ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ปีเตอร์ นอร์ริส ดูพาส ฆาตกรหน้าซื่อใจทรามแห่งออสเตรเลีย !!!




"คบคนให้ดูหน้าซื้อผ้าให้ดูเนื้อ" คำพังเพยที่เรารู้จักกันอย่างดีคำนี้ มันสอนให้เราต้องพิจารณาบุคคลจากลักษณะนิสัยมากกว่าใบหน้าที่เห็น แท้ที่จริงแล้วภายในของเขาเป็นอย่างไร และไว้ใจได้แค่ไหน แต่ก็มีหลายครั้ง ที่เราแทบไม่มีเวลามากพอที่จะพิจารณาอะไรได้นานขนาดนั้น มันก็ทำให้เราต้องพบกับความเดือดร้อนอยู่เสมอ ๆ

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะแวะไปยังประเทศออสเตรเลีย เพื่อพบกับฆาตกรหน้านิ่ง ที่ดูแล้วไม่มีใครจะเชื่อได้ว่าคดีที่เขาได้ก่อเอาไว้นั้น มันจะเกิดจากจิตใจอันชั่วร้ายภายในซึ่งผิดกับหน้าตา แม้แต่ศาลสถิตยุติธรรมยังต้องถามว่า "เขาทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง ?"

เปิดชมบนยูทูป
เปิดชมบนยูทูป

ปีเตอร์ นอร์ริส ดูพาส เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1953 เป็นลูกคนสุดท้องของสามพี่น้อง ในครอบครัวที่เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวปกติ ไม่น่าจะมีอะไรจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เขาได้ก่อขึ้น บ้านเกิดของเขาอยู่ที่ซิดนีย์ นิวเซาท์เวลล์ ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาทั้งครอบครัวได้อพยพย้ายมาอยู่ในกรุงเมลเบิร์นตั้งแต่เขาเองยังเพิ่งจะหัดเดินเท่านั้น



ปีเตอร์เป็นเด็กที่เรียนรู้ช้า และด้วยความที่เขามีรูปร่างอ้วนจึงทำให้ใคร ๆ ก็เรียกเขาว่าพักซ์ลีย์ ซึ่งชื่อนี้นำมาจากชื่อของตัวละครหนึ่งในเรื่องดิอาดัมแฟมิลี่ โดยตัวของเขานั้นเคยสอบตกซ้ำชั้นตอนช่วงเรียนอยู่ฟอร์ม 1 แต่ก็สามารถผ่านมันมาได้

ในช่วงที่ปีเตอร์ อายุ 15 ปี เขาเรียนอยู่ในโรงเรียนเวฟลี่ไฮ ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเมลเบิร์น ใกล้กับเทือกเขาเวฟลี่ย์ วันนั้นตรงกับที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1968 หญิงสาวข้างบ้านของปีเตอร์กำลังเลี้ยงลูกเล็ก ๆ ของเธออยู่ วันนั้นปีเตอร์กดกระดิ่งเรียกเธอออกมา แล้วบอกเธอว่าอยากจะขอยืมมีดไปปอกหัวมันสักหน่อย เมื่อเธอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเอ็นดูที่ปีเตอร์น่าจะกำลังช่วยแม่ทำงานครัว เธอจึงเข้าไปหยิบมีดปอกผลไม้มาส่งให้กับเขา และเมื่อปีเตอร์ได้รับมีดเล่มนั้นมาอยู่ในมือ เขาก็ใช้มันเสียบเข้าไปที่ท้องของเธอโดยทันที



จากนั้นปีเตอร์ก็ผลักเธอล้มลง แล้วใช้มีดจะแทงซ้ำ เธอจึงพยายามปัดแต่ก็ถูกปีเตอร์ใช้มีดกรีดเข้าไปที่แขน ใบหน้า และลำคออยู่ดี ซึ่งเธอเองก็พยายามจะหักใบมีดเล็ก ๆ นั้นด้วยมือเปล่า ซึ่งในช่วงเวลานั้นปีเตอร์พูดว่า "ไม่ทันแล้ว ผมหยุดไม่ได้ พวกเขากำลังบังคับผมอยู่"

