ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 แกรี่ ริดจ์เวย์ ฆาตกรต่อเนื่องสยองขวัญ นักฆ่าแห่งลุ่มแม่น้ำเขียว




มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปยังรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในยุคปี 80 กับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสยองขวัญ ที่ทางการสหรัฐฯ ต้องใช้เวลานานกว่า 20 ปี เพื่อระบุว่าคนร้ายคนนี้คือใคร !!!
กดเพื่อชมบนยูทูป

ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1982 ขณะที่โรเบิร์ต อายเนสเวิร์ธ ชายวัยกลางคนอายุ 41 ปี กำลังล่องแพอยู่ในแม่น้ำกรีนรีเวอร์ที่ไหลผ่านชานเมืองซีแอทเทิลอย่างเพลิดเพลินใจ ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นชายสองคนกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนศีรษะล้าน อีกคนนั่งอยู่ในรถกระบะ ซึ่งตัวของโรเบิร์ตเองก็เดาว่าทั้งสองคนนี้น่าจะมานั่งตกปลาเล่นเหมือนเช่นที่คนอื่น ๆ ทำกัน เขาจึงได้ตัดสินใจแวะไปทักทายกับชายทั้งคู่ดูสักนิด และเมื่อชายทั้งสองคนขอตัวจากไป โรเบิร์ตเองก็กะว่าจะออกแพล่องแม่น้ำต่อ ทันใดนั้นสายตาของเขาก็พลันไปเห็นอะไรบางอย่าง รูปร่างมันดูคล้ายกับหุ่นลองเสื้อของผู้หญิงลอยน้ำอยู่ โดยมันกำลังหันหน้ามองมาที่โรเบิร์ต ซึ่งสิ่งนี้นี่เองมันได้ทำให้เขาตัดสินใจลองเข้าไปใกล้ ๆ แล้วใช้ไม้ลองเขี่ยดู จนตัวเองต้องเสียหลักพลัดตกแพเข้าไปใกล้กับสิ่งนั้น และเมื่อโรเบิร์ตได้เห็นมันในระยะใกล้ ๆ เขาจึงรู้ได้ทันทีว่า เจ้าสิ่งนี้มันไม่ใช่หุ่นลองเสื้อเสียแล้ว เพราะนี่คือร่างอันไร้วิญญาณของผู้หญิงผิวดำคนหนึ่ง !!


ภาพวาดจำลองเหตุการณ์การพบศพเหยื่อเคราะห์ร้าย

ในขณะที่โรเบิร์ตกำลังตกใจอยู่กับศพลอยน้ำตรงหน้า เขาก็เหลือบไปเห็นศพผู้หญิงผิวดำอีกศพ อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าลอยอืดตามน้ำมา โรเบิร์ตในตอนนี้ เขาถึงกับเลิกคิดที่จะล่องแพต่อ แล้วรีบหาทางแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันที


เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาก็รีบกั้นบริเวณตรวจสอบทันที แต่แทนที่พวกเขาจะพบเพียงแค่สองศพ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถึงกับตกตะลึง เพราะไปอีกไม่ไกลกว่าสามสิบฟุตนั้น พวกเขาก็ได้พบกับศพหญิงสาวเพิ่มขึ้นมาอีกศพ โดยเธอตกอยู่ในสภาพถูกรัดคอด้วยกางเกงในสีฟ้าของผู้ชาย และมีร่องรอยการต่อสู้อยู่ตามลำตัวอีกด้วย

เจ้าหน้าที่กู้ศพเหยื่ออย่างยากลำบาก

ภายหลังจากการสืบสวนสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถระบุตัวผู้เสียชีวิตทั้งสามได้ว่า พวกเธอชื่อโอพอล ชาเมน มิลส์(อายุ 16 ปี), มาเซีย เฟย์แช็ปแมน(อายุ 31 ปี) และซินเธีย ฌอน ไฮนด์(อายุ 17 ปี) โดยสองศพที่พบอยู่ในน้ำนั้น ถูกก้อนหินยัดใส่ช่องคลอดและถูกถ่วงน้ำด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ ก่อนนำมาทิ้งลงในแม่น้ำเขียวแห่งนี้


เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ทั้งสามศพนี้น่าจะถูกฆ่าโดยคนร้ายคนเดียวกัน และหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบสามศพนี้ พวกเขาก็ได้พบกับรายงานการพบศพอีกจำนวนมากก่อนหน้า ที่พวกเธอล้วนต้องมาตายในบริเวณแม่น้ำเขียวแห่งนี้


เดบอราห์ บอนเนอร์ ถูกรัดคอเสียชีวิตลอยอืดมาตามน้ำ และเวนดี้ ลี คอฟฟิลด์ก็ถูกพบศพอยู่ในสภาพเดียวกัน และเมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน พวกเขาก็พบศพของลินน์ วิลค็อก เพื่อนของเวนดี้ ลี คอฟฟิลด์ที่ตายไปก่อนหน้า บริเวณโรงหนังเก่าห่างจากแม่น้ำกรีนริเวอร์ออกไปหลายไมล์


นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสรุปว่า คนร้ายนั้นน่าจะเป็นฆาตกรอำมหิตคนใหม่ ฆาตกรที่มีความเหี้ยมโหดไม่แพ้ฆาตกรโรคจิตจอมวิปริตคนไหนๆ ที่เคยมีอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกามาก่อน

เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมด 48 ศพ !

ทางวอชิงตันได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อตามล่าฆาตกรคนนี้ขึ้น ด้วยกำลังพลที่มีจำนวนมากที่สุดเท่าที่เมืองคิงเคาน์ตี้จะเคยมี โดยการนำของผู้บัญชาการริชาร์ด คราสเค และนักสืบเดฟ ไรเชิร์ต สนธิกำลังร่วมกับหน่วยเอฟบีไอ ที่ใช้เจ้าหน้าที่ชุดเดียวกันกับที่เคยไล่ล่าตามจับ "เท็ด บันดี้" ฆาตกรจอมโหดวิปริตที่ตอนนี้ได้เข้าไปอยู่ในคุกรอวันประหาร

ผบ. ริชาร์ด คราสเค และ นักสืบเดฟ ไรเชิร์ต

จากการสืบค้นประวัติเหยื่อทุกคน เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าทุกคนนั้นล้วนมีอาชีพเป็นหญิงขายบริการ และทุกคนนั้นต่างก็น่าจะรู้จักกัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มสืบหาร่องรอยคนร้ายจากการสืบถามเหล่าหญิงขายบริการที่ยังคงมีชีวิตอยู่ แต่มันก็ไม่ค่อยจะได้ข้อมูลอะไรมากมายนัก เพราะพวกเธอเองก็ไม่อยากให้ความร่วมมือกับตำรวจกันอยู่แล้ว


แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ข้อมูลจากหญิงขายบริการสองคน ที่ให้เบาะแสเกี่ยวกับชายวัยกลางคนที่ขับรถปิคอัพสีครามผ่านมา แล้วชายคนนั้นก็ใช้ปืนจี้พวกเธอก่อนจะลงมือข่มขืนอย่างทารุณ แต่อย่างไรแล้วเขาไม่ได้ลงมือสังหารใคร โดยในระหว่างที่อยู่บนรถนั้น พวกเธอเล่าว่าชายคนดังกล่าวได้พูดถึงการฆาตกรรมบริเวณลุ่มแม่น้ำกรีนริเวอร์ ซึ่งพวกเธอก็แปลกใจว่าทำไมเขาถึงปล่อยให้พวกเธอหนีกลับมาได้


เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้เบาะแสนี้เป็นเงื่อนงำในการตามสืบเจ้าของรถปิคอัพสีคราม โดยในที่สุดพวกเขาก็ได้ตัวผู้ต้องสงสัยชื่อว่า "ชาร์ล คลินตัน คลาร์ก" ที่มีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเนื้อ โดยพยานระบุว่าเธอสามารถจำหน้าของคลาร์กได้นั่นเอง


