ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

[จัดเต็ม 18+] มิติที่ 6 Zodiac Killer นักฆ่าจักรราศี ฆาตกรสยองขวัญปริศนาแห่งวัลเล่โฮ

มันคือฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต มันคือฆาตกรสุดโหดที่แสนจะฉลาดหลักแหลม แถมยังเป็นฆาตกรที่สามารถก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องได้อย่างยาวนานถึง 6 ปี โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแคลิฟอร์เนียแห่งสหรัฐอเมริกาก็ไม่สามารถตามจับตัวได้ และเป็นฆาตกรที่ทำให้ระบบการสืบสวนสอบสวนของตำรวจถึงกับต้องปั่นป่วนไปกับจดหมายปริศนาของมัน จนสุดท้ายมันก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย



มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปสู่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาในยุคปี 70  เพื่อไปรู้จักกับฆาตกรต่อเนื่องผู้เลื่องลือ ที่ทิ้งเบาะแสและแรงจูงใจอันเป็นปริศนา กับสมญานามที่มันได้ตั้งให้กับตัวเองราวกับว่ามันคือฆาตกรที่อยู่เหนือดวงชะตากฎแห่งกรรม ฆาตกรที่ย่ำยีระบบยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาจนไม่เหลือชิ้นดี !!

กดที่นี่เพื่อชมคลิป

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1968  แถบท้ายเมืองของเบนิเซีย ในขณะที่คู่หนุ่มสาว "เบตตี้ลูว เจนเซ็น" กับ "เดวิด ฟาราเดย์" ได้วางแผนไปออกเดทด้วยกัน โดยวันนั้นทั้งคู่บอกกับทางบ้านว่าจะไปดูคอนเสิร์ตฉลองช่วงคริสต์มาสต์ที่โรงเรียนโฮแกนไฮสคูล ที่อยู่ห่างจากบ้านของเจนเซ็นเพียง 3 บล็อกเท่านั้น แต่พอถึงเวลาจริง ๆ ทั้งคู่กลับใช้รถแรมเบลอร์ สเตชั่นแวก้อนของคุณแม่เดวิด ไปเถลไถลออกนอกเส้นทางจนมืดค่ำกว่าสี่ทุ่ม เดวิดได้ขับรถเลาะไปตามถนนเลคเฮอร์แมนจนมาถึงที่ลับตาคนแถวมอร์เตอร์เวย์ เดวิดจึงจอดรถและชวนเบตตี้เล่นเกมพ่อแม่กันบนรถนั้นเอง

เบตตี้ลูว เจนเซ็น และเดวิด ฟาราเดย์ ผู้เสียชีวิต

ในช่วงเวลาเกือบห้าทุ่ม  ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเริ่มรบพุ่งหนุงหนิงกันนั้น จู่ ๆ ก็มีรถเก๋งซีดานคันหนึ่ง วิ่งสวนมาจากฝั่งตรงข้าม รถคันดังกล่าววิ่งตรงเข้ามาที่รถของเดวิด สาดแสงไฟหน้าสวนเข้ามาทางกระจกหน้ารถของเขาจนแสบตามองอะไรเห็น

ทันใดนั้นก็มีชายผิวขาวคนหนึ่งลงจากรถคันนั้น รูปร่างของเขาค่อนข้างเตี้ย ใส่เสื้อกันลมสวมแว่นตา ท่ามกลางความตกตะลึงของหนุ่มสาวที่ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา

ชายลึกลับร่างเล็กได้บอกให้เดวิดกับเบตตี้ออกมาจากรถ แต่ทั้งสองไม่ไว้ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมทำตาม มันจึงหยิบปืนขึ้นมายิงใส่ที่ตัวถังรถไป 1 นัด เพื่อข่มขู่เขาทั้งสอง ซึ่งมันก็ได้ผล เพราะในที่สุดทั้งคู่ก็ยอมลงมาจากรถโดยดี



และทันใดนั้น ขณะที่ทั้งสองคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว ชายลึกลับก็ได้ใช้ปืนยิงไปที่ศรีษะของเดวิดล้มลงทันที ส่วนเบ็ตตี้ก็พยายามวิ่งหนีไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็ถูกกระสุนปืนไล่ตามเจาะเข้าไปทางแผ่นหลังจำนวนหลายนัดจนเธอล้มลงไปกองกับพื้น

ซึ่งต่อมาสเตลล่า บอร์กีส เจ้าของไร่ใกล้เคียงได้ยินเสียงปืนจึงขับรถออกมาตรวจที่เกิดเหตุ เธอตัดสินใจรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบทันที เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้นมันคือการฆาตกรรมแน่ ๆ ซึ่งพอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง พวกเขาก็พบว่า เดวิดที่ถูกยิงจนสมองกระจายนั้นยังมีชีวิตอยู่แต่ก็อยู่ในสภาพที่สาหัสมาก ส่วนเบ็ตตี้นั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่แรกแล้ว และต่อมาเดวิดก็เสียชีวิตระหว่างทางที่นำตัวส่งโรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจที่เกิดเหตุก็ยังไม่สามารถหาคำตอบอะไรได้ เพราะในที่เกิดเหตุนั้น พวกเขาพบเพียงปลอกกระสุน .22 จำนวน 9 นัด และรอยเท้าจำนวนมากมายเท่านั้น แถมตำรวจตรวจสอบประวัติทั้งสองแล้ว ก็ไม่พบว่าทั้งคู่เคยไปมีเรื่องราวกับใครมาก่อน แล้วพวกเขาถูกฆ่าเพราะอะไรกันแน่ ?

จนเวลาผ่านไปนานถึงกลางดึกของวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1969  "ดาร์ลีน เฟอริน" และ "ไมเคิล แม็กกอว์" ได้ขับรถไปงานฉลองวันชาติสหรัฐฯ โดยคืนนั้นพวกเขาขับรถไปที่สวนสาธารณะบลูร็อคสปริงส์ปาร์คในวัลเล่โฮ ซึ่งอยู่ห่างจากถนนเลคเฮอร์แมนที่เกิดเหตุในคดีแรกประมาณ 4 ไมล์ ในขณะที่ทั้งคู่กำลังขับรถไปนั้น จู่ ๆ ก็มีรถอีกคันวิ่งไล่ตามหลังมา จนทำให้ทั้งดาลีนและไมเคิลตกใจ แต่แล้วรถคันนั้นก็ได้วิ่งผละจากไป จนเวลาผ่านไป 10 นาที ทั้งสองก็หาที่จอดรถจึงได้พบกับรถยนต์คันเดิมอีก คราวนี้ทั้งดาลีนและไมเคิลต่างก็เข้าใจว่ารถคันดังกล่าวอาจเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาขอตรวจบัตรประชาชนก็เป็นได้ จึงรีบเตรียมเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะรู้ว่าความจริงคนบนรถนั้นเป็นใคร ชายในรถก็ลงมาพร้อมกับส่องไฟฉายใส่หน้าของทั้งสองทันที จากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น !!

ดาร์ลีน เฟอริน และไมเคิล แม็กกอว์ ผู้เสียชีวิต

จนเวลาผ่านไปถึงวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1969  ช่วงเวลาเที่ยงคืนสี่สิบสองนาที เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นในสถานที่ดังกล่าว โดยรูปแบบการก่อเหตุนั้นแทบจะเหมือนกับคดีของเดวิด ฟาราเดย์ และเบตตี้ เจนเซนเหยื่อฆาตกรรมในคดีแรก เจ้าหน้าที่จึงรีบรุดมายังที่เกิดเหตุ ทั้งหมดก็พบกับร่างของไมเคิล และดาร์ลีนในสภาพที่ทั้งคู่ถูกยิงบาดเจ็บสาหัสใกล้เสียชีวิตเต็มที โดยเดวิดถูกยิงพรุนไปทั่วร่างและมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ใบหน้าจากกระสุนปืน ส่วนดาร์ลีนก็ถูกยิงพรุนไปทั่วร่างกาย ซึ่งกว่ารถพยาบาลจะพาทั้งสองไปถึงหมอมันก็สายไปเสียแล้ว

ในเวลาเดียวกันก็มีโทรศัพท์ลึกลับติดต่อเข้ามาที่สถานีตำรวจ โดยในสายนั้นเป็นเสียงของผู้ชายที่บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เขาได้เห็นการฆาตกรรมครั้งนี้ ซึ่งหลังจากที่เขาเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ทั้งหมดเรียบร้อย ก่อนจะวางหูไป ชายปริศนาก็ได้ทิ้งคำพูดไว้ว่า

“เมื่อปีก่อน ผมก็เพิ่งฆ่าชายหญิงคู่หนึ่งแบบนี้ด้วยล่ะ”

หลังจากเหตุการณ์นี้จบลง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามสืบหาโทรศัพท์ต้นสายดังกล่าว เพราะถ้ามันไม่ใช่การโทรมาล้อเล่นจากพวกจิตป่วนแล้วล่ะก็ นี่มันคือการฆาตกรรมต่อเนื่องที่คนร้ายกำลังเปิดเกมรุกท้าทายอำนาจยุติธรรมของตำรวจแคลิฟอร์เนียเลยทีเดียว

ซึ่งในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบว่า โทรศัพท์ลึกลับดังกล่าวได้ถูกโทรมาจากตู้สาธารณะข้าง ๆ สถานีตำรวจนั่นเอง โดยตู้นี้ เป็นตู้ที่สามารถมองเห็นบ้านของดาร์ลีนได้อย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อสอบถามพยานแวดล้อมแล้ว ยังพบว่ามีผู้คนเห็นชายที่กำลังใช้โทรศัพท์อยู่ในช่วงเวลานั้นอีกด้วย โดยทุกคนยืนยันรูปพรรณของชายลึกลับว่า เป็นคนรูปร่างเตี้ยป้อมตรงกัน ซึ่งนี่ก็เป็นครั้งแรกที่มีการยืนยันรูปพรรณของฆาตกรต่อเนื่องลึกลับรายนี้

จนเมื่อเวลาผ่านไปถึงวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1969  สำนักพิมพ์สามแห่ง ได้แก่ เดอะซานฟรานซิสโก เอ็กซ์แซมไมเนอ์, ซานฟรานซิสโกครอนิเคิล และวัลเล่โฮไทม์เฮราลด์ ได้รับจดหมายปริศนาเหมือน ๆ กันฉบับหนึ่ง โดยภายในจดหมายมีตัวอักษรแปลก ๆ เรียงกันราวกับว่ามันคือรหัสลับอะไรบางอย่าง โดยในจดหมายทั้งหมดได้เขียนไว้ว่า

"เรียน ท่านบรรณาธิการ
ผมคือฆาตกรที่ได้ฆ่าคู่รักวัยรุ่นไปเมื่อคริสต์มาสปีก่อน และเมื่อวันชาติที่ผ่านมา ผมก็เพิ่งฆ่าชายหญิงไปอีกคู่ และผมจะบอกข้อมูลที่มีแต่ตำรวจเท่านั้นที่รู้ให้คุณได้ทราบ เพื่อพิสูจน์ว่าผมนั้นคือฆาตกรคนนั้นจริง ๆ ดังต่อไปนี้

4 กรกฎาคม
1. ผู้หญิงใส่กางเกงในลายดอก
2. ผู้ชายถูกยิงที่หัวเข่า
3. ปืนคือเวสเทิร์น

ส่วนจดหมายรหัสลับที่ส่งมาให้นั้น มันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะมันยังมีอีกสองฉบับที่ผมได้ส่งไปให้กับอีกสองสำนักพิมพ์

ผมต้องการให้คุณบรรณาธิการตีพิมพ์รหัสลับนี้ ลงบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ของคุณ ภายในบ่ายวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1969  ซึ่งถ้าหากคุณไม่ยอมทำตามที่ผมบอกล่ะก็ ผมจะลงมือฆ่าคนต่อไปอีก จนกว่าจะครบ 12 คนภายในสัปดาห์นั้นเลยทีเดียว"

ตามด้วยข้อความที่เป็นรหัสลับอ่านไม่รู้เรื่อง ลงท้ายด้วยสัญลักษณ์รูปวงกลมมีกากบาทเป็นเครื่องหมายบวกทับอยู่ตรงกลาง

เมื่อถึงเวลาจริง ๆ ทุกสำนักพิมพ์ได้ตีพิมพ์ส่วนต่าง ๆ ของจดหมายลงพาดหัวหน้าแรกอย่างพร้อมเพียงกัน ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ทุกฝ่ายแม้แต่ชาวบ้านชาวเมืองที่เห็นจดหมายลึกลับนี้ต่างก็พยายามจะถอดรหัสลับกันอย่างสุดความสามารถ โดยเฉพาะในข้อความส่วนท้ายของจดหมายที่รหัสลับนั้นดูเหมือนกับการลงชื่อของคนร้าย ซึ่งเชื่อกันว่าถ้ามีใครสามารถถอดรหัสนี้ได้ ก็จะสามารถรู้ชื่อจริงของคนร้ายได้อย่างแน่นอน ซึ่งพอเอาเข้าจริงๆ ข้อความลงท้ายดังกล่าวก็ไม่มีใครสามารถถอดรหัสได้เลย

และต่อมาในวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ.1969  ฆาตกรก็ได้ส่งจดหมายมาอีก 1 ฉบับ ที่สำนักพิมพ์เดอะ ซานฟรานซิสโกเอ็มแซมิเนอร์ โดยฉบับนี้เขียนว่า "สวัสดีครับท่านบรรณาธิการ นี่คือข้อความจากผม... นักฆ่าจักรราศี"


ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่ฆาตกรได้เปิดตัวโดยการบอกชื่อตัวเองคือ "นักฆ่าจักรราศี" หรือ "โซดิแอคคิลเลอร์" ให้โลกได้รู้ โดยเนื้อหาในจดหมายได้ระบุวิธีการฆ่าเหยื่อรายแรกเพิ่มเติมว่า เขาได้ใช้กระบอกไฟฉายขนาดเท่าปากกาติดไว้ที่ปลายปืนช่วยในการเล็งเหยื่อ เพื่อพิสูจน์ตัวตนว่าเป็นตัวจริง ก่อนที่จะบอกกับบรรณาธิการสำนักพิมพ์ต่อไปว่า

"เพื่อตอบแทนในสิ่งที่คุณอยากรู้ ในสิ่งที่ผมได้ทำเอาไว้ในวัลลี่โฮ ผมน่าจะมีความสุขกว่านี้ถ้ามีเครื่องช่วยมากกว่ากระบอกไฟฉายนั้น ว่าแต่พวกคุณกับตำรวจสนุกกับโค้ดลับของผมไหม ถ้าคุณไม่สนุกเหมือนผม ผมว่าพวกคุณควรจะร่าเริงกว่านี้สักหน่อย เพราะเมื่อใดที่คุณไขปริศนานั่นได้ คุณก็จะได้ตัวผมแน่นอน"


ซึ่งจดหมายฉบับนี้ ได้ทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าพวกเขาล้วนถูกฆาตกรตบหน้าอย่างแรง เพราะตอนนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับฆาตกรยืนอยู่ตรงหน้าแต่ทำอะไรไม่ได้ แถมยังถูกเย้ยหยันครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไร้น้ำยา ไม่รู้จะเอาหน้าซุกไว้ที่ไหน

แต่ในที่สุดข้อความปริศนาในส่วนเนื้อหารหัสลับของจดหมายฉบับแรกนั้น ก็ได้มีอาจารย์โรงเรียนไฮสกูลแห่งหนึ่งสามารถถอดข้อความออกมาจนได้ โดยเขาพบว่าโครงสร้างรหัสลับนั้นมันตรงกันกับระบบการเข้ารหัสข้อความของกองทัพเรือสหรัฐนั่นเอง โดยข้อความที่ถูกถอดรหัสได้นี้ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 12 สิงหาคม โดยเนื้อหาที่แท้จริงก็คือ

"ผมชอบฆ่าคนเพราะมันสนุกดี สนุกกว่าการล่าสัตว์เสียอีก เพราะคนก็คือสัตว์ที่สุดแสนอันตรายกว่าใคร มันสนุกกว่าการได้ออกไปเดทกับสาว ๆ เสียอีก และมันก็เป็นเรื่องดี ถ้าวันที่ผมตายมาถึง เหยื่อทั้งหมดที่ผมฆ่าจะได้มาเป็นทาสรับใช้ผมด้วย... ลงชื่อ EBEORIETEMETHHPITI"

และต่อมาในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1969  เวลาประมาณเจ็ดนาฬิกาสี่สิบนาที เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับโทรศัพท์จากชายลึกลับอีกครั้ง โดยครั้งนี้มันได้แจ้งเบาะแสถึงจุดฆาตกรรมว่าอยู่ที่แถบทะเลสาปเบอริสซ่า แถวนาปาเคาน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอยู่ตอนเหนือของวัลลี่โฮ และก่อนที่จะวางหูไป มันก็ได้บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า "ผมทำเองแหละ"

เจ้าหน้าที่จึงรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุตามที่ชายลึกลับแจ้งไว้ทันที ที่นี่พวกเขาได้พบกับร่างของหนุ่มสาวคู่หนึ่งนอนจมอยู่บนกองเลือด นั่นก็คือ "ไบรอัน ฮาร์ทเนลล์" และ "เซซิเลีย เช็ฟเพิร์ด" ทั้งสองได้รับบาดเจ็บสาหัสจากร่องรอยการถูกมีดแทงอย่างนับไม่ถ้วน และที่เกิดเหตุก็ยังพบรถของผู้เคราะห์ร้ายที่ประตูมีรอยปากกาเมจิกเขียนไว้ว่า

"วัลลี่โฮ 12-20-68  7-4-69  27 กันยายน 69  6:30 ด้วยมีด"


หลังจากเจ้าหน้าที่ได้พาทั้งสองเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เซซิเลียทนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิตไปในสองวันต่อมา แต่ส่วนของไบรอันนั้น เขาสามารถรอดชีวิตมาได้ และได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า คนร้ายใส่หน้ากากคลุมทั้งใบหน้าได้ลงมือมัดพวกเขาทั้งคู่ด้วยเชือก บอกพวกเขาว่ามันเพิ่งฆ่าผู้คุมตายแล้วหลบหนีมา มันต้องการรถสำหรับใช้หนีและจำเป็นต้องฆ่าพวกเขา โดยไบรอันถูกแทงก่อนเป็นรายแรก จากนั้นเซซิเลียก็ถูกแทงตามจนสลบไป ไบรอันแกล้งทำเป็นตายจึงสามารถรอดมาได้ โดยเขาได้บอกเล่าถึงลักษณะของคนร้ายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเพิ่มเติมว่า ฆาตกรนั้นเป็นชายร่างอ้วน โดยย้ำว่าอ้วนมาก ๆ

ไบรอัน ฮาร์ทเนลล์ ขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาล

จากปากคำของไบรอันนั้น มันทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับงุนงง เพราะรูปพรรณของคนร้ายนั้นผิดไปจากตอนแรกพอสมควร แถมคำพูดของคนร้ายนั้นก็ไม่มีอะไรสอดคล้องกับชายลึกลับที่อ้างว่าเป็นฆาตกร แต่ที่แน่ ๆ รถยนต์ที่คนร้ายในที่เกิดเหตุบอกว่าจะเอาไปใช้ มันกลับถูกทิ้งอยู่ในที่เกิดเหตุแบบนั้น คนร้ายต้องการอะไรกันแน่ หรือมันต้องการแค่จะปั่นหัวตำรวจให้สับสนกับการกระทำของมันเท่านั้นเอง ?

ในขณะที่การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป ในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 1969  เจ้าหน้าที่ตำรวจแคลิฟอร์เนียได้รับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์จากเด็กหญิงวัย 14 ปี  เธอบอกว่าเธอกับเพื่อน ๆ ได้เห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมแถวจุดตัดย่านถนนวอชิงตันกับถนนเมเปิล

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาก็พบกับนาย "พอล สไทน์" พนักงานขับแท็กซี่ ที่ถูกยิงเสียชีวิตด้วยกระสุนปืนแบบ 9 มม. อยู่ในที่นั่งคนขับบนแท็กซี่ของเขา ตามร่างกายนอกจากรอยเลือดแล้ว พบว่ากระเป๋าเงินของพอลถูกรื้อค้นเอาเงินไป และบริเวณชายเสื้อของเขาก็ถูกฉีกออก ใกล้ ๆ กันนั้นก็พบเศษผ้าจากชายเสื้อของเขาถูกใช้เช็ดเลือดจากไหนสักแห่ง ราวกับว่าคนร้ายได้ใช้มันนำมาเช็ดเลือดหรือรอยนิ้วมือเพื่อทำลายหลักฐาน แต่เมื่อนำมาเทียบกับชายเสื้อของพอลแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบว่าชายเสื้อนั้นถูกฉีกไปมากกว่าเศษผ้าที่พบในที่เกิดเหตุ แสดงว่าคนร้ายอาจเก็บเศษผ้านั้นไว้หรือไม่ก็นำไปทิ้งที่อื่น

พอล สไทน์ พนักงานขับแท็กซี่ผู้เสียชีวิต


ซึ่งการก่อเหตุครั้งนี้เป็นช่วงสามทุ่มซึ่งไม่ค่อยดึกมากนัก ทำให้มีผู้คนเห็นเหตุการณ์อยู่พอสมควร แต่ก็เกิดความสับสนเพราะเจ้าหน้าที่ได้รายงานรูปพรรณคนร้ายในตอนแรก จากปากคำของชายผิวขาวคนนึง เขาบอกว่าคนร้ายเป็นชายผิวดำ ทำให้การไล่ล่าพุ่งเป้าหมายไปผิดคน แต่ก็ไม่นานเมื่อสายตรวจในที่เกิดเหตุได้สอบถามเบาะแสจากชาวบ้านอีกส่วน พวกเขาได้บอกว่าแท้ที่จริงแล้วคนร้ายเป็นชายผิวขาวรูปร่างเตี้ยล่ำ เดินถือปืนไปยังถนนวอชิงตัน

ใช่แล้ว... พยานปากแรกที่บอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าคนร้ายคือคนผิวดำในตอนแรกนั้น ก็คือคนร้ายตัวจริงนั่นเอง !!

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมึนไปกับสิ่งที่คนร้ายได้ปั่นหัวพวกเขาอยู่ 2 วัน ในวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1969  สำนักพิมพ์เดอะซานฟรานซิสโกครอนิเคิล ได้รับจดหมายจากโซดิแอคอีกฉบับ โดยจดหมายฉบับนี้มีเศษผ้าเปื้อนเลือดจากชายเสื้อของพอล สไทน์อยู่ด้วย โดยข้อความในจดหมายฉบับที่สามนี้ ได้เขียนขึ้นต้นจดหมายว่า

“สวัสดี นี่คือคำพูดของโซดิแอค ผู้ยิงคนขับแท็กซี่บริเวณจุดตัดถนนวอชิงตันกับถนนเมเปิลนั่นไง”
และเนื้อหาเยาะเย้ยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานผิดพลาด เพราะดันไปถามเบาะแสผิดคน ก่อนจะจบจดหมายว่า
“เด็กนักเรียนนี่ก็เป็นเป้าหมายชั้นดี ผมว่าจะก่อเหตุกับรถนักเรียนสักคัน ในช่วงเช้า ๆ สักวัน”

ซึ่งแน่นอนว่าหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกครอนิเคิล ก็ได้นำข้อความนี้ตีพิมพ์ในหน้าแรก และผลของพาดหัวข่าวนี้ก็ได้ทำให้ชาวบ้านชาวเมืองทั่วละแวกนั้นต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวทันที จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องจัดหน่วยรักษาความปลอดภัยขึ้นมาตรวจตราจุดต่าง ๆ โดยเน้นไปที่รถโรงเรียนเป็นพิเศษ ราวกับว่าตอนนี้กำลังจะมีเหตุก่อการร้ายขึ้นกลางเมืองเลยทีเดียว

จนวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1969  เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีเมืองโอ๊คแลน ได้รับโทรศัพท์จากชายลึกลับอีกครั้ง โดยมันอ้างตัวว่าเป็นโซดิแอค โดยการโทรศัพท์ครั้งนี้มันได้เรียกร้องให้ทนายมือดีของอเมริกาอย่าง "เอฟลี เบย์ลี่" หรือ "เมลวิน เบลลี่" ไปออกรายการทอล์กโชว์ที่ช่องเจ็ดของสหรัฐฯ เพื่อรอสายโทรศัพท์จากโซดิแอค ที่จะสัมภาษณ์สดตอนเจ็ดโมงเช้า


เมลวิน เบลลี่ ทนายความผู้รับสายโทรศัพท์กลางรายการ

ซึ่งทนายเมลวิน เบลลี่ ได้ตอบตกลงร่วมรายการนี้ และเมื่อถึงเวลานัดหมายก็มีคนโทรศัพท์เข้ามากลางรายการจริง ๆ โดยชายลึกลับที่อ้างว่าเป็นโซดิแอคนั้น ได้บอกให้ทางรายการเรียกชื่อของเขาว่า "แซม"

โดยระหว่างการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์นั้น คนร้ายได้วางหูและโทรศัพท์มาใหม่หลายครั้ง และได้นัดหมายทนายเมลวินให้ไปพบเขาที่โรงแรมเฟรมองต์ แล้วก็เปลี่ยนจุดนัดพบไปเรื่อย ๆ โดยการสัมภาษณ์สดครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่แอบซุ่มดักฟังสังเกตการณ์อยู่ตลอด

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจวิเคราะห์ว่า น้ำเสียงของชายลึกลับคนนี้ค่อนข้างจะต่างกับเสียงชายลึกลับที่โทรศัพท์แจ้งตำรวจค่อนข้างมาก เป็นไปได้ว่ามันอาจไม่ใช่นักฆ่าจักรราศีตัวจริงก็เป็นได้

และหลังจากนั้นหนังสือพิมพ์เดอะซานฟรานซิสโกครอนิเคิล ก็ได้รับจดหมายที่อ้างว่าถูกส่งมาจากนักฆ่าจักรราศีอีกครั้ง โดยภายในซองได้แนบเศษชายเสื้อของพอล สไทน์มาอีกชิ้น และในซองจดหมายก็ประกอบไปด้วยโปสการ์ดภาพปากกาปลายเปียกโชก ถูกแขวนตากไว้ที่ราวตากผ้า พร้อมข้อความว่า

“ขอโทษนะ พอดีเพิ่งล้างปากกา มันเลยเอามาใช้อะไรไม่ได้”

กับจดหมายอีกฉบับที่เขียนเป็นรหัสลับ พร้อมกำชับให้หนังสือพิมพ์ต้องลงเผยแพร่มันด้วย โดยจดหมายนี้คนร้ายได้เล่าอะไรต่อมิอะไรไว้มากมาย เช่น

"ผมเหงามาก เหงาจนน่ากลัว เพราะทุกครั้งที่ผมอารมณ์เสีย ผมจะเหงา เหงาจนสามารถจะลงมือทำอะไรก็ได้ ! การฆ่าครั้งต่อไป อาจจะเหมือนการชิงทรัพย์ธรรมดา ๆ ไม่ก็เหมือนเกิดอุบัติเหตุได้นะ
Des July Aug Sept Oct = 7"

ซึ่งอักษรย่อและตัวเลขท้ายจดหมายนี้ น่าจะหมายถึงจำนวนเหยื่อที่มันได้ลงมือฆ่าไป 7 ราย แสดงว่าช่วงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนึกว่าเจ้าโซดิแอค หรือนักฆ่าจักรราศีคนนี้ ได้ลงมือสังหารเหยื่อไป 5 รายนั้น แท้ที่จริงมันได้ลงมือไปถึง 7 รายแล้ว!! และอีกสองรายนั้น มันได้ลงมือไปแบบเงียบ ๆ โดยไม่ได้โทรมาแจ้งตำรวจ จึงทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ได้เอะใจเลยว่าเป็นฝีมือของมัน จนผ่านมาสามเดือนเงื่อนงำของเหยื่อที่ถูกสังหารโดยไร้สาเหตุสองศพ ก็ถูกเฉลยด้วยจดหมายฉบับนั้น

นอกจากเงื่อนงำจำนวนเหยื่อเคราะห์ร้ายแล้ว โซดิแอคก็ยังได้เล่าเพิ่มเติมถึงวิธีการเตรียมตัวในการลงมือสังหารเหยื่อว่า มันได้เอาปลายนิ้วมือของมันจุ่มลงไปในกาวก่อนก่อเหตุ เพื่อปกปิดรอยนิ้วมืออีกด้วย แถมอาวุธที่ใช้ก่อเหตุก็สั่งซื้อทางไปรษณีย์ และยังได้ทิ้งหลักฐานปลอมไว้ในแท็กซี่ของพอล สไทน์ มันยังบอกอีกว่าตอนนี้กำลังทำระเบิดไว้ก่อเหตุ กะว่าจะใช้ในอนาคตเร็ว ๆ นี้

ซึ่งเรื่องทำระเบิดนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดไว้เป็นความลับในตอนแรก เพื่อไม่ให้ประชาชนตกอยู่ในความหวาดกลัวโดยไม่จำเป็น เพราะบางทีถึงจะมีการยืนยันตัวด้วยหลักฐานเป็นชายผ้า แต่เรื่องทำระเบิด มันก็อาจจะไม่เกิดจริง ๆ ก็เป็นได้

ในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1969  ทนายเมลวิน เบลลี่ก็ได้รับจดหมายลึกลับแนบเศษชายเสื้อของพอล สไทน์มาด้วย เพื่อยืนยันว่ามันคือจดหมายจากนักฆ่าจักรราศีนั่นเอง โดยในจดหมายได้ขึ้นต้นว่า "Happy Christmas" ซึ่งสิ่งนี้ เป็นอีกเบาะแสว่า โซดิแอคน่าจะเป็นชาวอังกฤษ เพราะสำนวนแบบนี้มันไม่นิยมพูดกันในกลุ่มคนอเมริกันสักเท่าไหร่ และข้อความในจดหมายได้เขียนไว้ว่า "ผมกลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ผมกำลังจะฆ่าเหยื่อรายที่ 9 ไม่ก็ 10"

และยังบอกถึงความคืบหน้าในการทำระเบิดว่า ตอนนี้ยังทำไม่เสร็จเพราะติดขัดปัญหาอยู่เล็กน้อย ซึ่งต่อมาทนายเบลลี่ได้ลงประกาศข้อความในหนังสือพิมพ์เดอะซานฟรานซิสโกครอนิเคิลว่า ยินดีจะให้ความช่วยเหลือกับโซดิแอคทางด้านกฏหมายทุกอย่าง แต่ข้อความนี้กลับไม่ได้รับการตอบรับจากโซดิแอคแต่อย่างใด

วันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1970  "แคธลีน จอห์น" ชาวเมืองวัลลี่โฮ ได้อุ้มลูกน้อยเข้ามาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ในขณะที่รถของเธอเกิดขัดข้องล้อหลุดอยู่กลางถนนไฮเวย์ หมายเลข 13 แถวเขตซานฮิวควินเคาน์ตี้นั้น มีชายแปลกหน้าคนนึงได้ขับรถผ่านมาให้ความช่วยเหลือ โดยอาสาพาเธอไปส่งในเมือง แต่ในขณะที่อยู่ในรถของชายคนนั้น ลูกสาวของเธอเกิดร้องไห้ขึ้นมาจนทำให้ชายคนนั้นเครียด เขาตะโกนขู่แคธลีนให้โยนเด็กทิ้งออกนอกรถไปเสีย ทำให้บรรยากาศในรถค่อนข้างตึงเครียด และระหว่างทางนั้นเธอตัดสินใจกอดลูกไว้แน่น แล้วกระโจนออกมาจากรถทั้ง ๆ ที่รถวิ่งอยู่ เมื่อลุกขึ้นมาได้ เธอก็รีบวิ่งหนีไปแอบหลังกองดิน ซึ่งชายบนรถได้จอดรถดูอยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็ค่อย ๆ ออกรถวิ่งไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้แคธลีนกับลูกสาวค่อย ๆ หาทางมาถึงโรงพักเพื่อแจ้งความ

ในระหว่างที่กำลังแจ้งความอยู่นั้น แคธลีนได้บังเอิญไปเห็นที่บอร์ดประกาศจับคนร้าย และหนึ่งในคนร้ายนั้นก็คือคนที่เธอเพิ่งหนีจากรถของเขามานั่นเอง โดยภาพชายในป้ายประกาศจับนั้น เป็นภาพสเก็ตของนักฆ่าจักรราศีนั่นเอง นี่หมายความว่า แคธลีนเพิ่งรอดมาจากเงื้อมมือฆาตกรจอมโหดได้แบบไม่คาดฝันหรือนี่ ?

แคธลีน จอห์น ผู้รอดชีวิตพร้อมกับลูกสาว

เธอจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยยืนยันว่าได้พบกับโซดิแอคตัวจริงเมื่อสักครู่นี้เอง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ จนถึงบริเวณที่รถของเธอถูกจอดทิ้งเอาไว้ เจ้าหน้าที่ก็พบว่ารถของแคธลีนตอนนี้ได้ถูกไฟเผาไปหมดแล้ว ซึ่งเป็นไปได้ว่าเจ้านักฆ่าจักรราศีนั้น อาจรู้ตัวแล้วรีบกลับมาทำลายหลักฐานร่องรอยลายนิ้วมือด้วยไฟก่อนที่ตำรวจจะเดินทางมาถึงนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยานคนสำคัญ พยานที่เห็นหน้าเจ้านักฆ่าจักรราศีจอมโหดอย่างชัดเจน แล้วทำไมมันถึงปล่อยเธอให้รอดชีวิตได้ล่ะ ?

เวลาผ่านไปหลายเดือน จนกระทั่งวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1970  หนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกครอนิเคิลก็ได้รับจดหมายอีก 2 ฉบับติด ๆ กัน โดยฉบับแรกเป็นจดหมายข้อความรหัสลับเช่นเคย ในจดหมายบอกว่าถ้าสามารถแกะรหัสลับนี้ได้ก็จะรู้ชื่อจริงของโซดิแอคอย่างแน่นอน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครสามารถแกะรหัสนี้ได้เลย จากนั้นก็มีข้อความจากฆาตกรเพิ่มเติมว่า


"ผมได้วางระเบิดใส่รถบัสคันหนึ่ง แต่ระเบิดมันด้านเพราะฝนตก และตอนนี้ผมได้ฆ่าคนไปเป็นสิบศพแล้ว ซึ่งเร็ว ๆ นี้ น่าจะมีผู้คนมากมายโดนระเบิดของผมตายกันอย่างแน่นอน"
และท้ายจดหมายก็ได้วาดสัญลักษณ์ประจำตัวของมัน พร้อมกับข้อความว่า
"Zodiac-10  SFPD-0"


ส่วนจดหมายอีกฉบับก็ถูกส่งมาในอีก 9 วันให้หลัง ในซองจดหมายเป็นโปสการ์ดภาพตลก ๆ แต่มีข้อความขู่วางระเบิดบนรถโรงเรียนอีกครั้ง พอมาถึงตรงนี้ จากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอความร่วมมือไม่ให้ทางสำนักพิมพ์ลงเสนอข่าว กลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรีบประกาศเตือนให้ประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแลความปลอดภัยของบุตรหลานกันเองเลยทีเดียว แล้วท้ายจดหมายขู่ฉบับนี้ เจ้าโซดิแอคก็ได้ขอให้ทางหนังสือพิมพ์ระดมเงินมาทำเข็มกลัดรูปโซดิแอคออกมาจำหน่ายเป็นของที่ระลึกอีกด้วย



หลังจากเวลาผ่านไปจนถึงวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1970  เจ้าโซดิแอค หรือนักฆ่าจักรราศีก็ได้ส่งจดหมายมาถึงสำนักพิมพ์ของหนังสือพิมพ์เดอะซานฟรานซิสโกครอนิเคิลอีกครั้งเป็นฉบับที่ 7 โดยเนื้อหาในจดหมายบอกว่า มันผิดหวังที่เข็มกลัดโซดิแอคไม่ฮิตเอาเสียเลย แบบนี้มันต้องลงโทษกันหน่อย โดยขู่ว่าจะใช้ปืน .38 ยิงใส่ผู้คน ในตอนนี้โซดิแอคอ้างว่าตัวเองได้ลงมือฆ่าคนไปแล้วถึง 12 คน และขู่อีกว่ายังไงมันก็ยังอยากจะวางระเบิดอยู่ดี โดยได้แนบแผนที่ทางหลวงระบุจุดวางระเบิดมาให้อีกด้วย โดยในจดหมายก็ยังมีข้อความรหัสลับแนบมาอีกตามเคย

และวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1970  ทางสำนักพิมพ์เดียวกันก็ได้รับจดหมายจากโซดิแอคอีก โดยมันได้ขู่ว่าถ้าประชาชนไม่ช่วยกันติดเข็มกลัดโซดิแอคล่ะก็ มันจะเริ่มทรมานทางวิญญาณกับเหยื่อที่มันได้สังหารไปแล้วทั้ง 13 รายนั้น ซึ่งจดหมายฉบับนี้สังเกตได้ว่าตอนนี้ เจ้านักฆ่าจักรราศีดูเหมือนจะเริ่มสติแตก กลายเป็นคนบ้าไปเสียแล้ว และถ้าดูจากยอดผู้เสียชีวิตที่โซดิแอคอ้างถึงตัวเลข 13 คน ก็อาจเป็นไปได้ว่า ตอนนี้มันได้ฆ่าคนเพิ่มขึ้นมาอีกคนนึงแล้ว

ซึ่งในจดหมายยังได้บอกอีกว่า สาเหตุที่มันปล่อยแคธลีนให้รอดชีวิตมาได้ก็เป็นเพราะว่า มันต้องการจะสังหารพวกเหยื่อที่แอบมาดู๋ดี๋กันสองต่อสองมากกว่า เพราะคืนนั้นหลังจากที่มันได้ปล่อยแคธลีนไป มันก็ได้สังหารคู่รักไปอีกคู่หนึ่งแล้ว

และอีกสองวันต่อมา สำนักพิมพ์เดิมก็ได้รับจดหมายฉบับที่ 9 จากเจ้าโซดิแอคอีกครั้ง โดยครั้งนี้เจ้าฆาตกรได้ส่งจดหมายถึง "พอล เอเวรี่" ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์เดอะซานฟรานซิสโกครอนิเคิล โดยในจดหมายได้เขียนรูปจักรราศีเป็นรหัสลับ มาพร้อมกับรูปลูกนัยตา 13 ดวง และข้อความว่า

"นั่นแน่ !!  พวกแกแพ้แล้ว"

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า นี่คือจดหมายขู่พอล เอเวรี่มากกว่า จึงอนุญาตให้เขาสามารถพกปืนเพื่อป้องกันตัว และยังช่วยฝึกวิชาป้องกันตัวให้กับพอลอย่างเต็มที่ จะได้ใช้ป้องกันตัวเองในยามคับขันกันเลยทีเดียว

ต่อมาพอล เอเวรี่ก็ได้รับจดหมายอีกฉบับ โดยฉบับนี้ได้บอกใบ้กับพอลให้ไปค้นแฟ้มคดีฆาตกรรมเชอรี่ โจ เบนส์ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1966  เพื่อใช้เปรียบเทียบกับคดีของนักฆ่าจักรราศีอีกด้วย ซึ่งเมื่อค้นรายละเอียดของคดีแล้ว ก็พบว่าคล้ายคลึงกับการฆาตกรรมของโซดิแอคเป็นอย่างมาก ว่าแต่มันจะให้ไปค้นเพื่อเปรียบเทียบกับคดีนี้ทำไม หรือมันแค่อยากจะให้สื่อช่วยประโคมข่าวของมันบ่อย ๆ กันแน่ ?

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้พยายามเชื่อมโยงคดีในอดีตนั้นกับคดีของโซดิแอค ก็พบว่ามันอาจจะเป็นฆาตกรคนเดียวกันก็เป็นได้ แต่เมื่อพยายามสืบไปเรื่อย ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบกับทางตัน ไม่สามารถโยงเงื่อนงำอะไรได้อยู่ดี จนสุดท้ายทุกฝ่ายก็สรุปว่า คดีฆาตกรรมเชอรี่ โจ เบนส์นี้ เป็นเพียงแบบอย่างให้กับโซดิแอคเท่านั้น ไม่ใด้หมายความว่าทุกอย่างเกิดจากโซดิแอคตามที่เข้าใจในตอนแรก


จนเวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1971  นักฆ่าจักรราศีก็ได้ส่งจดหมายไปยังหนังสือพิมพ์ลอสแองเจลีสไทม์อีกฉบับ โดยในจดหมายเขียนเยาะเย้ยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า


"มัวแต่ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก รู้ไหมว่านรกยังรอคนไปตายอีกเยอะ"
โดยลงท้ายจดหมายด้วยสัญลักษณ์เช่นเดิมพร้อมกับ
"รหัส -17+"

ส่วนพอล เอเวรี่ก็ได้รับโปสการ์ดจากโซดิแอคเป็นกระดาษตัดตัวอักษรแปะเป็นข้อความว่า
"ตามหาเหยื่อ 12 ราย"
"ลองมองลอดไปที่ใบสนสิ"

จากนั้นข่าวคืบหน้าจากนักฆ่าจักรราศีก็เงียบหายไปถึง 3 ปี และแล้วมันก็ได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปทางสำนักพิมพ์ซานฟรานซิสโกครอนิเคิล ในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1974 โดยบอกให้ลองไปดูหนังเรื่องดิเอ็กซอซีส หนังผีสุดคลาสสิคในสมัยนั้น โดยมันบอกว่า
"เป็นหนังตลกที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ"
และยังขู่อีกว่า ถ้าไม่ลงตีพิมพ์ข้อความของมันลงในหนังสือพิมพ์ล่ะก็ เจ้าโซดิแอคก็จะก่อเหตุร้ายต่ออีกแน่นอน พร้อมกับทิ้งท้ายด้วยอักษรรหัส "ME-37 SFPD-0" และลายเซ็นสัญลักษณ์ใหม่

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้พยายามวิเคราะห์จดหมายสองฉบับหลังก็พบว่า ลักษณะการใช้ภาษาที่เคยสะกดผิด ๆ ถูก ๆ ของโซดิแอคนั้น กลับกลายเป็นว่าในจดหมายล่าสุดกลับไม่มีจุดไหนสะกดผิดเลย มันก็เป็นไปได้ว่าจดหมายสองฉบับนี้ อาจถูกพวกโรคจิตส่งมาเล่น ๆ ก็เป็นได้

จนกระทั่งเวลาผ่านไปจนถึงวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1978 สำนักพิมพ์เดอะซานฟรานซิสโกครอนิเคิล ก็ได้รับจดหมายจากโซดิแอคอีกครั้ง โดยในจดหมายฉบับนี้เขียนว่า "ตอนนี้ผมกลับมาอยู่กับพวกคุณแล้วนะ อยู่กับเจ้าโทรชิ ไอ้หมูประจำเมืองตัวนั้นไง" เจ้าหน้าที่ตำรวจวิเคราะห์ว่า โทรชิที่ว่านั้นอาจหมายถึง "เดฟ โทรชิ" หัวหน้าใหญ่หน่วยสืบสวนคดีโซดิแอคนั่นเอง ซึ่งนั่นก็เป็นจดหมายฉบับสุดท้าย ก่อนที่โซดิแอคจะหายตัวไปตลอดกาล