หลังจากนั้นหญิงสาวก็ใช้ปากกัดไปที่มือของปีเตอร์อยู่หลายที ปีเตอร์พยายามกดศีรษะของเธอให้โขกกับพื้นเพื่อให้เธอปล่อย อยู่ดี ๆ ปีเตอร์ก็หยุดทำร้ายเธอไปดื้อ ๆ ต่างกับตอนที่เข้าทำร้ายเธอในตอนแรก และแล้วปีเตอร์ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวในที่สุด

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามถึงแรงจูงใจว่า เขาลงมือทำแบบนั้นไปทำไม ? ปีเตอร์กลับตอบเจ้าหน้าที่เพียงว่า เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเอามีดไปไล่แทงเหยื่อทำไม เขารู้แค่เพียงว่าตอนนั้นเขามีมีดอยู่ในมือ และคิดว่าเขาต้องฆ่าเธอ ไม่เช่นนั้นก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ซึ่งคำสารภาพแบบนั้นทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำตัวของปีเตอร์ไปกักบริเวณไว้ที่โรงพยาบาลลารันเดลไซคิเอทริค เป็นเวลา 18 สัปดาห์ ซึ่งที่นั่นปีเตอร์ก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาเป็นผู้ป่วยนอกหลังจากที่เข้ารักษาจริงเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น หลังจากนั้นปีเตอร์ก็ได้รับสมญานามว่า "หนูน้อยหน้าใสหัวใจปีศาจ"

ในขณะที่เขากำลังศึกษาอยู่ในฟอร์ม 5 ปีเตอร์ก็ได้ออกจากโรงเรียนมาฝึกงานเป็นช่างไฟฟ้าอยู่แถว ๆ น็อตติ้งฮิลล์ ซึ่งช่วงนี้ปีเตอร์ได้ทำตัวเหลวแหลกมั่วเซ็กซ์แบบวิปริต วิปริตขนาดที่พวกสาว ๆ ต้องขับไล่เขาออกจากกลุ่มไป ซึ่งช่วงที่ฝึกงานอยู่นี้ ปีเตอร์ได้พยายามสมัครเป็นตำรวจอีกด้วย แต่เพราะเขามีประวัติก่ออาชญากรรมมาก่อน จึงทำให้คุณสมบัติไม่เหมาะสม



ในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1972 ปีเตอร์ในวัย 19 ปี ถูกชายคนหนึ่งจับได้ขณะที่กำลังแอบดูภรรยาของเขาอาบน้ำ และปีต่อมาปีเตอร์ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกไปสอบสวน เพราะมีคนแจ้งว่าเขาชอบขับรถผ่านมายิ้มให้เด็กอายุ 12 ปี ในละแวกนั้นเสมอ ๆ

อีก 2 สัปดาห์ต่อมา เจ้าหน้าที่นักสืบแถวสถานีนิวนาวเวดดิ้ง ก็ได้บุกจับตัวปีเตอร์ด้วยข้อหาวางแผนข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาว ด้วยการจอดรถที่หน้าบ้านแล้วเคาะประตูเรียก เพื่อขอยืมไขควงซ่อมรถ จากนั้นก็บุกไปในบ้านแล้วใช้มีดจี้ทั้ง ๆ ที่เธอมีลูกอายุ 18 เดือน อยู่ในบ้านก่อนที่จะลงมือข่มขืน ซึ่งพอถูกจับได้ ปีเตอร์ก็สารภาพเพิ่มอีกว่า ก่อนที่เขาจะเข้าไปข่มขืนเหยื่อบ้านนี้ เขาได้แวะไปจี้ชิงทรัพย์อีกบ้านมาก่อนด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับทราบเรื่องราวจากปากของปีเตอร์ก็ตระหนักได้ทันทีว่า ชายคนนี้เป็นบุคคลอันตราย แล้วยิ่งเจ้าหน้าที่อาวุโสได้รู้ว่าปีเตอร์คือหนูน้อยหน้าใสหัวใจปีศาจ ที่เคยก่อคดีตั้งแต่อายุ 15 มันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกกังวลใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้

