ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 เปิดคดี เจนนิเฟอร์ พาน สยองขวัญลูกสาวนรกส่งมาเกิด




คนเราทุกคนนั้นล้วนเคยพูดโกหก ซึ่งไม่ว่าเหตุผลของการโกหกนั้นมันจะเป็นเพราะอะไร ส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดจากความกลัวที่จะต้องพูดความจริง จนบางครั้งเราก็ต้องโกหกกันต่อไปจนกว่าเรื่องนั้นจะจบ โชคดีมันก็ไม่มีอะไร ถ้าโชคร้าย มันก็อาจทำให้เรากลายเป็นคนที่ถูกตราหน้าว่า เป็นคนขี้โกหก

 เปิดบนยูทูป
เปิดบนยูทูป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปพบกับเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอต้องสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาเพียงเพราะกลัวว่าตัวเองจะต้องถูกพ่อแม่ลงโทษ จนสุดท้ายมันก็ทำให้เธอต้องเดินหน้าสร้างเรื่องโกหกต่อไป จนกลายเป็นแผนฆาตกรรมที่โลกนี้ไม่อยากจะจดจำ !!!

เจนนิเฟอร์ พาน

เจนนิเฟอร์ พาน หญิงสาวชาวแคนาดาเชื้อสายเวียดนาม เธอถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ. 1986 จากนายเวยฮาน พานที่ได้พบรักกับนางบิ๊กฮา ในช่วงที่ทั้งสองเพิ่งย้ายถิ่นฐานมาที่แคนาดาในช่วงปี ค.ศ. 1979 จากผู้อพยพมาทำงานเป็นคนงานในโรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ในตอนแรก และได้มาใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ที่เมืองสกาบาระ รัฐออนตารีโอ และได้ให้กำเนิดลูกชายกับลูกสาวขึ้นมานั่นก็คือเจนนิเฟอร์ และเฟลิกซ์ ซึ่งลูกทั้งสองของพวกเขานี้ ก็เหมือนกับแก้วตาดวงใจที่เป็นกำลังใจให้พวกเขามุมานะทำงานเก็บหอมรอมริบ เพื่อสร้างอนาคตเอาไว้ให้ลูก ๆ ได้ใช้เป็นต้นทุนในการมีชีวิตที่ดีในประเทศนี้อย่างสุขสบาย


ยิ่งโดยเฉพาะเจนนิเฟอร์ลูกสาวสุดที่รักด้วยแล้ว เธอเป็นเด็กสาวที่พ่อแม่น่าจะฝากความหวังและอนาคตให้เป็นที่พึ่งพิงของครอบครัว เพราะในสายตาของทั้งนายเวยฮาน และนางบิ๊กฮานั้น เจนนิเฟอร์เป็นเด็กที่เรียนดีมาก เรียนดีถึงขั้นได้รับทุนการศึกษาจากทางโรงเรียน และยังมีมหาวิทยาลัยโตรอนโตแสดงความจำนงจะขอรับตัวเธอเข้าเรียนต่อ ทั้ง ๆ ที่เธอเองยังเรียนไม่จบ ไม่เพียงเท่านั้น เธอเองก็ยังจะได้เข้าทำงานในแลบของโรงพยาบาลเด็กอีกด้วย

บิดา และมารดา ของเจนนิเฟอร์ พาน

เรื่องราวดี ๆ แบบนี้ จึงเป็นเหตุให้พ่อแม่ของเธอรู้สึกคุ้มค่าที่พวกเขาได้พยายามสร้างฐานะจากผัวเมียที่อพยพมาทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ จนสามารถซื้อบ้านและรถ จนมีเงินเก็บไว้เพื่อลูก ๆ มาจนถึงวันนี้

บ้านของครอบครัวพานที่รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา

แต่ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ มันเป็นเพียงสิ่งที่เจนนิเฟอร์สร้างมันขึ้นมา ?


ย้อนกลับไปถึงชีวิตของเจนนิเฟอร์นั้น เธอโตขึ้นมาท่ามกลางการเลี้ยงดูแบบคนเอเชีย ที่คุณพ่อจะเข้มงวดในการดูแลลูก ๆ และมีแม่ที่คล้อยตามคำของผู้นำครอบครัวจอมบงการ


ในวัย 4 ขวบนั้น เจนนิเฟอร์ต้องเข้าคอร์สเรียนเปียโน เรียนสเก็ต และเรียนเสริมพิเศษอีกหลายอย่าง ซึ่งตัวของเธอเองก็สามารถทำได้ดีเสมอมา โดยทุกสิ่งสามารถพิสูจน์ผลของการเรียนอย่างเข้มงวดนี้ ก็คือคะแนนผลการเรียนที่ดีกว่าใคร และรางวัลที่ได้รับจากโรงเรียนมากมายหลายอย่าง ราวกับว่าเธอคือสาวน้อยอัจฉริยะที่นาน ๆ จะพบกันได้สักคนหนึ่ง


ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ชีวิตวัยรุ่นของสาวน้อยของเจนนิเฟอร์นั้น จะต้องถูกพ่อคอยตามประกบสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดมา ไม่ว่าเธอจะไปเที่ยวบ้านเพื่อน ไปนอนค้าง หรือต้องกลับบ้านมืด ๆ ค่ำ ๆ พ่อของเธอจะคอยตามรับและส่งอยู่เสมอ ซึ่งชีวิตของเธอต้องเป็นอยู่อย่างนั้นมาจนถึงวัย 22 ปี นั่นหมายความว่าเจนนิเฟอร์เองก็ไม่เคยได้ไปเที่ยวไหนไกล ๆ กับเพื่อน ๆ เลยสักครั้ง


แต่ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่เธอได้รับ และต้องถูกกระทำจากการเลี้ยงดูแบบเอเชียในบ้าน กับชีวิตจริงในสังคมแบบตะวันตกที่ขัดกันอย่างสิ้นเชิงนั้น มันจะทำให้เธอต้องทนเก็บกดหลายสิ่งหลายอย่างไว้ในใจ เก็บมันไว้ภายใต้ความร่าเริงต่อหน้าเพื่อน ๆ แต่เบื้องหลังนั้น ตัวของเธอกลับเคยทำร้ายตัวเอง เพื่อแสดงออกต่อความกดดันนี้ด้วยการกรีดข้อมือมาแล้ว

เจนนิเฟอร์ สมัยวัยรุ่น

หลังจากที่เธอสำเร็จการศึกษาในชั้นเกรด 8 นั้น จากผลการเรียนที่คาดว่าเธอน่าจะได้รับเหรีญรางวัลผลการเรียนดีเด่น ก็กลายเป็นว่าในช่วงตั้งแต่เกรด 9 เป็นต้นมา เธอกลับไม่ได้รับรางวัลอะไรเลย นั่นก็เพราะว่าในช่วงนั้นผลการเรียนจริง ๆ ของเธอแย่ลงมานิดหน่อย แต่ก็ต่ำกว่าเกณฑ์ของคนเรียนดีในทุก ๆ วิชาเรียน ยกเว้นสาขาวิชาดนตรี ซึ่งถ้าสิ่งนี้มันหลุดรอดไปถึงพ่อแม่ได้ล่ะก็ โดยเฉพาะพ่อของเธอ ท่านคงจะไม่สามารถยอมรับมันได้ และอาจจะส่งผลร้ายให้กับตัวเธอ ที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง


นั่นจึงทำให้เจนนิเฟอร์ตัดสินใจปลอมใบเกรดตัวเอง ด้วยการตัดแปะผลการเรียนทับลงไปในใบเกรด ให้ได้เกรด A หมดทุกวิชา จากนั้นก็นำไปถ่ายเอกสาร เพื่อลบร่องรอยการตบแต่งใบเกรดปลอมครั้งนี้ และที่เธอตัดสินใจทำแบบนี้ก็เพราะว่า คะแนนจริง ๆ ของเธอนั้น ถึงแม้มันจะไม่ได้ระดับดียอดเยี่ยม แต่มันก็สามารถยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพราะเอาเข้าจริง ๆ มหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากผลการเรียนจนถึงชั้นเกรด 8 เท่านั้น


แล้วอะไรกันแน่ ที่ทำให้ผลการเรียนของเจนนิเฟอร์ที่เคยอยู่ในระดับดีเลิศ ต้องตกลงจนกลายเป็นเด็กที่มีผลการเรียนเพียง 70% ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเธอเริ่มเกเร และได้เริ่มเจอกับเพื่อนใหม่ ๆ ที่พบกันในช่วงไปแข่งประกวดวงดนตรีที่ยุโรป


ทั้งงานกิจกรรม และการได้พบเจอเพื่อนชาย มันมีความสุขมากกว่าการเรียนหนักมากมายอย่างแน่นอน จนเวลาผ่านไป เธอก็เรียนมาจนถึงชั้นเกรด 11 ความสัมพันธ์ของเธอกับแดเนียล หว่องเพื่อนชาย ก็พัฒนาขึ้นมาเป็นแฟน ซึ่งเรื่องนี้เจนนิเฟอร์เองก็ปิดมันเป็นความลับไม่ให้พ่อแม่ได้ล่วงรู้ ควบคู่ไปกับการปลอมใบเกรดไปตลอดมา


ช่วงนั้นเจนนิเฟอร์ก็สามารถบริหารชีวิตลับ ๆ ของเธอได้เป็นอย่างดี เพราะแม้ผลการเรียนจะได้เกรดบี แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ มหาวิทยาลัยไรเออสัน ตอบรับให้เธอได้เรียนต่อที่นี่ ซึ่งมันก็คงจะราบรื่นได้อย่างสบาย  ๆ ถ้าเธอไม่พลาดในการสอบวิชาแคลคูลัส จนมหาวิทยาลัยต้องยกเลิกการตอบรับนี้ไป


ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้ผลการเรียนของเธอตกต่ำต่อเนื่องแบบนี้ และก็ไม่รู้เช่นกันว่าอะไรที่ทำให้เจนนิเฟอร์ตัดสินใจสร้างเรื่องโกหกเพิ่มขึ้นมา นั่นก็คือ เธอบอกกับทางบ้านว่า ทางมหาวิทยาลัยโตรอนโต ได้เสนอให้เธอเข้าเรียนในโปรแกรมเภสัชศาสตร์เป็นเวลาสองปี แถมยังได้รับทุนการศึกษาอีก 3,000 ดอลล่าร์ อีกด้วย

เจนนิเฟอร์ และแดเนียล(แฟนหนุ่ม)

แน่นอนว่าเรื่องนี้ มันได้ทำให้ทั้งนายเวยฮาน และนางบิ๊กฮา พ่อแม่ของเธอดีใจกับข่าวนี้เป็นอย่างมาก ลูกสาวทำได้ดีขนาดนี้จะไม่ดีใจได้อย่างไร แล้วเจนนิเฟอร์ล่ะ เธอจะต้องทำอย่างไรต่อ ?


โกหกกันขนาดนี้ เจนนิเฟอร์ก็เหมือนกับขึ้นขี่หลังเสือ จะลงก็คงโดนขย้ำ เธอจึงต้องเดินหน้าต่อไป ด้วยการลงทุนเอาเงินเก็บไปซื้อตำราเรียน และทำทีว่าต้องออกจากบ้านไปเรียนที่มหาวิทยาลัยทุกวัน ซึ่งความจริงแล้ว สิ่งที่เธอทำนั้น มันก็ได้แค่เพียงเดินทางไปห้องสมุดสาธารณะ หยิบหนังสือที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเรียน แล้วคัดลอกมันลงสมุด ให้เหมือนกับว่าได้เข้าเรียน แล้วจากนั้นก็ใช้เวลาที่เหลือ เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยยอร์ก เพื่อไปพบกับแดเนียลคนรักของเธอ แล้วก็ไปทำงานพิเศษเป็นพนักงานเสิร์ฟตามร้านอาหารบ้าง ไปเป็นครูสอนเปียโนบ้าง เพื่อนำรายได้มาใช้แทนสิ่งที่เธอบอกกับพ่อแม่ว่าได้ทุนการศึกษา ซึ่งร้านอาหารที่เธอไปทำงานนั้น ก็เป็นร้านเดียวกันกับที่แดเนียลทำอยู่นั่นเอง


พอพ่อของเธอซักถามเรื่องการเรียนว่าเป็นอย่างไร เจนนิเฟอร์ก็ทำได้แต่บ่ายเบี่ยง ซึ่งเธอเองก็ได้แม่ของเธอที่เข้าใจว่าเจนนิเฟอร์คงอยากได้ความเป็นส่วนตัวบ้าง คอยห้ามปรามพ่อว่า อย่าไปวุ่นวายกับลูกสาวเกินไปหน่อยเลย เพราะว่าเธอนั้นโตแล้ว


ใครจะไปเชื่อว่าเจนนิเฟอร์สามารถโกหกเรื่องการได้ทุนเรียนในวิชาเภสัชศาสตร์นี้ มายาวนานถึง 2 ปี ซึ่งตอนนี้มันก็ครบกำหนดที่เธอได้บอกกับพ่อแม่ไปเสียแล้ว นั่นจึงทำให้พ่อของเธอ ต้องถามความเป็นไปว่าตอนนี้ผลการเรียนเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งก็แน่นอนว่า เจนนิเฟอร์ได้โกหกต่อไปว่า ทางมหาวิทยาลัยได้ตอบรับให้เธอเรียนในสาขาวิชานี้ต่อ และแน่นอนเช่นกันว่า สิ่งนี้มันก็ได้สร้างความยินดีปรีดาให้กับพ่อแม่ของเธอเป็นอย่างมาก


ลูกสาวเรียนเก่ง ขนาดได้เรียนต่อแบบนี้ แล้วเธอจะต้องทำยังไงต่อดี ?


เจนนิเฟอร์บอกกับพ่อแม่ของเธอว่า ตอนนี้เธอจำเป็นจะต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับเพื่อน เพื่อจะได้ลดปัญหาเรื่องการเดินทางอันยากลำบาก ที่ตลอดมาเธอต้องเดินทางจากบ้านไปมหาวิทยาลัยทุกวัน ซึ่งมันอาจจะทำให้ผลการเรียนของเธอไม่ได้คะแนนดีเท่าที่ควร ซึ่งแน่นอนว่า แม่ของเธอก็ได้สนับสนุนเรื่องนี้ เพราะเข้าใจและเห็นใจ เป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ต้องเดินทางไกล ๆ ไปเรียน มันคงจะดีกว่า ถ้าได้อาศัยอยู่กับเพื่อนใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย


แล้วใครจะไปเชื่อว่าแท้ที่จริงแล้ว เจนนิเฟอร์ไม่ได้ไปเรียนเลย และตอนนี้เธอเองก็ไปอาศัยอยู่กับแดเนียลแฟนหนุ่มของเธอต่างหาก ซึ่งแน่นอนว่าพ่อแม่ที่บ้านของแดเนียลนั้น ก็เข้าใจว่าเธอได้ขออนุญาตพ่อกับแม่ของเธอเรียบร้อยแล้ว


