ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 Heaven's Gate ลัทธิมนุษย์ต่างดาวสยองขวัญ




ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ล้วนถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมา แต่พระเจ้านั้นจะเป็นใครได้ ถ้าไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวโบราณจากนอกพิภพ ที่นำแนวคิดและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่มนุษย์ ท่านผู้ชมเคยได้ยินเรื่องราวอะไรแบบนี้กันอยู่บ้างใช่ไหม ? แล้วใครกันที่สร้างแนวคิดบิดเบือนพระคัมภีร์แบบนี้ขึ้นมา จนถึงปัจจุบันก็ยังมีผู้คนเชื่อแนวคิดนี้กันมากมายอยู่ทั่วโลก

 กดเพื่อดูได้ที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปพบกับเรื่องราวที่มาของความเชื่อที่ว่า มนุษย์ต่างดาวโบราณนั้นคือพระเจ้า และมนุษย์โลกอย่างเราก็สามารถที่จะเดินทางไปอาศัยอยู่ร่วมกับพระเจ้าที่ต่างดาวนั้นได้ !!

“บอนนี่ เน็ตเทิล” เธอคือนางพยาบาล ชื่อเล่นของเธอที่ถูกเรียกกันติดปากก็คือ “ที” เธอคือหญิงสาวที่เกิดจากครอบครัวนิกายแบปทิสต์ในเมืองฮิวสตัน ซึ่งต่อมาเธอก็ขอออกจากนิกายแล้วมาสมัครงานเป็นนางพยาบาล แล้วได้แต่งงานกับนักธุรกิจที่ชื่อว่า “โจเซฟ ซีกัล เนตเทิล” ในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1949 โดยมีลูกด้วยกัน 4 คน แต่ในที่สุดชีวิตแต่งงานของบอนนี่กับโจเซฟก็เริ่มจะแย่ลง เพราะในช่วงนั้นบอนนี่เองก็ได้เริ่มคบหากับบาทหลวงฟรานซิส ที่คอยให้คำแนะนำในการดำเนินชีวิตแก่เธอ จนตัวเธอก็ผันแปรเริ่มเข้ามาคลุกคลีกับพวกคนทรงเจ้าในทุกวันพุธ โดยสถานที่พบปะก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล นั่นก็คือบ้านของเธอนั่นเอง

บอนนี่ เน็ตเทิล

จนในปี ค.ศ. 1972 บอนนี่ก็ได้เริ่มสนใจพบปะกับกลุ่มหมอดูอีกหลายคน ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนบอกกับเธอว่า อีกไม่นานชีวิตของเธอจะได้พบกับชายผู้ลึกลับ รูปร่างสูงใหญ่ ผมบาง และผิวดี ซึ่งมันก็คงไม่ใช่ใคร ถ้าไม่ใช่ “มาแชล แอพเพิลไวท์” นั่นเอง

มาแชล แอพเพิลไวท์

“มาแชล เฮอริฟ แอพเพิลไวท์ จูเนียร์” ชายผู้มีชื่อที่รู้จักกันในนามว่า “โบ” หรือ “โด”  เขาเกิดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1931 จากเมืองสเปอร์ รัฐเท็กซัส ชีวิตในวัยเรียนของเขานั้น หลังจากมาแชลสำเร็จการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยออสติน เขาก็ได้ไปสอนวิชาดนตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยอลาบามา หลังจากนั้น มาแชลก็ตัดสินใจกลับมาเท็กซัสบ้านเกิดของเขา ซึ่งที่บ้านเกิดแห่งนี้ มาแชลได้ก่อตั้งคณะนักร้องประสานเสียงขึ้นมาที่มหาวิทยาลัยเซนต์โธมัส ในเมืองฮิวสตัน โดยต่อมาในปี ค.ศ. 1970 มาแชลก็ลาออกมาจากงานด้วยปัญหาอารมณ์แปรปรวน โดยปีต่อมาพ่อของเขาก็มาเสียชีวิตไปอีก ซึ่งเรื่องนี้ทำให้มาแชลต้องกลายเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งโรค