ในขณะที่การสอบสวนกำลังดำเนินไป อยู่ดี ๆ ปีเตอร์ก็กลับคำให้การปฏิเสธทุกอย่าง ก็ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มรู้ได้ว่า ปีเตอร์คนนี้เป็นยิ่งกว่าบุคคลอันตราย เพราะเขาสามารถพูดจากลับไปกลับมาด้วยใบหน้านิ่งเฉยราวกับเป็นคนซื่อ และเริ่มได้กลิ่นว่าชายคนนี้สามารถก่อคดีร้ายแรงในอนาคตได้แน่ ๆ เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่ได้ทำอะไรแบบนั้น สุดท้ายปีเตอร์ก็ได้ถูกส่งตัวเข้าบำบัดในโรงพยาบาลประสาทมองต์ปาร์ค แต่ก็ไม่ได้ถูกกักตัวไว้ที่นั่นแต่อย่างใด ซึ่งช่วงดังกล่าวก็ยังคงมีผู้เสียหายหญิงแจ้งความว่าถูกปีเตอร์แอบมองพวกเธอขณะเล่นน้ำอยู่แถวชายหาดโรสบัดอยู่ถึงสามราย ซึ่งก็แน่นอนว่าเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับได้ทุกครั้งเช่นกัน แต่ก็ถูกปรับเพียง 140$ ก่อนจะถูกปล่อยตัวไป



หกเดือนต่อมาปีเตอร์ก็ถูกศาลพิพากษาจำคุกในคดีข่มขืนหญิงสาวต่อหน้าลูกของเธอเป็นเวลา 9 ปี และไม่สามารถขอยื่นอภัยโทษได้ใน 5 ปีแรก ทำให้เขาต้องอยู่ในคุกเป็นเวลา 5 ปี 8 เดือน ก่อนจะถูกปล่อยตัวมาในวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1979

เมื่อปีเตอร์ออกจากคุกมาได้เพียง 10 วัน เขาก็ก่อคดีข่มขืนเหยื่อที่ห้องน้ำสาธารณะอีก โดยสามคนแรกเขาทำพลาด ส่วนคนที่สี่นั้นเหยื่อมีอายุมากจึงถูกแทงเข้าที่หน้าอก โดยเธอพยายามจะหลบหนีจากการถูกปีเตอร์ไล่ตามหวังจะข่มขืนแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยินเสียงเธอร้องขอความช่วยเหลือ และตำรวจเข้ามาจับกุมปีเตอร์ก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายแรง

ปีเตอร์ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า มันมีอะไรบ้างอย่างเข้าสิงเขาทำให้เขาขัดขืนไม่ได้เลย แล้วเขาเป็นแบบนี้มากว่า 6 ปีแล้ว และมันก็มาอีกครั้งเมื่อปีก่อน เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเขาถูกแฟนทิ้ง เขาแค่อยากได้เพื่อนใหม่ แต่ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดีเท่านั้นเอง

พอปีเตอร์ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในศาลอีกครั้ง ผู้พิพากษาก็ตกใจเพราะจำได้ว่าเพิ่งจะตัดสินจำคุกชายคนนี้ไปเมื่อห้าปีก่อน สุดท้ายผู้พิพากษาก็สั่งจำคุกปีเตอร์ไปอีกหกปีหกเดือนโดยไม่ให้ขออภัยโทษได้ภายในห้าปีอีกรอบ

ติดคุกไปสองรอบก็ยังไม่ทำให้ปีเตอร์สำนึกอะไรได้เลย เพราะหลังจากที่เขาถูกปล่อยตัวในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985 ห้าปีหลังจากที่ถูกขังไปนั้น ปีเตอร์ก็ได้ข่มขืนหญิงสาวพนักงานต้อนรับอายุ 21 ปี ในช่วงที่เธอกำลังนอนอาบแดดอยู่ที่หาดแบลร์โกวรี่ โดยปีเตอร์ถูกจับได้เพราะมีคนได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ และช่วยกันไล่จับปีเตอร์ได้สำเร็จในขณะที่เขากำลังหลงทางอยู่ในที่จอดรถนั่นเอง