จนเวลาผ่านไป 2 ปี มันก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องบอกกับทางบ้านว่า เธอได้สำเร็จการศึกษาแล้ว  ซึ่งตลอดมาเธอได้โกหกกับทางบ้านเรื่องผลการเรียนของตัวเอง ด้วยวิธีการปลอมใบเกรดแบบเดิม ๆ และแน่นอนว่า ผลการเรียนที่เธอระบุในใบเกรดทุกใบในแต่ละเทอมนั้นก็คือเกรด A ทั้งสิ้น แต่คราวนี้เธอจะต้องทำอย่างไร ถึงจะรอดจากการที่จะต้องพาผู้ปกครองเข้าไปร่วมในงานพิธีรับปริญญาบัตรได้ ?


ใช่แล้ว เธอต้องปั้นเรื่องว่า ในวันทำพิธีมอบปริญบัตรนั้น จะมีคนมาร่วมพิธีเยอะมาก ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัยจึงอนุญาตให้นักศึกษา สามารถพาญาติไปเข้าร่วมพิธีได้เพียงคนเดียว ซึ่งเธอจะให้เพื่อนของเธอไปดูแทน พ่อแม่จะได้ไม่ต้องเสียความรู้สึก ที่สามารถเข้าร่วมได้แค่คนเดียว ซึ่งถึงแม้มันจะดูเป็นการหาข้ออ้างข้าง ๆ คู ๆ แต่กลับกลายเป็นว่า พ่อแม่ของเธอนั้นเชื่อฟัง และปล่อยให้เรื่องราวผ่านไปท่ามกลางความเสียดาย ที่ไม่ได้เห็นลูกสาวรับปริญญา


เรียนจบก็ต้องทำงาน แถมงานที่ทำมันจะต้องเท่าเทียมกับวุฒิที่ร่ำเรียนมา เจนนิเฟอร์คิดได้แบบนั้น เธอก็เลยต้องโกหกกับพ่อแม่ต่อไปว่า ตอนนี้เธอได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในแล็บวิเคราะห์ผลเลือดที่โรงพยาบาลเด็ก และจำเป็นต้องเข้ากะทำงานกลางคืนในวันศุกร์และช่วงสุดสัปดาห์ นั่นจึงทำให้เธอต้องไปค้างที่บ้านเพื่อนคนเดิมบ่อยกว่าขึ้น ซึ่งเธอก็ได้เนียนไปกับสถานการณ์ที่ตัวเองสร้างมันขึ้นมาไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางความสงสัยของพ่อ ที่เห็นลูกสาวออกไปทำงาน แล้วต้องเข้าเวรในที่ทำงานซ้ำ ๆ กันแบบนั้น แล้วไหนล่ะบัตรประจำตัวพนักงานแล็บ? ไหนล่ะเครื่องแบบ? คิดได้ดังนั้นนายเวยฮานจึงแกล้งอาสาขับรถไปส่งเจนนิเฟอร์ถึงที่ทำงาน และให้นางบิ๊กฮาแอบเดินตามไปดู ซึ่งวันนั้นเจนนิเฟอร์ต้องแอบอยู่ในโรงพยาบาลอยู่หลายชั่วโมง กว่าพวกเขาจะเดินทางกลับกันไป


แต่เธอนั้นกลับไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า พ่อแม่ของเธอนั้น ก็ต้องรู้สึกระแคะระคายอะไรมากมายเกี่ยวกับชีวิตช่วงหลัง ๆ ของเธอแน่ ๆ จึงลืมไปว่าสิ่งที่เธอทำพลาดไปนั้นก็มีอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือ เธอเคยให้เบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนที่อ้างว่าไปนอนค้างกันอยู่บ่อย ๆ เอาไว้กับแม่ของเธอครั้งหนึ่ง


เช้าวันรุ่งขึ้นนั้น พ่อกับแม่ของเจนนิเฟอร์จึงตกลงใจที่จะโทรศัพท์ไปหาเพื่อนคนนี้ของเธอ ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนของเธอนั้น ได้ตอบกลับไปอย่างซื่อ ๆ ว่า เจนนิเฟอร์ไม่เคยมาค้างกับเธอเลยแม้แต่วันเดียว


ความจริงก็คือความจริง ในที่สุดเจนนิเฟอร์ก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน พ่อแม่ของเธอได้พยายามซักไซ้ไล่เลียง และป้อนคำถามกับเธออย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดเธอก็ต้องสารภาพความจริงกับพวกเขาว่า แท้ที่จริงแล้ว เธอเรียนชั้นมัธยมไม่จบด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องเรียนมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการได้เข้าทำงานในโรงพยาบาลเด็กนั้น มันเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น


