ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 | 10 คดีเยาวชนฆาตกรรมกินเนื้อคน !!!




ฆาตกรบนโลกใบนี้มีมากมาย แต่จะมีสักกี่รายที่สังหารเหยื่อแล้วก็ยังไม่พอใจ ถึงกับต้องนำเนื้อของเหยื่อมารับประทานด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ กัน

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะนำท่านไปรู้จักกับคดีฆาตกรรมสุดโหด 10 คดี จากกลุ่มฆาตกรเยาวชน ซึ่งนอกจากพวกเขาจะสังหารเหยื่ออย่างเหี้ยมโหดแล้ว พวกเขาก็ยังนำเนื้อของเหยื่อมากินอีก ทำไมพวกเขาต้องลงมือทำกับเหยื่อขนาดนั้น ? และผลกรรมที่รับของแต่ละคน มันไปจบที่ตรงไหน ?
----------------------------------

แก๊งเยาวชนกินคน "ชิจงแฟมิลี่"

ครอบครัวชิจง
"ชิจงแฟมิลี่" หรือ "แก๊งครอบครัวชิจง" พวกเขาคือกลุ่มวัยรุ่นที่รวมตัวกันเป็นแก๊งกันช่วงปี ค.ศ. 1993 ในย่านชานเมืองของกรุงโซล โดยแก๊งนี้ประกอบไปด้วยสมาชิกเยาวชน 8 คน เป็นชาย 7 คน หญิง 1 คน โดยมีนายคิม คิ ฮวาน อายุ 26 ปี เป็นหัวหน้าแก๊งที่ใช้ความเกลียดชังพวกคนมีเงิน และความเหลื่อมล้ำในสังคมเป็นจุดยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้พวกเขากระทำการเลวร้ายต่าง ๆ นา ๆ

สิ่งที่ชาวแก๊งครอบครัวชิจงได้ก่อขึ้นตลอดมานั้น ก็คือการลักพาตัวพวกคนรวยที่ขับรถแพง ๆ หรือจับคนที่เพิ่งจะเดินออกจากร้านเครื่องประดับหรู ๆ เพื่อไปเรียกค่าไถ่จากญาติ ๆ ของพวกเขาเหล่านั้น โดยแต่ละครั้ง แก๊งชิจงจะทำการเรียกค่าไถ่เป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ หนึ่งแสนเหรียญ ซึ่งไม่ว่าจะได้เงินค่าไถ่มาหรือไม่ พวกเขาก็ไม่เคยได้ปล่อยตัวเหยื่อกลับบ้านแต่อย่างใดเลย นั่นก็เพราะเหล่าครอบครัวชิจงนี้ ได้ทรมานเหยื่ออย่างทารุณจนเสียชีวิตไปก่อนทุกราย และมีการยืนยันว่า สมาชิกชายทั้ง 7 คนของแก๊งนั้น ได้ทำการกินศพของเหยื่อบางรายด้วย เพราะพวกเขาเชื่อว่าการกระทำแบบนี้ มันจะช่วยเพิ่มความกล้าหาญให้กับพวกเขา และหลังจากที่พวกเขาได้สังหารเหยื่อและกินจนอิ่มหนำแล้ว พวกเขาก็จะนำซากศพที่เหลือไปเผาทิ้งที่ห้องใต้ดินของแก๊งนั่นเอง



แก๊งครอบครัวชิจงถูกจับกุมได้ในช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 1994 หลังจากที่มีเหยื่อหญิงคนหนึ่ง สามารถหนีรอดออกมาได้ โดยช่วงที่เธอถูกจับอยู่นั้น เธอถูกเหล่าชาวแก๊งข่มขืนกระทำชำเราทารุณตลอดเวลา และบังคับให้เธอต้องใช้ปืนยิงนักธุรกิจที่ถูกจับมาด้วยกัน เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังถูกบังคับให้กดศีรษะของเพื่อนตัวเองที่กำลังถูกฆ่าด้วยการใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะจนขาดใจตายคามือ


โดยหลังจากที่พวกเขาถูกจับกุมตัวได้ สื่อมวลชนก็โหมกระพือข่าวเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งคดีนี้ มันก็ได้ทำให้ชาวเกาหลีใต้หันกลับมาพูดคุยกัน เรื่องช่องว่างระหว่างชนชั้นกันอีกครั้ง โดยหนึ่งในสมาชิกของแก๊งชิจงชื่อ คิม ฮยอง ยัง อายุ 22 ปี ได้บอกว่า เขารู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างมากที่ไม่สามารถฆ่าพวกคนรวยได้ทั้งหมด และในวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 1994 สมาชิกชายทั้งหมดก็ได้ถูกศาลพิพากษาโทษประหารชีวิต ในขณะที่สมาชิกแก๊งที่เป็นเด็กหญิงถูกตัดสินจำคุก 3 ปี และสมาชิกชายทุกคนได้ถูกประหารชิวิตไปในช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1995


