ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ธีโอดอร์ โรเบิร์ต บันดี้ (Ted Bundy) สุดยอดตำนานฆาตกรสยองขวัญ




ฆาตกรต่อเนื่องบนโลกใบนี้ มีอยู่มากมายหลายคน แต่มีไม่กี่คนที่จะก่อคดีสะเทือนขวัญมากมายจนกลายเป็นตำนาน และฆาตกรต่อเนื่องคนไหนกันที่ถูกเรียกด้วยศัพท์ว่า "ซีเรียลคิลเลอร์" เป็นคนแรก ?

เปิดดูบนยูทูป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปรู้จักกับฆาตกรต่อเนื่องระดับตำนานของสหรัฐอเมริกา ฆาตกรสุดโหดโรคจิตคนแรกที่ทางวงการฆาตกรรมของสหรัฐอเมริกา เรียกเขาว่า ซีเรียลคิลเลอร์ !!



“เท็ด บันดี้” ชื่อเดิมคือ “ธีโอดอร์ โรเบิร์ต คอเวลล์” เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1946 แม่ของเขาคือ “เอเลียนอร์ หลุยส์ คอเวลล์” ส่วนพ่อของเขาเป็นใครตามประวัติชีวิตไม่ได้มีการระบุเอาไว้ชัดเจนเท่าไหร่ เพราะตามใบแพทย์และสูติบัตร ชื่อของผู้ชายที่ถูกใช้ระบุว่าเป็นพ่อของเขานั้น เขามีอาชีพเป็นเซลส์แมนและทหารอากาศที่ชื่อว่า “ลีลอยด์ มาร์แชล” แต่ทว่าต่อมาแม่ของเขากลับบอกกับเท็ดว่า แท้ที่จริงแม่ของเขานั้นเคยถูกทหารเรือที่น่าจะชื่อว่า “แจ็ค เวอร์ธิงตัน” ล่อลวงจนไปมีอะไรกันแล้วเกิดท้องขึ้นมา ซึ่งในภายหลังได้มีการสืบหาว่าช่วงปีที่เท็ดกำลังจะเกิดมานั้น ไม่มีทหารเรือหรือพานิชย์นาวีคนไหนใช้ชื่อดังกล่าวประจำการอยู่ในหน่วยงานเลย โดยคนในครอบครัวของเท็ดเอง ก็คิดว่าแท้ที่จริงแล้ว หลุยส์น่าจะไปมีความสัมพันธ์กับพ่อของตัวเอง นั่นก็คือ “แซมมวล คอเวลล์” อย่างลับ ๆ จนมีเท็ดขึ้นมามากกว่า แต่เรื่องนี้มันก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ยืนยันได้เลย

เพราะในช่วงชีวิตสามปีแรกของเเท็ดนั้น เขาต้องอาศัยอยู่ในบ้านของแซมมวล และเอเลนอร์ คอเวลล์ ตาและยายของเขาที่ฟิลาเดเฟีย ซึ่งทั้งคู่ได้แสดงตัวว่าเป็นพ่อแม่ของเขา เพื่อไม่ให้สังคมตราหน้าว่าเท็ดเป็นลูกไม่มีพ่อ โดยในช่วงนั้นแซมมวลบอกกับทุกคนว่า เท็ดนั้นเป็นลูกของเขา และหลุยส์ผู้เป็นแม่ก็คือพี่สาว ซึ่งวันที่เขาได้รู้ความจริงทั้งหมดนั้น เพื่อน ๆ ของเท็ดเล่าว่า มันเกิดจากเพื่อนหญิงที่เป็นญาติลูกพี่ลูกน้องของเขา ได้นำสูติบัตรของเท็ดมาให้เขาดู พร้อมกับเรียกเขาว่า “ไอ้ลูกไม่มีพ่อ”  ซึ่งจากปากคำของเท็ดที่บอกเล่าให้กับผู้จดชีวประวัติของเขาชื่อ “สตีเฟน มิเชล” และ “ฮิวก์ อายเนสเวิร์ธ” นั้น เท็ดกลับบอกว่าเขาไปเจอสูติบัตรใบนั้นด้วยตัวเองต่างหาก ซึ่ง “แอนนี่ รูลล์” นักจดบันทึกชีวประวัติของทรูไครม์ ที่เคยทำงานร่วมกับเท็ดมาก่อน ได้วิเคราะห์จากบุคคลิกของเท็ดแล้วเชื่อว่า เท็ดนั้นน่าจะพบชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเองมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 แล้ว โดยเรื่องนี้ก็ได้ทำให้เท็ดมีชีวิตอยู่ต่อมาท่ามกลางความไม่พอใจแม่ของเขา ที่โกหกเรื่องนี้มายาวนานจนตัวเขาต้องมาพบความจริงด้วยตัวเอง

แอนนี่ รูลล์ นักจดบันทึกชีวประวัติ

เท็ดนั้นมักจะเล่าถึงคุณตาของเขาอย่างสุภาพเวลาให้สัมภาษณ์ และมักจะพูดถึงความเคร่งครัดในระเบียบที่คุณตาของเขาได้อบรมสั่งสอน ซึ่งเท็ดและสมาชิกในครอบครัวนั้นเคยให้การกับอัยการไว้ในปี ค.ศ. 1987 ว่า แซมมวลตาของเท็ดนั้นเป็นคนเผด็จการและเป็นพวกเหยียดชนชาติ โดยเฉพาะพวกคนผิวสี พวกชาวอิตาเลียน พวกนิกายคาธอลิค และชาวยิว แซมมวลนั้นเคยทำร้ายภรรยาและสุนัขที่บ้านของตัวเอง เขาเคยทำร้ายแมวของเพื่อนด้วยการจับหางแล้วเหวี่ยงมันไปมา และแซมมวลก็ยังเคยโยนน้องสาวของตัวเองไถลตกบันไดของบ้านเพราะโมโหที่น้องสาวนอนขี้เซาไม่ยอมตื่น และยังบอกอีกว่า แซมมวลนั้นชอบตะโกนเสียงดังลั่นบ้าน และยังเคยแสดงอาการโกรธเกรี้ยวเมื่อมีคนมาถามเรื่องพ่อของเท็ดอีกด้วย

ส่วนเรื่องของยายนั้น เท็ดเล่าว่ายายของเขาเป็นคนขี้อายและเก็บตัวมาก จนเหมือนคนเป็นโรคซึมเศร้า เธอกลัวว่าตัวเองจะตายถ้าจะต้องออกไปนอกบ้าน และยังเคยหยิบมีดมาจ่อคอของเท็ด เมื่อตอนที่เขาอายุ 3 ขวบ ซึ่งเขายังคงจำเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

ในปี ค.ศ. 1950 หลุยส์แม่ของเท็ดได้ตัดสินใจเปลี่ยนนามสกุลตัวเองจากคอเวลล์มาเป็นเนลสัน แล้วพาเท็ดย้ายออกจากบ้านเดิมที่ฟิลาเดเฟีย โดยไปอาศัยอยู่กับ “อลัน” และ “เจน สก็อต” ที่ทาโคมา วอชิงตัน ในปี ค.ศ. 1951 เพื่อหนีออกมาจากแรงกดดันของที่บ้าน ซึ่งที่นี่หลุยส์ก็ได้พบรักกับ “จอห์นนี่ คูลเปบเปอร์ บันดี้” ชายหนุ่มอาชีพพ่อครัวทำอาหารในโรงพยาบาล โดยทั้งคู่ได้พบกันระหว่างทำกิจกรรมคืนคนโสดที่โบสถ์เมโธดิสก์ ในทาโคมานั่นเอง

ต่อมาทั้งคู่ก็ได้ตัดสินใจแต่งงานกัน จอห์นนี่จึงได้มาเป็นพ่อบุญธรรมของเท็ดโดยใช้นามสกุล บันดี้” ด้วยกัน และได้มีลูกใหม่กับหลุยส์อีก 4 คน โดยจอห์นนี่เองก็ดูแลเท็ดเป็นอย่างดี แต่ตัวเท็ดนั้นกลับรู้สึกตรงกันข้าม เพราะว่าพวกเพื่อน ๆ ผู้หญิงต่างก็พูดจาล้อหนูน้อยเท็ดว่า จอห์นนี่ไม่ใช่พ่อแท้ ๆ และยังบอกกับเท็ดว่า “เรื่องนี้มันไม่เจิดหรอกย่ะ” และ “ไม่เห็นจะทำเงินอะไรได้เลยนะ”

เท็ด และครอบครัวใหม่

นั่นจึงทำให้ชีวิตที่ทาโคมาของเท็ดนั้น ดูไม่ค่อยอยากจะมีสังคมกับเพื่อน ๆ สักเท่าไหร่ เพราะมองไปทางไหนก็ไม่มั่นใจว่าจะมีใครอยากมาเป็นเพื่อนหรือเปล่า ซึ่งในสายตาของเพื่อน ๆ ที่เคยรู้จักกับเท็ดในวัยเด็กนั้น กลับบอกว่าเท็ดเป็นคนที่น่าคบมาก