หัวใจของเจนนิเฟอร์ตอนนี้ มันคงแทบจะสลาย แต่คนที่หัวใจสลายไปหมดแล้ว ก็คือพ่อและแม่ของเธอนั่นเอง โดยเฉพาะคนเป็นแม่ ที่พยายามปกป้องลูกสาวมาตลอด กลับต้องมารู้เรื่องจริงที่เป็นคนละเรื่องกับที่เธอรับรู้ตลอดมา ส่วนพ่อนั้นไม่ต้องพูดถึง นายเวยฮานโกรธจัดถึงกับออกปากจะไล่เจนนิเฟอร์ออกจากบ้าน แต่ก็ยังได้แม่ของเธอช่วยห้ามปรามเอาไว้ ซึ่งอย่างไรก็ดี เธอก็ถูกทำโทษด้วยการยึดโทรศัพท์ และห้ามใช้โน้ตบุ๊คเป็นเวลาสองสัปดาห์ และต้องลาออกจากงานที่ทำทั้งหมด ยกเว้นงานครูสอนเปียโน และที่สำคัญที่สุดก็คือ เจนนิเฟอร์จะต้องเลิกติดต่อกับแดเนียลตลอดไป และเธอจะต้องกลับไปเรียนชั้น ม.ปลายให้จบ


ไม่โดนตัดหางปล่อยวัดก็บุญขนาดไหนแล้ว แต่เจนนิเฟอร์กลับไม่เข็ดหลาบอะไรเลย เธอยังคงลักลอบติดต่อกับแดเนียล คอยแอบโทรศัพท์ไปหาเพื่อนัดพบกันในช่วงระหว่างออกไปสอนเปียโน แอบเจอกันตอนกลางวันก็ยังไม่เท่าไหร่ เจนนิเฟอร์ก็ยังแอบไปพบกับแดเนียลในตอนกลางคืนอีก ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ถูกจับได้อยู่ดี ยิ่งผิดก็ยิ่งถูกดูแลเข้มงวด จนแดเนียลเองก็เริ่มไม่เข้าใจว่านี่มันอะไรกัน ลูกสาวอายุตั้งยี่สิบสี่ปีแล้ว ยังห้ามไม่ให้ไปไหนมาไหนอีก จนในที่่สุดแดเนียลก็เลยขอเลิกกับเจนนิเฟอร์แล้วไปหาแฟนใหม่ที่ไม่มีปัญหาอะไรแบบนี้ดีกว่า


เจนนิเฟอร์เองพอรู้ว่าแดเนียลขอเลิกเพื่อไปมีแฟนใหม่ก็ไม่ยอม เธอจึงสร้างเรื่องโกหกกับแดเนียลว่า ตอนนี้เธอถูกทำร้ายโดยแฟนใหม่ของแดเนียลที่เป็นตัวบงการ ซึ่งเธอทำแบบนี้ก็เพื่อหวังจะได้แดเนียลกลับมา แต่มันก็แน่นอนว่า เธอได้เสียแดเนียลไปกับสาวคนใหม่จริง ๆ เสียแล้ว


ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 2010 นั้น เจนนิเฟอร์ก็ได้พบกับแอนดรูว์ มองเตเมเยอร์ เพื่อนชายสมัยเรียนชั้นประถมโดยบังเอิญ ทั้งคู่ได้พูดคุยกัน จนได้รู้ว่าเจนนิเฟอร์นั้นมีปัญหาทางบ้าน ซึ่งทางแอนดรูว์เองก็บอกว่า ที่บ้านของเขาก็มีปัญหาเหมือนกัน มีปัญหากันมากถึงขั้นตัวของเขาอยากจะฆ่าพ่อตัวเองให้ตาย ๆ ไปซะเลย


ใครจะไปคิดว่า สิ่งที่เพื่อนชายคนใหม่ของเจนนิเฟอร์บ่นพล่อย ๆ ออกมานั้น มันจะทำให้เจนนิเฟอร์คิดวางแผนการที่ไม่อยากจะเชื่อได้ว่า เธอยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ได้เลย

นั่นก็คือการคิดว่า โลกนี้มันจะดีแค่ไหนนะ ถ้าไม่มีพ่อของเธออยู่ ?


เจนนิเฟอร์ได้พูดในสิ่งที่เธอคิดนี้ให้กับแอนดรูว์ฟัง ซึ่งแอนดรูว์นั้นก็เข้าใจและพยายามให้ความช่วยเหลือ โดยแอนดรูว์ได้พาเจนนิเฟอร์ไปพบกับริคาร์โด ดันแคน เพื่อนของเขาเอง โดยตกลงกันว่าเจนนิเฟอร์จะว่าจ้างให้ริคาร์โดไปฆ่าพ่อของเธอด้วยเงินจำนวน 1,500 ดอลล่าร์ ซึ่งเงินก้อนนี้เธอได้นำมันมาจากการสอนเปียโนนั่นเอง โดยเธออาสาจะล่อลวงพาพ่อของตัวเอง ไปให้ริคาร์โดฆ่าในบริเวณลานจอดรถที่เขาทำงานอยู่