มาแชล และคณะนักร้องประสานเสียงที่มหาวิทยาลัยเซนต์โธมัส

ในปี ค.ศ. 1972 นี้เอง ทั้งมาแชล แอพเพิลไวท์ และบอนนี่ เน็ตเทิล ก็ได้มาพบกันราวกับการกลั่นแกล้งของพระเจ้า โดยวันนั้นมาแชลได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อนของเขาที่โรงพยาบาลที่เน็ตเทิลทำงานอยู่ ทันทีที่เน็ตเทิลเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยห้องนั้น ทั้งสองก็สบตากันราวกับมันเป็นสิ่งที่ถูกอะไรบางอย่างลิขิตเอาไว้ ซึ่งหลังจากวันนั้นทั้งสองก็สนิทกันอย่างรวดเร็ว โดยบอนนี่เองได้เคยดูดวงให้กับมาแชลแล้วพบว่า การได้พบกับมาแชลนั้น มันก็เหมือนกับลิขิตจากสวรรค์ที่จะพาเธอนั้นไปสู่ดวงดาว ซึ่งมาแชลเองก็ได้บอกกับเธอว่า เขานั้นก็มีวิธีติดต่อกับสวรรค์ได้เช่นกัน

ความคิดเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยขนาดนี้ ทำให้ทั้งสองตกลงใจร่วมมือกัน โดยมาแชลได้มอบหมายให้บอนนี่เป็นผู้ชี้นำส่วนตัวของเขา ส่วนนายมาแชลก็จะรับหน้าที่เป็นตัวแทนในการถ่ายทอดถ้อยคำของเธอให้


ในปีต่อมาบอนนี่จึงตัดสินใจทิ้งลูกเล็ก ๆ สามคนไว้กับสามีของเธอ ส่วนลูกสาวคนโตอายุ 20 ปี ของเธอนั้น ได้ตัดสินใจแยกตัวไปใช้ชีวิตของตัวเองเพียงลำพัง และบอนนี่จึงได้ออกเดินทางไปกับมาแชลเพื่อท่องเที่ยวไปในชีวิตใหม่ ชีวิตที่เธอและมาแชลเชื่อมั่นว่า มันจะสามารถทำให้ผู้คนพ้นทุกข์ได้


โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 เป็นต้นมา ทั้งสองได้ออกเดินทางเพื่อเผยแพร่ความเชื่อของตัวเองไปทั่วสหรัฐอเมริกา โดยตอนแรกมาแชลเรียกตัวเองว่า “โบ”  และบอนนี่ก็เรียกตัวเองว่า “พีพ”  และต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อแทนตัวเองอีกครั้ง โดยมาแชลใช้ชื่อ “โด”  และบอนนี่ใช้ชื่อว่า “ที”  จนกระทั่งสองปีผ่านไป มาแชลก็ถูกจับเพราะเช่ารถแล้วนำไปคืนช้ากว่ากำหนด เรื่องนี้ทำให้มาแชลต้องเข้าคุกอยู่ถึง 6 เดือน เลยทีเดียว ซึ่งช่วงเวลาที่เขาอยู่ในคุกนั้น มาแชลได้เริ่มศึกษาหาความรู้ในด้านธรรมะและเทววิทยาจนแข็งกล้า



เมื่อเขาได้ถูกปล่อยตัวออกมา เขาก็กลับมาร่วมกับบอนนี่อีกครั้ง พวกเขาเริ่มออกเดินทางไปทั่ว ตั้งแต่แคลิฟอร์เนียไปจนถึงโอเรกอน เพื่อขยายกลุ่มลัทธิของตัวเอง โดยทั้งคู่ได้บอกกับเหล่าสาวกว่า พวกเขาจะได้พบกับมนุษย์ต่างดาว ที่จะสามารถย้ายเอาจิตวิญญาณของเหล่าสาวกไปอยู่ในร่างกายใหม่ และพวกสาวกเองนั้นก็ล้วนเชื่อว่า สิ่งที่มาแชลและบอนนี่พูดนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง ๆ เช่นกัน

ซึ่งจริง ๆ ตอนแรกนั้นมาแชลบอกกับเหล่าสาวกเพียงว่า พวกเขาจะได้ขึ้นยานอวกาศ เพื่อไปทำการดัดแปลงร่างกายใหม่เท่านั้น แล้วต่อมามาแชลกลับเปลี่ยนความเชื่อตัวเองใหม่ แล้วบอกกับเหล่าสาวกว่า ร่างกายของคนเรามันก็เป็นเพียงภาชนะที่ไว้บรรจุจิตวิญญาณเท่านั้น ซึ่งในไม่ช้าพวกเขาและสาวกจะได้นำพาจิตวิญญาณของตัวเอง ย้ายไปสู่ร่างใหม่ในภพใหม่ที่มนุษย์ต่างดาวจะมอบให้ ซึ่งความคิดอันพิศดารของพวกเขานั้น แท้ที่จริงมันได้ถูกดัดแปลงมาจากความเชื่อของกลุ่มชาวคริสเตียนที่ศรัทธาในวันสิ้นโลก ที่กำลังนิยมอยู่ในอเมริกาช่วงสมัยนั้นนั่นเอง


ด้วยเหตุนี้ทำให้ในช่วงปลายยุคปี 70 กลุ่มลัทธิของพวกเขาทั้งสองจึงเริ่มมีเงินบริจาคหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย โดยเงินเหล่านั้นก็ถูกนำมาใช้จ่ายเป็นค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี จนถึงปี ค.ศ. 1983 บอนนี่ต้องเสียดวงตาไปข้างหนึ่งเนื่องจากโรคมะเร็ง ซึ่งโรคร้ายนี้ก็ได้แพร่ขยายไปทั่วร่างกายของเธออย่างรวดเร็ว บอนนี่ต้องรอวันตาย ในขณะที่มาแชลก็ยังเชื่อว่าเธอจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แต่ในที่สุดมะเร็งร้ายก็ทำลายตับของบอนนี่ จนเป็นเหตุให้เธอต้องเสียชีวิตในวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1985 ที่โรงพยาบาลพาร์กแลนด์เมโมเรียล ด้วยชื่อปลอมว่า “เชลลี่ เวสท์”


โดยการเสียชีวิตของบอนนี่ เน็ตเทิลครั้งนี้ ทำให้มาแชลต้องบอกกับเหล่าสาวกของเขาว่า ยานพาหนะของเธอเสียหาย ทำให้เธอต้องถูกทิ้งไว้กลางทาง ซึ่งร่างของบอนนี่ก็ได้ถูกมาแชลทำพิธีฌาปนกิจแบบเป็นการส่วนตัว และได้นำเถ้ากระดูกของเธอไปทิ้งที่ทะเลสาปแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัสนั่นเอง


ต่อมามาแชล แอพเพิลไวท์ก็กลับคำพูดของตัวเองเกี่ยวกับการตายของบอนนี่ใหม่ โดยบอกว่าบอนนี่ตอนนี้ได้ก้าวข้ามไปสู่อีกระดับ จนพลังของเธอเพิ่มขึ้นมาอีกมาก มากเกินจะอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้ จึงต้องทิ้งร่างกายของตัวเองเพื่อออกท่องเที่ยวไป


เมื่อแก้ไขสาเหตุการจากไปของบอนนี่ใหม่แบบนี้ ลัทธิของเขาก็ยิ่งได้รับความศรัทธาเพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย ถึงแม้ตอนนี้บอนนี่จะไม่อยู่กับมาแชลแล้ว เขาก็ยังคงเผยแพร่ความเชื่อของเขาต่อไป โดยอ้างว่าตัวเองนั้นยังคงสามารถติดต่อกับบอนนี่ได้ และเขาก็ยังคงเป็นกระบอกเสียงของเธออยู่เช่นเดิม และต่อมามาแชลก็ได้เรียกบอนนี่ในอุดมคติของสาวกเสียใหม่ โดยเรียกเธอว่า “คุณพ่อ” แทน



ตอนนี้มาแชลเริ่มสร้างระดับต่าง ๆ ให้กับสาวกของเขา โดยเขาได้เทศน์สั่งสอนให้สาวกทุกคนต้องเชื่อฟังคำพูดของเขาอย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้ก้าวข้ามระดับให้สูงขึ้นไปอีก ซึ่งเจตนาจริง ๆ ในตอนนั้นของมาแชลก็คือ เขาต้องการที่จะทำให้ลัทธิของเขามั่นคงเป็นปึกแผ่นต่อไป หลังจากที่ตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งเขาได้ปลูกฝังความเชื่อเอาไว้ว่า การได้อยู่กับเขานั้นก็คือทางเดียวที่จะทำให้รอดจากวันสิ้นโลกได้ และจงมองตัวเขาให้เหมือนกับมองพระคริสต์กันเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าสาวกนั้นก็เชื่อในคำสั่งสอนนี้อย่างเคร่งครัด

จากตอนแรกที่เหล่าสาวกมองมาแชลเป็นเพียงตัวกลางในการสื่อสารกับพระเจ้า ก็กลายมาเป็นเขาได้เปลี่ยนความเชื่อเหล่านั้นให้ทุกคนหันมาเชื่อว่า ตัวของเขานั้นคือพระเจ้าเสียเอง ซึ่งตอนนี้จากกลุ่มลัทธิของเขาก็เหมือนแทบจะกลายสภาพมาเป็นศาสนาใหม่เสียแล้ว


และตัวของมาแชลเองก็ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำสอนของลัทธิไปอีก จากชีวิตหลังความตายจะได้เกิดใหม่ที่นอกโลก ก็อาศัยเอาความตายของบอนนี่มาบอกว่า การที่บอนนี่จากไปนั้นมันเป็นเพียงแค่การละสังขารเท่านั้น วิญญาณของบอนนี่ตอนนี้ได้ออกท่องเที่ยวไปกับยานอวกาศ และได้ร่างใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าสาวกทุกคนก็จะได้ร่างใหม่เช่นเดียวกับเธอ และสวรรค์ในพระคัมภีร์ไบเบิลนั้น แท้ที่จริงแล้วมันก็คือดวงดาวอันไกลโพ้น ที่มีสิ่งมีชีวิตระดับสูงอาศัยอยู่ และจะต้องอาศัยร่างกายของมนุษย์เป็นตัวพาขึ้นไปยังที่แห่งนั้น

ซึ่งมาแชลยังได้เผยแพร่ความเชื่อเข้าไปอีกว่า พระเยซูเองก็เชื่อในมนุษย์ต่างดาวโบราณที่ได้เคยลงมาบนโลก และการตายของพระองค์ มันก็คือการเดินทางไปยังยานอวกาศลำนั้น ใช่แล้ว!!...  พระเยซูนั้นก็คือ ประตูไปสู่สรวงสวรรค์นั่นเอง ซึ่งโอกาสแบบนี้จะเกิดขึ้นทุก ๆ สองพันปีเท่านั้น ซึ่งคำสอนแบบนี้มันกำลังทำให้เหล่าคนที่นับถือพระเจ้าหันมาเชื่อกันว่า ในพระคัมภีร์ไบเบิลที่กล่าวถึงการพบกับพระเจ้าของพระเยซูนั้น มันก็คือการติดต่อระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ต่างดาวโบราณนั่นเอง!!



เป็นไปได้ว่ายามนี้มาแชลเองก็น่าจะเชื่อว่า ตัวของเขาเองนั้นสามารถขยายกลุ่มผู้เลื่อมใสศรัทธามาถึงกลุ่มคนยุคใหม่ได้สำเร็จ ด้วยการอาศัยการตายของบอนนี่มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเลื่อมใส กับความศรัทธาและความหวาดกลัวในวันสิ้นโลก

ในขณะเดียวกัน มาแชลเองก็กลัวว่าทางภาครัฐจะเข้ามาวุ่นวายกับกลุ่มของเขา คิดได้ดังนั้น มาแชลก็เริ่มจะพูดถึงการเปรียบเทียบคำสอนของศาสนาต่าง ๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของการคงอยู่ของมนุษย์ และการเกิดใหม่ มนุษย์ทุกคนจะได้รับการทำความสะอาดสมองโดยลูซิเฟอร์ และระบบการศึกษาของรัฐบาลนั้นก็คือพวกปีศาจ ซึ่งแนวคิดใหม่นี้ได้ถูกมาแชลตั้งขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ. 1988  ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการลักพาตัวของมนุษย์ต่างดาวเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายอีกด้วย


ซึ่งในช่วงนี้หลังจากมาแชลได้ปล่อยความเชื่อเพื่อดิสเครดิตหน่วยงานภาครัฐ มันกลับทำให้กลุ่มลัทธิของเขาเริ่มจะเสื่อมถอยความศรัทธาลงไปทีละนิด ๆ คนที่นับถือก็ลดจำนวนลงไปพอสมควร โดยในปี ค.ศ. 1988 นี้เอง พวกเขาก็เริ่มประชาสัมพันธ์ความเชื่อของกลุ่มสู่คนรุ่นใหม่ไปยังองค์กรต่าง ๆ โดยอ้างถึงพระคัมภีร์ โยงใยความสัมพันธ์ของศาสนาคริสต์ให้เกี่ยวข้องกับยูเอฟโอ แต่มันก็ไม่ค่อยจะได้ผลสักเท่าไหร่


จนในปี ค.ศ. 1992  พวกเขาก็ได้ถ่ายทำวิดีโอความยาว 12 ม้วน ออกเผยแพร่ทางช่องดาวเทียมของตัวเอง โดยพูดถึงคำสอนที่ต่อยอดมาจากปี ค.ศ. 1988 โดยเริ่มแนะนำให้ผู้คนรู้จักกับ “จิตวิญญาณแห่งจักรวาล” ที่ผู้คนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมได้


ซึ่งมันก็ส่งผลให้มีสมาชิกมากมายหมุนเวียนกันเข้าร่วม และตีตัวออกจากลัทธิไปเป็นจำนวนร้อย ๆ คน จนช่วงต้นยุคปี 90 นั้น จำนวนสมาชิกของลัทธิก็ลดลงมาเหลือเพียง 26 คน ทำให้มาแชลรู้สึกจวนตัว ส่งผลให้ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1993 กลุ่มของเขาก็ได้ใช้ชื่อ “สาวกผู้ไม่ประสงค์ออกนาม”  ควักเงินกว่า 30,000 ดอลล่าร์ เพื่อลงโฆษณาชวนเชื่อในหนังสือยูเอสเอทูเดย์(USA Today) ประกาศถึงคำเตือนในวันพิพากษาหรือวันสิ้นโลก ซึ่งก็ได้สมาชิกกลับมาร่วมกลุ่มอีก 20 คนเท่านั้น และมาแชลก็ได้ออกแจกจ่ายวิดีโอแถลงการณ์ถึงเรื่องดังกล่าวในปี ค.ศ. 1994 อีกครั้ง ซึ่งตอนนี้มาแชลเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นมีสาวกเหลืออยู่กี่คนแล้วด้วยซ้ำ


มาแชลก็พยายามโพสต์ความเชื่อในคำสอนของลัทธิลงบนเวบไซต์อีกทาง  และได้เริ่มพูดถึงการฆ่าตัวตายเพื่อจะได้ไปสู่อีกระดับของชีวิต เขาบอกว่ามนุษย์จะต้องทอดทิ้งทุกอย่างรวมถึงร่างกายตัวเอง ซึ่งในปีนี้นี่เองที่กลุ่มของมาแชลได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “Heaven’s Gate” หรือ “ประตูสู่สวรรค์” อย่างเป็นทางการ



ในช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1995 กลุ่มของเขาก็ย้ายมาอยู่ที่นิวเม็กซิโก โดยได้ทำการซื้อที่ดินประมาณ 40 เอเคอร์ หรือประมาณ 0.16 ตารางกิโลเมตร เพื่อสร้างสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ยานพาหนะแห่งโลก” ด้วยยางรถยนต์และแผ่นไม้แปรรูป ซึ่งมาแชลตั้งใจว่า เขาจะใช้มันเป็นที่เผยแพร่คำสอนของเขา ให้เหมือนกับบาทหลวงในโบสถ์วิหารนั่นเอง แต่ทว่าต่อมาสุขภาพของมาแชลก็เริ่มจะไม่ค่อยดีนัก ซึ่งตัวของเขาเองก็คิดกลัวไปว่า ตัวเองอาจจะป่วยเป็นมะเร็งอยู่ก็เป็นได้ ทำให้พวกเขาล้มเลิกแผนและย้ายไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่งแถวซานดิเอโก้แทน

ยานพาหะนะแห่งโลก(Earth Ship) ในที่สุดก็สร้างไม่เสร็จ

ตัวกลุ่มลัทธิตอนนี้เริ่มให้ความสำคัญกับการอยู่โดยไม่มีเรื่องทางเพศเข้ามายุ่งเกี่ยว โดยมาแชลและสาวกอีก 7 คน เลือกจะเข้าร่วมพิธีการผ่าตัดถุงอัณฑะทิ้ง ซึ่งมันก็มีปัญหาเรื่องจะหาหมอผ่าตัดที่ไหนมาผ่าให้ในตอนแรก แต่ในที่สุดพวกเขาก็สามารถหาหมอมาได้คนหนึ่งจากเม็กซิโก มาแชลนั้นมองว่าเรื่องเพศนี่แหละที่ทำให้มนุษย์ยังคงยึดติดอยู่กับร่างกาย การจะไปสู่อีกระดับได้นั้นมันต้องไม่มีอวัยวะที่พวกซาตานเรียกว่าอวัยวะเพศ เพราะบนสวรรค์นั้นไม่มีการแต่งงาน สาวกจะต้องตัดผมทรงเดียวกัน แต่งตัวให้เหมือนกัน และต้องไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยวข้องในครอบครัวลัทธิประตูสู่สวรรค์ของพวกเขาโดยเด็ดขาด

เมื่อวันเวลาผ่านมาจนถึงช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1996 กลุ่มลัทธิเฮเว่นส์เกตก็ได้ย้ายมาเช่าแมนชั่นที่แรนโช่ซานตาเฟ่ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยที่นี่พวกเขาก็ได้ถ่ายทำวิดีโอเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับ “โอกาสสุดท้ายที่จะได้อพยพออกจากโลกใบนี้”  ออกมาอีกจำนวน 2 ม้วน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นช่วงเวลาประวัติศาสต์ทางด้านดาราศาสตร์พอดี นั่นก็คือปรากฎการณ์ดาวหางเฮลบ็อบที่เข้าใกล้โลกจนสามารถมองเห็นมันได้ด้วยตาเปล่า มาแชลก็ได้อ้างความเชื่อให้แก่เหล่าสาวกของเขาว่า ตอนนี้บอนนี่กำลังรอพวกเขาอยู่ในยานอวกาศที่ซ่อนตัวอยู่ในฝุ่นของดาวหางเฮลบ็อบนั่นเอง และยานอวกาศลำนี้ จะพาพวกเขาทั้งหมดไปสู่สรวงสวรรค์ที่แสนสวยสดงดงาม ซึ่งมันเป็นสิ่งที่รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาได้พยายามปกปิดความจริงนี้ไว้ไม่ให้ชาวโลกได้รับรู้ ขอให้สาวกทุกคนจงเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางสู่สวรรค์ในครั้งนี้ ซึ่งสิ่งที่มาแชลพูดนี้ เขาได้ดัดแปลงมาจากหลักคำสอนในศาสนาคริสต์จนกลายมาเป็นความเชื่อแบบผิด ๆ ไปเสียแล้ว


และในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1997 ลัทธิของพวกเขาก็ได้แยกตัวออกจากสังคม และเริ่มทำการบันทึกเทปวิดีโอเพื่อบอกลาขึ้นมา โดยสาวกส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อในข้อความที่มาแชลได้พูดเอาไว้เมื่อปีกลาย ซึ่งมีอดีตสาวกคนหนึ่งเรียกข้อความของมาแชลว่า “วจนะสำรอกแห่งโด” โดยตัวของมาแชลเองก็ได้บันทึกเทปของตัวเองไว้สั้น ๆ ด้วยเช่นกัน โดยเขาเรียกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขานั้นว่า “Final Exit” หรือ “ทางออกสุดท้าย” และเน้นย้ำประโยคที่ว่า “พวกเราทำเพราะความชิงชังโลกใบนี้โดยสุจริต”


เหล่าสาวกลัทธิ Heaven's Gate

ซึ่งวันสุดท้ายของลัทธิเฮเว่นส์เกตนั้น ได้ถูกเริ่มขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม ปีเดียวกัน สาวกส่วนใหญ่ได้ดื่มยาพิษกล่อมประสาทที่ชื่อว่า “บาบิทูเรต” พร้อมกับสุรา และนำกระเป๋าเดินทางวางไว้ที่หัวนอน โดยพวกเขาทุกคนล้วนสวมรองเท้ากีฬาชื่อดังยี่ห้อหนึ่ง และสวมชุดเครื่องแบบของลัทธิสีดำ มีตัวอักษรเขียนว่า Heaven's Gate Away Team หรือ “ทีมสู่ประตูแห่งสรวงสวรรค์” โดยในกระเป๋าเดินทางของพวกเขานั้น มีเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ใส่อยู่ ส่วนบัตรประจำตัวประชาชนก็ถูกเก็บไว้ในเสื้อผ้าที่พวกเขาใส่

การฆ่าตัวตายของทุกคนนั้น น่าจะกินเวลามากกว่าสามวัน โดยตัวของมาแชลนั้นเป็นหนึ่งในกลุ่ม 4 คนสุดท้าย ซึ่งตัวเขามอบหมายให้สาวกอีกสามคนทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการฆ่าตัวตายให้กับเขา ก่อนที่ทุกคนจะฆ่าตัวตายตามเขาไป ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้มีพลเมืองดีไม่ประสงค์ออกนาม ทำการแจ้งเหตุไปยังนายอำเภอเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1997 โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้ามาตรวจสอบในแมนชั่นที่เกิดเหตุแล้ว พวกเขาก็ได้พบกับภาพอันน่าสลดใจ


แมนชั่นที่สาวกกินยาฆ่าตัวตายด้วยการกินยากล่อมประสาท "บาบิทูเรต"


พวกเขาได้พบกับศพของสาวกจำนวน 39 ศพ ต่างนอนเสียชีวิตเรียงรายอยู่บนที่นอนในแต่ละห้อง ส่วนศพของมาแชลก็นอนเสียชีวิตอยู่ที่ห้องของตัวเองเช่นกัน ซึ่งหลังจากการชันสูตรศพของมาแชลแล้วก็พบว่า ตัวของเขานั้นไม่ได้เป็นโรคมะเร็งแต่อย่างใด แต่จริง ๆ แล้วเขาเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ด้วยความกลัวในโรคมะเร็งของเขานั้น มันได้ทำให้เกิดเหตุการฆ่าตัวตายหมู่ครั้งใหญ่ในแคลิฟอร์เนียขึ้นมาเสียแล้ว


หลังจากเหตุการณ์ฆ่าตัวตายหมู่ได้ถูกเผยแพร่ออกไป เรื่องราวของมาแชลก็ได้กลายเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งในปัจจุบันความเชื่อเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวโบราณที่เดินทางมายังโลกเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่มนุษย์ยุคเก่านั้น มันก็ได้ถูกถ่ายทอดต่อกันมาในกลุ่มคนที่เชื่อในการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวมาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีรายการทีวีแนวสารมโนคดีนำเอาแนวคิดที่ว่า ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ที่ถูกเล่าขานว่าพระเจ้าหรือเทพเจ้าได้ประทานมาให้นั้น แท้ที่จริงแล้วบุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นมนุษย์ต่างดาวโบราณที่ลงมายังโลกใบนี้ เพื่อมาช่วยเหลือพัฒนามนุษย์โดยหวังผลอะไรสักอย่างจากโลกของเรา และเมื่อถึงเวลามนุษย์ต่างดาวโบราณเหล่านั้นจะหวลกลับมา เพื่อพาเหล่ามนุษย์โลกให้หลุดพ้นจากโลกใบนี้ไปสู่ชีวิตนิรันดร์ มาทำเป็นสารคดีแนวบันเทิงให้พวกเราได้ถกเถียงกันว่าเรื่องแบบนี้มันสามารถจะเป็นจริงได้หรือไม่


ซึ่งรายการมิติที่ 6 ได้นำเสนอเรื่องราวนี้ขึ้นมา ก็เพียงอยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า พวกเราล้วนเชื่อว่าแม้เราจะไม่ได้อาศัยอยู่บนจักรวาลแห่งนี้เพียงลำพัง แต่ก็คงไม่มีมนุษย์ต่างดาวจากดาวดวงไหนอยากจะพาพวกเราไปอยู่กับพวกเขา ด้วยการสั่งให้เราต้องทำ
อัตวินิบาตกรรมสังหารชีวิตตัวเองก่อนจะเดินทางออกไปนอกโลก และความเชื่อในการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่มันจะผิดทันทีเมื่อเราเริ่มคิดจะหาประโยชน์จากความเชื่อนี้เป็นตัวเงินและเอาชีวิตเป็นเดิมพัน อย่างทางออกของแนวคิดสุดท้ายของมาแชล แอพเพิลไวท์ ที่ต้องจ่ายมันด้วยชีวิตของตัวเองและผู้คนมากมาย ซึ่งมันก็ดูไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย !!

 เข้าเยี่ยมชมลัทธิ Heaven's Gate ได้ที่นี่ค่ะ
กดเพื่อเข้าเยี่ยมชมลัทธิ Heaven's Gate ได้ที่นี่

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

ที่มา
Wikipedia: Heaven's Gate(Religious Group)
Wikipedia: Marshall Applewhite
Wikipedia: Bonnie Nettles
  1. ^ a b c d e f Bearak, Barry (April 28, 1997). "Eyes on Glory: Pied Pipers of Heaven's Gate". nytimes.com. p. 2.
  2. ^ a b "On This Day: Bodies of Heaven’s Gate Cult Members Discovered After Mass Suicide". findingdulcinea.com. March 26, 2011.
  3. ^ Dalton, Red (March 29, 1977). "Tragedy Painful, Familiar to Man Who Lost Mom to Applewhite Cult". San Diego Union-Tribune (San Diego, California). p. A11.
  4. ^ Bearak, Barry (April 28, 1997). "Eyes on Glory: Pied Pipers of Heaven's Gate". nytimes.com. p. 4.
  5. ^ Phillips, Jim (March 29, 1997). "Central Texas was cult's early recruiting ground". Austin American-Statesman (Austin, Texas). p. A10.