ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 "อลิสซา เดย์เลน บุสตามันตี้" ฆาตกรเด็กนรกแห่งมิสซูรี่ !!!



ประโยคที่บอกว่า “ชีวิตวัยรุ่นนั้นมันช่างสั้นนัก อยากทำอะไรก็ควรจะรีบทำ ก่อนที่เราจะต้องเรียนจบแล้วออกไปทำงาน ดังนั้นจงเก็บเกี่ยวความสุขในช่วงเวลานี้กันให้มากที่สุด” ซึ่งมันก็หมายถึงการบอกให้เราใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นให้เต็มที่ ก่อนที่ช่วงเวลาดี ๆ แบบนี้มันจะจากเราไปตลอดกาล ถ้าสิ่งที่เราตัดสินใจทำนั้นมันคือสิ่งที่ดีมันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่เราก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำลงไปนั้นเช่นกัน
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปยังรัฐมิสซูรี่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อไปพบกับชีวิตวัยรุ่นของเด็กสาวอายุ 15 ปีคนหนึ่ง เด็กสาวที่มองจากภายนอกแล้วดูไม่น่าจะมีพิษภัยอะไร แต่ภายในใจของเธอนั้นใครจะไปคิดว่า เธอจะอยากใช้ชีวิตวัยรุ่นของเธอ ด้วยการอยากลองเป็นฆาตกรโรคจิตดูสักครั้ง

"อลิสซา เดย์เลน บุสตามันตี้" เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1994 เธออาศัยอยู่กับตาและยายที่โคลเคาน์ตี้ รัฐมิสซูรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสาเหตุที่ต้องอาศัยอยู่กับตาและยายนั้น มันก็เป็นเพราะว่าแม่ของเธอนำมาทิ้งไว้ที่นี่พร้อมกับน้องชายของเธออีก 2 คน จากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย ส่วนพ่อของเธอก็ไม่ได้อยู่ดูแลครอบครัว เพราะเขาเองก็กำลังติดคุกเนื่องจากไปก่อคดีอะไรบางอย่างจนถูกศาลจำคุกถึง 10 ปี

ด้วยภาวะทางครอบครัวที่ผิดปกตินี้ มันจึงทำให้อลิสซากลายเป็นเด็กเกเร ชอบทำร้ายตัวเองด้วยการใช้มีดคัตเตอร์กรีดไปตามร่างกาย เธอริสูบบุหรี่ทั้ง ๆ ที่อายุยังน้อย ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้เพียงแค่สูบมัน แต่ยังใช้มันจี้ไปตามร่างกายของตัวเองเพื่อความสะใจอีกด้วย

ในเมืองที่เธออาศัยอยู่ผู้คนที่รู้จักกับอลิสซานั้น ต่างก็มองว่าเธอเป็นเด็กเกเรมีปัญหา ซึ่งภายใต้คลิปภาพเบื้องหน้าของเธอที่แสดงออกมาตามโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นั้น ไม่มีใครเคยรู้ว่าเธอเคยพยายามฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดนั้นมันก็ได้ทำให้เธอต้องถูกส่งตัวไปบำบัดอาการทางจิตที่โรงพยาบาล โดยแพทย์ได้จัดยากล่อมประสาทให้กับเธอชุดใหญ่ เพื่อบรรเทาอาการของโรคซึมเศร้านี้


กับน้องชายในสายตาของเธอนั้น เธอมองเห็นเขาเป็นเหมือนของเล่น เธอมักจะชอบแกล้งอยู่เสมอ ซึ่งจะมีใครคิดว่าแท้ที่จริงแล้ว เธอมองน้องชายตัวเองไปไกลกว่านั้น เพียงแต่เธอยังไม่มีโอกาสที่จะทำในสิ่งที่เธอคิดได้เท่านั้นเอง

นอกจากนี้หากมองพฤติกรรมของอลิสซาจากภายนอก มันก็ดูเป็นเพียงชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ชอบสนุกสนานตามแบบที่ตัวเองต้องการ แต่ใครเลยจะรู้ว่าภายในใจของเธอนั้น มันมีความต้องการอะไรบางอย่าง ความต้องการที่เกินกว่าเด็กทั่วไปจะสามารถคิดได้ และสิ่งนั้นมันก็ได้ผลักดันออกมาจากความคิดของเธอ จนถึงขั้นตัดสินใจลงมือกระทำการออกมาจริง ๆ

ในช่วงปี ค.ศ. 2009 อลิสซาโตขึ้นจนมีอายุได้ 15 ปี ตอนนี้เธอเป็นวัยรุ่นแล้ว ซึ่งตามปกติชีวิตเด็กสาววัยรุ่นมันก็ต้องไม่พ้นการพบปะพูดคุยกันในหมู่เพื่อนที่โรงเรียน พอถึงวันศุกร์ก็ต้องหาเรื่องขออนุญาตพ่อแม่ไปเที่ยวบ้านเพื่อน ไปนั่งจับกลุ่มเม้าท์แตก จัดปาร์ตี้ชุดนอน หรือคุยเรื่องสัพเพเหระตามประสา

แต่สำหรับอลิสซาเธอกลับใช้เวลาช่วงเลิกเรียนวันสุดท้ายของสัปดาห์ ให้หมดไปกับการขุดหลุมในป่าของสวนหลังบ้าน ขุดจนได้ขนาดประมาณส่วนสูงของเด็กถึงสองหลุม พอขุดเสร็จเธอก็กลับเข้าบ้านนอน ตื่นขึ้นมาก็ใช้ชีวิตเหมือนปกติที่เธอเป็น นั่นก็คือเล่นอินเตอร์เน็ต อัพสเตตัสบนทวิตเตอร์ และถ่ายภาพตัวเองลงเฟซบุ๊ก

จนกระทั่งวันที่เธอรอคอยมาถึง นั่นก็คือช่วงเวลาตอนเย็นของวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 2009 เมื่อเพื่อนบ้านตัวน้อย ๆ อายุ 9 ปีของเธอ คือ "อลิซาเบธ โอลเท็น" กำลังเดินเข้าบ้านของตัวเองหลังจากที่ไปเที่ยวบ้านเพื่อน ซึ่งใครจะไปคิดว่าอลิซเบธที่เกือบจะเดินถึงบ้านอยู่แล้วนั้น จะสามารถหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ได้กลับไปเจอหน้าพ่อกับแม่ของเธอที่กำลังรออยู่ตลอดกาล

"อลิซเบธ โอลเท็น" เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

พ่อและแม่ของอลิซเบธที่กำลังรอการกลับมาของลูกสาวนั้น ต่างก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกตินี้ พวกเขารู้ดีว่าลูกสาวของพวกเขานั้นเป็นเด็กที่กลัวความมืดอย่างมาก และมันก็น่าจะทำให้อลิซาเบธไม่กล้าที่จะหนีเที่ยวจนมืดค่ำแบบนี้ พอเดินสอบถามชาวบ้านแถว ๆ นั้นก็มีบางคนบอกว่า เห็นอลิซเบธเดินอยู่แถวนั้นตอนช่วงประมาณหกโมงเย็น ซึ่งมันก็น่าจะเป็นช่วงที่เธอกำลังเดินทางกลับบ้านนั่นเอง บ้านของเธอกับบ้านเพื่อนมันก็ไม่ได้อยู่ไกลกันเท่าไหร่นัก แล้วนี่เธอหายไปไหนกันแน่ ?

คิดได้ดังนั้นพ่อและแม่ของอลิซเบธ จึงตัดสินใจโทรศัพท์แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม และพวกเขาก็เริ่มจะวิตกกังวลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เธอก็ยังไม่กลับบ้านเสียที มันน่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเธอแน่นอน ซึ่งนั่นก็ได้ทำให้ทุกคนในบ้านเริ่มออกตามหาตัวอลิซาเบทอย่างจริงจังอีกครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป โดยที่พวกเขาไม่ได้รู้กันเลยว่าจริง ๆ ทุกอย่างมันได้สายไปเสียแล้ว


ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ช่วยกันตามหาอลิซเบธไปตามที่ต่าง ๆ เช่นกัน โดยพวกเขาเองก็ได้เข้ามาตรวจสอบจนถึงเขตป่าท้ายบ้านของอลิสซาด้วย เพียงแต่มันก็ไม่มีอะไรผิดสังเกต ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลองทำการติดต่อหาตัวของเธอ จากการทดสอบส่งสัญญาณเพื่อหาพิกัดโทรศัพท์มือถือของอลิซเบธอีกทาง เผื่อบางทีมันอาจจะส่งสัญญาณตอบรับกลับมา และพวกเขาก็อาจจะพบจุดที่อลิซาเบธอยู่ก็เป็นได้

ซึ่งผลของการพยายามติดต่อนี้ทำให้พวกเขาพบว่า โทรศัพท์มือถือของเธอยังคงทำงานอยู่ และได้ส่งพิกัดตำแหน่งของมันระบุออกมาว่า ตอนนี้เจ้าโทรศัพท์เครื่องนั้นมันน่าจะตกอยู่ในป่าที่อยู่ในสวนท้ายบ้านของอลิสซานั่นเอง

ก่อนที่จะลงมือเข้าไปยังที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบทำการขอหมายค้นแล้วเดินทางไปยังบ้านของครอบครัวของอลิสซาทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึง พวกเขาก็ได้พบกับอลิสซาอยู่ภายในบ้าน พอพวกเขายื่นหมายค้นพร้อมกับขอตรวจสอบยังพื้นที่จุดต้องสงสัยนั้น อลิสซาก็สารภาพออกมาทันทีว่า เธอได้ทำการสังหารอลิซเบธแล้ว และได้นำศพไปฝังไว้ที่ป่าท้ายบ้านของเธอนั่นเอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอให้เธอพาไปยังจุดฝังศพทันที พอไปถึงพวกเขาก็ได้พบกับหลุมดินสองหลุม หลุมหนึ่งยังอยู่ในสภาพถูกขุดทิ้งไว้ ส่วนอีกหลุมดูแล้วเหมือนมันจะเพิ่งถูกกลบไปไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำเครื่องมือมาขุดหลุมที่เพิ่งถูกกลบไว้ทันที ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับศพของหนูน้อยอลิซาเบธถูกฝังอยู่อยู่ในสภาพน่าเวทนาเป็นอย่างมาก

ต่อมาอลิสซาได้ถูกนำตัวไปสอบสวนที่โรงพัก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถามเธอว่า เธอลงมือฆ่าอลิซเบธ โอลเท็นไปทำไม โดยคำตอบที่ออกจากปากของเธอมานั้นมันช่างแสนจะเรียบง่าย จนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สอบสวนเธอนั้นถึงกับอึ้ง

อลิสซาบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เธอทำทุกอย่างไปก็เพียงเพราะอยากจะรู้ว่า เวลาจะลงมือฆ่าใครสักคนนั้น มันจะมีความรู้สึกอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง

อลิสซาเมื่อตอนยังใช้ชีวิตปกติ

โดยอลิสซาเล่าต่อว่า เธอรอโอกาสที่จะได้ลงมือฆาตกรรมแบบนี้มาหลายวันแล้ว โดยวันนั้นเธอเห็นอลิซเบธกำลังเดินมาตามทางเดิน แล้วคิดว่านี่คือสิ่งที่เธอกำลังรออยู่ โดยเธอได้แอบซุ่มจู่โจมจับตัวอลิซเบธจากทางด้านหลัง จากนั้นก็ลงมือทุบตีเธอแล้วใช้มือบีบคอ เท่านั้นยังไม่สาแก่ใจ อลิสซาก็ยังใช้มีดปาดคอของอลิซเบธจนเสียชีวิตอีก พอทุกอย่างจบลงด้วยความทุลักทุเล อลิสซาก็โยนร่างของอลิซเบธลงไปในหลุมที่เธอขุดเตรียมเอาไว้ใกล้ ๆ กับป่าติดสวนหลังบ้านของเธอนั่นเอง

พอเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามถึงจำนวนของหลุมศพที่เธอได้ขุดไว้สองหลุมนั้น แท้ที่จริงเธอต้องการใช้มันเพื่อฝังร่างของใครกันอีกบ้าง ?

อลิสซาก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วเธอตั้งใจจะขุดหลุมทั้งสองหลุมนี้ไว้ เพื่อใช้ฝังร่างน้องชายทั้งสองคนของเธอ เพียงแต่อลิซเบธนั้นเดินผ่านมาในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดี อลิซซาก็เลยตัดสินใจลงมือกับเธอ และมันก็มีเหตุผลเพียงเท่านั้น

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาจากสิ่งที่เธอพูด ถ้าทุกอย่างนั้นมันคือเหตุผลจริง ๆ ของเธอ พวกเขาเองก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่า ถ้าการฆาตกรรมครั้งนี้ตำรวจไม่สามารถจะตามหาตัวคนร้ายพบอย่างรวดเร็วล่ะก็ อลิสซาจะต้องลงมือสังหารใครเพิ่มอีกสักคน แล้วนำมาฝังที่สวนหลังบ้านของเธออีกศพอย่างแน่นอน

นักจิตวิทยาได้อธิบายพฤติกรรมความคิดของอลิสซาว่า จุดสำคัญของเรื่องนี้มันก็คือความอยากรู้อยากเห็นของเธอ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป ที่เวลาอยากจะรู้เรื่องอะไรก็ต้องพยายามหาคำตอบนั้นด้วยตัวเอง เพียงแต่ถ้าเป็นคนที่มีสภาพจิตใจปกติ เขาก็คงจะไม่ลองหาคำตอบเรื่องนี้ด้วยการลงมือเป็นฆาตกรจริง ๆ เหมือนกับอลิสซา ซึ่งมันก็เป็นไปได้ว่าเธอเพียงต้องการรู้ความรู้สึกนี้จริง ๆ นั่นจึงทำให้เธอตอบออกมาแบบไม่มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนไว้เบื้องหลังเลย

ซึ่งในคนปกตินั้นจะต้องรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี แต่กับอลิสซานั้นไม่ใช่ เพราะจากการสอบสวนไปถึงชีวิตที่ผ่านมาของเธอนั้น ทางจิตแพทย์พบว่าเธอเคยมีสัญญาณของคนจิตผิดปกติมาก่อน เธอเคยพยายามจะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งหลายหน และก็ได้รับการรักษาด้วยยากล่อมประสาท เพราะหลังจากที่พยายามจะฆ่าตัวตายครั้งล่าสุดนั้น เธอได้ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลและแพทย์ลงความเห็นว่า เธอน่าจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ซึ่งเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ทราบมาจากเพื่อนสนิทของอลิสซามาว่า เธอเคยใช้คัตเตอร์ไล่ทำร้ายคนรอบข้างและเคยใช้มีดกรีดข้อมือตัวเอง โดยเพื่อนของเธอยังบอกอีกว่า อลิสซาเคยบอกกับเธอว่า เธอนั้นอยากจะรู้ความรู้สึกของการได้ฆ่าคนจริง ๆ ดูสักครั้ง


"เจนนิเฟอร์ เมเยอร์" เพื่อนสนิทของอลิสซาให้สัมภาษณ์

หลังจากตรวจสอบประวัติบนโลกออนไลน์ของอลิสซา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบว่าเธอนั้นได้เป็นสมาชิกบนเวบไซต์สังคมหลายแห่ง บนเฟซบุ๊กของเธอนั้นนำเสนอตัวเองว่าเป็นสาวน้อยสายเกเร บางภาพที่เธอโพสต์จะเห็นลักษณะการแต่งหน้าแบบแปลก ๆ เพราะที่ปากของเธอจะทาลิปสติกเลอะ ๆ จนดูคล้ายกับเลือดเลอะที่ปาก แต่งหน้าสไตล์แบล็คคาบูกิทา ขอบตาสีดำรูปดาว แถมยังทำท่าขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทำหน้าทำตาเหมือนไปโกรธใครมา ซึ่งจริง ๆ เธอน่าจะเจตนาให้มันดูเซ็กซี่เสียมากกว่า

ภาพโพรไฟล์ที่อลิสซาแต่งหน้าแปลก ๆ

ส่วนวีรกรรมของเธอนั้น คนทั้งเมืองก็ล้วนรู้ดีว่าเธอเป็นพวกเด็กเกเร ก่อเรื่องห่าม ๆ อยู่เสมอ ในทวิตเตอร์ของเธอก็มีข้อความเขียนเอาไว้ก่อนการฆาตกรรมว่า
“สิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุดในชีวิตนั้นก็คือ การได้รู้ว่าทำไมตัวเองต้องเจ็บปวดแบบนี้”
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบอีกว่า ในแอคเคาท์ยูทูป Okamikage ของเธอนั้น (ช่องปิดไปแล้ว ไม่ต้องหานะจ๊ะ) ได้เขียนอธิบายเกี่ยวกับตัวของเองว่า เธอมีงานอดิเรกคือ “การฆ่าคน” และ “การใช้มีดตัดสิ่งต่าง ๆ” โดยโปรไฟล์บนยูทูปนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบกับคลิปที่เธอถ่ายทำขึ้นมาหลายคลิป และหลาย ๆ คลิปก็จะเป็นสิ่งที่เธอถ่ายทำกับน้องชายในกิจกรรมพิเรนทร์ ๆ  เช่น คลิปที่เธอบอกให้น้องชายของเธอไปสัมผัสกับรั้วไฟฟ้า โดยเธอลองจับรั้วให้น้องของเธอดูก่อน หลังจากนั้นเธอก็ให้น้องชายลองทำตาม ผลก็คือน้องชายของเธอถูกไฟช็อตจนล้มลงไปกับพื้น จบด้วยเสียงหัวเราะของเธออย่างสะใจ ในคลิปได้เขียนข้อความเอาไว้ว่า
“หวังว่าทุกคนคงจะถูกใจ ที่ได้เห็นพวกเราเจ็บ”

คลิปข่าวของเธอในช่อง 2 ฟอกซ์ (18+... นะครับ)

ซึ่งอย่างไรแล้ว โพร์ไฟล์บนโซเชียลมีเดียของเธอทุกแห่ง ได้ถูกทางผู้ให้บริการลบทิ้งไปทั้งหมดแล้ว และถ้าหากท่านผู้ชมลองค้นหาแล้วยังสามารถพบโพรไฟล์ของเธออยู่ นั่นก็หมายความว่าโปรไฟล์ทั้งหมดนั้นก็คือโปรไฟล์ปลอม ที่ถูกสร้างขึ้นในภายหลังทั้งสิ้น

พอสอบถามว่าตอนนี้อลิสซาอาศัยอยู่กับใคร เธอก็ตอบว่าเธอนั้นอาศัยอยู่กับตาและยาย แม่ของเธอก็เพิ่งจะทิ้งเธอไป และยังมีประวัติเคยติดคุกมาก่อน แถมยังเคยถูกตำรวจจับข้อหาเมาแล้วขับอีกด้วย ส่วนพ่อของเธอก็ทำความผิดบางอย่างจนต้องติดคุกถึง 10 ปี และพอนับช่วงเวลาถอยหลังกลับไปก็พบว่า ช่วงที่อลิสซาได้ถือกำเนิดขึ้นมานั้น ก็เป็นช่วงที่คุณแม่ของเธอยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น นั่นก็หมายความว่าอลิสซานั้นเป็นผลผลิตของพ่อและแม่ที่มีลูกกันก่อนเวลาอันควรนั่นเอง


หลังจากอลิสซาถูกจับกุมตัวในข้อหาฆาตกรรมอลิซเบธ เธอก็ได้ปรากฏตัวในศาลเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009 โดยผู้พิพากษาได้พิจารณาคดีกับเธอในฐานะของผู้ใหญ่ที่กระทำความผิด โดยไม่สนว่าในขั้นสอบสวนก่อนหน้านี้ เธอได้รับสารภาพทันทีรวมถึงได้พาเจ้าหน้าที่ไปยังจุดฝังศพ ราวกับยังไม่รู้เดียงสาอะไรเลยก็ตาม

ซึ่งสาเหตุที่คณะลูกขุนตัดสินใจจะพิจารณาคดีของอลิสซา ในฐานะเดียวกันกับการพิจารณาคดีของผู้ใหญ่นั้น ก็เพราะพวกเขาล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า อลิสซานั้นตัดสินใจก่อคดีฆาตกรรมด้วยตัวเอง และยิ่งพิจารณาจากขั้นตอนการเตรียมการ ไปจนถึงขั้นตอนการลงมือสังหารด้วยแล้ว มันก็ยิ่งทำให้แน่ใจว่า อลิสซานั้นได้ลงมือวางแผนการสังหารมาอย่างดี และตั้งใจจะก่อเหตุฆาตกรรมอย่างแน่วแน่ ซึ่งสิ่งนี้ดูยังไง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องของเด็กเล่นพิเรนทร์เลยแม้แต่น้อย

โดยในขณะที่เธอถูกจองจำอยู่นั้น มีรายงานว่าอลิสซาได้พยายามทำร้ายตัวเองด้วยการใช้ปลายเล็บเฉือนไปตามร่างกาย ซึ่งอาการนี้ก็ถือเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้าอย่างหนึ่งเช่นกัน โดยหลังจากนั้น เธอก็ถูกเจ้าหน้าที่จับตาดูตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ฆ่าตัวตาย และต่อมาทนายของอลิสซาก็ได้ร้องขอต่อศาล เพื่อให้ส่งตัวของเธอไปประเมิน และบำบัดสภาพจิตใจที่โรงพยาบาลก่อนจะดำเนินการใด ๆ ต่อไป


ซึ่งนั่นก็ทำให้การพิจารณาคดีของเธอ ต้องเลื่อนมาจนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 โดยศาลยังคงพิจารณาคดีกับเธอในรูปแบบเดียวกันกับการพิจารณาคดีผู้ใหญ่เช่นเดิม และตลอดเวลาในการพิจารณาคดีนั้น อลิสซาก็ไม่ได้แสดงทีท่าอะไรออกมาเลย

การพิจารณาคดีของเธอก็ยังคงดำเนินต่อมาจนถึงวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 2012 ซึ่งครั้งนี้เธอได้ถูกเพิ่มระดับของข้อหาขึ้นเป็นการฆาตกรรมให้ผู้อื่นเสียชีวิตด้วยการใช้อาวุธอีก

อลิสซาในวัย 18 ปีตอนนี้ ถูกอัยการเบิกสำนวนข้อกล่าวหาว่าเธอได้ทำการฆาตกรรมอลิซเบธอย่างเลือดเย็น โดยวิธีการใช้มีดปาดคอของเหยื่อ จากนั้นก็บีบคอจนเสียชีวิตด้วยมือทั้งสองข้าง ซึ่งทนายของเธอก็พยายามคัดค้านในการกล่าวหานี้ว่า อัยการพยายามใช้ถ้อยคำที่ดูน่าสยดสยอง เพื่อจูงใจให้คณะลูกขุนมองอลิสซาเป็นดังปีศาจร้าย


และทนายก็ได้พยายามบอกกับศาลว่า ตัวของอลิสซาในช่วงนั้นได้รับยากล่อมประสาทมาตลอด ตั้งแต่หลังเข้ารับการบำบัดอาการฆ่าตัวตายตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2007 ซึ่งมันก็เป็นช่วงก่อนที่เธอจะลงมือสังหารอลิซาเบธเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น และยังได้พยายามนำเสนอแง่มุมชีวิตที่ย่ำแย่ของเธอ ไม่ว่าจะการมีพ่อที่ติดคุกและแม่ที่ทิ้งเธอไป และชี้นำว่าสิ่งเหล่านี้มันก็น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อลิสซา มีความผิดปกติทางสภาพจิตใจจนก่อเหตุฆาตกรรมอลิซเบธขึ้นมานั้นเอง

โดยในครั้งนี้ทางทนายได้เบิกตัวจิตแพทย์ เพื่อแจ้งรายงานทางสภาพจิตใจของอลิสซาเพิ่มเติมว่า จิตใจของเธอนั้นได้รับความเสียหายและมีปัญหาทางสภาพอารมณ์ มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ มีความว้าเหว่ อารมณ์ไม่มั่นคง ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ และยังพบร่องรอยบาดแผลจากมีดคัตเตอร์ที่เธอได้ทำร้ายตัวเองมากกว่า 300 แผล รวมถึงร่องรอยการใช้บุหรี่จี้ไปตามตัวอีกหลายจุด และจิตแพทย์ก็ยังได้นำเสนอไดอารี่ของอลิสซา ที่เขียนเอาไว้ในช่วงหลังจากก่อฆาตกรรมให้ศาลรับทราบ โดยเธอเขียนเอาไว้ว่า
"ฉันรัดคอและปาดคอของพวกเขาไปแล้ว ตอนนี้เขาตายแล้ว ฉันไม่รู้ว่าบรรยายกาศที่รู้สึกตอนนี้มันคืออะไร มันสุดยอดไปเลย ประมาณว่า...โอ้พระเจ้า..ไม่น่าเชื่อ... นี่มันดีมาก ๆ เลย ฉันรู้สึกกังวลจนตัวสั่นไปหมด เอาล่ะ ..ฉันควรจะต้องไปโบสถ์ซะแล้ว lol”
ในวันถัดมาของการพิจารณาคดี อลิสซาก็สติหลุดร้องไห้ออกมาเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดี เนื่องจากอัยการได้ร้องขอให้ศาลพิพากษาโทษจำคุกตลอดชีวิตให้กับเธอ อลิสซาถึงกับยืนก้มหน้ามองไปบนพื้นตลอดเวลา ซึ่งนอกจากเธอที่ร้องไห้อย่างหนักแล้ว ตากับยายของเธอที่มาดูการพิจารณาในวันนี้ก็ล้วนร้องไห้ออกมาด้วยเช่นกัน ต่อมาผู้พิพากษาก็ได้นัดวันตัดสินคดีในวันรุ่งขึ้น โดยคุณยายของอลิซเบธเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายนั้นได้ตะโกนขึ้นมาว่า
“เอามันออกจากคุกวันไหน ฉันก็จะเอาศพหลานฉันออกมาจากสุสาน วันนั้น !!!”
คุณยายของอลิซเบธ โอลเท็น เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย


ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 อลิสซาได้พูดร้องขอเพื่อตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายว่า...

“ถ้าฉันสามารถทำให้เธอกลับมาได้ ฉันก็จะทำ”
และต่อหน้าญาติ ๆ ของอลิซเบธ โอลเท็นนั้น อลิสซาได้กล่าวกับพวกเขาว่า

“ฉันอยากจะบอกว่าฉันขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันขอโทษจริง ๆ”
โดยต่อมาศาลได้พิจารณาโทษให้จำคุกตลอดชีวิต แต่ให้รอลงอาญาไว้ก่อน โดยตอนนี้เธอยังคงถูกจองจำอยู่ในคุกมิสซูรี่ต่อไป โดยไม่มีกำหนดว่าจะถูกปล่อยตัวออกมาอีกทีเมื่อใด

ซึ่งเรื่องราวของอลิสซา บุสตามันตี้นี้ มิติที่ 6 ก็อยากจะให้พวกเรามองถึงชีวิตวัยรุ่นที่เป็นดังผ้าขาว ที่พร้อมจะถูกย้อมสีอะไรก็ได้ที่ตัวเองชอบ และอยากให้เราคิดถึงความเจ็บปวดจากชีวิตที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน เราก็ไม่ควรจะบำบัดมันด้วยความเจ็บปวดหรือความรุนแรงนะครับ เพราะถึงอดีตเราจะเลวร้ายปัจจุบันจะย่ำแย่ แต่อนาคตของเรานั้นยังสามารถเลือกสิ่งดี ๆ ให้มันเข้ามาในชีวิตได้ ซึ่งเราทำได้ด้วยการคิดดี ทำดี และไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากตรงหน้า อย่าได้คิดตัดสินใจใด ๆ ที่จะทำให้เราต้องเดินทางผิด เพราะถ้าตัวเราพลาดพลั้งไปเพียงครั้งเดียว มันก็อาจจะทำให้ทั้งชีวิตของเรา ต้องพังลงไปโดยไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้ ดังเช่นชีวิตของเธอ "อลิสซา เดย์เลน บุสตามันตี้"


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
Encyclopedia Dramatica - Alyssa Bustamante
OWLCATION - Murderous Children Alyssa Bustamante