แต่ในช่วงเวลาที่คลาร์กถูกจับตัวอยู่นั้น กลับปรากฎว่ามีหญิงสาวชื่อแมรี่ บริดเจดต์(อายุ 19 ปี) ได้หายตัวไปอย่างลึกลับจากย่านโรงแรมซิกซ์ ซึ่งโรงแรมแห่งนี้ก็อยู่ใกล้ ๆ กับแม่น้ำกรีนเช่นกัน

สิ่งนี้จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉลียวใจว่า ชาร์ล คลินตัน คลาร์กนั้น อาจจะไม่ใช่คนร้ายตัวจริงก็เป็นได้ เพราะถ้าเขาเป็นคนร้ายตัวจริงเหยื่อจะต้องถูกสังหาร และตอนนี้คนร้ายก็น่าจะยังลอยนวลอยู่


ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ผู้ต้องสงสัยเพิ่มมาอีก 1 คน ซึ่งมีพยานบอกว่าเธอได้เห็นชายคนนี้ชอบขับรถไปที่แม่น้ำกรีนบ่อย ๆ ซึ่งมันก็เป็นช่วงเดียวกันกับที่เวลาที่เกิดเหตุหญิงสาวอาชีพขายบริการหายตัวไปอย่างลึกลับอีกสองคน ซึ่งเธอก็คือกีซเซล แอน ลอฟฟอร์น และเทอรี่ เรเน มิลลิแกน


ต่อมาในวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1982 ก็พบศพของหญิงขายบริการชื่อว่า กิเซล แอนน์ โลฟวอร์น ที่หายตัวไปเมื่อสองเดือนก่อน ซึ่งศพของเธอไม่ได้ถูกพบที่บริเวณแม่น้ำกรีน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเชื่อว่าคนร้ายนั้นน่าจะเป็นคนเดียวกันแน่ ๆ


จากนั้นมาจนถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1983 ก็มีการแจ้งเหตุหญิงสาวหายตัวไปอย่างลึกลับอีก 14 คน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว อายุของพวกเธอนั้นจะอยู่ระหว่างสิบห้าถึงยี่สิบสามปี ทั้งหมดมีอาชีพเป็นหญิงขายบริการ และนักเต้นระบำเปลื้องผ้า



ถึงแม้จะมีหญิงสาวหายตัวไปอย่างมากมาย  แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถตามสืบหาตัวคนร้ายได้เลย อุตส่าห์จัดตั้งกองกำลังไล่ล่า สนธิกำลังกับหน่วยงานพื้นที่ และเอฟบีไอ ใช้คนตั้งมากมายสิ้นเปลืองงบประมาณไปทำเท่ห์กันอยู่ได้เป็นปี ๆ แต่ก็กลับทำอะไรไม่ได้ นอกจากรู้ข้อมูลแค่ความเกี่ยวพันกันของเหยื่อที่เสียชีวิตเท่านั้น


ท่ามกลางความเสียหน้าของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นพวกเขาก็ยังไม่ย่อท้อ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามค้นหากันต่อไป แต่ก็กลับกลายเป็นว่า ตั้งแต่ช่วงวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1983 เป็นต้นมา พวกเขากลับได้รับแต่รายงานการพบศพของหญิงสาวอีกเป็นจำนวนมาก จากสิบศพกลายเป็นร้อยศพ ตามที่ต่าง ๆ ตั้งแต่บริเวณแถวสนามบินซีแท็ค ไปจนถึงบริเวณใกล้เคียงลุ่มแม่น้ำกรีน หรือแม่น้ำเขียว ที่ตอนนี้มันได้กลายเป็นดั่งสุสานที่ทิ้งศพของหญิงสาวจำนวนมากมายไปแล้ว รูปแบบการทิ้งศพก็เริ่มจะมีบางศพที่นอกจากจะถูกลอยน้ำแล้ว มีบางศพถูกฝังกลบลงในพื้นดินแบบหยาบ ๆ ราวกับว่าคนร้ายนั้นเห็นเหยื่อหญิงสาวเป็นเหมือนกับเศษขยะก็ไม่ปาน