เท็ดนั้นชื่นชอบกีฬาประเภทสกีหิมะเป็นอย่างมาก ชอบมากจนถึงกับไปขโมยอุปกรณ์การเล่นมาฝึก และยังเคยขโมยตั๋วสำหรับขึ้นลิฟท์ไต่เขาเพื่อจะได้ไปเล่นสกีกันเลยทีเดียว โดยในช่วงที่เขาเรียนอยู่ไฮสกูลนั้น เท็ดเองก็เคยถูกจับถึงสองหนด้วยข้อหาลักทรัพย์ และโจรกรรมรถยนต์ โดยเมื่อเขาอายุ 18 ปี วีรกรรมต่าง ๆ ที่เขาได้เคยก่อเอาไว้เหล่านี้ ก็ได้ถูกลบออกจากฐานข้อมูลของรัฐ ตามประเพณีของวอชิงตัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของหลาย ๆ รัฐในอเมริกา ที่จะลบประวัติไม่ดีของคนร้ายที่ก่อไว้ในช่วงยังไม่บรรลุนิติภาวะทิ้งไป เพื่อจะได้ทำให้เด็กเหล่านี้ สามารถใช้ชีวิตใหม่ได้ในวันข้างหน้านั่นเอง

มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเท็ด (University of Puget Sound "UPS")

หลังจากที่เท็ดเรียนจบไฮสกูลในปี ค.ศ. 1965  เขาก็ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยพิวเก็ตซาวด์ (University of Puget Sound "UPS") จากนั้นก็โอนย้ายหน่วยกิตมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันในปี ค.ศ.1966 เพื่อเรียนภาษาจีนเพิ่มเติม โดยในปี ค.ศ. 1967 เขาก็เริ่มมีความรักกับ “สเตฟานี่ บรูคส์” แต่แล้วในปี ค.ศ. 1968 เท็ดก็ต้องพักการเรียนตัวเอง ออกไปหางานทำเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไปเป็นอาสาสมัครในสำนักงานของเนลสัน ร็อกกี้เฟลเลอร์ ที่ซีแอทเทิล ต่อมาสเตฟานี่ก็ขอเลิกกับเขาในช่วงเดือนสิงหาคม โดยอ้างว่าจะกลับไปอยู่บ้านกับครอบครัว ซึ่งภายหลังสเตฟานี่ได้เล่าสาเหตุที่เธอขอเลิกกับเท็ดนั้น แท้ที่จริงเป็นเพราะช่วงนั้นเท็ดดูไร้อนาคต และหวังพึ่งพาอะไรไม่ได้

"สเตฟานี่ บรูคส์" แฟนสาวคนแรกของเท็ด

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.ศ. 1969 เท็ดก็ได้พบกับ “อลิซเบธ โคลพเฟอร์” พนักงานตำแหน่งเลขาธิการในสาขาเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อนข้างจะดีกว่าคนก่อน โดยช่วงปี ค.ศ. 1970 นั้น เท็ดได้พยายามที่จะกลับไปเรียนต่อในสาขาจิตวิทยา โดยเขาสามารถกลับมาเป็นนักเรียนดีเด่นได้เลยทีเดียว ต่อมาในปี ค.ศ. 1971 เท็ดก็ได้งานทำเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์ฮอตไลน์ช่วยเหลือคนที่อยากจะฆ่าตัวตายที่ซีแอทเทิล และยังได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งช่วงนี้เท็ดก็ได้ทำงานร่วมกับ “แอนนี่ รูลล์” นักเขียนชีวประวัติฆาตกร ที่ภายหลังรูลล์เองก็ได้มาเขียนชีวประวัติของเท็ดในฐานะฆาตกรต่อเนื่องเสียอย่างนั้น

"อลิซเบธ โคลฟเฟอร์" แฟนคนที่สองของเท็ด

ต่อมาในปี ค.ศ. 1972  หลังจากที่เท็ดสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันแล้ว เขาก็ได้เข้าร่วมงานกับกลุ่มหัวคะแนนในการเลือกตั้งซ่อมของผู้สมัคร ส.ส. แดเนียล เจ อีแวนส์ โดยตอนนี้ เขาได้ทำหน้าที่เป็นคนติดตาม และคอยจดบันทึกสุนทรพจน์ของอีแวนส์ที่ออกปราศรัยในที่ต่าง ๆ

ส.ส. แดเนียล เจ อีแวนส์

โดยหลังจากที่การเลือกตั้งซ่อมได้จบลง เท็ดก็ได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยประธานพรรครีพับบลิกันของรัฐวอชิงตัน คือนายรอส เดวิส  ซึ่งเดวิสได้พูดถึงเท็ดในช่วงนี้ว่าเขาเป็นคนทำงานดี ฉลาด หัวรุนแรง และเชื่อมั่นในระบบ โดยในปี ค.ศ. 1973 เท็ดได้เข้าเรียนในโรงเรียนกฏหมายด้วยคะแนนสอบเข้าระดับปานกลาง ซึ่งสามารถเข้าได้นั้นก็เพราะว่าได้รับการสนับสนุนจากทั้งอีแวนส์ และเดวิส ช่วยฝากเข้าเรียนให้นั่นเอง

เท็ด บันดี้ สมัยทำงานพรรค "รีพับบลิกัน"

ช่วงเดินทางหาเสียงของพรรครีพับบลิกัน ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1973 เท็ดก็ได้กลับมาคบกับสเตฟานี่คนรักคนแรกอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้เท็ดนั้นดูเป็นคนมีเกียรติน่าเชื่อถือ เพราะตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดูดีกว่าเดิม โดยตอนนี้เท็ดเองก็ถือโอกาสคบแฟนทีเดียวสองคน จนถึงช่วงปี ค.ศ. 1974 เท็ดก็บอกเลิกกับสเตฟานี่โดยไม่มีสาเหตุแบบกระทันหัน ทั้ง ๆ ที่เธออุตส่าห์ดั้นด้นแวะไปมาหาสู่ตลอด แถมเท็ดก็ยังได้ฝากเธอเข้าทำงานเป็นฝ่ายการเงินกับประธานเดวิส แล้วจู่ ๆ ก็ไม่มีการติดต่อใด ๆ จากเท็ดเสียอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่สเตฟานี่ก็หมั่นส่งจดหมายไปหาแต่เท็ดก็ไม่ตอบ โทรศัพท์ไปก็ไม่รับสาย ซึ่งจากการบอกเล่าของสเตฟานี่นั้น เธอบอกว่าครั้งหนึ่งเท็ดได้พูดตอบเธอทางโทรศัพท์ในเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบว่า “สเตฟานี่ครับ ผมไม่เข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร” แล้วก็วางหูไป จากนั้นเธอก็ไม่ได้คุยอะไรกับเขาอีกเลย

ซึ่งเรื่องนี้เท็ดอ้างว่า ที่เขาพูดแบบนั้นก็เพราะว่าเขาต้องการความมั่นใจว่าตัวเขาเองจะสามารถแต่งงานกับสเตฟานี่ได้จริงหรือเปล่า ต่อมาเท็ดก็เริ่มจะโดดเรียน และหยุดการเรียนในช่วงเดือนเมษายนของปีนั้น ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับเหตุการณ์หายตัวไปของเด็กสาวมากมายในแถบแปซิฟิคตะวันตกเฉียงเหนือนั่นเอง

แม้จะไม่มีหลักฐานว่าเท็ดนั้นได้เคยทำการฆาตกรรมหญิงสาวมากี่ราย เพราะเท็ดไม่เคยให้การในเรื่องนี้ตรงกันเลยสักครั้ง  แต่เขาได้เคยพูดถึงการฆาตกรรมกว่าสิบรายอยู่ครั้งหนึ่ง โดยเท็ดเล่าว่าเขาได้ทำการลักพาตัวหญิงสาวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1969 ที่โอเชียนซิตี้ รัฐนิวเจอร์ซี่ แต่ก็ไม่ได้ลงมือฆ่าแต่อย่างใด และในปีนั้นเขาได้แวะลงมือฆาตกรรมหญิงสาวถึงสองคนที่เมืองแอตแลนติกซิตี้ ในช่วงระหว่างเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของเขาที่ฟิลาเดเฟีย ซึ่งเมื่อมีการตรวจสอบคดีช่วงดังกล่าว กลับไม่พบร่องรอยหลักฐานใด ๆ ยืนยัน แต่การวิเคราะห์จากประวัติของเขาทำให้เจ้าหน้าที่คาดกันว่า เท็ดน่าจะเริ่มฆ่าคนจริง ๆ มาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นวัยรุ่น โดยเหยื่อรายแรกนั้นน่าจะชื่อ “แอน แมรี่ เบอร์” แห่งทาโคมา เธอเป็นเด็กสาวอายุ 8 ปี ที่ถูกพบศพในปี ค.ศ. 1961 โดยตอนนั้นเท็ดน่าจะอายุประมาณ 14 ปี แต่เท็ดกลับไม่ยอมรับในข้อกล่าวหานี้ ซึ่งเท็ดนั้นยืนยันว่าตัวเขาเริ่มฆ่าคนเมื่อายุ 27 ปี ซึ่งตรงกับปี ค.ศ. 1974 ต่างหาก

