ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

[จัดเต็ม 18+...] มิติที่ 6 ซีอุย แซ่อึ้ง ตำนานฆาตกรกินคนสยองขวัญ




ฆาตกรต่อเนื่องในประเทศไทยนั้นมีอยู่หลายคน แต่จะมีสักกี่คนที่ก่อคดีสะเทือนขวัญถึงขั้นแม้ตัวจะถูกประหารไปแล้ว แต่ร่างกายของเขาก็ยังคงต้องชดใช้ความผิด ด้วยการถูกจองจำอยู่ในตู้เก็บศพของโรงพยาบาล


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านกลับมาที่ประเทศไทย กับคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญระดับตำนาน ของชายชาวจีนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาพึ่งพิง พกเอาความเชื่อในการกินคนมาก่อคดีอุกฉกรรจ์ จนทำให้ชาวบ้านในยุคสมัยนั้น ต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน !!


นายซีอุย แซ่อึ้ง เกิดช่วงปี พ.ศ. 2470 ในย่านซัวเถา ประเทศจีน เขาเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้องทั้งหมด 12 คนของนายฮุนฮ้อ และนางไป๋ติ้ง แซ่อึ้ง ซีอุยเป็นคนรูปร่างเล็กกว่าคนที่อายุใกล้เคียงกันในละแวกนั้น ซึ่งทำให้ในวัยเด็กของซีอุย มักจะถูกเพื่อน ๆ วัยเดียวกันที่เรียกได้ว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน คอยรังแกทำร้ายอยู่บ่อย ๆ และถึงจะพยายามต่อสู้อย่างไร ก็ไม่เคยได้ลิ้มรสชาติของชัยชนะเลย

ตามคำบอกเล่าของซีอุยเองบอกว่า ช่วงที่เขาถูกรังแกแล้วต้องแพ้กลับมาในวันหนึ่งนั้น ได้มีนักบวชชราทนเห็นเขาต้องถูกรังแกอยู่เป็นประจำไม่ไหว ท่านจึงเดินเข้ามาหาแล้วบอกเคล็ดลับที่จะทำให้ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล นั่นก็คือการกินหัวใจและตับของคน มันจะทำให้เขามีพลังแข็งแกร่งมากพอที่จะเอาชนะพวกเพื่อนอันธพาลเหล่านั้นได้ ซึ่งตัวของซีอุยในวัยเด็กเองก็น้อมรับคำแนะนำนั้นอย่างตั้งใจ และเริ่มหัดกินเนื้อสด ๆ ที่ได้มาจากการล่าสัตว์ของเขานั่นเอง

แน่นอนว่าอวัยวะที่ซีอุยชอบรับประทานนั้นก็คือ ตับ ไต และหัวใจ ซึ่งเรื่องนี้แม้คนรอบ ๆ ตัวของซีอุยจะรู้เข้า ก็ไม่ได้คิดห้ามปรามอะไร เพราะอย่างน้อยซีอุยก็ยังเป็นเด็ก พ่อแม่ก็ไม่ค่อยว่างจะมาดูแลลูกจำนวนมากมายของตนได้ทั่วถึง จึงทำให้เขากลายเป็นคนแปลก ๆ มาตั้งแต่ตอนนั้น

ด้วยพ่อแม่ของซีอุยนั้นเป็นชาวไร่ที่มีฐานะค่อนข้างยากจน แถมยังมีภาระต้องเลี้ยงดูลูก ๆ มากมาย ทำให้ซีอุยจำเป็นต้องออกมาจากบ้านเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง โดยเขาได้ออกเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ตามความพอใจ ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น

จนมาถึงช่วงปี พ.ศ. 2488 ซีอุยก็อายุได้ 18 ปี เข้าเกณฑ์จะต้องไปเป็นทหารประจำการร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในหน่วยรบทหารราบที่ 8 ที่เขาประจำการอยู่นั้น ได้ถูกนักรบข้าศึกจากญี่ปุ่นบุกเข้าปิดล้อม จนไม่สามารถออกไปรับเสบียงได้ ท่ามกลางความขาดแคลนเสบียงก็เข้ามาสนับสนุนไม่ได้ ไหนจะสภาพอากาศที่หนาวเย็น ความอดอยากเริ่มคืบคลานเข้ามา ซึ่งถึงตอนนี้แม้กระทั่งรองเท้าหนัง พวกเขาก็สามารถเอามาต้มกินเพื่อประทังชีวิตให้รอดไปวัน ๆ แต่กับซีอุยแล้ว เขามีทางเลือกที่ดีกว่านั้น นั่นก็คือการนำศพของเพื่อนทหารที่ตายไปแล้วมากินนั่นเอง !!