จนเวลาล่วงเลยจาก ค.ศ. 1984 ไปจนถึงปี ค.ศ. 1985 ก็ยังมีการพบศพเหยื่อต่อไป เพียงแต่จำนวนเหยื่อนั้นเริ่มลดลงไปบ้าง


เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มคิดหาทางสืบหาตัวคนร้ายด้วยวิธีการใหม่นั่นก็คือ การใช้อดีตฆาตกรโรคจิตที่วิปริตตัวพ่อ ที่ตอนนี้เขาถูกจองจำรอวันประหารชีวิต มาช่วยในการวิเคราะห์สภาพจิตใจของคนร้าย ซึ่งเขาคนนั้นก็ไม่ใช่ใคร เขาคือ "เท็ด บันดี้" ที่มิติที่ 6 เคยเล่าประวัติชีวิตฆาตรกรของชายคนเอาไว้แล้วนั่นเอง

เท็ด บันดี้

เท็ดวิเคราะห์ว่า ฆาตกรคนนี้ต้องใช้วิธีการทำความรู้จักกับเหยื่อจนตายใจ ก่อนที่จะลงมือสังหารแน่ ๆ ซึ่ง คำแนะนำแบบนี้ไม่ต้องเป็นเท็ด บันดี้ก็ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นใคร เขาก็น่าจะทายได้แบบนี้เช่นเดียวกัน นับว่าเป็นการเสียเวลาเปล่าจริง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอุตส่าห์คิดกลยุทธ์ราวกับหนังแอคชั่นสุดมันส์ แต่ผลที่ได้ออกมานั่นก็คือไม่ได้อะไรคืบหน้าเลย ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากนั้น เท็ด บันดี้ ก็ถูกประหารชีวิตไปพร้อมกับประวัติว่า เขาเคยเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิเคราะห์จิตใจฆาตกรจนเจ้าหน้าที่ตำรวจยังต้องเรียกใช้


ผ่านมาจนถึงปี ค.ศ. 1986 แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่สามารถตามจับตัวคนร้ายได้เสียที ตอนนี้หน่วยล่าเฉพาะกิจแห่งแม่น้ำเขียวก็เริ่มจะถูกประนามว่าไร้ประสิทธิภาพ เพราะไม่ว่าจะจับตัวผู้ต้องสงสัยมาได้กี่คน ก็เป็นอันต้องปล่อยตัวไปทั้งหมด เพราะจับผิดตัวบ้าง หลักฐานไม่พอบ้าง จนตอนนี้จากหน่วยล่าเฉพาะกิจ ก็ได้ถูกสื่อมวลตั้งฉายาให้ใหม่เป็น “หน่วยตัวตลก” แทน


จนเข้ามาถึงช่วงปลายปี ค.ศ. 1986 หน่วยไล่ล่าก็ถูกลดจำนวนเจ้าหน้าที่ลงเหลือ 40% กำลังการสืบสวนก็เริ่มอ่อนล้า จนความสนใจในคดีนักฆ่าแห่งแม่น้ำเขียวนี้ก็เริ่มจะซาลงไป สุดท้ายแฟ้มคดีนี้ก็ถูกเก็บ จนเวลาผ่านไปถึง 20 ปี ผู้คนแทบจะนึกกันไม่ออกแล้วว่าในวอชิงตันนั้น เคยมีคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสุดโหดเกิดขึ้นมาก่อน ท่ามกลางความช้ำใจและฝังใจของเจ้าหน้าที่อย่างนักสืบไรเชิร์ต ที่ตอนนี้เขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอในคิงเคาน์ตี้แล้วในปี ค.ศ. 2001 ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจรื้อคดีนี้ขึ้นมาอีกหน

นักสืบเดฟ ไรเชิร์ตตอนนี้ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเคาน์ตี้แล้ว