โดยเท็ดเล่าว่าในคืนวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1974 ช่วงที่เขาเพิ่งบอกเลิกกับสเตฟานี่ใหม่ ๆ เท็ดได้ลอบเข้าไปในอพาร์ทเมนต์ของ “คาเรน สปาร์คส์” หญิงสาวอายุ 18 ปี เธอเป็นแดนเซอร์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน โดยในช่วงเวลาที่เกิดเหตุนั้นคาเรนกำลังนอนหลับอยู่ เท็ดได้บุกเข้ามาแล้วใช้ท่อนเหล็กฟาดคาเรนจนสลบคาที่นอน จากนั้นเท็ดก็ลวนลามเธอด้วยเครื่องมือตรวจอวัยวะเพศหญิงจนบาดเจ็บภายในอย่างหนัก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว มันได้ทำให้คาเรนถึงกับหมดสติไป 10 วัน และถึงแม้ว่าเธอจะรอดชีวิตมาได้ คาเรนก็ได้รับบาดเจ็บทางสมองไปอย่างถาวรไปเสียแล้ว

และอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ในช่วงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เท็ดก็ได้บุกเข้าไปยังห้องพักของ “ลินดา แอนน์ ฮีลลี่” ที่ขณะนั้นเธอกำลังทำหน้าที่รายงานพยากรณ์อากาศสำหรับการเล่นสกีทางวิทยุ โดยเท็ดได้ฟาดหัวเธอจนสลบแล้วจับเธอใส่ชุดกางเกงยีนส์ เสื้อสีขาว รองเท้าบูท จากนั้นเท็ดก็ลากเธอหายไป ต่อมาก็มีนักศึกษาหญิงหายตัวไปอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยเดือนละ 1 คน

โดยในวันที่ 12 มีนาคม ปีเดียวกัน “ดอนน่า เกลล์ แมนสัน” อายุ 19 ปี นักศึกษาในวิทยาลัยของรัฐเอเวอร์กรีนสเตทในโอลิมเปีย ที่อยู่ห่างออกไปจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของซีแอทเทิล 97 กิโลเมตร  เธอได้หายตัวไปจากงานคอนเสิร์ตแคมปัสอย่างไร้ร่องรอย และวันที่ 17 เมษายนนั้น “ซูซาน เอเลน แทนคอร์ท” ก็ได้หายตัวไประหว่างเดินทางไปดูภาพยนต์ ช่วงหลังจากที่เธอเพิ่งออกมาจากงานมีตติ้งในตอนเย็น และมีหญิงสาวนักศึกษาของเซ็นทรัลวอชิงตันอีกสองคน ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ โดยคนหนึ่ง หายไปในตอนกลางคืนแถบแรนคอร์ต และอีกคนหนึ่งก็หายตัวไปในอีกสามวันต่อมา และวันที่ 6 พฤษภาคม “โรเบอร์ต้า แคธลีน พาร์ค” ก็ได้หายตัวไปในช่วงที่เธอแวะจอดรถพักระหว่างการเดินทางไปทานกาแฟกับเพื่อน ๆ ใกล้มหาวิทยาลัยโอเรกอน

ต่อมานักสืบจากที่ทำการนายอำเภอคิงเคาน์ตี้ และสถานีตำรวจซีแอทเทิล ก็ได้ร่วมมือกันสืบร่องรอยหาหลักฐานและพยานการหายตัวไปของหญิงสาวจำนวนมากนี้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบความสัมพันธ์ของผู้สูญหายทั้งหมดว่าทุกคนนั้นล้วนเป็นหญิงสาวอายุน้อย หน้าตาดี ผิวขาว ผมยาว และหวีแสกกลาง โดยในวันที่ 1 มิถนายน ค.ศ. 1974 นั้น “เบรนด้า แครอลบอล” อายุ 22 ปี ก็ได้หายตัวไปอีกคน โดยมีผู้พบเห็นเธอครั้งสุดท้ายกำลังพูดคุยอยู่กับชายผมสีน้ำตาลที่แขนข้างหนึ่งใส่เฝือก โดยในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนของวันที่ 11 มิถุนายนนั้น “จีออแกนน์ ฮอว์กินส์” ก็ได้หายตัวไปอีกคนในช่วงที่กำลังเดินทางไปหาเพื่อนชาย ซึ่งเหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับหมดท่า ไม่สามารถหาเบาะแสใด ๆ มากไปกว่าชายแขนใส่เฝือกผมสีน้ำตาลคนนั้นได้เลย

นักสืบจากซีแอทเทิลทั้งสามคน และนักข่าวอาชญากรรมได้พยายามเสาะหาร่องรอยของผู้สูญหายคนล่าสุดกันอย่างหนัก จนในที่สุดพวกเขาก็ได้พยานพบเห็นฮอว์กินส์ ว่าอยู่กับผู้ชายใส่เฝือกครั้งสุดท้ายที่ไหนในคืนเกิดเหตุ โดยเธอได้ให้ความช่วยเหลือชายคนนี้ ด้วยการยกกระเป๋าขึ้นไปให้ในรถ โดยรถคันนี้เป็นรถโฟล์คเต่าสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นตัวเท็ดเองก็กำลังทำงานอยู่ที่รัฐวอชิงตัน ในหน่วยบริการเหตุด่วนในโอลิมเปีย ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ช่วยค้นหาหญิงสาวที่หายไปด้วยนั่นเอง

การหายตัวไปอย่างลึกลับของหญิงสาวถึงหกคนครั้งนี้ มันได้กลายเป็นข่าวดังไปทั่วทั้งในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์แถบวอชิงตันและโอเรกอน ความหวาดกลัวได้แพร่ขยายไปยังประชาชนทั่วไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับหมู่เด็กสาวที่ชอบเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ ถึงกับไม่กล้าเดินทางไปค้างอ้างแรมที่ไหน ความกดดันจากประชาชนก็ถาโถมเข้ามายังกลุ่มเจ้าหน้าที่ ที่ได้เบาะแสคนร้ายเพิ่มมาเพียงแค่ผู้สูญหายทุกคนล้วนสวมกางเกงยีนส์ พยานทุกคนล้วนเห็นชายใส่เฝือกที่แขนขับรถโฟลค์เต่าสีน้ำตาลอ่อนเท่านั้นเอง


และแล้วเหตุการณ์ฆาตกรรมแห่งแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือก็มาถึงจุดหักเห เพราะในวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ได้เกิดเหตุการลักพาตัวตอนกลางวันแสก ๆ โดยเหยื่อเป็นหญิงสาวสองคน ถูกลักพาตัวไปต่อหน้าผู้คนมากมาย ที่บริเวณชายหาดทะเลสาปแซมมามิช ในเมืองอิสซาควาห์ ห่างจากซีแอทเทิลไป 32 กิโลเมตร โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีพยานเห็นเหตุการเป็นผู้หญิง 5 คน ได้ให้การพูดถึงชายวัยรุ่นสวมเสื้อเทนนิสสีฟ้า และที่แขนซ้ายของเขาใส่เฝือกแขวนอยู่กับที่ห้อยแขน พูดจานุ่มนวลน่าจะเป็นชาวแคนาดาไม่ก็ชาวอังกฤษ โดยแนะนำตัวเองว่าชื่อ “เท็ด” โดยชายคนนี้ได้ขอความช่วยเหลือจากพวกเขา ให้ช่วยยกเรือเล็กออกมาจากรถโฟล์คเต่าสีน้ำตาลอ่อน โดยสี่คนแรกนั้นปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ แต่อีกคนหนึ่งตกลงใจที่จะไปช่วย พอเธอคนนั้นเดินไปถึงรถ ก็ไม่พบว่าในรถมีเรืออยู่จึงผละตัวหนีรอดไปได้

และยังมีพยานอีก 3 คน ได้เห็นชายคนดังกล่าวเดินไปขอให้ “แจนิส แอนน์ ออท์” อายุ 23 ปี เจ้าหน้าที่ฝึกงานของศาลประจำคิงเคาน์ตี้จูเวนไนล์ด้วยวิธีเดียวกัน โดยพยานได้เห็นเธอเดินทางออกจากชายหาดไปพร้อมกับเขา โดยหลังจากนั้นประมาณสี่ชั่วโมง “เดนนิส แนชลันด์” หญิงสาวอายุ 18 ปี นักศึกษาวิชาคอมพิวเตอร์โปรแกรมเมอร์ ที่เดินออกมาจากกลุ่มปิคนิคเพื่อไปเข้าห้องน้ำ แล้วเธอก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ซึ่งเท็ดเล่าถึงเหตุการณ์นี้ว่าแจนิส แอนน ออท์ นั้นยังคงมีชีวิตอยู่กับแนชลันด์ โดยคนหนึ่งที่เขาจำไม่ได้ว่าใครนั้น ได้ถูกเขาบังคับให้นั่งดูเหยื่ออีกคนถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ซึ่งต่อมาเท็ดก็กลับขอถอนคดีเรื่องนี้ออกไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจของคิงเคาน์ตี้ก็ได้เบาะแสเกี่ยวกับรถของเท็ด และได้ทำการปิดประกาศไปทั่วเมืองซีแอทเทิลทันที โดยภาพสเก็ตของคนร้ายตอนนี้ ได้ถูกตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ และออกอากาศไปตามช่องโทรทัศน์