ปีเตอร์ถูกสอบสวนอีกครั้ง เขาบอกว่าไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป เขารู้เแค่ว่าตอนนั้นบรรยากาศที่ชายหาดมันดีมาก คิดว่าจะเอนหลังนั่งเล่นสักพัก พอดีหันไปเห็นเหยื่อสาวเข้าก็เลยห้ามใจไม่อยู่ และเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งตอนนั้นทุกคนที่ได้ยินปีเตอร์พูดด้วยใบหน้านิ่ง ๆ ทำให้เชื่อว่าปีเตอร์น่าจะเสียใจจริง ๆ และน่าจะอยากมีชีวิตเป็นคนธรรมดาเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรแล้ว ครั้งนี้มันก็เป็นการก่อคดีข่มขืนซ้ำเป็นรอบที่ 3 ศาลจึงพิพากษาจำคุกปีเตอร์ไปอีก 12 ปี แต่ก็ถูกขังจริงเพียง 7 ปี และก็ได้รับอิสรภาพอีกครั้ง



หลังจากนั้นอีก 2 เดือนต่อมา ปีเตอร์ถูกจับอีกรอบในเดือนมกราคม ค.ศ. 1994 เขาสะกดรอยตามหญิงสาวคนหนึ่งที่มาปิคนิคแถวทะเลสาปเอพพาล็อค ตอนนั้นเธอกำลังจะไปเข้าห้องน้ำ ส่วนปีเตอร์ที่สวมชุดฮูดพร้อมมีดเทปพันสายไฟและกุญแจมือก็ปรี่เข้าจับเธอข่มขืน แต่สุดท้ายเขาก็ถูกเพื่อน ๆ ของเธอตามล่าและจับตัวได้ในที่สุด ซึ่งครั้งนี้ปีเตอร์ก็ถูกขังคุกทันทีโดยไม่ต้องผ่านการพิพากษาให้วุ่นวายอีก 3 ปี 9 เดือน แต่ถูกขังจริงเพียงแค่ 2 ปี 9 เดือนเท่านั้น เพราะเขาถูกปล่อยตัวออกมาในช่วงเดือนกันยายนปี ค.ศ. 1996 และต่อมาปีเตอร์ก็ย้ายบ้านไปอยู่ที่พาสโคเฟล(Pascoe Vale) ในวิคตอเรีย กรุงเมลเบิร์น

ชีวิตสุดจะเส็งเคร็งของปีเตอร์ตอนนี้ แม้จะวนเวียนอยู่กับคดีข่มขืนตลอดมา แต่ดูเหมือนว่าหลังจากที่เขาย้ายบ้านมาอยู่ที่ใหม่ มันก็ได้ช่วยให้ทุกอย่างสงบลง เพียงแต่ว่าความสงบนี้มันก็ไม่ได้ยั่งยืนยาวนานมากมายอะไร

นิโคล อาแมนด้า แพทเทอร์สัน นักจิตบำบัด

ต่อมาวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1999 นิโคล อาแมนด้า แพทเทอร์สัน นักจิตบำบัด ได้เสียชีวิตที่บ้านของเธอเอง โดยเพื่อนของเธอได้เข้ามาพบศพในช่วงที่แวะมาเยี่ยมเพื่อชวนไปทานอาหารค่ำ โดยเขาได้ยินเสียงเพลงเปิดดังมาจากในบ้าน และประตูก็ไม่ได้ล็อคจึงเข้าไปดู และได้พบร่างนิโคลที่ถูกมีดเฉือนเป็นรอยเหวอะหวะนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นบริเวณห้องโถงที่หมู่บ้านน็อร์ทโคล ย่านถนนฮาร์เปอร์

ผลการชันสูตรศพ นิโคลถูกแทงถึง 27 แผล ตั้งแต่หน้าอก หลัง และลำคอ เสื้อของเธอถูกดึงถลกลงมา กระโปรงถูกพบอยู่ในห้องนอน ส่วนกางเกงในถูกถลกลงมาถึงข้อเท้า เจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนของเทปพันสายไฟพันอยู่บริเวณหน้าอก มีร่องรอยถูกของมีคมเฉือนหายไปพร้อมหน้าอก โดยกระเป๋าถือและใบขับขี่ของเธอก็ถูกขโมยไปด้วย ส่วนอาวุธของคนร้ายและหน้าอกของนิโคลนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถค้นหาพบ