ด้วยเพราะสมัยเด็กซีอุยเคยล่าสัตว์เพื่อกินเครื่องในสด ๆ อยู่แล้ว ตอนนี้มีศพเพื่อน ๆ อยู่ตรงหน้า มันก็ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าสิ่งเขาตัดสินใจทำนั้นมันจะแปลกตรงไหน เพราะนักบวชเฒ่าเองก็เคยบอกเอาไว้ว่า หัวใจ ตับ และไตของมนุษย์นั้นกินได้ แถมยังช่วยเพิ่มพลังให้อีกมากมายด้วย ซีอุยจึงเริ่มชำแหละศพทหารเหล่านั้นเพื่อนำมาต้มกิน ท่ามกลางความสะอิดสะเอียนของเพื่อนทหารที่ยังมีชีวิตอยู่ตรงนั้น ที่ต้องทนมองดูซีอุยกินแล้วทำท่าเหมือนได้รับพลังไปด้วย

ต่อมาเมื่อสงครามสงบลง ซีอุยก็ถูกปลดออกจากกองทัพ ซึ่งในประเทศจีนยุคหลังสงครามโลกนั้น มันกลับกลายเป็นประเทศแห่งความอดอยาก และถูกกดขี่ข่มเหงจากระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ชาวบ้านส่วนใหญ่ตัดสินใจทิ้งแผ่นดินเกิดของตัวเองลงเรือสำเภาบ้าง เรือยนต์บ้าง เพื่อเดินทางออกจากแผ่นดินแม่ ไปตายเอาดาบหน้าเสียยังดีกว่าอยู่แบบไร้ความหวังที่บ้านเกิด

ซีอุยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาตัดสินใจลงเรือขนส่งสินค้าชื่อ "โคคิด" เพื่อเดินทางไปประเทศใหม่ ประเทศที่ห่างไกลจากที่นี่ ที่ ๆ ซึ่งไร้โอกาส อย่างน้อยที่แผ่นดินใหม่แห่งนั้นก็น่าจะทำให้ชีวิตของเขาเป็นอยู่ดีขึ้นกว่านี้แน่นอน ซึ่งที่หมายของการเดินทางครั้งนี้ ก็คือประเทศไทยนั่นเอง

หลังจากที่ข้ามน้ำข้ามทะเลเกือบสามสัปดาห์ ในที่สุด วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ซีอุยก็มาถึงประเทศไทย โดยชีวิตที่นี่ในช่วงแรกซีอุยต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพราะตัวเองนั้นไม่ได้เดินทางเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย ซีอุยกับเพื่อน ๆ ที่เดินทางมาด้วยกันก็พยายามตามหาญาติที่ตัวเองได้ข่าวว่า พวกเขาได้เดินทางมาอยู่ที่เมืองไทยก่อนหน้านี้ แต่แผ่นดินไทยมันออกจะกว้างใหญ่ ซีอุยเองก็เลยจนปัญญาที่จะตามหาญาติของเขาได้เจอ ซึ่งสุดท้ายซีอุยก็ตัดสินใจเดินทางลงไปที่ อ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปรับจ้างเป็นคนงานในไร่ที่นั่น ซึ่งชีวิตของซีอุยตอนนี้ก็ไม่ได้มั่นคงสักเท่าไหร่ เขาเปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อย ๆ จนมารู้ตัวอีกที ซีอุยก็อยู่เมืองไทยนานถึง 8 ปี แล้ว

