ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ไอลีน โวร์โนส ฆาตกรต่อเนื่องหญิงสุดโหดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา !!!




เธอมีพ่อที่ตายในคุก เธอมีแม่ที่ทิ้งเธอไป เธอถูกข่มขืนจนตั้งท้องตั้งแต่วัยรุ่น เธอใช้ร่างกายของเธอแลกกับเหล้า บุหรี่ และยาเสพติด จนในที่สุดเธอก็กลายมาเป็นฆาตกรต่อเนื่องสุดโหดอีกคนในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา

เปิดชมบนยูทูป
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อไปรู้จักกับชีวิตของฆาตกรต่อเนื่องคนหนึ่ง ฆาตกรหญิงสุดโหดที่โลกใบนี้ควรจะต้องจารึกชื่อของเธอเอาไว้ !!!



"ไอลีน โวร์โนส" หรือชื่อเดิมคือ "ไอลีน แครอล พิทท์แมน" เธอเกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1956 พ่อของเธอคือ ลีโอ เดลล์ พิทท์แมน ส่วนแม่ของเธอคือ ไดแอน โวร์โนส

"ไอลีน" ในวัย 1 ขวบ

ไอลีนได้ถือกำเนิดขึ้นมาในโรเชสเตอร์ รัฐมิชิแกน ในช่วงที่พ่อแม่ของเธอได้แต่งงานกันนั้น แม่ของเธอมีอายุเพียง 14 ปี ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด สองปีต่อมาเธอก็ควรจะได้เกิดมาเห็นหน้าตาพ่อและแม่ของเธออย่างพร้อมหน้า แต่ทว่าความจริงอันโหดร้าย มันก็ได้ทำให้พ่อกับแม่ของเธอต้องแยกทางกัน ก่อนที่ไอลีนจะได้ลืมตาดูโลกเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้นเอง แต่อย่างน้อยเธอก็ยังได้เห็นหน้าแม่ และคีธพี่ชายที่อายุแก่กว่าเธอเพียงปีเดียว

"คีธ" พี่ชายของไอลีน

ไอลีนจึงไม่เคยได้เจอหน้าพ่อของเธอเลย จริง ๆ ต้องพูดว่าพ่อของไอลีนนั้น ไม่มีทางที่จะรู้ว่าเธอเกิดวันไหน หรือหน้าตาเป็นอย่างไรเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าพ่อของเธอนั้นป่วยเป็นจิตเภท ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหาทารุณกรรมทางเพศกับเด็ก และสุดท้ายเขาก็แขวนคอตายในคุกไปตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1969  หลังจากที่พยายามฆ่าตัวตายในคุกหลายต่อหลายครั้งนั่นเอง

ลีโอ เดลล์ พิทท์แมน (พ่อ)

กลับมาที่ชีวิตของไอลีน โวร์โนส ในช่วงที่เธออายุ 4 ปี แม่ของเธอก็ได้ทิ้งเธอและพี่ชายไป ปล่อยให้อยู่กับลอวรี่ และบริต้า โวร์โนส ซึ่งเป็นคุณตาและคุณยายเป็นผู้เลี้ยงดู เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1960

ไดแอน โวร์โนส (แม่)

พอไอลีนอายุ 11 ปี เธอและพี่ชายก็เริ่มเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไอลีนใช้ร่างกายของตัวเองแทนเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับบุหรี่ อาหาร และยาเสพติด อีกทั้งยังไปมีอะไรกันเองกับพี่ชายตัวเองอีก โดยในภายหลังไอลีนก็ได้เล่าชีวิตภายใต้การดูแลของตาและยายเพิ่มขึ้นด้วยว่า ตาของเธอมักจะลงมือกระทำความรุนแรงทางเพศต่อเธอ ด้วยการสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าออกก่อนจะลงมือทุบตีในสภาพแบบนั้น จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1970 ไอลีนก็ตั้งท้อง ซึ่งเธอเล่าว่าเธอน่าจะท้องกับเพื่อนของคุณตา ที่แวะมาข่มขืนเธอที่บ้านนั่นเอง และในที่สุดลูกชายของเธอก็คลอดออกมา ไอลีนจึงได้สถานะเป็นแม่ม่ายตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1971 ซึ่งต่อมาเธอก็จำเป็นจะต้องส่งลูกชายคนนี้ให้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก เพราะอายุของเธอนั้นเพียง 14 ปี ซึ่งยังไม่มีวุฒิภาวะที่จะดูแลใครได้