ภาพสเก็ตหาตัวคนร้ายในหนังสือพิมพ์

โดยในวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1974  นักล่าไก่ป่าสองคนก็ได้พบกับซากโครงกระดูกของแจนิส แอนน์ ออท์ และเดนนิส แนชลันด์ ใกล้ ๆ กับถนนเข้าอิสซาคาห์ ห่างจากทะเลสาปแซมมามิชไป 3.2 กิโลเมตร โดยมีอีกศพก็ถูกพบในบริเวณเดียวกัน โดยเท็ดได้เล่าถึงซากโครงกระดูกที่พบอีกแห่งนั้นก็คือศพของจีออแกนน์ ฮอวกินส์ นั่นเอง และหกเดือนต่อมานักศึกษาคณะวนศาสตร์แห่งวิทยาลัยกรีนริเวอร์ ก็ได้เดินสำรวจไปพบกับหัวกะโหลกและขากรรไกรล่างของฮีลลี่ที่บริเวณสวนสาธารณะแทนคอร์ท บนภูเขาเทเลอร์ ซึ่งมาทราบภายหลังว่า มันเป็นแหล่งกบดานของเท็ดในช่วงที่หลบหนี ส่วนร่างของแมนสันนั้นยังไม่ได้ถูกค้นพบแต่อย่างใด

ในช่วงที่เท็ดยังไม่ได้ถูกจับ เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1974  เขาได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยกฎหมายในรัฐยูท่าห์ให้เรียนต่อ ทำให้ช่วงนี้เขาต้องห่างออกมาจากอลิซเบธแฟนคนที่สองที่อยู่ในซีแอทเทิล โดยย้ายไปอยู่ที่เมืองซอลท์เลคซิตี้ ช่วงนี้เท็ดได้โทรหาอลิซเบธบ่อย ๆ โดยในแต่ละครั้งที่โทรเขามักจะบอกว่า ตอนนี้เขาได้ออกเดทกับสาว ๆ คนอื่นอีกเป็นสิบ โดยชีวิตการเรียนปีแรกนั้นเขาพบว่าหลาย ๆ สิ่งมันทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่สามารถจะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ได้จากที่นี่

บ้านเช่าของเท็ดใน Salt Lake City (ก.ย.1974 ถึง ต.ค.1975)

ซึ่งมันทำให้เขาเริ่มกลับไปเป็นฆาตกรอีกครั้ง โดยในวันที่ 2 กันยายนนั้น เท็ดได้ทำการข่มขืนฆ่ารัดคอแล้วอำพรางศพหญิงสาวนิรนามที่ไอดาโฮ โดยหลังจากฆ่าเสร็จ เขาก็ได้โยนศพทิ้งลงในแม่น้ำใกล้ ๆ แถมยังกลับมาถ่ายภาพศพในวันถัดมาและนำศพมาหั่นเป็นชิ้น ๆ อีก

ส่วนวันที่ 2 ตุลาคม เขาก็ได้ข่มขืนหญิงสาวอายุ 16 ปี ชื่อ “แนนซี่ วิลคอกซ์” แถวฮอลลาเดย์ย่านชานเมืองซอลท์เลคซิตี้อีกคน ซึ่งเท็ดได้ลากเธอเข้าไปในเขตป่าสงวนก่อน โดยเหยื่อรายนี้เท็ดได้เล่าว่า เขากะจะข่มขืนจนเสร็จแล้วก็ค่อยปล่อยเธอไป แต่สุดท้ายเขาก็รัดคอเธอจนเสียชีวิตไปอย่างไม่ตั้งใจ เพราะเพียงแค่อยากจะทำให้เธอเงียบเท่านั้นเอง ซึ่งหลังจากที่เธอเสียชีวิต เท็ดก็ได้ทำการฝังศพเธอเอาไว้ในเขตอุทยาน ซึ่งศพของเธอนั้นก็ยังไม่สามารถค้นหาได้

ในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1974 เมลิสซ่า สมิธ” สาวน้อยอายุ 17 ปี ลูกสาวของสารวัตรตำรวจที่มิดวาลด์ก็ได้หายตัวไปอีกคนหนึ่งหลังออกจากร้านพิซซ่า ศพเปลือยของเธอถูกพบบริเวณเทือกเขาบริเวณนั้นในเก้าวันต่อมา โดยผลการชันสูตรศพบ่งชี้ว่า เธอน่าจะเพิ่งตายไปเพียง 2 วัน โดยเจ็ดวันแรกนั้นเธอน่าจะยังมีชีวิตอยู่

และในทางใต้แถวเมืองเลฮี 40 กิโลเมตร วันที่ 31 ตุลาคม “ลลร่า แอนน์ เอมี่” อายุประมาณ 17 ปี ก็ได้หายตัวไปหลังเดินทางออกจากร้านกาแฟช่วงหลังเที่ยงคืน ศพของเธอถูกพบในสภาพเปลือยเปล่าโดยนักเดินทางย่านฟอร์คแคนย่อนในวันขอบคุณพระเจ้า โดยศพของทั้งสองคนหลังนี้ ล้วนถูกข่มขืนและฆ่ารัดคอด้วยถุงน่องไนลอน

ในช่วงบ่ายของวันที่ 8 พฤศจิกายน เท็ดก็ได้ล่อลวงพนักงานต่อสายโทรศัพท์ของห้างแฟชั่นเพลสมอลล์ชื่อว่า “แครอล แดรอนช์” อายุ 18 ปี โดยเท็ดได้สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่โรสแลนด์แห่งสถานีตำรวจเมอเรย์ หลอกล่อแครอลว่ามีบางคนกำลังพยายามขโมยรถของเธอ แล้วบอกให้แครอลร่วมมือกับเขาเดินทางไปยังสถานีเพื่อพูดคุย เมื่อแครอลหลงเชื่อตามขึ้นรถของเท็ดไปนั้น เท็ดได้เปลี่ยนเส้นทางเดินรถไปยังถนนเส้นอื่น จากนั้นก็ฉุดตัวเธอลงมาและพยายามจะใส่กุญแจมือ ในขณะที่กำลังวุ่นวายกันอยู่นั้น เขาไม่ได้ใส่กุญแจมือไว้แน่นหนาสักเท่าไหร่ ทำให้แครอลสามารถสะบัดหลุด และเปิดประตูรถหลบหนีออกมาได้

"แครอล แดรอนซ์" เหยื่อผู้รอดชีวิตในปัจจุบัน

โดยในเย็นวันนั้น “เดบรา เค้นท์” เด็กนักเรียนวัย 17 ปี ของโรงเรียนการแสดงวิลมองต์แถวบาวน์ติฟูลอยู่ทางตอนเหนือของเมอเร่ ได้หายตัวไปหลังออกมาจากโรงละครเพื่อจะไปรับน้องชาย ซึ่งทางอาจารย์สอนวิชาการแสดงได้ให้การว่า เด็กนักเรียนคนดังกล่าวได้ออกไปกับชายแปลกหน้าคนหนึ่ง ที่เข้ามาขอให้เธอช่วยเดินหารถที่จอดเอาไว้ตรงที่จอด ซึ่งมีพยานเป็นเด็กนักเรียนอีกคนเห็นชายคนนี้เดินป้วนเปี้ยนอยู่ทางเข้าหลังโรงเรียน และอาจารย์ก็เห็นชายคนนี้อีกหนก่อนที่การแสดงจะจบลง โดยเห็นเขาอยู่ทางด้านนอกของหอประชุม ซึ่งที่นี่เจ้าหน้าที่นักสืบได้พบลูกกุญแจสำหรับไขกุญแจมือของแครอล ดารอนช์ตกอยู่ด้วย

ในเดือนพฤศจิกายนนั้น อลิซเบธแฟนของเท็ดก็ได้อ่านข่าวเกี่ยวกับการหายตัวไปของหญิงสาวมากมายในบริเวณรอบ ๆ เมืองซอลท์เลค เธอจึงโทรศัพท์หาเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีคิงเคาน์ตี้ถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกนักสืบแรนดี้ เฮอเกสเฮมเมอ์ หัวหน้าหน่วยอาชญากรรมได้ขอพูดคุยรายละเอียดกับอลิซเบธ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เท็ดได้เดินทางเข้ามาสถานีแห่งนี้โดยบังเอิญ ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าเท็ดนั้นคือคนร้าย และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่ได้สังเกตใบหน้าของเขากับภาพสเก็ตช์ของคนร้าย ทำให้พวกเขาไม่ได้เอะใจเลยว่า ผู้ชายที่เดินเข้ามาตอนนี้ คือฆาตกรสุดโหดคนเดียวกันกับที่ฆ่าเด็กสาวไปมากมายคนนั้น

ในเดือนธันวาคมอลิซเบธก็ได้โทรหาเจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีซอลท์เลค เพื่อให้ข้อมูลที่เธอสงสัยอีกเป็นครั้งที่สอง ทำให้ตอนนี้นี่เองที่ชื่อของเท็ดได้ถูกรวมเข้าไปอยู่ในรายชื่อผู้ต้องสงสัย เพียงแต่ในช่วงนั้นมันก็ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่จะสามารถผูกเขาเข้ากับคดีได้เลย จนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1975 เท็ดได้เดินทางกลับมาที่ซีแอทเทิลหลังจากสอบปลายภาคเสร็จ และใช้เวลาอยู่กับอลิซเบธ ซึ่งเธอนั้นไม่ได้เล่าเรื่องที่เธอไปบอกตำรวจให้เท็ดรู้ตัว และตอนนี้อลิซเบธเองก็วางแผนว่าจะไปเยี่ยมเท็ดที่ซอลท์เลคในช่วงเดือนสิงหาคมด้วย