ด้วยเทคโนโลยีการตามสืบสมัยใหม่ที่พัฒนาไปอย่างมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ในที่สุดนิติเวชก็ได้ทำการระบุตัวคนร้ายจากรูปแบบของดีเอ็นเอที่อยู่ในคราบอสุจิ ที่พวกเขาได้เก็บจากตัวอย่างของมันมาจากเหยื่อคนหนึ่งตั้งแต่ปี ค.ส. 1987 แล้วนำผลที่ได้ มาเทียบกับเหล่าผู้ต้องสงสัยทั้งหมดอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ผลก็ออกมาว่า ผู้ต้องสงสัยที่เข้าข่ายมากที่สุดก็คือ "แกรี่ ลีออน ริดจ์เวย์" นั่นเอง




แกรี่ ลีออน ริดจ์เวย์คนนี้เป็นใคร ? มีประวัติชีวิตเป็นมาอย่างไรกันแน่ ?


แกรี ลีออน ริดจ์เวย์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1949 เป็นลูกคนที่ 2 ในพี่น้องสามคนของครอบครัว ที่อาศัยอยู่ในซอลท์เลคซิตี้ รัฐยูท่าห์ ชีวิตในวัยเด็กของเขานั้นต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางปัญหาชีวิต เพราะจากการบอกเล่าของเหล่าญาติ ๆ นั้น พวกเขาเล่าว่าแม่ของแกรี่นั้นเป็นจอมบงการ และมีหลายครั้งที่สองผัวเมียมักจะทะเลาะกันด้วยความรุนแรงต่อหน้าลูก ๆ ทั้งสามคน โดยในตอนเด็ก ๆ ของแกรี่นั้น เขาเคยได้รับการทดสอบไอคิวได้ผลออกมาที่ 82 ซึ่งถือว่าเป็นเด็กที่ไม่ได้มีอะไรบ่งบอกว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดสักเท่าไหร่ ผลการเรียนของเขาเองก็ชี้ไปในทางนี้เช่นเดียวกัน แถมในสายตาของเพื่อนร่วมชั้นนั้น แกรี่ออกจะเป็นคนเก็บตัวและไม่มีใครอยากจดจำเขากันเสียเลย



เมื่อแกรี่ย่างเข้าในวัยรุ่น มันก็กลายเป็นวัยแห่งปัญหาของเขา มีรายงานว่าแกรี่นั้นยังฉี่รดที่นอนมาจนถึงวัย 14 ปี และเมื่อคุณแม่ของเขามาพบกับสิ่งนี้ เธอได้สั่งให้แกรี่เดินแก้ผ้าตั้งแต่ห้องนอนไปจนถึงห้องน้ำ จากนั้นเธอจึงจัดการอาบน้ำให้กับแกรี่ ซึ่งการกระทำแบบนี้ มันได้ทำให้แกรี่เกิดความอับอายเป็นอย่างมาก อาจจะมากจนถึงขั้นแค้นฝังใจกันไปเลยก็เป็นได้


เมื่อแกรี่อายุ 16 ปีนั้น เขาได้เคยก่อคดีลากเด็กชายอายุ 6 ขวบ เข้าไปในป่า จากนั้นก็ใช้มีดแทงซี่โครงทะลุเข้าไปจนถึงตับ ซึ่งก็นับว่าโชคยังดีที่เด็กชายคนนั้นไม่ได้เสียชีวิต แต่นี่ก็กลายเป็นก้าวแรกที่แกรี่ได้ลงมือทำร้ายคนอย่างโหดเหี้ยม
การ์ตูนจำลองเหตการณ์ที่แกรี่ทำร้ายเด็ก