เจ้าหน้าที่คาดว่าเธอน่าจะเสียชีวิตในช่วงเก้าโมงเช้า และได้ตรวจสอบเจอกำหนดการนัดพบลูกค้าใหม่ชื่อมัลคอล์มในสมุดโน้ตของเธอ โดยในโน้ตเล่มนั้นยังมีเบอร์โทรศัพท์นักเรียนชาวอินเดียชื่อว่าแฮรี่ ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยลาโทรป ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประวัติปัจจุบันของเขาแล้ว ก็พบว่าตอนนี้ปีเตอร์กำลังฝึกงานอยู่กับเขาที่แล็บปฏิบัติการอีกด้วย

โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมตัวปีเตอร์ทันทีในวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1999 ในช่วงเที่ยงที่โรงแรมเอ็กเซลซิแยร์ เมืองโทมัสทาวน์ ด้วยข้อหาฆาตกรรมนิโคล แพทเทอร์สัน

หลักฐานที่ใช้ประกอบการจับกุมตัวปีเตอร์นั้น คือบันทึกการใช้โทรศัพท์ของปีเตอร์ทั้งหมดสามครั้งเพื่อล่อให้นิโคลอยู่ในจุดที่เขาต้องการ โดยครั้งแรกโทรมาจากตู้โทรศัพท์สาธารณะประมาณ 6 สัปดาห์ก่อนที่เธอจะถูกสังหาร และอีก 6 สัปดาห์ต่อมาปีเตอร์ก็โทรหาเธออีกครั้งเพื่อให้เธอรออยู่ที่บ้าน และครั้งสุดท้ายปีเตอร์บอกว่า เขาโทรศัพท์ไปเพื่อขอยกเลิกงาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจสังเกตพบพิรุธจากรอยแผลบนใบหน้าและมือของปีเตอร์ ที่มีร่องรอยเหมือนกับว่าไปโดนอะไรมาสักอย่าง โดยปีเตอร์บอกว่าร่องรอยพวกนี้มันเกิดจากการที่เขาไปตัดไม้มากลึงแล้วโดนเศษไม้ข่วน ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ แล้ว ปีเตอร์นั้นไม่เคยมีเครื่องกลึงไม้เลย แต่ภายหลังเขาก็กลับคำให้การอีกว่า จริง ๆ แล้วร่องรอยพวกนี้เขาได้รับมาจากการเดินลุยเข้าไปในป่าต่างหาก

รอยข่วนบนใบหน้า

เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นภายในบ้านของปีเตอร์เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม และที่นั่นพวกเขาก็ได้พบหลักฐานต่าง ๆ ตั้งแต่รอยเลือดบนเสื้อผ้า เทปพันสายไฟที่เป็นชนิดเดียวกันกับที่พบในที่เกิดเหตุ หน้ากากสกี หนังสือพิมพ์ที่ถูกคลิปคั่นอยู่ที่หน้าคดีฆาตกรรมนิโคล และกระดาษระบุข้อความโฆษณารับปรึกษาปัญหาทางสุขภาพจิต ที่นิโคลได้ลงประกาศเอาไว้

เสื้อเชิ้ตและหมวกหน้ากากสกี
เศษกระดาษเขียนหมายเลขโทรศัพท์ของแพทเทอร์สัน

หลังจากการพิจารณาคดีของลูกขุนไม่ถึง 3 ชั่วโมง วันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 2000 ผู้พิพากษาแฟรงค์ วินเซนต์ ได้ระบุว่าความพยายามที่จะให้โอกาสในการบำบัดรักษาแก่ปีเตอร์นั้น ดูจะไม่สามารถทำให้อะไรดีขึ้นมาได้เลย เพราะปีเตอร์นั้นไม่ได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาในสิ่งที่เขาบกพร่องอยู่ ทั้ง ๆ ที่มันคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นโอกาส เขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปนั้น มันเกินกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ และเขายังถามปีเตอร์อีกว่า "เขาทำแบบนี้ได้อย่างไร ?"