โดยในปี ค.ศ. 1975 นี้ เท็ดได้ขยายขอบเขตการก่อคดีออกไปยังรัฐโคโลราโดอีกด้วย ซึ่งวันที่ 12 มกราคม “แครีน แคมพ์เบล” นางพยาบาลอายุ 23 ปี ได้หายตัวไประหว่างกำลังเดินไปขึ้นลิฟท์ที่พักในโรงแรมไวด์วูดอินน์แถวสโนว์แมสวิลเลจ ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของซอลท์เลคซิตี้ 640 กิโลเมตรไป เดือนต่อมาศพของเธอก็ถูกพบในสภาพเปลือยเปล่าอยู่ข้างถนนลูกรังแถบด้านนอกของโรงแรมแห่งนั้น โดยเธอถูกทุบหัวด้วยของแข็งเป็นรอยยาว และร่างของเธอถูกหั่นออกด้วยของมีคม

"แครีน แคมพ์เบล" พยาบาลผู้หายตัวไปจากทางเดินของโรงแรม
โรงแรมที่แครีนหายตัวไประหว่างเดินไปขึ้นลิฟท์

วันที่ 15 มีนาคม “จูลี่ คันนิ่งแฮม” อาจารย์สอนสกี อายุ 26 ปี ได้หายตัวไปช่วงกำลังเดินทางออกจากที่พัก เพื่อไปทานดินเนอร์กับเพื่อน ซึ่งเท็ดได้เล่าว่าเขาล่อลวงเธอด้วยการขอให้เธอช่วยยกรองเท้าสกีที่ท้ายรถให้หน่อย เมื่อจูลี่หลงเชื่อเดินไปถึงรถเขาก็จับเธอใส่กุญแจมือ จากนั้นก็ทำร้ายร่างกายแล้วรัดคอเธอจนเสียชีวิตแถวไรเฟิลในโคโลราโด โดยในสัปดาห์ถัดมา เท็ดได้ขับรถจากซอลท์เลคซิตี้ถึง 6 ชั่วโมงเพื่อกลับไปดูศพของเดนิส อายุ 25 ปี ที่หายตัวไปแถวยูทาห์ โคโลราโด โดยภายหลังศพของเดนิสถูกพบใกล้ ๆ กับจักรยานและรองเท้าแตะของเธอใกล้ ๆ สะพานรถไฟ

ในวันที่ 6 เมษายน เท็ดได้ล่อลวง “ลินเนตต์ คุลเวอร์” เด็กหญิงอายุเพียง 12 ปี จากโรงเรียนอลามีดาจูเนียร์ในเมืองโพคาเทลโล รัฐไอดาโฮ ที่อยู่ห่างจากซอลท์เลคซิตี้ไปทางเหนือถึง 260 กิโลเมตร โดยเขาจับเธอกดน้ำและลวนลามทางเพศในห้องพักโรงแรม จากนั้นก็โยนร่างของเธอทิ้งลงแม่น้ำโพคาเทลโล่ทางตอนเหนือ

ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนั้น เท็ดได้กลับมาพักผ่อนกับอลิซเบธอีกครั้ง โดยในเดือนมิถุนายนทั้งสองได้พูดคุยเรื่องที่จะแต่งงานกันในช่วงคริสต์มาสต์ แต่อลิซเบธเองตอนนี้เธอกลับไม่ได้สนใจเรื่องแต่งงานมากนัก เพราะเธอได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีคิงเคาน์ตี้ และสถานีซอลท์เลคอยู่ตลอด โดยเธอทราบมาว่าเท็ดนั้นกำลังมีความสัมพันธ์อยู่กับเพื่อนร่วมงานชื่อ “แครอล แอนน์ บรูเน่” และอลิซเบธก็รู้มาว่าแครอลมักจะไปพักอยู่กับเท็ดบ่อย ๆ อีกด้วย

"แครอล แอนน์ บรูเน่" แฟนคนที่สามของเท็ด

ต่อมาในวันที่ 28 มิถุนายน ปีเดียวกัน “ซูวาน เคอร์ติส” ก็ได้หายตัวไประหว่างร่วมกิจกรรมแคมปัสที่มหาวิทยาลัยบริงแฮมยัง ในเมืองโพรโว ห่างจากซอลท์เลคซิตี้ไปทางใต้ 72 กิโลเมตร โดยการฆาตกรรมครั้งนี้เท็ดได้ทำการบันทึกเสียงช่วงเวลาการฆ่าของเขาไว้ในม้วนเทปอีกด้วย ซึ่งศพของเธอก็เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ศพ ที่ไม่สามารถค้นหาเจอได้

ในรัฐวอชิงตันขณะนั้น เหล่านักสืบก็ยังคงสืบหาร่องรอยของคดีฆาตกรรมในแปซิฟิคตะวันตกเฉียงเหนืออย่างสิ้นหวัง เนื่องจากหาตัวคนร้ายมานานแต่ยังไม่พบเสียที จนเมื่อพวกเขาเดินทางมาที่สถานีตำรวจคิงเคาน์ตี้ เพื่อขอใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อจะลองสืบหาจากฐานข้อมูลพยานจากเครื่องคอมพิวเตอร์นับสิบเครื่อง และในเครื่องหนึ่งพวกเขาได้ลองกรอกข้อความของสิ่งที่ต้องการค้นหาไปหลาย ๆ แบบ แล้วจู่ ๆ สวรรค์ก็เข้าข้าง เมื่อพวกเขาลองค้นข้อมูลเจ้าของรถโฟล์คสวาเกน ที่มีเจ้าของชื่อว่าเท็ด และระบุเพศชายตามที่เพื่อนของเหยื่อเคราะห์ร้ายได้เคยให้การเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว ปรากฏว่าคอมพิวเตอร์ก็ได้ลิสต์รายชื่ออกมาหลายพันคน จากนั้นเขาก็ได้คัดกรองฐานข้อมูลด้วยการประมาณอายุ 26 ปี ของคนร้ายเข้าไป มันก็ได้ขึ้นชื่อของคน 4 คน ขึ้นมา โดยมีชื่อของเท็ดรวมอยู่ในลิสต์นี้ด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่นักสืบคนดังกล่าวก็พยายามวิเคราะห์หาคนตัวร้ายให้แคบลง จนในที่สุดชื่อของเท็ดก็ลอยเด่นขึ้นมาเพียงคนเดียว นั่นจึงทำให้การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐยูทาห์ เพื่อขอจับกุมตัวเท็ดได้เริ่มต้นขึ้น

ในที่สุดเท็ดก็ถูกจับตัวได้โดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1975 โดยตำรวจทางหลวงของรัฐยูทาห์ ด้วยข้อหาฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร โดยตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้สงสัยอะไรในตัวเขา แต่พอพวกเขาสังเกตเห็นว่าเบาะหน้ารถเท็ดนั้นหายไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอตรวจค้นรถของเขาทันที โดยพวกเขาพบกับหน้ากากสกี และหน้ากากแฟนซีที่ทำจากถุงน่อง แชลงเหล็ก กุญแจมือ ถุงขยะ ขดลวด ที่เจาะน้ำแข็ง และสิ่งของอื่น ๆ ที่ดูเหมือนจะสามารถใช้ในการลักทรัพย์ได้ ซึ่งเท็ดเองก็แก้ตัวว่า หน้ากากสกีนั้นเอาไว้เล่นสกี กุญแจมือนั้นเขาพบมันจากถังขยะ ส่วนที่เหลือเป็นเครื่องมือที่เอาไว้ใช้ซ่อมบ้านธรรมดา ๆ




ซึ่งเรื่องนี้นักสืบเจอรี่ ธอมสันก็จำข้อมูลรายละเอียดของรถยนต์ที่มีพยานได้เล่าเอาไว้ในช่วงการหายตัวไปของดารอนช์ ตอนเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1974 และชื่อของเท็ดจากปากคำของอลิซเบธที่เคยเล่าไว้ทางโทรศัพท์ แถมเมื่อไปค้นที่บ้านของเท็ด พวกเขาก็พบกับหนังสือนำเที่ยวโคโลราโดรีสอร์ท พร้อมกับมีเครื่องหมายที่เท็ดทำไว้ตรงจุดโรงแรมไวด์วูด และยังมีโบรชัวร์โฆษณาของโรงเรียนการแสดงวิวมองต์ที่เดบราหายตัวไป แต่มันก็ไม่หนาแน่นพอที่ควบคุมตัวของเท็ดได้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องปล่อยตัวเท็ดให้เป็นอิสระไปก่อน ซึ่งภายหลังเท็ดได้เล่าว่า พวกนักสืบนั้นพลาดไปอย่างหนึ่งคือ พวกเขาไม่สามารถค้นเจออัลบั้มภาพถ่ายโพลาลอยด์ของเหยื่อที่เขาเคยถ่ายไว้มากมาย โดยซ่อนมันไว้ในห้องเก็บของ และได้กลับมาทำลายมันทันทีที่เขากลับมาถึงบ้าน