"ไอลีน" ในวัย 12 ปี

ต่อมาไอลีนต้องดรอปการเรียน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่คุณยายของเธอเสียชีวิตลงด้วยโรคตับ ไอลีนในวัย 15 ปีตอนนี้ ก็ได้ถูกคุณตาของเธอไล่ออกจากบ้าน ทำให้ชีวิตของเธอตอนนี้ต้องพยายามยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ด้วยการออกไปอาศัยอยู่ในป่าใกล้ ๆ บ้านของตาและยาย

เพิงเล็กๆ ที่เธอใช้อาศัยอยู่ในป่า

โดยในวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 ไอลีนในวัย 18 ปี ก็ได้ถูกจับที่เจฟเฟอร์สันเคานตี้ รัฐโคโลราโด ในข้อหาขับรถในสภาพไม่พร้อม เนื่องจากขับรถฉวัดเฉวียนพร้อมกับใช้ปืน .22 ยิงขณะขับรถไปด้วย โดยเธอถูกจับกุมในขณะที่กำลังพยายามจะหลบหนีแต่ก็ไม่สำเร็จ

เวลาชีวิตของเธอก็ได้ผ่านมาเรื่อย ๆ จนถึงช่วงปี ค.ศ. 1976 ไอลีนได้โบกรถเพื่อขอเดินทางไปยังรัฐฟลอริดา ที่นั่นเธอได้พบกับชายวัยกลางคนอายุ 69 ปีคนหนึ่ง เขาคือ "ลูอิส แกร็ทซ์ เฟลล์" เป็นประธานสโมสรเรือยอทช์ ซึ่งลูอิสได้ขอไอลีนแต่งงานในปีนั้นนั่นเอง งานวิวาห์ของพวกเขากลายเป็นข่าวใหญ่ในคอลัมน์ข่าวสังคมของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตอันเลวร้ายของเธอน่าจะจบลงด้วยดี มีสามีการงานมั่นคงและมีหน้ามีตาในสังคม

ไอลีนและสามี (ลูอิส แกร็ทซ์ เฟลล์)

แต่ทว่าความจริงแล้ว ไอลีนกลับยังคงหลงไหลในชีวิตเส็งเคร็ง เธอยังคงวนเวียนท่องเที่ยวยามราตรี เมาไปวัน ๆ อยู่ตามบาร์ท้องถิ่น เดินเข้าออกคุกราวกับมันเป็นโรงแรมค้างคืน กลับบ้านมาก็มีเรื่องกับสามีอีก โดยเธอใช้ต้นอ้อยฟาดใส่สามีไม่ยั้ง จนเรื่องนี้มันทำให้ลูวอิสถึงกับขอตัดขาดความสัมพันธ์ ซึ่งไอลีนเองก็ไม่ง้อ เธอเดินทางกลับไปมิชิแกนทันที

"ไอลีน" ช่วงอายุประมาณ 20 ปี

พอกลับมาถึงมิชิแกนในวันที่ 14 กรกฏาคม ค.ศ. 1976 เธอก็ถูกจับที่แอนทริมเคาน์ตี้ ข้อหาอาละวาดปาลูกบิลเลียตสีขาวใส่ศีรษะของบาร์เทนเดอร์ และสามวันต่อมาคีธพี่ชายของเธอก็มาเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งในหลอดอาหารอีก แต่เรื่องนี้มันก็ได้ทำให้ไอลีนได้รับเงินประกันชีวิตของเขามาใช้มากถึง 10,000 เหรียญเลยทีเดียว

ต่อมาในวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1976 ไอลีน และลูวอิสผู้เป็นสามี ก็ได้ประกาศยกเลิกสถานะสมรสอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้ประกาศแต่งงานไปเพียง 9 สัปดาห์ และในเดือนสิงหาคมไอลีนก็ถูกตำรวจปรับเงินไป 105 เหรียญในข้อหาเมาแล้วขับ โดยค่าปรับนั้นเธอก็ใช้เงินมรดกจากพี่ชาย และสองเดือนต่อมาเธอก็ใช้เงินนั้นซื้อรถยนต์หรูคันใหม่ ด้วยการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่มันก็เลยทำให้ชีวิตของไอลีนต้องตกอับลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน


โดยในวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1981 ไอลีนก็ถูกจับกุมที่เอดจ์วอร์เตอร์ รัฐฟลอริดา ข้อหาปล้นอาวุธปืนจากร้านสะดวกซื้อ ซึ่งนอกจากปืนแล้วเธอก็ยังขโมยเงิน 35 เหรียญกับบุหรี่อีกสองซอง ซึ่งผลของการจับกุมครั้งนี้ ทำให้เธอถูกพิพากษาจำคุกในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1982 และถูกปล่อยตัวออกมาในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1983

ต่อมาวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1984 ไอลีนก็ถูกจับอีกครั้ง ในข้อหาปลอมแปลงเช็คธนาคารคีย์เวสท์ และในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1985 เธอก็สามารถนำชื่อของตัวเอง เข้ามาร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยในคดีปล้นอาวุธปืนที่พาสโกเคาน์ตี้ เพราะประวัติอันดีงามที่ผ่านมานั่นเอง

ไอลีนในช่วงที่ถูกจับที่ฟลอริดา

ล่วงเลยมาจนถึงวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1986 ไอลีนถูกจับในไมอามี่ข้อหาขโมยรถยนต์ ขัดขืนการจับกุม และไม่ให้ความร่วมมือในกระบวนการยุติธรรมในช่วงที่ศาลขอทราบชื่อคุณป้าของเธอ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐไมอามี่ได้พบปืน .38 คาลิเบอร์ รีโวลเวอร์ พร้อมกล่องใส่กระสุนปืนอยู่ในรถที่ขโมยอีก และหลังจากถูกปล่อยตัวมาไม่นาน ในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1986 หน่วยนายอำเภอได้จับตัวไอลีนมาสอบสวนอีกครั้ง หลังจากที่มีชายคนหนึ่งอ้างว่าในช่วงที่กำลังทำอะไรอยู่ด้วยกันกับเธอนั้น เธอได้แอบขโมยปืนไปจากรถของเขา และยังใช้มันขู่เพื่อเอาเงินเขาไปอีก 200 ดอลล่าห์ โดยครั้งนี้เจ้าหน้าก็ได้พบหลักฐานเป็นปืน .22 พร้อมเครื่องกระสุนเก็บไว้ในกระเป๋าอีกเพียบ ซ่อนอยู่ใต้เบาะที่นั่งรถยนต์ของเธอ

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนอกจากคดีที่เธอสร้างสมเอาไว้แล้ว ไอลีนก็ยังได้พบกับ "ไทเรีย มัวร์" หญิงสาวที่ทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในโรงแรมแห่งหนึ่ง โดยพวกเธอพบกันที่บาร์เกย์ชื่อเดย์โทน่า ต่อมาทั้งคู่ก็ได้ตัดสินใจย้ายมาอยู่ร่วมกัน ซึ่งไอลีนได้หาเงินมาใช้จ่ายในช่วงนี้ด้วยการขายบริการทางเพศ

"ไทเรีย มัวร์" แฟนสาวของไอลีน

ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1987 เจ้าหน้าที่ตำรวจของชายหาดเดย์โทน่า ก็ได้เข้าควบคุมตัวไอลีนและไทเรียที่บาร์ เพื่อไปสอบสวนในกรณีที่ทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่า พวกเธอไปทำร้ายร่างกายคนด้วยขวดเบียร์ พอมาถึงวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1988 ไอลีนก็ถูกกล่าวหาว่าไปทำร้ายเจ้าหน้าที่ขับรถประจำทางของหาดเดย์โทน่าอีก โดยตัวของเธอเองได้เล่าเอาไว้ว่า ตอนนั้นเธอถูกพนักงานขับรถคนนั้นพยายามจะผลักเธอลงจากรถก่อน โดยมีไทเรียมาเป็นพยานสนับสนุนให้ ซึ่งหลังจากจบเหตุการณ์ครั้งนี้ มันก็ได้ทำให้ไอลีนหลงรักไทเรียเข้าจนได้ แต่ในขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มจะดูน่ารักน่าอิจฉา ชีวิตของไอลีนนั้นก็เริ่มจะดิ่งลงเหวระดับขั้นกู่ไม่กลับ

"ริชาร์ด มาลโลรี่"

เนื่องจากในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 เธอได้ลงมือสังหารริชาร์ด มาลโลรี่ ชายอายุ 51 ปี เจ้าของร้านขายสินค้าอิเลคทรอนิค ที่อยู่ในคลีนวอเตอร์ รัฐฟลอริดา โดยเธออ้างสาเหตุที่เธอต้องฆ่าริชาร์ดนั้น มันเป็นเพราะเธอจำเป็นต้องป้องกันตัวเองจากการถูกข่มขืน ซึ่งสองวันต่อมาหน่วยนายอำเภอก็ได้พบกับรถของริชาร์ดถูกจอดทิ้งไว้ที่เขตโวลุเซียเคาน์ตี้ โดยต่อมาร่างของเขาก็ถูกพบที่บริเวณป่าห่างจากจุดที่พบรถไปไม่กี่ไมล์ในวันที่ 13 ธันวาคม สภาพศพของเขาถูกกระสุนปืนสองนัดยิงทะลุเข้าไปที่ปอดข้างซ้าย ซึ่งคาดกันว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเสียชีวิต

"เดวิด สเปียร์"

ต่อมาในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1990 เธอก็ได้ทำการสังหาร "เดวิด สเปียร์" ชายวัยกลางคนอายุ 43 ปี พนักงานก่อสรัางของสวนวินเตอร์การ์เดนในรัฐฟลอริดา เขาถูกสังหารด้วยการยิงปืนในระยะประชิดถึง 6 นัด โดยศพของเขาถูกพบในสภาพล่อนจ้อน ถูกทิ้งไว้แถว ๆ ถนนไฮเวย์หมายเลข 19 ของซิตรัสเคาน์ตี้

"ชาร์ลส์ คาร์สแกดอน"

หกนัดว่าเยอะแล้ว แต่ทว่าในวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1990 ไอลีนก็ได้สังหาร "ชาร์ล คาร์สแกดอน" อายุ 40 ปี พนักงานพาร์ทไทม์ไร่ปศุสัตว์ด้วยกระสุนปืนคาลิเบอร์ขนาดเล็กถึง 9 นัด โดยศพของเขาถูกพบเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1990 ในพาสโคเคานตี้ รัฐฟลอริดาเช่นเดียวกัน

"ปีเตอร์ ซีมส์"

ซึ่งในช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1990 เธอก็ได้สังหาร "ปีเตอร์ ซีมส์" อายุ 65 ปี อดีตพานิชนาวีผู้อุทิศชีวิตให้กับหน่วยเผยแพร่ศาสนา โดยรถของเขาถูกพบว่าจอดทิ้งอยู่ในออเรนจ์สปริง ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1990 และที่รถยนต์คันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบลายนิ้วมือของไอลีนและคู่ขาของเธอติดอยู่ตรงที่จับประตูด้านในของรถ แต่ศพของปีเตอร์นั้นเจ้าหน้าที่ไม่สามารถค้นหาพบมาจนถึงปัจจุบันนี้

"ทรอย เบอเรสส์"

ต่อมา "ทรอย เบอเรสส์" อายุ 50 ปี เซลขายไส้กรอกจากโอคาล่า รัฐฟลอริดา ก็ถูกแจ้งว่าหายตัวไปในวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1990 ซึ่งต่อมาร่างของเขาก็ถูกพบอยู่ในเขตป่าแถบสเตทโรด 19 ที่มาเรียนเคานตี้ ในวันที่ 4 สิงหาคม สภาพศพของเขาถูกปืนยิงไปสองนัดในระยะเผาขน

"ชาร์ลส์" หรือ "ดิค ฮัมฟรีย์"

โดยในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1990 ไอลีนก็ได้สังหาร "ชาร์ล" หรือ "ดิค ฮัมฟรี่ส์" อายุ 56 ปี อดีตทหารอากาศหน่วยแอร์ฟอร์ซเมเยอร์ อดีตหน่วยสอบสวนการละเมิดในเด็กและอดีตหัวหน้าตำรวจ โดยร่างของเขาถูกพบในวันต่อมาที่บริเวณมาเรียนเคาน์ตี้เช่นกัน ซึ่งสภาพศพของเขานั้นยังสวมเสื้อผ้าดีอยู่ แต่เขาเสียชีวิตเพราะถูกยิงถึง 6 นัดที่ศีรษะและบริเวณลำตัว โดยรถของเขาถูกพบอยู่ที่ซูวานนีเคานตี้ รัฐฟลอริดา

"วอลเทอร์ เจโน แอนโตนีโอ"

และปิดท้ายด้วยการยิงกระสุนจำนวน 4 นัด ด้วยการสังหาร "วอลเทอร์ เจโน แอนโตนีโอ" อายุ 62 ปี คนขับรถบรรทุกพนักงานรักษาความปลอดภัยและหน่วยตำรวจสนับสนุน ในวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1990 โดยศพของวอลเทอร์ถูกพบอยู่ในสภาพล่อนจ้อนเช่นเดียวกันกับหลาย ๆ ศพที่ถูกเธอสังหาร อยู่ใกล้บริเวณถนนรอบนอกในดิกซี่เคานตี้ รัฐฟลอริดา ซึ่งอีกห้าวันต่อมารถยนต์ของเขาก็ถูกพบอยู่แถวเบรเวิร์ดเคานตี้นั่นเอง

ซึ่งก่อนที่ไอลีนและไทเรียจะถูกจับตัวได้นั้น ในวันที่ 4 กรกฏคม ค.ศ. 1990 เธอได้นำรถของปีเตอร์ ซีมส์มาขับจนเกิดอุบัติเหตุ โดยมีพยานเห็นเหตุการณ์บอกว่า เขาเห็นผู้หญิงสองคนขับมันมา และได้บอกรูปพรรณสัณฐานของทั้งคู่ให้กับเจ้าหน้าตำรวจที่ได้รับทราบ ซึ่งผลของการตามสืบหาร่องรอยคนร้ายนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังได้พบว่าทรัพย์สินของเหยื่อบางคนถูกนำไปเปลี่ยนเป็นเงินในโรงรับจำนำ และยังสามารถตรวจพบรอยนิ้วมือที่ตรงกันกับที่พบในรถของเหยื่อหลาย ๆ ราย โดยต่อมาเจ้าหน้าที่ก็สามารถระบุตัวคนร้ายได้ เนื่องจากไอลีนนั้นเคยถูกจับมาก่อน จึงมีลายนิ้วมือเธอเก็บไว้ในฐานข้อมูลของตำรวจแล้วนั่นเอง

ปัจจุบันบาร์ลาสท์รีสอร์ท ได้ตั้งรูปของไอลีนไว้เป็นที่ระลึก

โดยสถานที่ที่สามารถจับตัวไอลีนได้นั้น ก็คือที่ลาสต์รีสอร์ทบราร์ในโวลุเซียเคานตี้ เมื่อวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1991 ส่วนไทเรียอดีตแฟนของเธอก็ถูกพบตัวในวันถัดมาที่สแครนตันเพนซิลวาเนีย โดยเธอได้ยื่นข้อเสนอจะเป็นคนช่วยเกลี้ยกล่อมให้ไอลีนรับสารภาพ เพื่อแลกกับการที่จะไม่ต้องถูกดำเนินคดี ทำให้ในวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1991 ไอลีนยอมรับสารภาพในข้อหาฆาตกรรม โดยเธอบอกว่าที่เธอทำไปทั้งหมดก็เพราะเธอจำเป็นต้องป้องกันตัวจากการถูกข่มขืนเท่านั้นเอง

เธอถูกรังแก ? หรือเธอคือฆาตกร ?

ในวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1992 ไอลีนได้ถูกส่งตัวขึ้นพิพากษาในคดีฆาตกรรม "ริชาร์ด มาลโลรี่" ซึ่งจากหลักฐานและพยานนั้นได้มัดตัวของไอลีนว่าผิดจริง โดยหนึ่งในพยานนั้นก็คือไทเรียอดีตคนรักของเธอนั่นเอง ทางจิตแพทย์ได้วินิจฉัยว่าไอลีนนั้นป่วยเป็นโรคบุคลิกภาพแปรปรวน มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม และต่อมาในวันที่ 27 มกราคม ศาลจึงได้พิพากษาให้เธอได้รับโทษประหารชีวิต

ต่อมาในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1992 ไอลีนได้ถูกพิพากษาในคดีฆาตกรรมดิค ฮัมฟรีส์, ทรอย เบอเรสส์ และเดวิด สเปียร์ส์ โดยไอลีนได้พูดไว้ในการพิพากษาครั้งนี้ว่า เธอต้องการได้สิทธิจากพระเจ้า โดยต่อหน้าบัลลังค์เธอได้พูดเอาไว้ว่า

“ฉันขอยืนยันกับท่านว่า ริชาร์ด มาลโลรี่นั้นข่มขืนและข่มเหงฉัน ตามที่ได้เคยสารภาพเอาไว้ แต่กับคนอื่น ๆ นั้น ฉันทำไปก็เพราะพวกเขากำลังจะเริ่มข่มขืนฉันเท่านั้นเอง”

"ไอลีน" พยายามต่อสู้คดีด้วยสิ่งที่เธอเป็น

สุดท้ายเธอก็ถูกเชิญตัวออกไปสงบสติอารมณ์

ซึ่งต่อมาในวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1992 ศาลจึงได้พิพากษาให้เธอได้รับโทษประหารชีวิตอีกเป็นกระทงที่ 4

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1992 ไอลีนก็สารภาพในคดีฆาตกรรมชาร์ล คาร์สแกตดอนในชั้นศาล ต่อมาในเดือนพฤศจิกายนเธอก็ถูกศาลพิจารณาโทษประหารชีวิตไปเป็นกระทงที่ 5 โดยต่อมาในคดีฆาตกรรมริชาร์ด มาลโลรี่นั้น ได้ถูกศาลนำกลับพิจารณาอีกครั้ง เพราะรูปคดีและหลักฐานหลาย ๆ อย่างบ่งชี้ว่าเขาน่าจะลงมือข่มขืนไอลีนจริง และการกระทำของเขาก็น่าจะเป็นบ่อเกิดของอาการต่อต้านสังคม จนก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องมาจนถึงศพที่ 7 ซึ่งนั่นก็ทำให้ไอลีนได้รับโทษประหารชีวิตลดลงเป็น 4 กระทง

วันเวลาผ่านไปนานเข้า เธอก็เริ่มสิ้นหวัง

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 ไอลีนก็รับสารภาพในคดีฆาตกรรม วอลเทอร์ เจโน แอนโตนิโอ และได้รับพิพากษาโทษประหารชีวิตเพิ่มอีกเป็นกระทงที่ 5 และในคดีฆาตกรรมปีเตอร์ ซีมส์ แม้ว่าจะไม่สามารถค้นหาร่างของเขาพบ แต่สุดท้ายไอลีนก็ได้รับโทษประหารในคดีนี้ไปเป็นกระทงที่ 6

โดยการให้สัมภาษณ์ในหลายครั้ง ๆ ของไอลีนนั้น เธอไม่เคยเล่ารายละเอียดในการฆ่าของเธอตรงกันสักเท่าไหร่ เธอเคยบอกว่าเหยื่อทั้ง 7 คนของเธอนั้นได้ข่มขืนเธอในขณะที่เธอทำงานขายบริการ แต่ในภายหลังเธอก็บอกว่าเธอทำไปเพราะป้องกันตัว บ้างก็อ้างว่าเธอทำไปเพราะเธอต้องการฆ่าปิดปากเหยื่อในการโจรกรรม ซึ่งในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งเธอได้บอกกับผู้กำกับภาพยนต์ชื่อ "นิค บรูมฟิลด์" เอาไว้ว่า เธอจะบอกความจริงให้ก็ได้ แต่เขาต้องปิดกล้องทั้งหมดเสียก่อน โดยเธอได้เล่าว่า

"ความจริงแล้วทั้งหมดคือการป้องกันตัว ตอนนั้นเธอไม่ได้ต้องการจะตาย เพียงแต่สิ่งที่เธอเคยได้รับมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้เธอต้องการเพียงความตายแล้ว"

"นิค บรูมฟิลด์" และ "ไอลีน" ในการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย

โดยผลการประเมินทดสอบทางจิตของไอลีนนั้น เธอได้รับคะแนนการประเมิณที่ 32 เต็ม 40 โดยจริง ๆ คะแนนนี้มาจากการประเมินอาการต่อต้านสังคมของผู้ป่วย ซึ่งคนทั่วไปควรจะได้คะแนนเพียง 1 หรือ 2 คะแนน แต่กับไอลีน เธอได้คะแนนถึง 32 คะแนน ทำให้สามารถชี้ชัดได้ว่าตัวเธอนั้นมีอาการทางจิตเต็มขั้นกันเลยทีเดียว

ไอลีนถูกจองจำในสถานกักกันนักโทษประหารหญิงในฟลอริดา หลังจากนั้นก็ถูกโอนไปที่คุกฟลอริดาเพื่อทำการประหารชีวิต โดยการยื่นขออุธรณ์ต่อคดีของเธอในปี ค.ศ. 1996 ก็ถูกศาลเพิกถอนไป และในปี ค.ศ. 2001 ทุก ๆ คดีอื่น ๆ ของเธอก็ถูกเพิกถอนคำร้องขออุธรณ์ไปทั้งหมด ซึ่งมันก็รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฏหมายแก่เธออีกด้วย ซึ่งต่อมาเธอได้เขียนบันทึกเอาไว้ว่า

“ฉันฆ่าผู้ชายพวกนั้น และเอาทรัพย์สินของพวกเขามาใช้อย่างเลือดเย็น และฉันจะทำมันอีกแน่ ๆ แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้โอกาสที่จะมีชีวิตหรืออะไรอีกต่อไปแล้ว นั่นก็เพราะถ้าฉันมีโอกาส ฉันก็จะออกไปฆ่าคนอีก ฉันเกลียดระบบความคิดที่มันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวแบบนี้ ฉันรู้สึกแย่ที่ได้ยินคำว่า..นังนี่มันบ้า !! ตอนนี้ฉันประเมินอยู่หลายครั้งหลายหน ว่าฉันทำได้ ฉันมีสติ มีเหตุผล และฉันต้องการจะบอกความจริง ฉันเกลียดชีวิตของมนุษย์ และฉันจะฆ่าต่อไป !!!

ซึ่งเรื่องนี้ทนายของเธอบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะคงไม่มีทางที่เธอจะถูกปล่อยตัวออกมาทำอะไรอีกต่อไปแล้ว

ในปี ค.ศ. 2002 ไอลีนได้กล่าวหาทางคุกว่า ในอาหารของเธอมีน้ำลาย ปัสสาวะ และของสกปรกผสมอยู่ โดยเธอเล่าว่า เธอเคยได้ยินพวกผู้คุมในคุกพยายามจะทำให้เธอทนไม่ได้ และฆ่าตัวตายไปเองก่อนจะถูกนำไปประหารชีวิต บางคนก็แสดงอาการอยากข่มขืนเธอให้ได้ก่อนที่จะถึงวันประหาร ซึ่งไอลีนยังได้ต่อว่าเรื่องที่เธอถูกใส่กุญแจมือแน่นมากเกินไปบ้าง ผู้คุมเตะประตูห้องขังเธอบ้าง มาตรวจที่หน้าต่างบ่อยเกินเหตุ น้ำให้ใช้ก็ไหลเบาเกินไป ไหนจะเชื้อราบนที่นอน แถมยังเรียกเหมียว ๆ ทำยังกับว่าเธอเป็นแมว ซึ่งมันเป็นการแสดงความเกลียดชังต่อเธอโดยตรง และมันก็ทำให้เธอไม่ยอมอาบน้ำ หรือรับประทานอาหารในช่วงที่ผู้คุมบางคนเข้ากะอยู่ และมันทำให้เธอหิวมาก โดยเธอต้องมาอาบน้ำที่อ่างล้างหน้าในห้องขังแทน โดยทนายได้บอกว่าไอลีนเพียงต้องการการถูกปฎิบัติอย่างมีมนุษยธรรมจนกระทั่งถึงวันประหารเท่านั้นเอง

เธอต้องการความยุติธรรมในแบบของเธอเพียงเท่านั้น !!!

ในสัปดาห์ก่อนถึงวันประหารนั้น ไอลีนก็ได้ให้สัมภาษณ์กับนิค บรูมฟิลด์ว่า เธอกำลังจะไปพบกับพระเจ้าแล้ว และมันเป็นอะไรที่กำลังจะทำให้เธอหลุดพ้น โดยการให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของเธอนั้น เธอได้เล่าถึงความกดดันที่ถูกกระทำตลอดมาในช่วงที่อยู่ในคุก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารเป็นพิษ และการแสดงออกที่เลวร้าย โดยเธอบอกว่า ทุก ๆ อย่างที่เธอถูกกระทำนั้นมันทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดทรมาน โดยไอลีนก็ได้ระเบิดอารมณ์ใส่ผู้สัมภาษณ์ว่า

"แกมันระยำ !!! ทั้งพวกคนข้างนอกนั่น ทั้งตำรวจ ทั้งระบบ ผู้หญิงคนที่ถูกข่มขืนคนนี้กำลังจะถูกประหาร กลับจะมาขอสัมภาษณ์ไปทำหนังสือ ไปทำหนัง อะไรวะเนี่ย !"

และคำพูดสุดท้ายต่อหน้ากล้องนั้น เธอได้พูดทิ้งท้ายไว้ว่า

“ขอขอบคุณมาก ๆ ขอบคุณสังคมด้วยนะคะ ที่ทำเลว ๆ กับฉันแบบนี้”

ดอว์น บอทกินส์ เพื่อนสมัยเด็กของไอลีนได้บอกเอาไว้ว่า สิ่งที่เธอพูดในตอนนั้น มันน่าจะเป็นสิ่งที่เธอต้องการจะบอกกับสังคมและพวกสื่อให้ได้รับรู้เอาไว้ และเธอน่าจะไม่ได้ต่อว่าอะไรกับผู้สัมภาษณ์เธอเลย แต่สิ่งนี้มันก็ได้ทำให้เขาตกตะลึงมากเช่นกัน

"ดอว์น บอทกินส์" เพื่อนสมัยเด็กของไอลีน

[เกร็ดความรู้ : ไอลีน โวร์โนสนั้นถือเป็นผู้หญิงคนที่ 10 ในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของรัฐฟลอริดา ที่ได้รับโทษประหารชีวิต และมาจนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 2016 มีผู้หญิง 55 คน ถูกประหารชีวิตแบบเธอก็จริง แต่มันก็ถือเป็นเพียง 1.87% ของผู้คนกว่า 2,943 คนที่ได้รับโทษอย่างเดียวกันนี้]

ไอลีนถูกประหารชีวิตในวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2002 และเสียชีวิตลงในเวลา 9.47 นาฬิกา ตามเวลาฝั่งตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเธอได้ปฏิเสธอาหารมื้อสุดท้ายที่เธอจะสามารถขอรับประทานอาหารอะไรก็ได้ในงบประมาณ 20 ดอลลาร์ เธอได้ขอดื่มกาแฟแทน ส่วนคำพูดสุดท้ายของเธอนั้น เธอพูดว่า

“ถูกแล้ว..ฉันอยากจะพูดว่า ฉันกำลังจะไปล่องเรือในกองหิน และฉันจะกลับมา พร้อมวันพิพากษากับพระเจ้า ในวันที่ 6 มิถุนายน เหมือนกับในหนัง ยานแม่และยานทุกลำ..แล้วฉันจะกลับมา !!!”



ต่อมาศพของไอลีนก็ถูกนำไปฌาปณกิจ เถ้ากระดูกของเธอถูกนำไปโปรยไว้ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งในรัฐมิชิแกน ใกล้ ๆ บ้านเกิดของเธอ โดยดอว์น บอทกินส์ เพื่อนวัยเด็กของเธอเป็นผู้จัดการให้ ท่ามกลางเสียงเพลงคานิวาลที่เธอได้สั่งเสียเอาไว้ก่อนตาย ว่าให้ช่วยเล่นเพลงนี้ในเวลาสุดท้ายของเธอด้วย ซึ่งเพลงนี้ก็ได้ถูกนำมาใช้ในตอนจบของสารคดี  Aileen: Life and Death of a Serial Killer ของนิค บรูมฟิลด์ ผู้ที่ได้ขอสัมภาษณ์เธอเป็นคนสุดท้ายนั่นเอง

เถ้ากระดูกของ "ไอลีน โวร์โนส" กลับคืนสู่พื้นดิน

เรื่องราวของไอลีน โวร์โนสนั้น ได้ถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือหลายเล่ม และยังถูกนำไปทำเป็นสารคดี รวมถึงภาพยนต์ออกฉาย ได้แก่

หนังสือ
  • FBI profiler ของ Robert K. Ressler  
  • Lethal Intent ของ ซู รัสเซลล์

สารคดี
  • Aileen Wuornos: The Selling of a Serial Killer (1993)


  • Aileen: Life and Death of a Serial Killer (2003)

  • Deadly Woman

  • American Justice
  • The New Detective SS3 EP1 ตอน "Fatal Compulsion"

ภาพยนต์
  • The TV movie Overkill: The Aileen Wuornos Story (1992) นำแสดงโดย Jean Smart as Aileen.[46]
  • Monster (2003) นำแสดงโดย Charlize Theron เป็น Wuornos (แนะนำเรื่องนี้ครับ ละเอียดสุดยอดมาก)

ภาพยนต์ MONSTER (2003)

ซึ่งเรื่องราวของ "ไอลีน โวร์โนส" ที่ได้นำมาเสนอให้ได้รับชมนั้น มิติที่ 6 เองก็อยากให้เราได้เห็นถึงชีวิตความเป็นมาของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เกิดมาท่ามกลางภาวะความเลวร้าย ใช้ชีวิตอย่างไร้ทางออก จนสุดท้ายสิ่งที่เธอได้รับมันก็ไม่พ้นโทษฑัณฑ์สูงสุด ซึ่งมองอีกด้านเราก็อยากจะบอกกับเหล่าผู้ชายทั้งหลาย จงให้เกียรติกับสุภาพสตรีให้เสมอต้นเสมอปลาย อย่าทำร้ายจิตใจพวกเธอให้ต้องกลายเป็นคนมีปัญหาทางสังคม เพราะใครจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วคนที่กลายเป็นเหยื่อมันก็คงไม่ใช่แค่ผู้หญิง แต่ก็อาจเป็นผู้ชายที่เดินผ่านเข้ามาในชิวิต ซึ่งผู้ชายคนนั้นมันก็อาจจะเป็นใครก็ได้ อย่างเช่นกรณีของ..ไอลีน โวร์โนส !!!

แปลและเรียบเรียง นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
Wikipedia - Aileen Wuornos
Murderpedia - Alieen Wuornos
ViralNova - Aileen Wuornos