ขอบคุณภาพจาก Tapae inn

ซีอุยตอนนี้เริ่มพูดภาษาไทยได้มากขึ้น เขาได้เข้าไปทำงานอยู่ในสวนของ "นายไอ่ แซ่เล้า" โดยในช่วงนี้สภาพร่างกายของซีอุยก็ไม่ค่อยจะสู้ดี เพราะตั้งแต่มาอยู่เมืองไทยตัวเองก็มีชีวิตอยู่แบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทั้งความหิว ความเครียดสะสม ทำให้ยามที่เขาไม่สบายทีไรก็มักจะนึกถึงนักบวชชราคนนั้น นักบวชเพียงคนเดียวที่เคยให้คำปรึกษาในยามที่ย่ำแย่ที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าคำสอนของนักบวชท่านนี้ก็ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาตลอดมา ซึ่งใครจะไปคิดว่าซีอุยจะยังคงถวิลหาสิ่งที่นักบวชเฒ่าได้เคยให้คำแนะนำเอาไว้ !!!

เพราะในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2497 ช่วงเวลาประมาณหนึ่งทุ่มของวันนั้น ซีอุยได้ออกมาเดินเล่นในตลาดทับสะแก และก็ได้พบกับ "ด.ญ. บังอร ภมรสุต" อายุ 8 ขวบ ลูกสาวของนายตำรวจคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นเช่นกัน โดยช่วงเวลาดังกล่าวในสมัยนั้น บรรยากาศก็เริ่มจะเงียบไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมาแล้ว โดยหนูน้อยกำลังเดินจะไปอาบน้ำ นุ่งผ้าถุงสีแดงเพียงท่อนล่างตามประสาเด็ก ซึ่งใครจะไปคิดว่า ในสายตาของซีอุยแล้ว เด็กคนนั้นจะสามารถเป็นอะไรได้บ้าง

ซีอุยได้ตัดสินใจบุกเข้าไปจับตัวเด็กหญิง แล้วอุ้มหลบออกไปตามทางมืด ๆ ข้างโรงสีในบริเวณนั้นนั่นเอง โดยต่อมาก็มีผู้พบเด็กหญิงบังอรนอนหมดสติอยู่แถวริมคลองซึ่งรอดชีวิตมาได้ แต่มีร่องรอยของการถูกกัดที่คอเลือดไหลเลอะเทอะไปทั่ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ในตอนนั้นคนร้ายอาจจะตกใจอะไรบางอย่าง หรืออาจจะมีคนผ่านมา ถึงได้ผละหนีไปก่อนที่จะได้ลงมือสังหารเหยื่อ  แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าคนร้ายต้องการอะไรจากเหยื่อกันแน่

ด.ญ. บังอร ภมรสุต ผู้รอดชีวิต

สองเดือนผ่านมาในคืนวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 วันนั้นมีงานแต่งงานของผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอทับสะแก จัดที่ลานอเนกประสงค์ของอำเภอ ชาวบ้านต่างก็พาลูกหลานมาร่วมงานพิธีครั้งนี้กันมากมาย ท่ามกลางความสุขนั้น ซีอุยกลับพยายามจะทำตามที่ตัวเองตั้งใจอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขาได้พบเหยื่อรายใหม่เป็นเด็กหญิงวัย 11 ปี เธอคือ "ด.ญ. นิด แซ่ภู" ลูกสาวของนางจำเนียร แซ่ภู ที่ตอนนั้นเด็กหญิงและน้องสาวได้เดินออกจากงานเพื่อขอตัวกลับบ้านไปนอน โดยเส้นทางกลับบ้านของเธอนั้น เป็นทางเปลี่ยวที่ห่างจากเวทีรำวงพอสมควร ซึ่งซีอุยก็อาศัยจังหวะนี้บุกจู่โจมเด็กหญิงต่อหน้าน้องสาวของเธอทันที ซีอุยจัดการอุ้มเด็กหญิงนิดหายไปในเงามืด ปล่อยให้น้องสาวที่ตกใจกลัวร้องไห้อยู่บริเวณนั้นเพียงคนเดียว โดยต่อมาศพของเธอก็ถูกพบอยู่ในป่าหญ้ารกใต้สะพานทางรถไฟ สภาพศพถูกมีดแทงที่บริเวณลำคอ และที่หน้าท้องถูกชำแหละควักเอาเครื่องในทั้งหัวใจ ตับ และไตออกไป โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสมัยนั้น ยังไม่สามารถหาพยานแวดล้อมได้เลยว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้ลงมือก่อเหตุสะเทือนขวัญขนาดนี้