แผนการตื้นเขินขนาดนี้ จึงทำให้ริคาร์โดตัดการติดต่อและเชิดเงินหนีไป มีใครที่ไหนจะล่อเหยื่อมาให้ฆ่าในที่ทำงาน ต่อให้ทำงานสำเร็จก็ถูกตำรวจสืบจับได้แหง ๆ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น สาเหตุที่ริคาร์โดปฎิเสธการว่าจ้างครั้งนี้ก็เพราะว่า เขาไม่อยากฆ่าคน และได้คืนเงินมัดจำที่ได้รับมาเพียง 200 ดอลล่าร์ ไปหมดแล้วต่างหากครับ


จนกระทั่งเวลาผ่านไป แดเนียลที่อกหักก็กลับมาขอคืนดีเจนนิเฟอร์อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เจนนิเฟอร์ได้เล่าถึงแผนการที่จะกำจัดศัตรูความรักของทั้งคู่ให้แดเนียลฟัง ซึ่งศัตรูที่ว่านั้นก็ไม่ใช่ใคร พ่อของเธอนั่นเอง


ซึ่งแดเนียลได้ฟังเรื่องนี้แทนที่จะตกใจ เขากลับไม่ได้พูดอะไร แถมยังให้ความช่วยเหลือกับเธออีก นั่นก็เพราะว่าเจนนิเฟอร์บอกว่า ถ้าพ่อของเธอตาย เธอจะได้เงินประกันชีวิตถึง 500,000 ดอลล่าร์ เลยทีเดียว


ไม่รู้ว่าเงินมันบังตาแดเนียล หรือว่าแดเนียลนั้นยังรักเจนนิเฟอร์อยู่ เขาได้พาเจนนิเฟอร์ไปพบกับเลนฟอร์ด ครอว์ฟอร์ด เพื่อจะได้ช่วยทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้ แถมยังออกเงินซื้อไอโฟนพร้อมเบอร์ใหม่ให้กับเจนนิเฟอร์ไปอีกหนึ่งเครื่อง เพื่อใช้สำหรับติดต่อประสานงานในแผนการครั้งใหม่นี้


จนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2010  เวลา 20:30 น. มันเป็นเวลาที่นายเวยฮาน พ่อของเจนนิเฟอร์เข้านอนตามปกติ น้องชายของเธอก็ยังไม่กลับจากมหาวิทยาลัย ส่วนแม่ของเธอก็เพิ่งจะเดินทางกลับมาถึงบ้าน


เดวิด มิลวาเกแนม หนึ่งในผู้ร่วมทำการ ได้โทรศัพท์ให้สัญญาณกับเจนนิเฟอร์ให้เริ่มแผนการ ซึ่งเจนนิเฟอร์ก็ได้ราตรีสวัสดิ์นางบิ๊กฮาผู้เป็นแม่เพื่อส่งเข้านอน แล้วเธอก็ได้เปิดและปิดไฟที่ชั้นสอง เพื่อส่งสัญญาณทางสะดวกให้กับพรรคพวกข้างนอกทราบทันที


ทั้งเลนฟอร์ด, เดวิด และอีริค แคร์ทีพร้อมอาวุธครบมือ ได้บุกจู่โจมเข้าไปในบ้าน จากนั้นก็ใช้ปืนจี้ให้นายเวยฮานออกมาจากห้องนอน ส่วนอีกคนก็คุมตัวนางบิ๊กฮาเอาไว้ ที่เหลือก็ทำเป็นจับเจนนิเฟอร์มัดมือไพล่หลัง แล้วสั่งให้เจนนิเฟอร์ไปหยิบเงินที่เก็บไว้ในบ้านออกมา จากนั้นก็จับเจนนิเฟอร์มัดไว้ที่ราวบันได้ ท่ามกลางเสียงร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตลูกสาวของนางบิ๊กฮา ว่าอย่าทำร้ายลูกสาวของเธอเลย

จากนั้นกลุ่มคนร้ายก็ใช้ผ้าห่มคลุ่มตัวพ่อและแม่ของเจนนิเฟอร์ แล้วลากตัวลงไปที่ชั้นใต้ดินของบ้าน จากนั้นก็ลงมือลั่นกระสุนปืนใส่ร่างของพ่อแม่ของเจนนิเฟอร์ โดยกระสุนยิงเข้าไปที่ใบหน้าและไหล่ของนายเวยฮาน ผู้เป็นพ่อ ส่วนแม่ของเธอถูกกระสุนเจาะเข้าไปที่ศีรษะ 3 นัด เสียชีวิตทันที จากนั้นคนร้ายก็หลบหนีไป


ด้านเจนนิเฟอร์ก็โทรศัพท์แจ้งตำรวจ โดยเธอแกล้งใช้น้ำเสียงเหมือนกำลังหวาดกลัวสุดขีด พูดแจ้งความในสาย และทิ้งท้ายด้วยประโยคข้อความว่า

“ฉันไม่รู้ว่าพวกมันเอาพ่อแม่ของฉันไปไว้ที่ไหน ช่วยด้วยค่ะ”

