถจะเปลี่ยนความตั้งใจของศาล ที่ตั้งใจจะประหารชีวิตของอันเดรไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ก็อยากจะยืนยันต่อศาลว่า อันเดรลูกความของเขานั้นไม่น่าจะมีความผิด เพราะเขาเป็นคนวิกลจริตที่ก่อเหตุไปโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เท่านั้น

และวันต่อมาทางอัยการก็ได้กล่าวปิดข้อโต้แย้งและซักถามก่อนผู้พิพากษา โดยให้ข้อสังเกตทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่ว่าจะมีการยอมรับหรือปฏิเสธในคดีไหนไว้อย่างไร ตัวของอันเดรเองก็ได้ยอมรับในคดีฆาตกรรมไปกว่า 19 คดีแล้ว ซึ่งนั่นก็คงมากพอกับการร้องขอการพิจารณาโทษประหารให้กับเขา โดยในช่วงนี้ตัวของอันเดรต้องออกไปอยู่นอกห้องพิจารณาคดีตามประเพณีของศาลก่อน

หลังจากอัยการกล่าวจบ อันเดรก็ถูกนำตัวกลับมา โดยศาลได้สอบถามกับเขาว่ามีอะไรอยากจะพูดบ้างไหม พอมาถึงตรงนี้อันเดรกลับเงียบไม่พูดอะไรเลย นั่นจึงทำให้ศาลนัดวันพิพากษาคดีครั้งสุดท้ายเป็นวันที่ 15 กันยายน แต่ก็ถูกเลื่อนต่อมาจนเป็นวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1992 แทน พอผู้พิพากษากล่าวจบ ญาติของเหยื่อผู้เสียชีวิตถึงกับปาของแข็งบางอย่างเข้าไปที่หน้าอกของอันเดรอย่างแรง ก่อนที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะพยายามเข้าจับกุมตัวชายคนนั้น ท่ามกลางความโกลาหลของญาติคนอื่น ๆ ที่พยายามเข้ามาช่วยปกป้องเขา

เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

จนมาถึงวันที่ 14 ตุลาคม ศาลก็ได้พิพากษาให้อันเดรมีความผิดจริงในคดีฆาตกรรม 52 คดี จาก 53 คดี ให้ได้รับโทษประหารชีวิต รวมถึงมีความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศในสมัยที่ทำงานเป็นอาจารย์ช่วงปี ค.ศ. 1970 อีก 5 คดี และผู้พิพากษายังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าตำรวจ ที่ปล่อยให้อันเดรสามารถลอยนวลอยู่มาได้ยาวนานจนถึงปี ค.ศ. 1992 ซึ่งผู้พิพากษาไม่ได้หมายถึงเพียงตำรวจท้องที่ แต่ตำหนิไปถึงภาพรวมในการทำงานของการสืบสวนคดีนี้ทั้งหมด ว่ามีแต่ความประมาทไม่ยอมเอะใจในตัวของอันเดรเลยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 รวมไปถึงหน่วยสืบสวนที่สามารถหาหลักฐานจนจับตัวอันเดรได้ว่า มีการปกปิดเอกสารหลักฐานบางอย่างต่ออัยการ จนทำให้ศาลขาดข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ประกอบสำนวนได้ครบถ้วนอย่างที่ควรจะเป็น

และวันต่อมา ผู้พิพากษาก็ได้แจ้งผลการพิพากษาโทษ อันเดร ชิกัตติลโลอย่างเป็นทางการ ด้วยโทษประหารชีวิตร่วมกับจำคุกอีก 86 ปี ในคดีฆาตกรรม 52 คดี และคดีล่วงละเมิดทางเพศอีก 5 คดี

อันเดร ชิกัตติลโล ถึงกับเตะม้านั่งของเขาลอยข้ามคอกผู้ต้องหา ตามด้วยตะโกนถ้อยคำหยาบคายออกมา แต่อย่างไรก็ดีเมื่อเขาได้รับโอกาสให้พูดอะไรตอบกลับออกมาบ้าง เขาก็เริ่มสงบลงจนศาลย้ำอีกครั้ง เขาก็ยังคงเงียบต่อไป นั่นจึงทำให้ผู้พิพากษา อาคุบชานอฟ กล่าวปิดคดีออกมาว่า

“ด้วยความผิดอุกฉกรรจ์ที่ชายคนนี้ได้ก่อเอาไว้มากมาย มันทำให้ศาลไม่มีทางเลือกที่จะกล่าวเพียงประโยคเดียวที่เขาสมควรจะได้รับ นั่นก็คือ ศาลขอพิจารณาโทษประหารชีวิตให้กับเขา”

จากนั้นอันเดรก็ถูกพาตัวออกไปจากห้องพิจารณาคดี แล้วนำตัวไปขังไว้ที่คุกโนโวเชอรคาสค์เพื่อรอการประหารชีวิตต่อไป โดยตัวของอันเดรเองก็ได้พยายามยื่นขออุธรณ์คำพิพากษาอีกครั้ง แต่ก็ถูกเพิกถอนไปในช่วงหน้าร้อนปี ค.ศ. 1993