ซึ่งต่อมาในช่วงรอสอบสวนเพิ่มเติมนั้น ศาลได้สั่งให้ปีเตอร์ต้องถูกคุมขังอยู่ที่ศาลของเมืองวิคตอเรียไปก่อน โดยในเวลาไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้พบหลักฐานเพิ่มเติมในคดีฆาตกรรมอีกคดี นั่นก็คือคดีฆาตกรรม มากาเร็ต โจเซฟิน เมเฮอร์ อายุ 40 ปี ที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1997

มากาเร็ต โจเซฟิน เมเฮอร์

ซึ่งคดีนี้ศพของเธอถูกพบอยู่ใต้ลังใส่ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ โดยหลังจากตรวจสอบถุงมือขนสัตว์สีดำที่ถูกพบบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว เจ้าหน้าที่ได้พบดีเอ็นเอที่ต่อมาก็สามารถระบุได้ว่า มันตรงกับดีเอ็นเอของปีเตอร์อีกด้วย

โดยสภาพศพของมากาเร็ตนั้น เธอถูกแทงด้วยของมีคมที่บริเวณข้อมือซ้าย ลำคอ และมีรอยช้ำที่เบ้าตา ส่วนหน้าอกข้างซ้ายของเธอนั้น ถูกเฉือนออกแล้วยัดใส่ไว้ในปากของเธอเอง โดยในช่วงเวลาที่เกิดเหตุนั้น เจ้าหน้าที่พบว่าปีเตอร์เพิ่งจะออกจากคุกในคดีข่มขืนมาประมาณเกือบปี และพ้นจากช่วงถูกคุมความประพฤติจากเจ้าหน้าที่พอดีอีกด้วย

นั่นจึงทำให้ปีเตอร์ที่กำลังจะยื่นขอขออุธรณ์คำสั่งคุมขังในคดีแรกอยู่นั้น ต้องถูกปฏิเสธไปโดยปริยาย โดยในสามสัปดาห์สุดท้ายในการพิจารณาคดีนั้น มีการนำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับลักษณะการเฉือนเต้านมของนิโคลและมากาเร็ตต่อคณะลูกขุนว่า มันดูคล้ายกันเป็นอย่างมาก ซึ่งมันก็เป็นเพราะว่าปีเตอร์นั่นแหละ คือฆาตกรที่สังหารเหยื่อทั้งสอง ซึ่งเรื่องนี้เหล่าลูกขุนไม่ได้บอกกับปีเตอร์ว่า มันจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาจะต้องได้รับโทษมากกว่าเดิมเพราะอะไร ซึ่งหลังจากที่ปีเตอร์รู้เพียงแค่ว่าเขามีความผิดจริง ปีเตอร์ก็กล่าวหาเหล่าคณะลูกขุนกลับไปว่า ใช้ศาลเตี้ยกับเขาแบบนี้ได้อย่างไร ซึ่งประโยคนี้ได้ถูกถอดออกจากบันทึกการพิจารณาคดีไปในภายหลัง

หลังจากการพิจารณาคดีนั้น ไคลี่ นิโคลาส น้องสาวของนิโคล แพ็ทเทอร์สัน ได้พูดถึงปีเตอร์ว่า "ไอ้ชั่วตัวนี้มันฉลาด มันชั่วร้ายระดับหาตัวได้ยาก เจ้าปีศาจทำร้ายผู้หญิงอย่างมัน ทำความผิดอะไรไว้มากมายเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ซึ่งพวกเราก็ทำได้เพียงแค่อธิษฐานขอให้บาปกรรมสนองมันให้สาสมเท่านั้นเอง"

ไคลี่ นิโคลาส แพทเทอร์สัน น้องสาวของนิโคลมาที่ศาลกับคุณแม่

ในที่สุดศาลก็ได้พิจารณาโทษแก่ ปีเตอร์ นอร์ริส ดูพาส ให้ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตถึง 2 ชั่วอายุ ในวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 2004 ต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 ปีเตอร์ก็ได้ขอยื่นอุธรณ์ต่อศาลวิคตอเรีย โดยให้เหตุผลว่าคณะลูกขุนไม่ได้พิจารณาคดีตามหลักนิติธรรม ไม่พิจารณาหลักฐานให้ถี่ถ้วน และกล่าวหาเขาเกินความจริง ซึ่งผลก็คือศาลอุธรณ์ไม่รับคำร้องใด ๆ