นางจำเนียร แซ่ภู มารดา ด.ญ. นิด แซ่ภู

หลายเดือนถัดมาซีอุยก็เปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อย ๆ ทำให้เรื่องราวสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ไม่สามารถตามจับตัวคนร้ายได้ และซีอุยก็ได้เดินทางขึ้นไปยังกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนปีเดียวกัน ซึ่งที่นี่เขาได้ลงมือฆ่า "ด.ญ. ม่วยจู แซ่ฮั้ว" อายุ 6 ปี ลูกของนายกิมปั๊ก กับนางไซเฮียง เจ้าของร้านขายเครื่องเหล็กยี่ห้อหนึ่งแถวถนนมิตรไมตรี โดยอาศัยจังหวะที่เด็กเดินออกมาจากโรงงิ้ว แล้วหลอกล่อด้วยขนม จากนั้นก็ลักพาตัวแล้วนำเหยื่อไปฆ่าที่บริเวณสถานีรถไฟสวนจิตลดา

ด.ญ. ม่วยจู แซ่ฮั้ว ผู้เสียชีวิต

จากนั้นซีอุยก็เดินทางกลับมาที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกครั้ง และก็ได้ก่อคดีฆาตกรรมขึ้นอีก โดยในช่วงพลบค่ำของวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2498 นั้น ซีอุยที่ได้ไปเที่ยวในอำเภอสามร้อยยอด และได้ลงมือจับตัว "ด.ญ. กิมเฮียง แซ่ลี้" อายุ 7 ปี เธอเป็นลูกสาวของนายหยิ่นฟา และนางซิ่ว แซ่ลี้ ที่กำลังเดินเล่นอยู่แถวโรงลิเกย่านนั้น โดยศพของเด็กหญิงถูกพบในสามวันถัดมา ในสภาพถูกผ่าเอาเครื่องในออกไปเช่นเดียวกับรายแรกนั่นเอง ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สันนิษฐานได้เพียงว่า คนร้ายนั้นน่าจะเป็นคนเดียวกันกับคดีของเด็กหญิงนิดแน่ ๆ เพราะลักษณะการฆ่ามันคล้ายกันค่อนข้างมาก แต่คนร้ายมันจะทำแบบนี้ทำไมกัน ?

เวลาผ่านไปไม่กี่วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จับตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน 2 คน โดยอาศัยข้อมูลและเหตุจูงใจเรื่องทะเลาะเบาะแว้งในที่ดินทำกิน ซึ่งแน่นอนว่าผู้ต้องสงสัยทั้งคู่นี้ไม่ใช่ซีอุย และในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องปล่อยตัวพวกเขาไป เพราะพยานหลักฐานไม่มากพอที่จะเอาผิดได้

คนร้ายก็ยังจับตัวไม่ได้ แถมผู้ต้องสงสัยที่หามาก็ไม่ใช่คนร้ายอีก ความหวาดกลัวก็เริ่มเข้าครอบงำชาวบ้านจนวัน ๆ ไม่เป็นอันทำอะไร ต้องคอยสอดส่องบุตรหลาน และดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกคนร้ายจิตวิปริตบุกเข้ามาจับตัวไปฆ่า ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ได้กลายเป็นคำเตือนของผู้ปกครอง ที่ต้องคอยบอกเด็ก ๆ ไม่ให้ออกไปไหนตอนค่ำ ๆ เพราะอาจจะถูกคนร้ายจับตัวไปฆ่าควักหัวใจกินตับก็เป็นได้

ในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2498 ที่อำเภอสามร้อยยอดเช่นเดียวกันได้มีผู้พบศพ "ด.ญ. หงั่น แซ่ลี้" อายุ 10 ปี ลูกสาวของนายไกว และนางน้ำ แซ่ลี้ ที่หายตัวไปพร้อมกับน้องสาววัยทารกอายุ 8 เดือน ช่วงหลังจากลิเกเลิกเมื่อคืนวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2498 ซึ่งก่อนจะมีผู้พบศพของเธอ ชาวบ้านก็ได้พบตัวน้องสาวของเธอ กำลังนอนร้องไห้อยู่ริมถนนไม่ไกลจากโรงลิเก โดยศพของเด็กหญิงหงั่นถูกพบที่บริเวณโรงเก็บน้ำมันของกรมทางหลวงแถวท้ายตลาดสามร้อยยอด ในสภาพเดียวกันกับสองศพแรก

เหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญครั้งนี้ ทำให้อธิบดีกรมตำรวจอย่าง "พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์" ถึงกับต้องออกคำสั่งเด็ดขาด ให้รีบจัดการตามล่าคนร้ายรายนี้ให้เจอโดยเร็วที่สุด แต่ถึงจะประกาศกันขนาดนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถตามจับตัวคนร้ายได้สักที เพราะคนร้ายแบบซีอุยที่ใช้ชีวิตไปย้ายเรื่อย ๆ ไม่เป็นหลักแหล่งแบบนั้น มันก็เป็นเหตุทำให้ตำรวจตามเท่าไหร่ก็ไม่ได้ตัวนั่นเอง

เมื่อยังตามจับตัวไม่ได้ชาวบ้านก็ยิ่งตกอยู่ในความหวาดกลัว หนังสือพิมพ์ก็ลงแต่ข่าวฆาตกรรม แถมยังซ้ำเติมด้วยวิธีการช่วยหาเบาะแสสะเปะสะปะ จนมีข่าวลือออกไปต่าง ๆ นา ๆ ว่ามีเหตุที่นั่นที่นี่ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ไม่มีเหตุร้ายอะไร ทำให้การตามล่าตัวคนร้ายก็ยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก

จนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ซีอุยก็ได้แวะไปเที่ยวในจังหวัดนครปฐม ก่อนที่จะเดินทางกลับประจวบคีรีขันธ์ โดยวันดังกล่าวก็มีผู้พบศพ "ด.ญ. ซิวจู แซ่ลิ้ม" อายุ 5 ขวบ ที่พลัดหลงกับแม่เพราะถูกซีอุยล่อลวงด้วยการใช้ขนมหลอกเด็กหญิง จากนั้นก็นำเหยื่อไปฆ่าทิ้ง เพื่อเอาเครื่องในไปกิน ที่ปริเวณใต้ต้นจามจุรีย์แถวลานองค์พระปฐมเจดีย์นั่นเอง

โดยครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามเร่งรัด ตามล่าตัวคนร้ายให้เจอทุกวิถีทาง ซึ่งก็ได้ใช้วิธีที่เราคุ้นเคยกันดี นั่นก็คือเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับตัวผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง เขาเป็นพ่อค้าขายเนื้อโดยอาศัยหลักฐานจากมีดปังตอเปื้อนเลือดในร้านของเขานั่นเอง ซึ่งรอบนี้ตำรวจก็สามารถทำผลงานด้วยการจับผู้ต้องสงสัยรายนี้เข้าคุกไปถึง 1 ปี กว่าจะพิสูจน์ได้ว่าที่แท้พวกเขาก็จับผิดตัวอีกแล้ว จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ปล่อยแพะกลับป่าไปแบบเสียหน้า ในขณะที่ซีอุยเริ่มรู้ว่าตัวเองเริ่มไม่ปลอดภัย จึงหลบหนีเที่ยวไปทำงานแบบเร่ร่อนค่ำไหนนอนนั่นตลอดช่วงเวลานั้นเช่นกัน

สภาพจิตใจของซีอุยตอนนี้เป็นอย่างไร ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้เลย เพราะในช่วงที่เขาหลบหนีอยู่นั้น ตัวของซีอุยเองก็พยายามหาข่าวเกี่ยวกับเรือเดินสมุทรจากจีน ว่าจะมีเข้ามาเทียบท่าอีกครั้งเมื่อไหร่ นั่นอาจจะเป็นไปได้ว่า ตอนนี้ซีอุยที่กำลังหลบหนีคดีอยู่นั้นอาจกำลังอยากกลับประเทศตัวเองเพื่อปิดฉากชีวิตฆาตกรในต่างแดนนี้อยู่ก็เป็นได้ แต่ด้วยตัวเองก็ไม่ได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง การสืบหาข่าวในกรุงเทพก็เลยเป็นไปได้ยาก ทำให้ตัวเองต้องตัดใจเดินทางไปหางานทำยังที่ใหม่แทน

โดยต่อมาซีอุยได้เดินทางไปทำงานเป็นลูกจ้างในสวนผักของ "นายอิดเจียก แซ่อึ้ง" แถวตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ซึ่งวันนั้นตรงกับช่วงบ่ายของวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2501 ซีอุยก็ยังคงทำงานขุดดินปลูกผักอยู่ในไร่ ในขณะนั้น "ด.ช. สมบุญ บุญยกาญจน์" ลูกชายของนายนาวา บุญบกาญจน์ ที่มักจะมากับคุณพ่อเพื่อแวะมาซื้อผักกับนายอิดเจียก นายจ้างของซีอุยอยู่เป็นประจำ ซีอุยเองก็เหมือนจะคอยหาโอกาสเหมาะ ๆ อยู่หลายครั้ง เพราะตัวของนายนาวาเอง มักจะใช้ให้เด็กชายสมบุญ แวะมาซื้อผักแทนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมันก็คือครั้งนี้ที่ซีอุยสบโอกาสจัดการลงมือจับตัวเด็กชายไป จากนั้นก็ใช้มีดแทงเข้าไปที่คอของเด็กชายจนเสียชีวิต แล้วก็กรีดที่หน้าท้องเพื่อควักเครื่องในไปเช่นเคย แต่ด้วยคราวนี้ เหยื่อเป็นลูกของคนรู้จักและสนิทสนมกับเจ้านาย และก็น่าจะรู้ว่าลูกชายตัวเองหายไปไหน ซีอุยจึงรีบทำการเผาศพเด็กชายทิ้ง เพื่อไม่ให้เหลือหลักฐานตามจับได้

สภาพศพ ด.ช. สมบุญ บุญยกาญจน์

ซึ่งแน่นอนว่านายนาวา พ่อของเด็กชายสมบุญก็รู้สึกผิดสังเกตที่ลูกชายหายไปนานกว่าปกติ เขาจึงได้ชวนเพื่อนบ้านมาช่วยกันออกตามหาตัวลูกชาย โดยได้พากันเดินมาตรงจุดที่ซีอุยใช้ทำลายศพเด็กชายโดยบังเอิญ พอถึงจุดเกิดเหตุ พวกเขาก็เห็นซีอุยกำลังยืนเผาอะไรบางอย่างอยู่ นายนาวาก็กะว่าจะเข้าไปถามสักหน่อย ว่าเห็นลูกชายของตนเองหรือไม่ พอเดินเข้าไปใกล้กองไฟ นายนาวาก็สังเกตเห็นขาของเด็กชาย โผล่ลอดกองไม้ที่ใช้สำหรับเผาออกมา เห็นดังนั้นนายนาวาจึงรีบรุดเข้าไปเขี่ยเศษไม้ออก แล้วพวกเขาก็พบร่างของเด็กชายสมบุญ นอนตายอยู่ตรงนั้นในสภาพถูกไฟเผาไปแล้วบางส่วน

นายนาวารีบนำศพลูกชายออกมาจากกองไฟนั้น จากนั้นทั้งนายนาวาและชาวบ้านก็ปรี่เข้าประชาทัณฑ์ซีอุยทันที เพราะหลักฐานคาหนังคาเขาขนาดนี้ แถมซีอุยก็ไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน ทั้ง ๆ ที่ถูกทำร้ายแบบนั้น แสดงว่าซีอุยก็คือฆาตกรแน่ ๆ พอศาลเตี้ยช่วยนวดซีอุยกันจนได้ที่ นายนาวาและเพื่อนบ้านจึงลงมือจับซีอุยมัดไว้กับเสาบ่อน้ำใกล้ ๆ ก่อนที่จะรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มายังที่เกิดเหตุ

โดยสองชั่วโมงต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้ามาถึงบริเวณที่จับตัวซีอุย จากนั้นก็ตรวจสอบหลักฐานทั้งหมดแล้วจึงไปยังที่พักของซีอุย โดยที่นั่นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้พบกับหัวใจ และตับ ซ่อนอยู่ในตู้กับข้าวอีกด้วย โดยหลังจากสอบสวนแล้ว ซีอุยก็ได้รับสารภาพเรื่องทั้งหมด

ต่อมาซีอุยก็ถูกนำตัวขึ้นศาล โดยจากการสืบพยานและสอบปากคำทำให้ทราบว่า แท้ที่จริงแล้วซีอุยก็คือคนร้ายคนเดียวกันกับที่เคยก่อเหตุฆ่าเด็กอีก 6 คน ตามสถานที่ต่าง ๆ นั่นเอง โดยซีอุยก็ได้รับสารภาพทุกอย่างออกมาโดยไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหาใด ๆ เลย

ซึ่งในศาลชั้นต้นได้พิจารณาจากรูปคดีและคำสารภาพที่เป็นประโยชน์แก่การสืบสวน จึงพิจารณาตัดสินโทษให้ซีอุย ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่เพราะรูปแบบการฆ่าที่วิปริตโหดร้าย ทำให้อัยการสมัยนั้น พยายามขออุทธรณ์คำตัดสินใหม่อีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่าซีอุยนั้นเป็นฆาตกรกินคนที่ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ มีการวางแผนฆาตกรรมมาอย่างดี ต่อให้รับสารภาพจนเป็นประโยชน์อย่างไรก็ไม่ควรได้รับโทษสถานเบาแบบนี้ แล้วถ้าหากในอนาคตมีการอภัยโทษปล่อยตัวซีอุยออกมาเป็นอิสระ พวกเหล่าชาวบ้านตาดำ ๆ จะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับซีอุยอย่างไรถึงจะเหมาะสม ทำให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาความผิดแก่ซีอุยอีกครั้ง ซึ่งผลก็ออกมาตามที่อัยการต้องการ นั่นก็คือซีอุยต้องโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว

พอซีอุยรู้ผลการพิจารณาโทษในตอนนั้น ตัวเขาก็ถึงกับเป็นลมล้มลงบนพื้นของศาลทันที โดยในช่วงที่กำลังรอการประหารซีอุยอยู่นั้น ซีอุยถูกควบคุมไปตัวขังเดี่ยวอยู่ในเรือนจำบางขวาง จังหวัดนนทบุรี และได้พยายามฆ่าตัวตายแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะผู้คุมมาเห็นเข้าพอดี จนในที่สุด วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2502 ตามคำสั่งลงนามโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ซีอุยได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า ที่เรือนจำบางขวางนั่นเอง และต่อมาซากศพของซีอุยก็ได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์สงกรานต์ นิยมเสน ซึ่งมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "พิพิธภัณฑ์ซีอุย" ในโรงพยาบาลศิริราชนั่นเอง


แต่ถึงซีอุยจะถูกประหารไปแล้ว ตำนานของเขาก็ยังไม่จบลงง่าย ๆ เพราะหลังจากเขาถูกประหารกลับมีกระแสข่าวออกมาว่า ซีอุยนั้นเป็นเพียงแพะรับบาปในบางคดี อีกทั้งมีการตั้งข้อสังเกตว่า ซีอุยถูกสอบสวนผ่านล่ามภาษาจีน อาจมีการเปลี่ยนแปลงคำสารภาพไปเป็นอย่างอื่น และก็เป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจหลอกซีอุยให้รับสารภาพ เพื่อแลกกับการได้กลับประเทศจีน ซึ่งความเป็นจริงจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้