"พวกแกรวมหัวกันหลอกฉัน" อันเดรถึงกับรับไม่ได้กับผลกรรมที่ตัวเองก่อไว้
และต่อมาอันเดรก็พยายามยื่นคำร้องขออุธรณ์การพิจารณาคดีต่อศาลรัสเซียอีกเป็นครั้งสุดท้าย โดยยื่นคำร้องไปยังประธานาธิบดีบอริส เยลซิน แต่ก็ถูกเพิกถอนไปอีกในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1994

จนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994 อันเดรก็ถูกนำตัวไปประหารในห้องเก็บเสียงของคุกโนโวเชอรคาสค์ ด้วยการใช้กระสุนปืนยิงเพียงนัดเดียวเข้าไปทางด้านหลังของกกหู

เรื่องราวของอันเดร ชิกัตติลโล ถูกรวบรวมไปสร้างเป็นภาพยนต์หลายเรื่อง และเขียนออกมาเป็นหนังสือรวมไปถึงถูกนำไปเป็นพล็อตของนิยายอยู่หลายเล่ม อีกทั้งยังถูกนำมาทำเป็นสารคดีอีกหลายต่อหลายครั้ง

ภาพยนต์
  • The film Citizen X (1995) is directly based upon the murders committed by Andrei Chikatilo. Inspired by Robert Cullen's non-fiction book The Killer Department, Citizen X largely portrays the investigation of the "Rostov Ripper" murders through the experiences of Detective Viktor Burakov, in his efforts to ensnare the killer. This film casts Stephen Rea as Viktor Burakov, Jeffrey DeMunn as Andrei Chikatilo, Donald Sutherland as Colonel Mikhail Fetisov, and Max von Sydow as Dr. Alexandr Bukhanovsky.
  • The film Evilenko (2004) is loosely based upon the murders committed by Andrei Chikatilo. This film cast Malcolm McDowell as Andrei Evilenko and Marton Csokas as Inspector Lesev.
  • The film Child 44 (2015) is based upon the fiction novel Child 44 by British writer Tom Rob Smith, which was itself inspired by the Andrei Chikatilo case. The film was released in April 2015, and stars Tom Hardy as Leo Demidov, Joel Kinnaman as Vasili Nikitin, Noomi Rapace as Raisa Demidova, and Gary Oldman as General Timur Nesterov.
หนังสือ
  • Conradi, Peter (1992). The Red Ripper: Inside the Mind of Russia's Most Brutal Serial Killer. True Crime. ISBN 0-86369-618-X.
  • Cullen, Robert (1993). The Killer Department: Detective Viktor Burakov's Eight-Year Hunt for the Most Savage Serial Killer of Our Times. Orion Media. ISBN 1-85797-210-4.
  • Krivich, Mikhail & Olgin, Olgert (1993). Comrade Chikatilo: The Psychopathology of Russia's Notorious Serial Killer. Barricade Books. ISBN 0-942-63790-9.
  • Lourie, Richard (1993). Hunting The Devil: The Pursuit, Capture and Confession of the Most Savage Serial Killer in History. HarperCollins. ISBN 0-586-21846-7.
นิยาย
  • The fictional novel Child 44, written by Tom Rob Smith and released in 2008, was directly inspired by the case of Andrei Chikatilo. The events within the novel are set several decades earlier, during the Stalin era of the Soviet Union and immediately thereafter.
รายการโทรทัศน์
  • Criminal Russia: The Trail of Satan (1997). A documentary focusing on the case of Andrei Chikatilo that was broadcast on the Russian TV channel NTV.
  • Inside Story: The Russian Cracker (1999). A BBC documentary focusing upon the disproportionate number of serial killers in Rostov-on-Don in the years leading to and immediately following the collapse of the Soviet Union, and the efforts of Dr. Aleksandr Bukhanovsky to treat offenders. The case of Andrei Chikatilo is one of several included within this documentary
  • The Butcher of Rostov (2004). A 45-minute The Biography Channel documentary focusing upon the murders committed by Andrei Chikatilo. Viktor Burakov is among those interviewed for this documentary


เรื่องราวทั้งหมดของอันเดร โรมาโนวิช ชิกัตติลโลนี้ ทางมิติที่ 6 อยากให้เรามองไปที่การไว้วางใจคนแปลกหน้า ที่มักจะเดินผ่านเข้ามาในชีวิตของเราอยู่เสมอว่า ถ้าหากเราพบเจอใครในโอกาสที่ไม่น่าจะถูกต้องเข้ามาตีสนิท สัญญาว่าจะให้อะไรบางอย่างกับเรา มันก็ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านี้เขามีความจริงใจในสิ่งที่เขายื่นให้อย่างแน่นอน ดังนั้นจงอย่าปล่อยให้ตัวเองเดินตามเกมของคนพวกนี้ไปในที่ ๆ ลับตา จนไม่สามารถจะเรียกหาให้ใครเข้ามาช่วยเหลือได้จะดีเป็นที่สุด เพราะใครจะไปรู้ว่าเรากำลังอาจจะเดินไปสู่ความตาย เช่นเดียวกับเหยื่อของชายคนนี้ "อันเดร โรมาโนวิช ชิกัตติลโล"


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยาโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา Wikipedia และ Vk.com