ในช่วงที่ปีเตอร์ยังคงถูกคุมขังอยู่นั้น ก็ได้มีการยกคดีฆาตกรรมเมอร์ซิน่า ฮาลวากิส หญิงสาวอายุ 25 ปี ที่ถูกสังหารในเมลเบิร์น เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1997 ขึ้นมาอีกหนึ่งคดี โดยเมอร์ซิน่านั้นถูกฆ่าในช่วงที่เธอกำลังเดินทางไปเยี่ยมสุสานบรรพบุรุษที่เมืองฟอว์กเนอร์ ทางตอนเหนือของเมลเบิร์น โดยสภาพศพของเธอนั้นถูกทำร้ายจากทางด้านหลัง ในขณะที่กำลังนั่งคุกเข่าจัดดอกไม้อยู่หน้าสุสาน บนร่างของเธอเต็มไปด้วยร่องรอยการถูกของมีคมเสียบจนพรุนถึง 87 แผล และยังถูกกรีดหน้าอกโดยรอบ และเสื้อผ้าท่อนบนของเธอถูกเลิกขึ้นมาปิดคลุมใบหน้าและหน้าอกเอาไว้

เมอร์ซิน่า ฮาลวากิส

ตอนนั้นปีเตอร์อาศัยอยู่แถวถนนโคแอนในพาสโคเฟล ใกล้ ๆ กับสุสานดังกล่าว ซึ่งคดีฆาตกรรมฮาลวากิสนี้ไม่สามารถจะหาตัวคนร้ายได้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 แล้ว โดยตอนนั้นทางรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางเงินรางวัลนำจับเป็นจำนวนถึง 1 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นเงินรางวัลนำจับที่สูงมากเป็นอันดับ 4 ของประวัติศาสตร์วิคตอเรีย

โดยตอนนั้น แฟรงค์ โคล ผู้อาวุโสของหมู่บ้านในพาสโควเฟลบอกว่า เขาเห็นปีเตอร์ออกมาจากสุสานฟอว์กเนอร์ในวันที่เกิดเหตุฆาตกรรม นอกจากนี้ก็ยังมีพยานหญิงอีกสองคน ที่ตอนนั้นก็ยืนยันว่า พวกเธอได้พบกับปีเตอร์กำลังสวมแว่นกันแดดอยู่ในชุดวิ่งจ็อกกิ้งที่สุสานอีกด้วย

ภาพสเก็ตช์คนร้ายตามคำบอกเล่าของพยาน

เรื่องนี้จึงเป็นเหตุให้ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 2005 เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำตัวปีเตอร์ออกมาจากคุกเอชเอ็มพริซันบาร์วอนมาสอบสวนอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็ถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้นมาอีกคดี ทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั้นถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตไปแล้วด้วยคดีฆาตกรรมฮาลวากิสนั่นเอง

โดยในช่วงการพิจารณาคดีตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2006 มันก็ได้ดำเนินไปโดยที่ตัวของปีเตอร์ไม่ได้เข้ามาร่วมรับฟังใด ๆ เลย เพราะยังไงเขาก็ต้องติดคุกตลอดชีวิตอยู่แล้ว



การพิจารณาคดีได้ดำเนินมาจนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 ศาลก็พิจารณาโทษจำคุกตลอดชีวิตเพิ่มให้กับปีเตอร์เพิ่มขึ้นไปอีกเป็น 3 ชั่วอายุ พร้อมกับคำทิ้งท้ายของผู้พิพากษาว่า "เพราะชีวิต คือชีวิต"

ซึ่งทนายของปีเตอร์ก็ได้ยื่นขออุธรณ์คดีฆาตกรมฮาลวากิสด้วยเหตุผลที่ว่า ศาลพิพากษาไม่เป็นที่พอใจ และตัวของเขาเองก็ขออุธรณ์ด้วยเหตุผลที่ว่า ศาลไม่มีเหตุผลมากพอติดต่อกันถึง 4 ครั้ง ในช่วงตั้งแต่เดือนกันยายนไปจนถึงพฤศจิกายน