ไหนจะมีการเปิดคำสารภาพของซีอุยว่ามีจุดพิรุธหลายแห่ง เกี่ยวกับช่วงเวลาก่อเหตุต่าง ๆ และสภาพศพของเหยื่อบางคนที่ไม่ได้ถูกควักหัวใจออกไป โดยทางตำรวจก็แถลงว่า ที่ซีอุยไม่ควักหัวใจเด็กบางคนมากิน ก็เพราะขนาดของหัวใจของเหยื่อรายนั้นมันเล็กเกินไป ซึ่งมันก็ดูแปลกๆ ไม่เป็นเหตุเป็นผลสักเท่าไหร่ อีกทั้งช่วงเวลาสังหารเหยื่อรายที่ 6 ห่างกับรายที่ 7 อยู่เกือบปี มันก็ผิดจากระยะเวลาของศพแรก ๆ ซึ่งซีอุยบอกว่าในช่วงเวลาที่หายไปนั้น เขาพยายามลงมือแล้วแต่ไม่สำเร็จเท่านั้นเอง อีกทั้งวิธีการอุัมเหยื่อไปสังหารที่มีบางราย ซีอุยหยุดแวะอาบน้ำก่อนจะเดินทางต่อ ก็ดูจะผิดวิสัยคนทำความผิดเป็นอย่างมาก


หรือแท้ที่จริงแล้วซีอุยนั้นอาจไม่ได้เป็นฆาตกรที่ลงมือสังหารเหยื่อทั้งหมด ซึ่งซีอุยอาจลงมือฆ่าเด็กก็จริง แต่เขาก็อาจไม่ได้ฆ่าเด็กทุกคน โดยมีอยู่คดีหนึ่งได้มีการเปิดเผยในภายหลังว่า เหยื่อเคราะห์ร้ายไม่น่าจะถูกซีอุยฆ่า ซึ่งคนร้ายตัวจริงนั้น น่าจะเป็นพี่เขยของปลัดอำเภอเมืองทับสะแกที่ชอบกินของดิบ ๆ เหมือนกัน และชาวบ้านละแวกนั้นก็รู้กันดีว่าไม่ใช่ซีอุย แต่ด้วยเพราะอิทธิพลของปลัดอำเภอ และการจับตัวพยานไปขังไว้ช่วงคดีซีอุยกำลังพิจารณา มันก็ยิ่งทำให้เห็นว่า ซีอุยอาจไม่ได้เป็นฆาตกรต่อเนื่องจริง ๆ ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม หลังจากซีอุยถูกประหารชีวิตไปแล้ว ก็ไม่เคยมีเหตุการณ์ฆาตกรรมแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกเลย

ซึ่งมิติที่ 6 ได้นำเสนอเรื่องราวของซีอุยมาให้ท่านผู้ชมได้รับชมนั้น ก็หวังเพียงให้ท่านผู้ชมได้ทราบถึงเรื่องราวคดีที่น่ากลัวไม่แพ้กับคดีที่เกิดในต่างชาติคดีอื่น ๆ ที่มิติที่ 6 ได้เคยนำเสนอให้ชมกันก่อนหน้าเท่านั้นครับ เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พัฒนาไปมาก ตำรวจไทยทุกวันนี้ ก็ยังคงทำงานต่อสู้อยู่กับแรงกดดันของประชาชนอยู่เสมอมา ไม่ว่าผลงานจะออกมาเป็นอย่างไร เราประชาชนคนไทยก็ควรจะต้องใช้วิจารณญาณในการติดตามข่าวสารกันครับ เพราะใครจะรู้ว่า ต่อมา ประเทศไทยเราก็ยังมีเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องน่ากลัวอีกหลายคดี ซึ่งมิติที่ 6 จะทยอยนำมาเสนอให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกันเร็ว ๆ นี้ และจงอย่าปล่อยให้บุตรหลานหรือคนที่เรารัก ต้องเดินทางออกนอกบ้านเพียงลำพังจะดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเราอาจต้องเผชิญหน้ากับฆาตกรโรคจิตที่สามารถจะทำร้ายเรา โดยไม่ต้องใช้เหตุผลข้ออ้างใด ๆ กับเราได้ทุกรูปแบบ อย่าง นายซีอุย  แซ่อึ้ง !!


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา Wikipedia ซีอุย