ตำรวจสถานีซอลท์เลคควบคุมตัวของเท็ดไว้ได้เพียง 24 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ธอมสันได้บินไปกับเจ้าหน้าที่อีกสองคนเพื่อขอพูดคุยกับอลิซเบธ โดยครั้งนี้อลิซเบธได้เล่าถึงสิ่งของหลาย ๆ อย่างที่อยู่ในบ้านของเธอ โดยเธอไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร และของในอพาร์ทเมนท์ของเท็ด เช่น ไม้ค้ำช่วยเดินสำหรับผู้ป่วย ถุงปูนขาวที่เขาขโมยมาจากอนามัย มีดอีโต้สำหรับหั่นเนื้อที่ไม่เคยได้ใช้ทำอาหาร โดยมันถูกเก็บเอาไว้ช่วงที่เขาย้ายไปอยู่รัฐยูทาห์ ถุงมือแพทย์กับมีดพกในกล่องไม้ที่เท็ดเก็บไว้ในช่องเก็บของหน้ารถ และกระสอบที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าของผู้หญิง โดยเท็ดนั้นได้ซ่อนเอาไว้

อลิซเบธรู้ว่าเท็ดนั้นได้ขโมยของทุกอย่างมาแน่ ๆ โดยครั้งหนี่งเธอเคยถามถึงที่มาของทีวีและเครื่องเสียงใหม่กับเท็ด ซึ่งคำตอบของเท็ดนั้นกลับเป็นว่า “ถ้าเธอบอกใครให้รู้ ฉันจะหักคอของเธอทิ้งซะ”  โดยอลิซเบธเล่าว่า เท็ดนั้นแสดงอาการหงุดหงิดออกมาเมื่อเธอตัดผมตัวเองให้สั้นแค่ครึ่งหลัง และบางครั้งเธอเคยตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อลองค้นใต้ที่นอนของเท็ด ซึ่งเธอก็พบกับไฟฉายกระบอกหนึ่ง  และยังพบว่าเท็ดนั้นแอบเก็บประแจสี่แฉกที่มีผ้าเทปพันที่ด้ามจับ เก็บเอาไว้ตรงช่องเก็บของในรถโฟล์คเต่าสีน้ำตาลอ่อนของเธอ ที่เท็ดมักจะขอยืมใช้อยู่บ่อย ๆ โดยเท็ดบอกว่าเขาเก็บมันไว้ป้องกันตัว ตอนนี้นักสืบจึงแน่ใจว่า เท็ดนั้นไม่ได้อยู่กับอลิซเบธทุกคืน ยิ่งพอสอบถามถึงวันที่เกิดเหตุการหายตัวไปของเหยื่อแต่ละรายด้วยแล้ว มันก็ตรงกับวันที่เท็ดไม่อยู่กับเธอด้วยเช่นกัน โดยหลังจากนั้นอลิซเบธก็ได้ถูกสอบสวนเพิ่มเติมโดยนักสืบแคธี่ และได้รับทราบเรื่องราวของสเตฟานี่คนรักคนแรกของเท็ด รวมถึงเรื่องที่สเตฟานี่เคยพูดคุยถึงการหมั้นหมายของเธอกับเท็ดในช่วงคริสต์มาสต์ของปี ค.ศ. 1973 ด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนเกี่ยวกับที่มาของรถโฟล์คคันดังกล่าว ก็ทราบว่าเท็ดได้ซื้อรถโฟล์คเต่าคันนี้มาจากพวกวัยรุ่นที่มิดเวลล์ ในช่วงเดือนกันยายนของปี ค.ศ. 1973 โดยในรถคันนี้เอฟบีไอได้พบกับเศษเส้นผมที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มันเป็นของแครีนเหยื่อรายหนึ่งของเท็ด และยังค้นพบเส้นผมที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นของเมลิสซ่า และแครอลอีกด้วย

เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากฝีมือ "เท็ด บันดี้"

ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม นักสืบก็ได้นำชื่อของเท็ดขึ้นมาเป็นผู้ต้องสงสัยที่น่าจะเป็นตัวจริง ซึ่งก็ได้ติดต่อ แครอลที่รอดชีวิตให้มาช่วยยืนยันตัวของเท็ดอีกด้วย โดยหลักฐานที่พอจะหาได้ในตอนนี้ มันก็ยังไม่มากพอที่จะเหมารวมว่าเท็ดนั้นได้ทำการสังหารเหยื่อทุกคนจริง ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เท็ดสามารถขอประกันตัวออกไปได้ในวงเงิน 15,000 ดอลล่าร์ โดยใช้เงินจากพ่อแม่ของเขา และต่อมาเท็ดก็ได้ใช้ในช่วงรออัยการสั่งฟ้องคดีไปกับการพักอยู่ที่บ้านของอลิซเบธ ภายใต้การสังเกตการณ์ของตำรวจตลอดเวลา โดยช่วงเวลานี้อลิซเบธเล่าว่า ตอนที่เธอกับเท็ดจะออกจากบ้านไปไหนมาไหนแต่ละที เหล่ารถของตำรวจนอกเครื่องแบบก็สตาร์ทรถขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ราวกับเริ่มแข่งรถในงานอินดี้ 500 กันเลยทีเดียว

โดยในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1976 เท็ดต้องมายืนรวมกับคนอื่น ๆ เพื่อให้แครอลพยานที่รอดชีวิตชี้ตัวในห้องลับ ซึ่งแน่นอนว่าผลการชี้ตัวนั้น ออกมาถูกต้องทุกครั้ง นั่นก็คือเท็ดนั่นเอง โดยเขาถูกจับในข้อหาลักพาตัวและทำร้ายเจ้าทุกข์ โดยได้รับโทษจำคุก 15 ปี ในคุกของรัฐยูทาห์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ในช่วงเดือนตุลาคมนั้นเท็ดก็แหกคุกออกไปด้วยเครื่องมือหลบหนี รวมทั้งแผนที่เส้นทางและกำหนดการบินกับบัตรเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งในเดือนเดียวกันนั้น เท็ดก็ถูกจับกลับมาได้โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐโคโลราโดข้อหาฆาตกรรมแครีน ซึ่งช่วงนั้นเท็ดได้พยายามร้องขอคัดค้านการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่นั่นในช่วงปี ค.ศ. 1977

กลับมาที่คุกเกลนวูดสปริงส์ เท็ดได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ และนักกฏหมาย โดยในใจของเขาตอนนี้ก็ยังคงคิดที่จะหาทางหนีออกจากคุกอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขาได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ในคุก ด้วยการส่งแผนผังในคุก พร้อมใบเลื่อยเหล็กและเงินสดที่เพื่อนนักโทษในคุกช่วยกันรวบรวมให้กว่า 500 ดอลล่าร์ โดยเท็ดสามารถเลื่อยกรงเหล็กขาดออกเป็นรูกว่า 1 ฟุต และตัวเองก็ลงทุนอดอาหารให้ตัวผอมลงกว่า 15 กิโลกรัม จนสามารถลอดช่องว่างดังกล่าวได้ โดยตลอดเวลาที่วางแผนนั้น เขาได้ใช้ช่วงเวลาวิ่งออกกำลังในคุกตอนเช้า เพื่อคอยมองหาจุดที่จะสามารถหลบหนีได้ตลอดเวลา


โดยช่วงปลายปี ค.ศ. 1977  การพิจารณาคดีของเท็ดกำลังจะมาถึง ทำให้เรื่องราวของเขาโด่งดังขึ้นมา ซึ่งเท็ดได้ร้องขอให้เปลี่ยนสถานที่พิจารณาคดีจากเมืองแอสเพนแทน ต่อมาในวันที่ 23 ธันวาคม ศาลก็ได้ตอบรับคำขอนั้น เพียงแต่ได้ย้ายไปที่โคโลราโดสปริงแทน และในวันที่ 30 ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่ในเรือนจำส่วนใหญ่จะหยุดวันคริสต์มาสต์ และพวกนักโทษไม่ร้ายแรงจะได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวของพวกเขา เท็ดก็ได้วางแผนนำหนังสือและกองเอกสารมายัดลงใต้ผ้าห่มบนที่นอนให้ดูเหมือนกับว่าตัวเขากำลังนอนอยู่ จากนั้นก็แอบปีนขึ้นไปยังช่องที่เขาได้เตรียมหลบหนีเอาไว้ โดยเขาได้ปีนออกไปยังห้องพักของหัวหน้าผู้คุม ที่ตอนนั้นหัวหน้าเองออกไปข้างนอกกับภรรยา เท็ดจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าจากตู้เสื้อผ้าของหัวหน้าผู้คุมให้เหมือนคนทั่วไปก่อน จากนั้นค่อย ๆ เนียนเดินออกไปทางประตูด้านหน้าได้สำเร็จ

เขาได้ทำการขโมยรถเพื่อเดินทางต่อ โดยเท็ดได้ขับไปทางตะวันออกของเกลนวูดสปริงส์ แต่ก็ขับไปได้ไม่นานรถก็เกิดเสียขึ้นมาแถวย่านเทือกเขาบนถนนอินเตอร์สเตทหมายเลข 70  ซึ่งเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่ขับรถผ่านมาพาไปส่งที่เวลห่างไปอีก 97 กิโลเมตร และจากที่นี่เท็ดก็ได้ขึ้นรถบัสต่อไปยังเมืองเดนเวอร์ ที่ ๆ เขาตั้งใจว่าจะบินหนีไปยังชิคาโก ซึ่งใครจะไปเชื่อว่ากว่าเจ้าหน้าที่ในคุกที่เกลนวูดจะรู้ว่าเท็ดได้หนีไปแล้ว ก็ปาไปถึงช่วงบ่ายของวันที่ 31 ธันวาคม เป็นเวลากว่า 17 ชั่วโมง ซึ่งเท็ดได้อยู่ที่ชิคาโก้เรียบร้อยแล้ว

จากชิคาโกเท็ดได้ท่องเที่ยวต่อไปด้วยรถไฟ เพื่อเดินทางไปยังแอนอาร์เบอร์ ในรัฐมิชิแกน ซึ่งตอนนี้ก็ย่างมาถึงวันที่ 2 มกราคม ของปี ค.ศ. 1978 โดยห้าวันต่อมาเขาก็ขโมยรถยนต์แล้วขับต่อไปยังแอตแลนต้า จากนั้นต่อรถประจำทางไปยังทาลาฮาสซี่ รัฐฟลอริด้า ในวันที่ 8 มกราคม ซึ่งที่นี่เองเท็ดได้เปิดห้องเช่าไว้ในชื่อคริส ฮาเก้น ที่อยู่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยของรัฐฟลอริด้า ซึ่งเท็ดได้เล่าว่าตัวเขาเองตั้งใจจะล้างชีวิตฆาตกรของเขาแล้วกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ตราบเท่าที่ตำรวจจะไม่สามารถหาตัวของเขาเจอ ซึ่งมันก็ไม่ได้ราบรื่นสักเท่าไหร่ เมื่อเขาพยายามจะหางานทำแล้วต้องสะดุดเพราะที่ทำงานแต่ละที่ขอดูบัตรประจำตัวของเขา


โดยในช่วงตอนเย็น ของวันที่ 14 หรือช่วงเข้ามืดของวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1978 หนึ่งสัปดาห์หลังจากการเข้ามาอยู่ที่ทาลาฮาสซี่นั้น เท็ดได้ลอบเข้าไปในที่พักของชมรมชิโอเมก้าของมหาวิทยาลัยฟอลริด้าทางประตูด้านหลังที่ล็อคไว้ไม่ค่อยสนิท โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 2.45 นาฬิกา เท็ดได้ใช้ไม้กระบองที่ทำจากไม้โอ๊คฟาดเข้าไปที่หัวของ “มากาเร็ต บาวแมน” อายุ 21 ปี ในขณะที่เธอกำลังหลับ จากนั้นก็ใช้ถุงน่องไนลอนมัดเธอเอาไว้ แล้วเท็ดก็บุกเข้าไปที่ห้องนอนของ “ลิซ่า เลวี่” จากนั้นก็ฟาดเธอจนสลบไปอีกคน จากนั้นเท็ดก็จัดการรัดคอของลิซ่า แล้วก็กัดไปที่หัวนมของเธอ ตามด้วยขบฟันลงไปที่สะโพกของเธออีกด้วย จากนั้นก็ลวนลามทางเพศเธอด้วยกระบอกสเปรย์ฉีดผม

และเท็ดก็ยังบุกเข้าไปยังห้องของ “แคธี่ คลีนเนอร์” ที่อยู่ข้าง ๆ โดยเท็ดได้ฟาดเข้าไปที่ขากรรไกรและไหล่ของเธอ จากนั้นก็เข้าไปทำร้าย “คาเรน แชนดเลอร์” ที่เพิ่งตื่นขึ้นมา โดยฟาดเข้าไปที่ขากรรไกรจนฟันหักเกือบหมดปาก และยังทุบไปที่นิ้วมือของเธออีกด้วย ซึ่งทางนักสืบของทาลลาฮาซซี่ ได้ตรวจสอบพบในภายหลังว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้น น่าจะใช้เวลาไปเพียง 15 นาทีเท่านั้น โดยชาวบ้านละแวกนั้นกว่าสามสิบหลังคาเรือน ล้วนไม่มีใครได้ยินเสียงอะไรเลย

แคธี่ คลีนเนอร์ ผู้รอดชีวิต
คาเรน แชนดเลอร์ ผู้รอดชีวิต

ต่อมาหลังจากก่อเหตุเสร็จ เท็ดก็บุกลงไปยังชั้นใต้ดินของมหาวิทยาลัยที่อยู่ถัดไปอีก 8 บล็อก เท็ดได้บุกเข้าไปทำร้ายนักศึกษาชื่อว่า “เชอรีล โธมัส” ด้วยการฟาดไปที่หัวไหล่ แก้ม และศีรษะอีก 5 ที แล้วก็ทิ้งร่างของเธอเอาไว้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้เธอมีอาการหูหนวกถาวรจนไม่สามารถกลับไปทำงานแดนเซอร์ได้อีก โดยบนที่นอนของเชอรีลนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบร่องรอยของคราบอสุจิ และยังพบถุงน่องกับหน้ากากที่ติดเส้นผมสองเส้น ที่ดูคล้ายกับเส้นผมของเท็ดอีกด้วย

และในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เท็ดก็ได้ขับรถกว่า 240 กิโลเมตร ไปทางตะวันออกมุ่งสู่แจ็คสันวิลล์ โดยใช้รถตู้ที่ขโมยมาจากมหาวิทยาลัยฟอริดานั่นเอง ซึ่งในขณะที่เขาจอดรถอยู่นั้น เขาได้ล่อลวง “เลสลี่ พาร์เมนเทอร์” ลูกสาวของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีแจคสันวิลล์ โดยบอกว่าตัวเองชื่อริชาร์ด เบอร์ตัน เป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร เคราะห์ดีที่พี่ชายของเลสลี่มาถึงเสียก่อน โดยในบ่ายวันนั้นเท็ดก็ได้วิ่งย้อนกลับมาทางเดิมแล้วมาหยุดที่เลคซิตี้ โดยที่นี่เท็ดได้ล่อลวง “คิมเบอรี่ ไดแอน ลีค” เด็กหญิงอายุ 12 ปีที่เดินออกมาจากห้องเรียนในช่วงโฮมรูมเพราะถูกคุณครูเรียกตัว ซึ่งคิมเบอรี่นั้นก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย โดยเจ็ดสัปดาห์ต่อมา ซากศพของเธอก็ถูกพบเป็นชิ้น ๆ อยู่ในโรงเลี้ยงหมูใกล้แม่น้ำซูวานนี ห่างออกไปจากเลคซิตี้ประมาณ 56 กิโลเมตร

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ เงินของเท็ดก็เริ่มจะไม่พอจ่ายค่าเช่าห้อง และเขาเองก็เริ่มรู้สึกว่าตอนนี้ ตำรวจเริ่มจะเข้ามาใกล้ตัวเสียแล้ว เท็ดจึงได้ขโมยรถยนต์หนีออกจากฟลอริด้าในช่วงประมาณตี 1 โดยช่วงระหว่างที่หนีอยู่นั้น เขาได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสถานีเพนซาโคล่าชื่อ “เดวิด ลี” โบกให้จอดรถก่อนที่จะถึงอลาบาม่าเพื่อขอตรวจใบขับขี่และใบครอบครองรถ และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบพบว่ารถคันนี้เป็นรถที่ถูกขโมยมา เขาจึงบอกกับเท็ดว่า ตอนนี้เขาถูกจับแล้ว แต่พูดยังไม่ทันขาดคำเท็ดก็เตะเข้าไปที่ขาของตำรวจคนดังกล่าวจนเสียหลักล้มลง ส่วนเท็ดก็ออกตัวเตรียมวิ่งหนี ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเดวิดก็ใช้ปืนยิงขู่ไปสองนัด เท็ดจึงหยุดและหันกลับมาจะเล่นงานเจ้าหน้าที่เดวิดเพื่อแย่งปืน ทั้งสองต่อสู้กันได้ไม่นาน เพราะยังไงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เหนือกว่าสามารถปราบเท็ดลงและจับตัวเขาได้ในที่สุด

โดยในรถคันที่ถูกขโมยมานั้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบบัตรประจำตัวของนักศึกษาหญิงของมหาวิทยาลัยฟลอริด้า 3 คน และบัตรเครดิตการ์ดที่ถูกขโมยมากว่า 21 ใบ กับชุดโทรทัศน์ และยังพบแว่นดำกับกางเกงลายทางอีกสองตัว โดยทราบภายหลังว่าเขาใช้ของพวกนี้ในการปลอมตัวอยู่ในแจคสันวิลล์ ซึ่งในขณะนั้นเจ้าหน้าที่เดวิสไม่ได้รู้เลยว่า ตอนนี้เขาสามารถจับ 1 ใน 10 ผู้ต้องหาร้ายแรงที่เอฟบีไอกำลังต้องการตัวมากที่สุดได้ โดยตอนนั้นเขาได้ยินเท็ดพูดว่า “ผมขอให้คุณฆ่าผมเสียเถอะนะ”


ในช่วงที่ส่งตัวไปยังไมอามี่นั้น เท็ดก็ได้ไปยืนให้เหยื่อเคราะห์ร้ายของชมรมชิโอเมก้าที่เคยถูกเท็ดบุกทำร้ายเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1979 ชี้ตัว โดยการชี้ตัวครั้งนี้ มีผู้สื่อข่าวกว่า 250 คน จาก 5 ภาคพื้นของสหรัฐอเมริกา และสำนักข่าวใหญ่ ๆ ของประเทศก็มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยรอบนี้เท็ดถูกคุมตัวเข้มงวดกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าผลการชี้ตัวครั้งนี้ ได้ทำให้เท็ดต้องโทษเพิ่มไปอีกหลายกระทงเลยทีเดียว

โดยในช่วงพิจารณาคดีนั้น คณะลูกขุนได้ใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมง ในการพิจารณาคดี โดยใช้หลักฐานจากพยาน และรอยฟันของเขาที่กัดไว้ที่สะโพกของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย โดยในวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1979 นั้น ศาลได้พิพากษาให้ประหารชีวิตเท็ดซึ่งหกเดือนต่อมา การพิจารณาคดีครั้งที่ 2 ก็ได้ย้ายมาที่โอลันโดเพื่อพิจารณาคดีฆาตกรรมคิมเบอรี่ โดยที่นี่ศาลได้พิจารณาคดีจากพยานแวดล้อมที่เห็นเขาเข้าไปในเขตโรงเรียน และทำการขโมยรถตู้ พร้อมหลักฐานสำคัญอีกชิ้นก็คือเศษเสื้อผ้าที่ติดอยู่บนศพของคิมเบอรี่ที่ถูกพบในรถตู้นั้น ซึ่งเป็นผ้าชนิดเดียวกันกับเสื้อที่เท็ดสวมใส่ในตอนที่เขาถูกจับได้นั่นเอง

โดยในช่วงที่เขาถูกพิจารณาคดีอยู่ที่ฟลอริด้านั้น เท็ดได้ขอกับศาลเพื่อประกาศแต่งงานกับแครอล แอนน์ บูเน่ ที่เคยมีสัมพันธ์กับเท็ดในช่วงกลางของเรื่อง โดยเท็ดได้ขอเธอแต่งงานต่อหน้าศาล ซึ่งแครอลก็ได้ตอบตกลง นั่นจึงทำให้แครอลได้เป็นภรรยาของเท็ดที่ถูกต้องตามกฎหมายคนแรกของเขาเลย

"แครอล แอนน์ บูเน่" ภรรยาที่จัดงานแต่งงานกันในคุก

โดยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1980 เท็ดได้ถูกพิพากษาโทษประหารเป็นแห่งที่ 3  และเมื่อผลการพิพากษาถูกประกาศออกมานั้น เท็ดได้ตะโกนออกมาว่า “บอกพวกลูกขุนด้วยว่าพวกเขาคิดผิด !” ซึ่งกว่าจะพิพากษาครบทั้ง 3 ครั้งนี้ มันก็กินเวลาไปกว่า 9 ปีแล้ว

หลุยส์ มารดาของเท็ดให้สัมภาษณ์ระหว่างดำเนินคดี

เดือนตุลาคม ค.ศ. 1982 นั้น แครอลก็ได้ให้กำเนิดลูกสาว โดยเธอได้ตั้งชื่อว่า “บันดี้” ตามชื่อพ่อของเธอนั่นเอง โดยพิธีการสมรสของทั้งคู่ภายในคุกที่รายฟอร์ดนั้น ไม่ได้อนุญาตให้มีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นพยาน แต่กระนั้นก็มีบางคนพยายามจะติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อขอเข้าไปร่วมเป็นสักขีพยานให้ได้

เท็ด แครอล และบันดี้ บุตรสาว

ช่วงเวลาหลังจากคดีของคิมเบอรี่จบลงนั้น เท็ดได้ให้สัมภาษณ์กับสตีเฟน มิเชล และฮิวก์ อายเนสเวิธ เพื่อบอกเล่าชีวประวัติของตัวเองให้ทั้งคู่ได้บันทึกเอาไว้เป็นการส่วนตัว


โดยเท็ดนั้นบอกว่า ตัวของเขาเกิดมาเพื่อเป็นโจร ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้รับการยืนยันจากอลิซเบธคนรักเก่าที่บอกว่า เวลาที่เท็ดนั้นอยากจะได้อะไร เขาก็ไม่เคยซื้อหามันด้วยเงินเลยสักอย่าง ทุกอย่างนั้นล้วนถูกขโมยมา ซึ่งเท็ดเองนั้นก็บอกว่า สิ่งที่เขาภูมิใจนั้นก็คือการได้ขโมยของชาวบ้านมาเป็นของตัวเอง และสิ่งที่เขากระทำไปกับเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นการลวนลาม ข่มขืน หรือฆ่าพวกเขานั้น มันก็เพราะเท็ดเองอยากได้ และอยากครอบครองพวกเธอ เพื่อเติมเต็มชีวิตที่ขาดหายไปของเขา ซึ่งศพแรกที่เขาฆ่านั้นมันเป็นเรื่องของความได้เปรียบ และการลดความเสี่ยงที่จะถูกจับได้ ซึ่งต่อมาการฆ่านั้นมันก็ได้กลายเป็นเรื่องของการได้ผจญภัย และมันก็เหมือนเป็นการครอบครองที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้เอาชีวิตของเหยื่อเหล่านั้น และเท็ดได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า และสุดท้ายมันก็เป็นการครอบครองร่างไร้วิญญาณเหล่านั้น

โดยในเดือนกรกฎาคมปี ค.ศ. 1984 นั้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของคุกรายฟอร์ด ได้พบมีดใบเลื่อยถูกซ่อนอยู่ในห้องขังของเท็ด และซี่กรงก็ถูกเลื่อยเอาไว้หมดแล้วอีกต่างหาก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำการซ่อมแซมใหม่ และยังต้องย้ายที่คุมขังเท็ดไปอีกครั้ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่พบเศษกระจกในห้องขังของเขา

และช่วงที่เท็ดยังถูกคุมขังอยู่นั้น เขาก็ถูกกลุ่มนักโทษประหารด้วยกันรุมทำร้ายอยู่บ่อย ๆ ซึ่งแม้เขาจะปฏิเสธว่าไม่ได้ถูกทำร้ายอะไร แต่ความเป็นจริงผู้ต้องขังคดีอาชญากรรมในนั้นก็อยากจะรุมกินโต๊ะเขาด้วยข้อหาหมั่นไส้เดนมนุษย์ที่ทำร้ายผู้หญิงอยู่ดี

ต่อมาในเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 1984 เท็ดก็ได้ยกให้ตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องฆาตกรรมต่อเนื่อง โดยเขาได้ขอให้โรเบิร์ต เคบเพล ช่วยนำเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป ซึ่งเท็ดเองก็พยายามขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์คดีฆาตกรรมต่อเนื่องดัง ๆ อย่างคดีนักฆ่าแม่น้ำเขียว

ในที่สุด วันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1989 เท็ดในวัย 42 ปี ก็ถูกพิพากษาตัดสินประหารชีวิต ด้วยการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า ท่ามกลางผู้สังเกตการณ์นับร้อย กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 20 นาย โดยวันดังกล่าวได้มีผู้คนออกมาร้องรำทำเพลง และจุดดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองกันไปตามถนนยาวตั้งแต่ตัวเรือนจำออกมา โดยเมื่อการประหารเริ่มขึ้นนั้น ก็ได้มีเสียงผู้คนโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วพื้นที่ โดยศพของเท็ดนั้นได้ถูกนำออกจากคุก แล้วนำไปเผาที่เกเนสวิลล์ ส่วนเถ้ากระดูกของเขานั้นได้ถูกนำไปลอยที่บริเวณน้ำตกในวอชิงตันอย่างเป็นความลับ ตามคำขอสุดท้ายของเขา

สภาพศพของ "เท็ด บันดี้" หลังจากโดนประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า



รายการมิติที่ 6 ได้นำเสนอเรื่องราวของเท็ดมาจนถึงตรงนี้ ก็อยากให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณในการรับชมว่า คนจิตใจผิดปกติหนึ่งคนนั้น สามารถสร้างความสูญเสียได้มากมาย แต่ว่าบนโลกนี้มันก็ไม่ได้มีคนแบบเท็ดเกิดขึ้นมาเพื่อฆ่าคนอย่างมากมายแน่นอน ดังนั้นมิติที่ 6 อยากให้ผู้ชมนำเรื่องราวชีวิตของเท็ดนี้ มาใช้เป็นเรื่องราวสำหรับบอกเล่าสอนลูกหลานหรือคนรักรอบ ๆ ตัวเรา ว่า อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า อย่าเชื่อใจคนที่ไม่รู้จัก และอย่าเปิดโอกาสให้ตัวเอง ต้องเดินเข้าไปหาคนที่ไม่น่าไว้ใจง่าย ๆ อย่างเรื่องราวของเท็ด บันดี้ จะดีที่สุดครับ



หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Ted_Bundy