โดยในช่วงที่นักฆ่าจักรราศียังคงก่อเหตุฆาตกรรมอยู่นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งผู้ต้องสงสัยเอาไว้มากมาย ตั้งแต่ "บรู๊ซ เดวิส" หนึ่งในสาวกครอบครัวแมนสัน ที่หนีรอดจากการจับกุมตัวไปได้ในช่วงคดีโซดิแอคกำลังเป็นที่พูดถึงแรกๆ แต่ปรากฏว่าในช่วงที่โซดิแอคเริ่มเขียนจดหมายนั้น บรู๊ซเดวิดก็ถูกจับเข้าคุกไปก่อนแล้ว นั่นก็หมายความว่าบรู๊ซก็คงไม่ใช่นักฆ่าจักรราศีแน่นอน

บรู๊ซ เดวิส ผู้ต้องสงสัย

และจากปากคำของแพม เฟอร์ริน น้องสาวของดาร์ลีน เหยื่อคู่ที่ 2 สองนักฆ่าจักรราศี เธอได้เคยให้การว่าเธอเคยพบกับชายที่คาดว่าจะเป็นโซดิแอค ที่เคยมาเคาะประตูบ้านพูดคุยกับดาร์ลีนในช่วงก่อนที่เธอจะถูกฆาตกรรม โดยแพมได้ระบุว่า "ลอเรนซ์ เคน" คือโซดิแอคนั่นเอง

ซึ่งแคธลีน จอห์นเหยื่อผู้โชคดีที่รอดมาจากเงื้อมมือของโซดิแอคมาได้อีกคนนั้น ก็ระบุว่าลอเลนซ์ เคนนั้นก็คือโซดิแอคเช่นเดียวกัน และยังพบอีกว่า บ้านของลอเลนซ์ เคนนั้น ก็อยู่ไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุฆาตกรรมของที่พอล สไทน์

ส่วนตัวอักษร "KANE" ที่ปรากฎอยู่ในรหัสลับของโซดิแอค ก็น่าจะเป็นชื่อจริง ๆ ของโซดิแอคเช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะไม่สามารถหาหลักฐานอะไรมามัดตัวได้ จนปัจจุบันเคนก็ยังคงมีชีวิตอยู่ที่เนวาด้า

ลอเรนซ์ เคน หรือ "Kane" ผู้ต้องสงสัยอีกคน

อีกคนก็คือ "อาเธอร์ ลีห์ อัลเลน" อดีตทหารนอกราชการของกองทัพสหรัฐอเมริกาที่ถูกไล่ออกเนื่องจากก่อเรื่องจนเสื่อมเสียชื่อเสียงของกองทัพ เขาเคยทำงานอยู่ในโรงเรียนวัลลี่สปริง ในแคลิฟอร์เนีย และเคยพูดว่าอยากฆ่าพวกหนุ่มสาวที่แอบพลอดรักกันในที่ลับตาคน และยังเคยพูดว่าตัวเองได้ส่งจดหมายขู่เด็ก ๆ ให้กับตำรวจ แถมอาเธอร์ก็ยังเคยพูดบอกให้เพื่อน ๆ ของเขา เรียกเขาว่าโซดิแอคอีกด้วย และต่อมาอาเธอร์ก็ได้ทำงานที่ปั๊มน้ำมันของเมืองวัลลี่โฮ ก่อนจะถูกไล่ออกมาและสมัครทำงานเป็นภารโรงในโรงเรียนประถมวัลลี่โฮอีกด้วย

โดยในช่วงที่มรการฆาตกรรมเซซิเลียนั้น เขาเองก็ได้ถูกคุมตัวมาสอบสวนหลายครั้ง ผ่านเครื่องจับเท็จหลายหน แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดกับอาเธอร์ได้เลย จนเวลาผ่านไปถึงปี ค.ศ. 1987  อาเธอร์ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองอื่น และถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1992

อาเธอร์ ลีห์ อัลเลน ผู้ต้องสงสัย

ผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งก็คือ "ธีโอดอร์ คาซันสกี้" นักวางระเบิดในตำนาน เพราะประวัติที่บ่งบอกว่าเขาคืออัจฉริยะ เคยเป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยแต่มีอาการป่วยทางสมอง เคยเป็นมือระเบิดในตำนานของกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่จู่ ๆ ก็ลาออกจากมหาวิทยาลัยอย่างไม่มีเหตุผล หลบตัวเองออกจากสังคม และพยายามผลิตระเบิดเอาไว้ใช้ โดยเขาได้ส่งระเบิดไปทางพัศดุไปรษณีย์ให้กับคนต่าง ๆ ที่เขาไม่ชอบหน้า ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน บริษัทคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงมหาวิทยาลัยถึง 15 ครั้ง จนมีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก

ธีโอดอร์ คาซันสกี้ ผู้ต้องสงสัยอีกคน

จนในปี ค.ศ. 1996  น้องชายของธีโอดอร์ ก็ได้ตัดสินใจพาตำรวจไปจับพี่ชายของเขาถึงในป่า และที่สำคัญใบหน้าของธีโอดอร์นั้น มันก็ละม้ายคล้ายคลึงกับภาพสเก็ตของโซดิแอคเป็นอย่างมาก แต่ถึงแม้ธีโอดอร์จะถูกจับตัวไปแล้ว ก็ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเขาคือโซดิแอคคิลเลอร์ หรือนักฆ่าจักรราศีได้เลย

ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ก็ได้ทำให้เรื่องราวของนักฆ่าจักรราศียังคงเป็นปริศนาที่ไม่สามารถหาได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว ใครกันแน่ ที่เป็นคนร้าย !!


หลังจากอ่านเรื่องราวจบแล้ว อย่าลืมกดติดตาม กดไลค์ กดแชร์ บล็อกของมิติที่ 6 ด้วยนะครับ

แปลและเรียบเรียง นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
https://en.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Zodiac_Killer&mobileaction=toggle_view_mobile
https://th.wikipedia.org/wiki/ฆาตกรจักรราศี
http://my.dek-d.com/ladyfamous-025/writer/viewlongc.php?id=882940&chapter=69
https://en.wikisource.org/wiki/Zodiac_Killer_letters
http://www.zodiackiller.com/