----------------------------------

กลุ่มซาตานเยาวชน


ช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1998 มีการพบชิ้นส่วนขาของมนุษย์ในกองขยะเมืองไฮวินก้า ประเทศฟินแลนด์ โดยต่อมาไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถใช้มัน สืบสาวขยายผลออกไปจนสามารถเข้าจับกุมกลุ่มวัยรุ่น ที่นับถือลัทธิซาตานได้สี่คน โดยสี่คนนี้ประกอบไปด้วย จาร์โน เซบาสเตียน เอลก์ อายุ 24 ปี, เทรี่ฮ์ โยฮันนา เทอร์วาสชองก้า อายุ 17 ปี, มิก้า คริสเตียน ริสก้า อายุ 20 ปี และวัยรุ่นอายุ 16 ปี ไม่ทราบชื่ออีกหนึ่งคน
โดยหลังจากที่พวกเขาถูกจับกุมตัวได้ ทุกคนก็รับสารภาพออกมาว่า พวกเขาได้ทำการฆาตกรรมชายนิรนามอายุ 23 ปี คนหนึ่งจริง โดยพวกเขาได้ทำการทรมานเหยื่ออยู่หลายชั่วโมง ช่วงที่พวกเขาทำการลงมือสังหารเหยื่อนั้น พวกเขาได้เปิดเพลงแนวเฮวีเมทัลชื่อ เดอะเคนเนียนโครนิเคิล ของวง Ancient เพื่อปลุกสัญชาติญาณดิบไปด้วย 



พวกเขาบอกอีกว่า พวกเขาได้ใช้ผ้าเทปพันรอบใบหน้าของเหยื่อในช่วงระหว่างลงมือ โดยหลังจากเหยื่อเสียชีวิตแล้ว พวกเขายังได้กินเนื้อบางส่วนจากร่างกายของเหยื่ออีกด้วย โดยวัยรุ่นสามคนแรกถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง แต่สำหรับสมาชิกที่เป็นเด็กอายุ 16 ปีนั้น ศาลมองว่าเขาน่าจะถูกพวกคนที่โตกว่า บังคับให้ร่วมมือโดยไม่รู้เดียงสา
โดยจาร์โน เซบาสเตียนเอลก์ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เทรีฮ์ เทอร์วาสชองก้าถูกตัดสินจำคุก 8 ปี 6 เดือน และมิก้า ริสก้าถูกจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2007 เทรี่ เทอร์วาสชองก้าได้เปลี่ยนชื่อเป็น เทรี่ ทูเคียว และยังถูกจับอีกครั้งในข้อหาฆาตกรรม โดยเธอไปมีเรื่องกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ก่อนที่เธอจะสังหารเขาด้วยตะขอเกี่ยวกระดิ่งแทงเข้าที่ลำคอ โดยครั้งนี้เธอถูกตัดสินจำคุกไป 9 ปี ส่วนจาร์โน เซบาสเตียน เอลก์ ผู้นำกลุ่มลัทธิซาตานกินคนกลุ่มนี้ ก็ได้รับการพักโทษออกมาใช้ชีวิตนอกคุกในปี ค.ศ. 2014



----------------------------------

คดีฆาตกรรมในแม่น้ำเยลโลว์สโตน

ภาพประกอบ

วันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ชาวประมงได้พบร่างศพนิรนามในแม่น้ำเยลโลว์สโตนของรัฐมอนทาน่า ประเทศสหรัฐอมริกา โดยในตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่รู้ว่าศพนี้เป็นศพของใครกันแน่ โดยถัดมาเพียงสองวัน ก็มีชายหนุ่มสองคนถูกจับกุมตัว หลังจากที่พวกเขาพยายามจะหลบหนี จากคดีอุบัติเหตุทางรถยนต์ใกล้ ๆ เมืองบิ๊กเซอร์รัฐแคลิฟอร์เนีย

โดยทั้งสองคนนี้คือ สแตนลีย์ ดีน เบเกอร์ อายุ 22 ปี และแฮรี่ อลัน สตรอวป์ อายุ 20 ปี โดยทั้งคู่เป็นคนไวโอมิ่ง และรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ก็ไม่ใช่รถยนต์ของพวกเขาเลย แต่มันเป็นรถยนต์ของนักสังคมสงเคราะห์อายุ 22 ปี ชื่อเจมส์ สโคลสเซอร์

สแตนลีย์ เบเกอร์ และแฮรี่ สรอวป์

โดยหลังจากที่พวกเขาถูกนำตัวไปสอบสวน สแตนลี่ ดีน เบเกอร์ก็ได้สารภาพออกมาว่า จริง ๆ แล้วเขากับสตรอปนั้น ไม่ได้ร่วมมือกันก่อเหตุแต่อย่างใด โดยเขาบอกว่าในช่วงที่เขากำลังเร่ร่อนคอยโบกรถอยู่ตามถนนนั้น เจมส์ สโคลสเซอร์เจ้าของรถได้แวะจอดรับเขาขึ้นมา 

สแตนลี่ย์ ดีน เบเกอร์ และแฮรี่ อลัน สตรอวป์

โดยพวกเขาได้เดินทางไปยังสวนสาธารณะโยเซไมท์เพื่อตั้งแคมป์ แต่กลายเป็นว่าที่นั่นไม่มีที่พักเหลือเลย พวกเขาจึงตกลงจะไปตั้งแคมป์กันแถว ๆ แม่น้ำเยลโลว์สโตนแทน โดยเบเกอร์บอกว่า ตอนนั้นเขากำลังตกอยู่ในอาการหลอนจากยากล่อมประสาทบาบิทูเรต ซึ่งเป็นช่วงที่สโคลสเซอร์กำลังนอนหลับอยู่ เบเกอร์ได้ทำการยิงเจมส์จนเสียชีวิต จากนั้นเขาก็ใช้มีผ่าชำแหละหน้าอกของเจมส์ออก แล้วควักหัวใจของเขาออกมากิน โดยหลังจากสแตนลี่ย์กินหัวใจของเหยื่อเสร็จ เขาได้ทำการหั่นศพของเจมส์ออกเป็นหกส่วน ด้วยมีดขนาดยาวประมาณ 1 ฟุต จากนั้นก็โยนศพทิ้งลงแม่น้ำเยลโลว์สโตน แล้วก็ขโมยรถของเหยื่อมารับสตรอป และขับรถต่อจนมาเกิดเหตุที่บิ๊กเซอร์ โดยเบเกอร์ยืนยันว่าสตรอปนั้นไม่ได้รู้เห็นอะไรกับการฆาตกรรมครั้งนี้เลย แต่กลายเป็นว่า ศาลได้พิพากษาให้สตรอปมีความผิดฐานฆาตกรรมไปด้วยเสียอย่างนั้น 


"สแตนลีย์ ดีน เบเกอร์" หลังจากถูกปล่อยตัวแล้ว


โดยสตรอปถูกจำคุกอยู่ 2 ปี ก่อนจะได้รับอิสรภาพ ส่วนเบเกอร์ถูกจำคุก 12 ปี และได้รับฑัณบนปล่อยตัวออกมาในปี ค.ศ. 1986 โดยในปีถัดมารายการทีวีรายการหนึ่ง ก็ได้ตามหาตัวสแตนลีย์ ดีน เบเกอร์จนพบว่า ตอนนี้เขาได้ทำงานเป็นหัวหน้าเซลล์ในร้านขายเครื่องกีฬาแห่งหนึ่งอยู่ในมิเนสโซต้า และต่อมาเขาก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งในตับเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1994


----------------------------------

คดีฆาตกรรมสังเวยซาตานของกลุ่มสตีเวน เครก เฮิร์ด



หน้าร้อนในปี ค.ศ. 1970 แคลิฟอร์เนียตอนนั้นยังคงอยู่ในภาวะมึนงง เพราะที่นั่นยังไม่สามารถคลี่คลายคดีฆาตกรรมชารอน เทท และลาเบียนก้าที่ได้เกิดเหตุขึ้นอย่างสยองขวัญ เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1969 ที่ลอสแองเจลิส

เมืองออเรนจ์เคาน์ตี้

ทีนี้มันก็ได้เกิดคดีฆาตกรรมอุกฉกรรจ์ ขึ้นมาอีกในออเรนจ์เคานตี้ ในคืนวันที่ 2 และ 3 เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1970 ซึ่งมาตอนนี้เราก็ได้รู้กันแล้วว่าคดีฆาตกรรมชารอนเทท และลาเบียนก้าที่กล่าวถึงในตอนแรกนั้น คนร้ายก็คือเหล่าครอบครัวแมนสันของชาร์ลแมนสันนั่นเอง แต่สำหรับคดีในออเรนจ์เคาน์ตี้คดีนี้ มันกลับเป็นฝีมือของกลุ่มคนอีกกลุ่ม ซึ่งกลุ่มนี้เป็นพวกคลั่งลัทธิซาตานเช่นกัน นำทีมโดยสตีเวน เคร็ก เฮิร์ด อายุ 20 ปี ซึ่งแน่นอนว่าชายคนนี้ก็เป็นพวกติดยาจำพวกหลอนประสาท เป็นคนเร่ร่อน โดยสตีเวนเฮิร์ดเองก็มีพวกเด็กวัยรุ่นข้างถนนมาเป็นสาวกด้วย นั่นก็คือคริสโตเฟอร์ กิโบนี่ย์ และเฮอร์แมน เทเลอร์ โดยทั้งคู่มีอายุเพียง 17 ปี และอาร์เธอร์ มูส ฮัลส์ อายุ 16 ปี โดยในตอนแรก กลุ่มลัทธิของพวกเขาเริ่มต้นจากการบูชายัญด้วยสัตว์เล็ก ๆ ก่อน แต่ต่อมาในภายหลังพวกเขาก็ได้อ้างว่า มีบัญชาจากซาตานให้นำมนุษย์มาใช้เป็นเครื่องสังเวยได้แล้ว

สตีเวน เครก เฮิร์ด

โดยในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1970 สตีเวน เฮิร์ดได้ตัดสินใจที่จะทำสิ่งที่เขาต้องการนี้อย่างมุ่งมั่น ด้วยการเดินทางไปพบกับแอนตัน ลาวี่ หัวหน้าโบสถ์ลัทธิซาตานที่ซานฟรานซิสโกเพื่อขอคำชี้แนะก่อน โดยการหาทุนรอนเพื่อเดินทางครั้งนี้ สตีเวนและอาเธอร์ได้เดินทางไปที่ปั๊มแก๊สในซานตาอานา ในช่วงเข้าของวันที่ 2 มิถุนายน โดยเมื่อมาถึงพวกเขาได้พบกับเจอรรี่ คาร์ลิน อายุ 20 ปี กำลังเข้ากะทำงานอยู่ ทั้งสองได้จับตัวคาร์ลินเข้าไปในห้องน้ำ จากนั้นก็ลงมือสังหารด้วยขวานของลูกเสือ โดยเฮิร์ดได้เล่าว่า หลังจากพวกเขาลงมือสังหารเหยื่อเสร็จ เขาได้เลียเลือดของเหยื่อจากคมขวานเหมือนพวกโรคจิต แล้วทิ้งศพของคาร์ลินเอาไว้ในห้องน้ำ จากนั้นทั้งสองก็จัดการปล้นปั๊ม และยังได้ขโมยเสื้อแจคเก็ตเปื้อนเลือดของคาร์ลินไปใส่ด้วย

ภาพประกอบ

โดยในวันต่อมา ในช่วงที่พวกเขาได้เดินทางออกจากซานตาอานารถก็เกิดพังขึ้นมา ทำให้พวกเขาลงมือปล้นรถยนต์ของฟลอเรนซ์ แนนซี่ บราวน์ อายุ 31 ปี แนนซี่นั้นเป็นคุณครู และเป็นแม่ของลูกอีกห้าคน โดยพวกเขาได้พาเธอขึ้นรถขับเข้าไปในไร่ส้มแห่งหนึ่ง แล้วจัดการใช้มีดแทงแนนซี่ไปถึง 21 แผล โดยคนในกลุ่มได้จัดการกินบางส่วนของศพเธออีกด้วย โดยเฮิร์ดได้เล่ากับจิตแพทย์ในภายหลังว่า ตอนนั้นเขาได้ย้อนกลับไปที่หลุมศพ แล้วควักเอาหัวใจของแนนซี่มากินอีก และยังบรรยายรสชาติของหัวใจว่ามันเหมือนกับกินเนื้อไก่ โดยวันต่อมาศพของแนนซี่ก็ถูกพบว่าฝังอยู่ในหลุมตื้น ๆ โดยเนื้อบริเวณขาขวาและแขนขวาของเธอหายไป และหัวใจของเธอที่เฮิร์ดอ้างว่าเขาควักมันมากิน ก็หายไปจริง ๆ ด้วยเช่นกัน

ฟอลเรนซ์ แนนซี่ บราวน์

สามสัปดาห์ต่อมาหลังเกิดเหตุ มีชายคนหนึ่งถูกจับขังคุกพร้อมด้วยเสื้อแจคเก็ตเปื้อนเลือดของคาร์ลิน โดยชายคนนี้บอกว่าสตีเวน เฮิร์ดให้เขามา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวเฮิร์ดมาสอบปากคำทันที ซึ่งเฮิร์ดเองก็รับสารภาพว่าเขาฆ่าเหยื่อทั้งสองจริง โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเนิร์ดนั้นน่าจะป่วยเป็นโรคจิตเภท เขาจึงถูกส่งตัวไปบำบัดในสถานพยาบาลถึงห้าปี ก่อนที่จะย้ายตัวมาจองจำในคุกความปลอดภัยสูงในเวลาต่อมา

เฮิร์ด พาเจ้าหน้าที่ไปหาศพของแนนซี่

ส่วนอาเธอร์ ฮัลส์นั้นถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต กิโบนี่ย์และเทเลอร์ ก็ถูกสงตัวเข้าสถานกักกันเยาวชน โดยต่อมาสตีเวน เฮิร์ดก็ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2005 ตอนอายุ 35 ปี โดยกว่าสื่อจะเผยแพร่ข่าวการเสียชีวิตของเขา เวลาก็ผ่านไปจนถึงปี ค.ศ. 2010 แล้ว


----------------------------------

คดีช่วยเพื่อนฆ่าแฟน "แม็กซิม กลาวาสกีก" กับ "ยูริ โมสโนฟ"

แม็กซิม กลาวาสกีก, คารีน่า บารุดาชยัน และยูริ โมสโนฟ

คืนหนึ่งของเดือนมกราคม ค.ศ. 2009  แม็กซิม กลาวาสกีก และยูริ โมสโนฟ ทั้งคู่อายุ 20 ปี กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่กับคาริน่า บารุดาชยัน ซึ่งเป็นเพื่อนหญิงของยูริ โมสโนฟ ที่อพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่งในเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กประเทศรัสเซีย โดยขณะที่พวกเขากำลังนั่งคุยกันอยู่ดี ๆ ทั้งแม็กซิม และยูริก็เกิดมีปัญหากับคาริน่าขึ้นมา พวกเขาจึงจับเธอกดลงไปในอ่างอาบน้ำจนเสียชีวิต หลังจากนั้นพวกเขาก็หั่นร่างของเธอออกด้วยมีดหั่นเนื้อ แล้วนำมาปรุงกับมันฝรั่ง หัวหอม พร้อมเครื่องเทศ จากนั้นก็นำมาใส่จานแล้วรับประทานไปเสียอย่างนั้น โดยทราบมาว่าแมกซิมนั้นเคยทำงานเป็นคนขายเนื้อวัว สวนยูรินั้นเคยขายดอกไม้ และหลังจากที่ทั้งคู่ทานเนื้อของคาริน่าเสร็จ พวกเขาก็นำชิ้นส่วนที่เหลือไปโยนทิ้ง แยกไปตามแถบชานเมืองในที่ต่าง ๆ

คารีน่าเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่

สองสัปดาห์หลังจากการหายไปของคารีน่า บารุดาชยัน แม่ของเธอได้พบเงื่อนงำจากบทกวีของลูกสาว ที่พูดถึงยูริ โมสนอฟอยู่ในไดอารี่ของเธอ นั่นจึงทำให้ทั้งสองถูกจับกุมตัวมาสอบสวน และสารภาพความจริงออกมาว่าทั้งคู่ได้ทำการสังหารและกินเนื้อของเหยื่อไปแล้ว

รอยเลือดในจุดเกิดเหตุ
"ยูริ โมสโนฟ" ล้างหน้าล้างตาก่อนขึ้นศาล

พอถามถึงเหตุจูงใจว่าทำไมถึงต้องกินเนื้อของคารีน่าด้วย ทั้งสองก็ตอบแบบซื่อ ๆ ว่า ตอนนั้นพวกเขาทำไปก็เพราะความเมาและความหิว นั่นจึงทำให้แม็กซิม กลาวาสกีกถูกพิพากษาจำคุก 19 ปี ส่วนยูริ โมสโนฟแฟนหนุ่มถูกจำคุกไป 18 ปี

หน้าตาจริงๆ ของแม็กซิมช่วงขึ้นศาล


----------------------------------

ฆาตกร "เชฟ อีวาน แอล"

เชฟ อีวาน แอล

ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 มีชายคนหนึ่งถูกระบุตัวตนว่าเขาคืออดีตพ่อครัวชื่ออีวาน แอล อายุ 21 ปี เขาได้ทำการล่อลวงเกย์อายุ 32 ปี เข้ามาที่บ้านในเมียระมานส์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของรัสเซียใกล้ ๆ กับประเทศนอร์ดิค โดยอีวานได้สั่งให้เหยื่อถอดเสื้อผ้าออก แล้วไปยืนอยู่ในอ่างอาบน้ำ จากนั้นอีวานจึงลงมือแทงเหยื่อเกย์ผู้โชคร้ายจนถึงแก่ความตาย

หลังจากนั้นอีวานก็ได้ล้างเนื้อตัวของเหยื่อจนสะอาด และทำการเช็ดร่างของเหยื่อจนแห้ง จากนั้นเขาก็ใช้มีดตัดร่างของเหยื่อออกเป็นชิ้น ๆ แล้วนำเนื้อของเหยื่อไปปรุงในกะทะ ใส่ซอสมะเขือเทศ และน้ำมัน ทอดจนได้ที่แล้วจึงนำมากิน โดยอีวานเองก็ได้ถ่ายวิดีโอช่วงนำเนื้อของเหยื่อมาทำไส้กรอกและขนมพาย จากนั้นก็อัพโหลดคลิปวิดีโอขึ้นไปบนอินเตอร์เน็ต โดยในเวลาต่อมาเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว

ภาพประกอบเท่านั้น

อีวานรับสารภาพว่าเขาเป็นผู้สังหารเหยื่อมากินจริง ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้อีวานถูกนำตัวส่งสถานบำบัดทางจิตก่อนจะถูกนำไปขังคุกอีก 15 ปี ส่วนผลของการพิจารณาคดีและเหตุจูงใจในการฆ่านั้น กลับไม่ได้รับการเปิดเผยออกสู่สาธารณชนแต่อย่างใด


----------------------------------

เกรกอรี่ คานาทิส

อพาร์ทเมนต์ที่เกิดเหตุ

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1977 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุให้มาที่อพาร์ทเมนต์ของเกรกอรี่ คานาทิส ที่อาศัยอยู่กับธีโอดอร์พ่อของเขาเอง ที่โอกลาโฮมา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ก็พบกับอพาร์ทเมนต์ว่างเปล่า บริเวณพื้นและกำแพงถูกชโลมเต็มไปด้วยเลือด โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเข้าไปถึงบริเวณห้องครัว พวกเขาก็ได้พบกับชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์อยู่ในกะทะ มีชิ้นส่วนของมืออยู่ในตู้แช่แข็ง และพบกล้ามเนื้อของมนุษย์อยู่ในชั้นตู้เย็น และประมาณชั่วโมงถัดมา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบตัวเกรกอรี่ยืนอยู่นอกอพาร์เมนท์ ก็เลยพาตัวเขาไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ พอเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามว่าเขากินพ่อของตัวเองทำไม เกรกอรี่ก็ตอบว่า เขากินไปก็เพราะเขาเสียดายชิ้นเนื้อดี ๆ เท่านั้นเอง พอถามว่า ไอ้ที่ว่าเนื้อดี ๆ เนี่ย รสชาติเป็นยังไงบ้าง เกรกอรี่ก็ตอบว่า มันก็เยี่ยมยอดพอ ๆ กับเนื้อสเต็กชั้นดีนี่แหละ

เกรกอรี่ มากับคุณแม่ (ทางขวา)

จิตแพทย์วินิจฉัยว่า เกรกอรี่ คานาทิสป่วยเป็นจิตเภท จึงส่งตัวเขาไปยังโรงพยาบาลบำบัดทางจิตในปี ค.ศ. 1980 โดยไม่ได้แจ้งข้อหาว่าเป็นฆาตกรแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน เรื่องที่เขาฆ่าพ่อเพื่อนำไปกินก็ถูกทางโรงพยาบาลลืมไป และเรื่องนี้มันก็ได้ทำให้เขาถูกปล่อยตัวออกมาในปี ค.ศ. 1995 และต่อมาเกรกอรี่ก็ได้งานเป็นพนักงานห่อของในร้านของชำ ซึ่งพอทางอัยการได้ทราบข่าวว่าตอนนี้เกรกอรี่ได้รับการปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาก็ได้จัดการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทำการจับกุมตัวเกรกอรี่อีกครั้งในฐานะฆาตกรทันที และสิ่งนี้ก็ได้ทำให้เกรกอรี่ คานาทิส ได้กลับเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลอีกรอบ




----------------------------------

"โรเบิร์ต แอ็คเกอร์มานน์" มนุษย์กินคนแห่งกรุงเวียนนา



เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 2007 ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โรเบิร์ต แอ็คเกอร์มานน์เด็กหนุ่มอายุ 19 ปี ที่อพยพมาจากเมืองโคโลญจ์ประเทศเยอรมนี ได้มีเรื่องกับผู้อาศัยร่วมแฟลตเดียวกันอายุ 49 ปี ชื่อโจเซฟ ชเวเกอร์ โดยแฟลตแห่งนี้เป็นที่พักที่จัดไว้ให้สำหรับกลุ่มคนจรจัด

โรเบิร์ต แอ็คเกอร์มานน์

ซึ่งระหว่างที่กำลังทะเลาะกันอยู่นั้น โรเบิร์ต แอ็คเกอร์มานน์ได้คว้าเอาดัมเบลขนาด 10 กิโลกรัม ฟาดเข้าไปที่ศีรษะของชเวเกอร์จนกะโหลกแตกเสียชีวิต หลังจากนั้นโรเบิร์ต แอ็คเกอร์มานน์ ก็เกิดความอยากรู้ว่าในร่างกายของชเวเกอร์นั้นจะเป็นอย่างไร โรเบิร์ตจึงตัดสินใจใช้มีดผ่าร่างของเหยื่อลากยาวมาตั้งแต่บริเวณกระดูกเชิงกรานมาจนถึงลำคอ

"โจเซฟ ชเวเกอร์" เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

โรเบิร์ต แอ็คเกอร์มานน์ ได้โชว์ผลงานของเขาให้กับแม่บ้านทำความสะอาดของแฟลต ซึ่งแน่นอนว่าเธอรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที โดยเมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึง พวกเขาก็พบกับโรเบิร์ตนอนอยู่ข้าง ๆ กับศพเหยื่อเคราะห์ร้าย ที่ปากของเขาชุ่มไปด้วยเลือดของชเวเกอร์ และในที่พักนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบจานใส่ลิ้นและสมองของชเวเกอร์อีกด้วย โดยหลังจากการตรวจสอบแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่พบว่ามีชิ้นส่วนไหนของร่างกายหายไป แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เชื่อว่า โรเบิร์ต แอ็คเกอร์มานน์นั้น น่าจะกินชิ้นส่วนบางส่วนไปบ้างแน่นอน ซึ่งแอ็คเกอร์มานน์บอกว่า เขาเพียงแค่ทำการดื่มเลือดจากศพของเหยื่อเท่านั้น และที่เขาทำไปก็เพราะว่าเขาแค่อยากรู้ว่าเลือดคนมันรสชาติเป็นยังไงกันแน่ ?

เจ้าหน้าที่แบกร่างของโจเซฟออกมาจากแฟลต

โรเบิร์ต แอ็คเกอร์แมนน์ จึงได้รับฉายาว่า "มนุษย์กินคนแห่งกรุงเวียนนา" และถูกวินิจฉัยว่าป่วยเป็นจิตเภท ซึ่งเขาก็ถูกนำตัวไปบำบัดในโรงพยาบาลทางจิตความเข้มงวดสูง ซึ่งต่อมาโรเบิร์ตได้เล่าว่า จริง ๆ เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้ป่วยอะไร และนั่นก็ทำให้ตอนนี้เขาถูกย้ายตัวมาอยู่ในเคุกแทน ซึ่งโรเบิร์ตได้ยื่นความประสงค์ว่า ตัวเขานั้นอยากจะเรียนรู้ในสายงานด้านเภสัชศาสตร์ และถ้าเป็นไปได้ เขาเองก็อยากจะเรียนวิชาการผ่าตัด ให้เป็นเรื่องเป็นราวก็จะดีมาก




----------------------------------

"เควิน เดวิส" ฆาตกรผู้โทษตัวเอง

เควิน เดวิส และคิมเบอร์รี่ ฮิลล์ (คุณแม่ของเขาที่ถูกกิน)

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2014 เควิน เดวิส อายุ 18 ปี ได้บุกจู่โจมเข้าทำร้ายนางคิมเบอรี่ ฮิลล์ แม่ของตัวเองโดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัว ในอพาร์ทเมนท์ที่เมืองคอร์ปุสคริสตี้ รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในตอนแรกเควินพยายามจะรัดคอแม่ของตัวเองด้วยเชือก แต่เมื่อทำแล้วไม่ได้ผล เขาก็เลยใช้ฆ้อนตีเข้าไปที่ศรีษะของแม่จนกะโหลกศีรษะแตก จนเมื่อเขามั่นใจว่าแม่ของตัวเองเสียชีวิตแล้ว เควินก็ได้ใช้มือของเขาล้วงเข้าไปควักเอาสมองของเธอออกมา จากนั้นเขาก็เอามีดมาจัดการหั่นและนำไปผสมกับเครื่องปรุงบางอย่าง ในที่สุดเขาก็นำสมองของแม่มากิน โดยบอกว่ารสชาติมันเหมือนกับไส้ของขนมพาย ซึ่งถ้าสิ่งนี้มันยังทำให้รู้สึกสะอิดสะเอียนไม่มากพอล่ะก็ ทางเจ้าหน้าที่นิติเวชก็ยังได้รับุว่า หลังจากเขาทำการฆาตกรรมคุณแม่เรียบร้อยแล้ว เควินก็ยังได้ข่มขืนศพคุณแม่ตัวเองอีกด้วย

ภาพประกอบ

หลังจากจัดการกับศพของแม่ตัวเองเสร็จ เควินก็ออกจากอพาร์ทเมนท์แล้ววิ่งหนีไปได้สักพักหนึ่ง ก่อนที่จะเดินต่อไปยังบ้านของคนที่รู้จัก จากนั้นก็กดกริ่งให้เจ้าของบ้านออกมา เพื่อขอให้เขาช่วยโทรแจ้งตำรวจให้หน่อย เพราะเมื่อกี้ตัวเองเพิ่งจะฆ่าคนมาหมาด ๆ

เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวน "เควิน เดวิส"

ที่สถานีตำรวจนั้นนักสืบได้สอบสวนเดวิสว่า แม่ของเขาไปพูดหรือทำอะไรให้เควินแค้นใจ ถึงได้ตัดสินใจฆ่าเธอไปแบบนั้น เควินตอบว่า ไม่มีอะไรเป็นมูลเหตุเลย เขาทำไปก็เพราะเขาเลวระยำ และน่ารังเกียจสะอิดสะเอียนเท่านั้นเอง เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนต่อว่า เควินมีอาการป่วยอะไรหรือเปล่า เขาก็ตอบว่าเปล่า เขาแค่คิดว่าเขาอยากจะลองมีอะไรกับศพเท่านั้นเอง นั่นจึงทำให้จิตแพทย์ลงความเห็นว่า เควินไม่ได้ป่วยทางจิตอย่างแน่นอน



สุดท้ายศาลจึงพิพากษาโทษให้เควินถูกจำคุกตลอดชีวิตด้วยข้อหาฆาตกรรมและทารุณกรรมศพของมารดาตัวเอง


----------------------------------

ฆาตกรเด็ก "Michael Woodmansee"


"หนูน้อย เจสัน ฟอร์แมน" เหยื่อเคราะห์ร้ายที่หายไป

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1975 เจสัน ฟอร์แมน เด็กชายอายุเพียง 5 ขวบ กำลังเล่นอยู่กับพี่ชายและเพื่อน ๆ บริเวณใกล้ ๆ บ้านในเซาท์คิงส์ตันโรดไอร์แลนด์กันอยู่ดี ๆ เจสันได้ออกจากสวนไป โดยมีพยานพบเห็นว่าเขากำลังเดินกลับไปยังที่บ้านนั่นเอง ด้วยเส้นทางที่ไม่ได้ไกลอะไร และวันนี้ก็ยังเป็นวันเกิดครบรอบอายุ 25 ปี ของแม่เจสันด้วย จึงทำให้ไม่มีใครที่จะคิดว่า เจสันจะไม่ได้กลับบ้านอีก ท่ามกลางความเศร้าโศกที่ไม่รู้ว่าตอนนี้เจสันจะเป็นอย่างไรบ้าง จนเวลาผ่านไปถึง 7 ปี

หัวอกคนเป็นแม่เฝ้าคอยว่าลูกจะกลับมาวันไหน

ในวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1982 เพื่อนบ้านของครอบครัวฟอร์แมนที่อาศัยอยู่ทางด้านใต้ของถนนชื่อ ไมเคิล วูดแมนซี อายุ 24 ปี ได้ก่อเหตุล่อลวงเด็กส่งหนังสือพิมพ์อายุ 14 ปี เข้าไปบีบคอในบ้านของเขา โดยเหยื่อเด็กชายสามารถหนีรอดกลับมาบอกพ่อของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าพ่อของเขาโกรธมาก ถึงกับเดินทางไปต่อยวูดแมนซีถึงบ้าน และเขาก็ได้โทรตามเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาพาตัววูดแมนซีไปสอบสวนด้วย ซึ่งหลังจากการพูดคุยผ่านไปไม่นาน ไมเคิลก็ได้สารภาพยอมรับว่าในปี ค.ศ. 1975 ช่วงที่ไมเคิลอายุ 16 ปีนั้น เขาได้ฆ่าเจสัน ฟอร์แมนด้วยการใช้มีดแทงเข้าไปที่หัวใจของเขา

ไมเคิล วูดแมนซี (คนร้าย)

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการตรวจค้นภายในบ้านของไมเคิล วูดแมนซี และที่ห้องนอนของเขา เจ้าหน้าที่ได้พบกับซากโครงกระดูกและของติดตัวของเจสันอยู่ในห้อง โดยหลังจากที่ไมเคิลได้ฆ่าเจสันไปนั้น เขาได้ทำการแยกชิ้นส่วนของเจสันไปต้ม แล้วเลาะเอาเนื้อออก รวมถึงส่วนหัวกะโหลกด้วย และเจ้าหน้าที่ยังได้พบกับบันทึกของไมเคิลที่บรรยายถึงขั้นตอนการชำแหละและกินเนื้อจากศพของเจสัน โดยสิ่งนี้ไมเคิลให้การว่ามันเป็นแค่นิยายที่เขาแต่งขึ้นมาเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่ามันเป็นบันทึกการฆ่าจริง ๆ มากกว่า

ช่วงถูกสอบสวน

ท่ามกลางความรีบเร่งในการพิจารณาคดี ครอบครัวฟอร์แมนยอมรับว่าไมเคิลนั้นน่าจะทำการฆาตกรรมไปโดยไม่มีเหตุผลจูงใจอะไรเลย ซึ่งไมเคิลก็ถูกพิพากษาจำคุกไป 40 ปี และถูกปล่อยตัวออกมาแล้วในปี ค.ศ. 2011 เนื่องจากในโรดไอร์แลนด์นั้นมีกฏหมายนิรโทษกรรมลดโทษให้กับนักโทษชั้นดีให้ได้รับอิสรภาพออกมาเร็วกว่ากำหนดนั่นเอง และไมเคิลก็เป็นหนึ่งในนักโทษที่ได้ยื่นคำร้องขออภัยโทษหลังจากติดคุกไปเพียง 28 ปี ซึ่งช่วงก่อนที่ไมเคิลจะถูกปล่อยตัวออกมานั้น พ่อของเจสันก็ได้ขู่จะเอาชีวิตไมเคิลให้ได้ ถ้าเขาออกจากคุกมาได้จริง ๆ

"จอห์น" คุณพ่อของเจสัน ฟอร์แมน

แต่ในที่สุดก็ได้มีการขอประณีประนอมให้ไมเคิลต้องรับใช้สังคมที่สถานบำบัดทางจิตในโรงพยาบาล เพื่อจะได้คอยตรวจสอบตัวเองด้วยว่ามีอาการป่วยทางจิตอะไรอีกไหม โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะคอยดูแลไมเคิลอย่างดีกันต่อไป

ไมเคิล วูดแมนซี่ ภาพล่าสุด


โดยทั้ง 10 คดี ที่มิติที่ 6 นำมาเสนอให้กับท่านผู้ชมนั้น เราต้องการจะสื่อให้เห็นถึงสภาพจิตใจของคนเรา กับการก่อคดีฆาตกรรมร้ายแรงถึงขั้นกินเนื้อศพผู้เคราะห์ร้ายว่า บางทีมันก็ไม่จำเป็นจะต้องมีสาเหตุอะไรจูงใจให้ทำแบบนั้นเลย มันก็ยังมีเหตุแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ ๆ โดยมิติที่ 6 ก็อยากให้ท่านผู้ชมคอยระมัดระวังตัวเอง และคนรอบข้างที่เรารัก ให้อยู่ในสายตาจะดีมากที่สุด เห็นใครมีท่าทางไม่น่าไว้วางใจ เราก็จงอย่าได้เข้าไปใกล้ และยิ่งถ้าเรามีญาติพี่น้องที่มีความบกพร่องทางจิต เราก็ควรจะนำตัวเขาส่งให้แพทย์ทำการรักษา อย่าปล่อยให้เขาต้องจมอยู่กับอาการป่วยทางจิตแบบนั้นเพียงลำพัง มิฉะนั้นมันก็อาจจะเกิดเหตุที่เราไม่อาจจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ซึ่งมันก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคดีร้ายแรงหรอกครับ แค่เกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็คงทำให้เราต้องเศร้าเสียใจกันมากแล้วล่ะครับ

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
Wikipedia, Murderpedia