ในปี ค.ศ. 1969 นั้น แกรี่ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนทยีไฮสกูล ตอนอายุ 20 ปี และได้แต่งงานกับคลอเดีย เครกแฟนสาวอายุ 19 ปี ที่คบกันมาตั้งแต่ช่วงเรียนหนังสือ ซึ่งชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ก็ยังไม่ทันได้ดำเนินไปได้สักเท่าไหร่ แกรี่ก็ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นทหารเรือ และถูกส่งไปยังเวียดนาม ประจำการอยู่ในหน่วยเรือสนับสนุน ซึ่งที่นี่นอกจากแกรี่จะได้เห็นการสู้รบอย่างดุเดือดแล้ว กิจกรรมส่วนตัวของเขาเองก็ค่อนข้างจะดุเด็ดเผ็ดมันเป็นอย่างมาก ถึงขั้นแกรี่ได้รับเชื้อป่วยเป็นโรคโกโนเรีย เพราะไม่ยอมใช้ถุงยางในระหว่างรบในศึกส่วนตัวเลย แต่อย่างไรก็ดีเมื่อแกรี่ปลดประจำการมา เขาก็ไม่ได้กลับมายุ่งเกี่ยวอะไรกับคลอเดียภรรยาสาวอีกเลย เพราะเขาพบว่าเธอได้นอกใจไปมีแฟนใหม่ และจบชีวิตการแต่งงานครั้งแรกนี้อย่างไม่ทันคุ้มค่า


ญาติ ๆ ของเขาเล่าว่า ชีวิตการแต่งงานสองครั้งแรกของแกรี่นั้น มันจบลงด้วยการหย่าร้างทั้งหมด ซึ่งมาร์เซีย วินสโลว์ภรรยาคนที่สองของแกรี่ก็ได้ออกมาเล่าว่า แกรี่เคยทำร้ายเธอด้วยวิธีการล็อกคออย่างแรงอีกด้วย ทั้ง ๆ ช่วงชีวิตการแต่งงานครั้งนี้ เขาจะแสดงออกว่าตัวเองเป็นคนเคร่งศาสนา เคร่งถึงระดับเดินอ่านพระคัมภีร์ไปทั่วบ้าน เดินอ่านไปยันถึงที่ทำงาน แถมยังชวนภรรยาให้ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัด แต่มันก็เป็นแค่เปลือกนอกของเขาเท่านั้น เพราะอีกด้านหนึ่ง แกรี่เองก็ยังคงแอบไปเที่ยวซื้อบริการทางเพศ และยังเคยขอให้ภรรยาไปทำกิจกรรมติ๊ดชึ่งทั้งในที่สาธารณะ และสถานที่ๆ ไม่สมควรจะทำกิจกรรมเข้าจังหวะแบบนั้น และในอีกหลายๆ แห่งก็มักจะเป็นสถานที่ๆ เขาได้ก่อคดีกับเหยื่อที่ถูกพบศพในเวลาต่อมาอีกด้วย


เนื่องจากความต้องการทางเพศที่ไม่รู้จักสิ้นสุดของเขา ทำให้แกรี่มีผู้หญิงผ่านเข้ามาในชีวิตอยู่มากมาย ทั้งมีภรรยาถึงสามคน และกิ๊กอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีรายงานว่าแกรี่นั้นมีความต้องการทางเพศระดับหลายๆ ครั้งต่อวันเลยทีเดียว ซึ่งตัวของเขาเองก็ยอมรับว่า เขานั้นชอบไปซื้อบริการกับผู้หญิงเสมอๆ เพราะเขาควบคุมความต้องการเอาไว้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อยนิด

แกรี่และจูดิธ ภรรยาคนที่ 3

ประวัติสุดแสนจะดีงามขนาดนี้ ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงไม่สามารถระบุตัวเขาได้ตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน ?


จริงๆ แล้วแกรี่นั้นเคยถูกเป็นผู้ต้องสงสัยมาก่อนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 ซึ่งตอนนั้นเขาถูกจับเพราะไปรัดคอหญิงขายบริการคนหนึ่งที่บริเวณสนามบินซีแท็ค แต่แกรี่ได้ให้การกับตำรวจว่า ตอนนั้นเขาถูกฝ่ายหญิงทำร้ายด้วยการกัดก่อน เขาจึงแค่ป้องกันตัวจากการถูกทำร้ายเท่านั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เชื่อ และปล่อยตัวเขาไป