หลังจากวางหูเสร็จ เจนนิเฟอร์คงคิดว่าแผนการณ์ครั้งนี้น่าจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแน่ ๆ  แต่ยังดีใจได้ไม่ทันไร นายเวยฮานพ่อของเธอกลับฟื้นขึ้นมา แล้วคืบคลานขึ้นมาจากห้องใต้ดิน เจนนิเฟอร์เห็นท่าไม่ดีจึงบอกกับพ่อว่า ตอนนี้เธอได้แจ้งตำรวจแล้ว แต่พ่อของเธอก็ยังคงพยายามเดินออกไปนอกบ้าน แล้วร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนแถวนั้น จนเพื่อนบ้านออกมาดู ก็พบกับนายเวยฮานในสภาพเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด เพื่อนบ้านเห็นดังนั้น จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาอีกทาง และไม่ลืมที่จะให้เจ้าหน้าที่นำรถพยาบาลมาด้วยอีกคัน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น รถพยาบาลก็ได้นำตัวในเวยฮานไปโรงพยาบาลทันที





และที่โรงพยาบาลแห่งนั้น แพทย์ได้ทำการช่วยชีวิตนายเวยฮานจนสามารถให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงแม้ว่ากระสุนที่ฝังอยู่ในกระโหลกบริเวณใบหน้าของเขา ยังไม่สามารถเอาออกมาได้ แต่ทว่าสมองของนายเวยฮานนั้น กลับจำเหตุการณ์บางอย่างที่ตัวเขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่า สิ่งที่เขาเห็นหลังถูกยิง ก่อนจะหมดสติไปนั้นมันจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมา


นั่นก็คือนายเวยฮานจำได้ว่า เขาเห็นเจนนิเฟอร์กำลังพูดคุยอยู่กับกลุ่มคนร้ายอย่างสนิทสนมราวกับว่าเป็นเพื่อนกัน โดยที่มือของเจนนิเฟอร์ในตอนนั้น กลับไม่ได้ถูกเชือกมัดเอาไว้แต่อย่างใด นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของปมปริศนาการบุกเข้าปล้นฆ่าที่มีข้อสงสัยมากมายในรูปคดี และทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจที่จะบรรจุเจนนิเฟอร์รวมอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยอันดับต้น ๆ


ต่อมาเจนนิเฟอร์ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ เชิญตัวมาให้ปากคำที่สถานีอย่างยาวนานจนถึงตีสาม และก็เรียกเธอมาสอบปากคำอีกรอบในสองวันให้หลัง ทั้งนี้เพราะการให้ปากคำของเธอนั้น มันมีพิรุธอยู่หลายแห่ง ตั้งแต่ทำไมคนร้ายถึงเลือกที่จะปล่อยให้เธอรอดโดยไม่ถูกทำร้ายเลย แต่พ่อแม่ของเธอกลับถูกยิง แล้วทำไมประตูบ้านไม่มีร่องรอยถูกงัดแงะทำลาย และถ้าหากคนร้ายเป็นพวกหัวขโมยจริง ๆ มันก็น่าจะเอารถยนต์ของบ้านเธอไปด้วย เพราะมันจอดล่อตาล่อใจอยู่หน้าบ้านขนาดนั้น มันผิดวิสัยของหัวขโมยเป็นอย่างมาก


เจนนิเฟอร์ และแฟนหนุ่มให้ปากคำตำรวจ

พอถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน เจนนิเฟอร์ก็ถูกเรียกมาให้ปากคำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้เธอก็ยอมรับสารภาพออกมาว่า เธอมีส่วนในการฆาตกรรมครั้งนี้จริง ๆ โดยเธอสารภาพออกมาว่า เธอนั่นเองที่เป็นคนวางแผนจ้างวานให้คนมาฆ่าตัวเอง เพราะน้อยใจเรื่องพ่อ แต่พอดีเธอกับพ่อหายโกรธกันแล้ว เธอจึงโทรไปยกเลิกงาน แต่คนร้ายกลับมาฆ่าพ่อแม่ของเธอแทนที่จะฆ่าเธอ


คำสารภาพพิกล ๆ ของเจนนิเฟอร์ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่ออะไร และยังได้ทำการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของเธอต่อ โดยในที่สุดจากหลักฐานการแชทคุยกันกับแดเนียลมากมายถึงที่มาที่ไป และวิธีการวางแผนทำงานของเธอ ทำให้เจ้าหน้าที่ก็สามารถตามจับตัวผู้ร่วมกระทำการทั้งหมด รวมถึงตัวแดเนียลมาจนได้ ซึ่งทำให้ทุกคนรวมถึงเจนนิเฟอร์ ถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดวางแผนการฆาตกรรมในครั้งนี้
เจนนิเฟอร์ และน้องชาย ในวันประกอบพิธีศพมารดา