ทีมทนายของปีเตอร์ ดูพาส ต้องใช้ถึง 3 คนเพื่อสู้ 3 คดี

ยิ่งยื่นขอความยุติธรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยิ่งเพิ่มคดีให้กับเขาไปเรื่อย ๆ โดยเจ้าหน้าที่ได้ยื่นสำนวนคดีฆาตกรรม เฮเลน แมคมาฮอน ที่เสียชีวิตไปในช่วงที่ปีเตอร์ก่อคดีข่มขืนหญิงสาวที่ชายหาด ตามด้วยคดีฆาตกรรมเรนิต้า บรุนตัน อายุ 31 ปี ต่อท้ายด้วยคดีของแคธลีน โดรนส์ วัย 95 ปี ว่าผู้ต้องสงสัยก็น่าจะไม่พ้นปืเตอร์นั่นเอง

เฮเลน แมคมาฮอน (47 ปี)

แคธลีน โดรน (95 ปี)

โดยตลอดเวลาที่เขาถูกจองจำอยู่นั้น เขาถูกเจ้าหน้าที่เรียกว่า "มอนสเตอร์" และคดีต่าง ๆ ที่เขาเป็นผู้ก่อไว้ทั้งคดีข่มขืน และฆาตกรรมก็ถูกรวบรวมจนครบในเวลาต่อมารวมทั้งสิ้น 16 กระทง จาก 6 คดี และตัวของปีเตอร์เอง ก็พยายามจะฆ่าตัวตายตลอดเวลาที่มีโอกาส ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำสำเร็จเมื่อใด เพราะตอนนี้ปีเตอร์เองก็ถูกคุมขังอยู่ในคุกพอร์ทฟิลลิปส์คอเรคชันแนลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีการควบคุมผู้ต้องขังอย่างเข้มงวดสูงสุด

คุกพอร์ทฟิลลิปส์คอเรคชันแนลเซ็นเตอร์

จากคดีของปีเตอร์นี้ มิติที่ 6 นึกถึงคดีคล้าย ๆ กันในประเทศไทยบางคดี ที่คนร้ายถูกจับกุมตัวในคดีข่มขืนเด็กหลายครั้งหลายหน แต่ก็ถูกปล่อยตัวออกมาภายในเวลาอันสั้นทุกครั้ง แล้วต่อมาคนร้ายก็ได้ยกระดับการกระทำผิดไปเป็นการฆาตกรรมในที่สุด แต่ถึงมันจะคล้าย ๆ กัน มิติที่ 6 ก็อยากให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณกันในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุของการอยากฆ่าคนของเขา ไปจนถึงวิธีการพิจารณาคดีของออสเตรเลียที่อาจจะดูไม่ค่อยโปร่งใสหรือยุติธรรม ว่ามันก็เป็นวิธีพิจารณาคดีตามแบบประเทศของเขานะครับ

"หนุ่ย ติ๊งต่าง" ผู้ที่มีรูปแบบชีวิตคล้ายคลึงกับ "ปีเตอร์ ดูพาส"

ส่วนเราคนไทยดูกันแล้วก็อยากให้มองถึงเรื่องการไว้ใจคน หรือการไปไหนมาไหนเพียงคนเดียวในที่เปลี่ยว หรือการทำอาชีพที่สุ่มเสี่ยงจะได้เจอกับคนโรคจิตได้ง่าย ๆ อย่างเช่นการรับปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ว่าเราจะต้องมีมาตรการในการป้องกันตัวเองอย่างไร ถึงจะไม่ต้องเอาตัวเองเข้าไปเสียงกับอันตรายคนมีปัญหาทางจิตแบบนั้น เพราะใครจะไปรู้ว่า คนดี ๆ หน้าตาซื่อ ๆ ที่เรากำลังคุยด้วยอยู่ตรงหน้านั้น แท้ที่จริงแล้วในใจของเขานั้น อาจกำลังคิดอยากจะฆ่าใครสักคน โดยไม่ต้องใช้เหตุผล ดังเช่นชายคนนี้...


"ปีเตอร์ นอร์ริส ดูพาส"



หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา https://en.m.wikipedia.org/wiki/Peter_Dupas