จนปี ค.ศ. 1982 แกรี่ก็ถูกตำรวจสกัดจับขณะกำลังจะพาหญิงขายบริการอีกคนขึ้นไปบนรถบรรทุกของเขา ซึ่งหลังจากสกัดเสร็จ แกรี่ก็ไม่ได้ถูกจับตัวแต่อย่างใด


ปี ค.ศ. 1983 แกรี่ก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่เพื่อนของแมรี่ เอ็ม มอลเวอร์ หญิงขายบริการที่เสียชีวิตไปนั้นได้ระบุว่า เธอได้จำชายต้องสงสัยคนหนึ่งที่พาแมรี่ขึ้นรถบรรทุกไปได้ ซึ่งตอนนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถหาหลักฐานอื่น ๆ มาสนับสนุนกับพยานคนนี้ได้ จึงต้องปล่อยตัวแกรี่กลับไปอีกครั้ง



ซึ่งหลังจากปล่อยตัวผ่านไปถึงสามรอบนั้น ในที่สุดหมายจับแกรี่ก็ได้ออกมาในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2001 ซึ่งตอนนั้นแกรี่เองกำลังทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตและจำหน่ายรถบรรทุกชื่อเคนเวิร์ธ ทรัค ในตำแหน่งคนงานพ่นสีลวดลายบนตัวรถ โดยในหมายจับระบุว่า เขาคือผู้ต้องสงสัยในคดีสังหารเหยื่อ 4 ราย ได้แก่ มาร์เซีย แชพแมน, โอพาล มิลล์ส์, ซินเธีย ฮินดส์ และแครอล แอน คริสเทนเซน ส่วนรายชื่อเหยื่ออีกสามศพ ได้แก่ เวนดี้ คอฟฟิลด์, เดบรา เอสเตส์ และเดบรา บอนเนอร์ ได้ถูกเพิ่มเติมเข้าไปหลังจากผลทางนิติวิทยาศาสตร์ได้ระบุว่า เม็ดสีสเปรย์ที่พบบนร่างของเหยื่อ ก็คือยี่ห้อเดียวกันกับที่โรงงานเคนเวิร์ธใช้อยู่ ซึ่งมันก็ได้เพิ่มจำนวนเหยื่อที่ใช้ในการออกหมายจับให้กับแกรี่เป็นเจ็ดศพนั่นเอง

สองปีต่อมา ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2003 ข่าวโทรทัศน์ของซีแอทเทิลได้รายงานว่า แกรี่นั้นได้ถูกย้ายจากคุกที่คิงเคาน์ตี้ในส่วนที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงสุด ไปยังแอร์เวย์ไฮท์สที่มีระดับการควบคุมปานกลาง โดยมีรายงานข่าวอีกว่า นายแอนโธนี ซาเวจทนายของแกรี่นั้น ได้ขอต่อรองยกโทษประหารชีวิตแก่เขา เพื่อแลกกับการรับสารภาพผิดทุกคดีที่แกรี่ทำ



จดหมายแสดงความเสียใจของแกรี่

ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 2003 แกรี่ก็ได้รับสารภาพใน 48 คดี ที่เขาได้สังหารเหยื่อเอาไว้ทั้งหมด ซึ่งรองอัยการ เจฟรี่ แบร์ด ได้ชี้แจงเอาไว้ว่า “รายชื่อของเหยื่ออีก 41 คน ที่แกรี่ได้สารภาพเพิ่มขึ้นมานั้น มันอยู่นอกเหนือจากข้อตกลงที่คุยกับทนายเอาไว้”

รายชื่อเหยื่อทั้ง 48 ศพ
ทั้งนี้ยังไม่รวมที่แกรี่บอกว่าฆ่า
แต่ไม่ได้รับสารภาพไว้อีกหลายคน

ต่อมาในวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 2003 ริชาร์ด โจนส์ ผู้พิพากษาแห่งศาลคิงเคาน์ตี้ ได้พิจารณาคดีฆาตกรรมเหยื่อทั้ง 48 ศพ นั้น เป็นความผิดต้องโทษจำคุกกระทงละ 10 ปี รวมแล้วแกรี่ต้องรับโทษจำคุกถึง 480 ปี


โดยย้อนกลับไปในวันที่ 16 สิงหาคม ปีดังกล่าว แกรี่ได้นำอัยการไปชี้สถานที่ทิ้งศพอีก 3 ศพ และเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2005 ก็มีหนังสือพิมพ์ไปพบกับศพอีกศพหนึ่งในสภาพเหลือแต่โครงกระดูก จากนั้นก็ทยอยพบศพเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ


จากการสารภาพของแกรี่นั้น ถือได้ว่าเขาเป็นฆาตกรสุดโหดเหนือกว่าใครในประวัติศาสตร์ของอเมริกา เพราะนอกจาก 48 ศพ ที่เขาเคยสารภาพไปแล้วนั้น ในภายหลังแกรี่ก็ได้ยืนยันว่า จริง ๆ แล้วเขาน่าจะฆาตกรรมหญิงสาวไปมากกว่า 71 คน โดยเขาจะต้องข่มขืนหรือมีอะไรกับเหยื่อก่อนที่จะลงมือสังหารด้วย ซึ่งเหตุผลที่เขาเลือกลงมือสังหารแต่หญิงขายบริการนั้น ก็คือ “ง่าย” และ“เขาเกลียดพวกเธอ” และแกรี่ยังสารภาพอีกว่า เขานั้นก็เคยไปมีอะไรกับศพเหยื่อหลังจากที่ฆ่าพวกเธอทิ้งไปแล้วอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ทำให้แกรี่ถูกระบุว่า เขาน่าจะป่วยเป็นเนโครฟิเลีย หรือพวกชอบมีอะไรกับศพ ซึ่งในคำสารภาพสุดท้ายของแกรี่นั้น เขาระบุว่าการฆาตกรรมหญิงสาวนั้น

"มันคืออาชีพของผม"

แกรี่ถูกส่งตัวไปจำคุกที่รัฐวอชิงตัน ในวาลาวาลา เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2004 และย้ายไปที่แอร์เวย์ไฮทส์ในปี ค.ศ. 2005 จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 เขาถูกย้ายมาที่เรือนจำฟลอเรนซ์ ที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาในรัฐโคโลราโด จนถึงเดือนกันยายนปีเดียวกัน ทางรัฐบาลก็ได้ย้ายตัวแกรี่มายังคุกวอชิงตันอีกครั้ง เพื่อความสะดวกในการสืบสวนคดี โดยหลังจากนั้นแกรี่ก็ถูกย้ายกลับไปยังเรือนจำความเข้มงวดสูงในฟลอเรนซ์โคโลราโด ในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2015


โดยเรื่องราวของ "แกรี่ ลีออน ริดจ์เวย์" นั้น ได้ทำให้วงการตำรวจกลับมามีความน่าเชื่อถืออีกครั้ง จากการสืบหลักฐานพยานด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย จนสามารถตามจับตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าคดีนี้เกือบจะถูกลืมไปกว่า 20 ปี แล้วก็ตาม ซึ่งนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ทำให้เราได้เห็นถึงอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอเมริกา ต้องทำงานผิดพลาดกันมาอย่างยาวนาน นอกจากเรื่องตำน้ำพริกละลายแม่น้ำราวกับหนังฮอลิวูด นั่นก็คือความประมาท และการไม่พิจารณาคนให้ดี ๆ จนปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยหลุดรอดคดีไปได้หลายครั้งหลายคราแบบนี้นั่นเอง

แกรี่ในวัย 62 ปี (ค.ศ. 2011)

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
Dek-D - นักฆ่าแห่งลุ่มแม่น้ำเขียว
Wikipedia - Gary Ridgway
http://board.postjung.com/658674.html
http://truecrimecases.blogspot.com/2012/07/green-river-killer-river-of-death.html
Comic : Green River Killer : A True Detective Story By Writer:Jeff Jensen / Artist:Jonathan Case