เจนนิเฟอร์ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีที่ศาลเมืองนิวมาร์เก็ต รัฐออนตาริโอ ในวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 2014 โดยภายหลังจากการสอบปากคำจากพยานกว่า 50 ปาก ในที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ร่วมกับเอกสารอีกกว่าสองร้อยฉบับ ทำให้เจนนิเฟอร์ต้องรับสารภาพเพราะจำนนในหลักฐานว่าตัวของเธอนั่นเอง ที่เป็นผู้ลงมือวางแผนสังหารพ่อแม่ของตัวเองในช่วงเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 2010 ที่ผ่านมาจริง แต่หลังจากนั้นอีก 3 เดือน เจนนิเฟอร์ก็กลับคำให้การอีก


โดยในวันพิจารณาโทษนั้น เจนนิเฟอร์กลับดูไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่กำลังจะได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย จนขั้นตอนการพิจารณาคดีจบลง คณะลูกขุนได้ลงความเห็นว่า เจนนิเฟอร์นั้นได้วางแผนกระทำการอุกอาจครั้งนี้มาอย่างดี พอมาถึงตรงนี้เจนนิเฟอร์ก็หลุดร้องไห้ออกมาจนออกอาการตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด


เจนนิเฟอร์ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต โดยจะไม่มีสิทธิได้รับการลดหย่อนโทษใด ๆ ในช่วงที่ถูกจองจำ 25 ปีแรก เช่นเดียวกับแดเนียลแฟนหนุ่ม ครอว์ฟอร์ด และมิลวาเกแนม ก็ได้รับโทษนี้เช่นเดียวกัน ส่วนแคร์ธี่ต้องรออ่านคำพิพากษาในปีถัดไป เนื่องจากทนายป่วยในวันพิจารณาคดีวันนี้


นอกจากเจนนิเฟอร์จะได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ศาลก็ยังสั่งห้ามให้เธอติดต่อกับพ่อ และน้องชาย รวมไปถึงญาติคนอื่น ๆ ของเธอตลอดไป ซึ่งสิ่งนี้ก็มาจากคำร้องขอต่อศาลของญาติ ๆ ของเธอนั่นเอง


ต่อมานายเวยฮานได้ย้ายไปออกไปอาศัยอยู่กับญาติ ส่วนเฟลิกซ์น้องชายของเจนนิเฟอร์ก็ออกไปใช้ชีวิตหางานทำอยู่ในย่านอีสโคสท์ ส่วนบ้านของครอบครัวนั้น นายเวยฮานได้ตัดสินใจขายมันทิ้ง แต่ก็ยังไม่มีใครมาขอซื้อ เพราะประวัติอันน่ากลัวของบ้าน และย่านดังกล่าวนั้นเป็นย่านอยู่อาศัยของชาวจีน ก็ยิ่งขายยากขึ้นไปอีก


ตัวของนายเวยฮานนั้นบอกว่า เขาไม่ได้ไปร่วมรับฟังในวันพิจารณาโทษของลูกสาว และเขาก็ได้เขียนข้อความไปถึงศาลในฐานะผู้เสียหายว่า

“วันนั้น ผมเสียทั้งภรรยาและลูกสาวไปแล้ว ตอนนี้ผมไม่มีใครอีกต่อไป บางคนบอกว่าผมโชคดีที่ไม่ตาย แต่ไม่ใช่เลย ผมว่าผมตายไปแล้วมากกว่า” 

“ผมหวังว่าเจนนิเฟอร์จะคิดได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป แล้วกลับตัวกลับใจมาเป็นคนดีที่ซื่อสัตย์ในวันข้างหน้าได้”

ซึ่งเหตุการณ์การฆาตกรรมสยองขวัญของครอบครัวพานครั้งนี้ ทำให้มิติที่ 6 นึกถึงเหตุการณ์คล้าย ๆ กันในประเทศไทย ที่เคยมีลูกชายจ้างคนมาฆ่าพ่อตัวเองถึงในบ้าน อยู่สองสามคดี ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มันได้เกิดขึ้นมาและจบไป โดยไม่มีใครสามารถรอดจากเงื้อมมือของกฏแห่งกรรมและกฏหมายบ้านเมืองไปได้แม้แต่รายเดียว และทางมิติที่ 6 เองก็อยากจะบอกกับใครก็ตาม ที่ทางบ้านมีปัญหากับพ่อแม่ จนถึงขั้นอยากจะวางแผนลงมือสังหารพวกท่านให้ตายไปพ้น ๆ เพื่อตัวเองจะได้เป็นอิสระนั้น ได้พึงสำนึกไว้เสมอว่า


ถ้าขาดพ่อแม่เลี้ยงดูเราแล้ว เราจะมีชีวิตอยู่กันต่อไปอย่างไร ? และถ้าเราเริ่มที่จะโกหกเพื่อสร้างความชอบธรรมปลอม ๆ ให้กับตัวเองเมื่อใด เราก็จะต้องกลายเป็นคนโกหกตลอดไป จนกว่าจะถูกจับได้ ซึ่งผลของการโกหกนั้นมันอาจจะจบด้วยความสูญเสียมากมาย จนเกินกว่าที่ตัวของเราจะสามารถคาดคิดได้ อย่างเรื่องราวของเธอ เจนนิเฟอร์ พาน


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง