ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 โชโกะ อาซาฮาร่า ผู้นำลัทธิสยองขวัญโอมชินริเคียว

ความเชื่อ ความหวัง และความศรัทธา มันคือพลังแห่งจิตใจที่จะทำให้มนุษย์เราสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง แต่ใครเลยจะคิดว่าความเชื่อ และศรัทธาอย่างบ้าคลั่ง มันจะสามารถผลักดันผู้คน ให้ออกมาทำร้ายกลุ่มคนที่ไม่ได้มีความเชื่อเหมือนกัน จนต้องสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปเป็นจำนวนมาก เพื่อสนองความต้องการบางอย่างของพวกเขา



มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะขอพาท่านไปรู้จักกับผู้นำลัทธิท่านหนึ่ง ลัทธิที่เคยเฟื่องฟูอยู่ในประเทศญี่ปุ่นยุคปี 80 ที่สามารถส่งผลกระทบให้กับสังคมอย่างกว้างขวาง และร้ายแรงเกินกว่าที่ใครจะเชื่อว่า สิ่งนี้มันเคยเกิดขึ้นกับประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่นได้


 คลิกดูได้ที่นี่

"โชโกะ อาซาฮาร่า" กำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1955  โดยตอนแรกพ่อแม่ของเขาได้ตั้งชื่อให้กับเขาว่า "ชิสุโอะ มัตสุโมโต้" ซึ่งครอบครัวที่เขาถือกำเนิดมานั้น จัดได้ว่าเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีฐานะยากจน อาศัยรายได้จากการสานเสื่อทาทามิเลี้ยงดูตัวเองในเมืองยาสุฮิโร่ จังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น โดยโชโกะ อาซาฮาร่านั้น ป่วยเป็นโรคต้อหินมาตั้งแต่เกิด ส่งผลให้เขาต้องเสียตาขวาไปตั้งแต่ยังเด็ก จึงเป็นเหตุให้อาซาฮาร่าต้องใช้ชีวิตวัยเรียนอยู่ในโรงเรียนสอนคนตาบอด


จนถึงปี ค.ศ. 1977  เขาก็สำเร็จการศึกษา และหันมาเรียนในสาขาวิชาชีพด้านการฝังเข็มและการแพทย์แผนจีน ซึ่งถือเป็นวิชาชีพที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนตาบอดของประเทศญี่ปุ่น

ต่อมาเขาก็ได้แต่งงานในปี ค.ศ. 1978  โดยชีวิตแต่งงานของเขานั้นไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้ ซึ่งในปีนั้น เขาก็ได้เปิดคลีนิคแพทย์แผนจีนอีกด้วย และในปี ค.ศ. 1981  อาซาฮาร่าก็ได้ตัดสินใจเข้าฝึกงานเป็นเภสัชกร และเปิดร้านขายยาโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากที่ลองผิดลองถูกอยู่ในอาชีพขายยาแบบผิดกฎหมายได้ไม่นาน เขาก็ถูกจับและปรับเป็นจำนวนเงินกว่า 2 แสนเยน

หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น อาซาฮาร่าก็เริ่มสนใจในเรื่องของแวดวงศาสนา โดยเขาได้หาเวลาว่างเพื่อใช้ศึกษาหลักธรรม และเรื่องราวของศาสนาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ของจีน ลัทธิเต๋า ศาสตร์ลึกลับของชาวตะวันตก โยคะ การทำสมาธิชั้นสูง ไปจนถึงศาสตร์สายลึกลับทั้งในศาสนาพุธ และศาสนาคริสต์

จนในที่สุด ในปี ค.ศ. 1987  โชโกะ อาซาฮาร่าก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อของตัวเองจาก "ชิสุโอะ มัตสุโมโต้" มาเป็น "โชโกะ อาซาฮาร่า" และได้ขอจดทะเบียนก่อตั้งกลุ่ม "โอมชินริเคียว" อย่างเป็นทางการ โดยในตอนแรกนั้นเขาได้ตั้งชื่อสมาคมสั้น ๆ ว่า "สมาคมโอม" ซึ่งทางการเองก็ไม่ได้เห็นชอบกับการขออนุญาตของเขาซักเท่าไหร่ แต่ทว่าด้วยความพยายามของอาซาฮาร่า ที่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการที่จะก่อตั้งกลุ่ม และความโชคดีของเขา เมื่อมีนักการเมืองผู้มีอิทธิพลมาร่วมเป็นสาวกของกลุ่ม ก็ได้ช่วยผลักดันเรื่องนี้ให้ง่ายขึ้น ทำให้ในที่สุดกลุ่มของเขาก็ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล สามารถขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มลัทธิอย่างเป็นทางการได้ในปี ค.ศ. 1989  ในชื่อกลุ่ม "ลัทธิโอมชินริเคียว"


และหลังจากที่ก่อตั้งกลุ่มได้สำเร็จ ก็มีผู้คนจำนวนมากทยอยกันเข้ามาร่วม ซึ่งสาเหตุที่ทำให้มีผู้คนสนใจกันมากมาย ก็เป็นเพราะว่าอาซาฮาร่า ได้พยายามสร้างมูลค่าในตัวเอง และของกลุ่มโอมชินริเคียว ด้วยการซื้อสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือให้เขียนเรื่องดี ๆ สร้างกระแสให้ แถมเอาตัวเองไปขึ้นปกของนิตยสารต่าง ๆ และยังได้ช่องทางเผยแพร่แนวทางคำสอนของกลุ่มทางรายการทีวีด้วย ซึ่งการทุ่มเทของอาซาฮาร่านี้ ก็ได้ส่งผลให้มีผู้เลื่อมใส และศรัทธา เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ถึงขั้นมีมหาวิทยาลัยเชิญเขาไปเป็นวิทยากรพิเศษเลยทีเดียว



ยิ่งเขาสร้างภาพตัวเองและลัทธิให้น่านับถือบนทีวีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดกระแสกลายเป็นความคลั่งไคล้ เพราะคนญี่ปุ่นในสมัยนั้นใครนิยมอะไรก็จะนิยมตาม เหมือนกับบางประเทศที่เพิ่งพัฒนานั่นเอง

ต่อมาคำสอนต่าง ๆ ของโชโกะ อาซาฮาร่านั้น ก็ได้ถูกถ่ายทอดลงเป็นตัวอักษรผ่านหนังสือแนวศาสนาที่เขาได้แต่งเอาไว้เป็นจำนวนมาก โดยมีอยู่เล่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง นั่นก็คือ "บียอนด์ไลฟ์ แอนด์เดธ มหายานาสูตรา แอนด์ อินนิทิเอชั่น" และยังสร้างออกมาเป็นการ์ตูนอนิเมชั่น โดยใช้ตัวการ์ตูนตัวเอกเป็นอาซาฮาร่าเอง มีเนื้อหาพูดถึงการไปสู่ทางสว่างของชีวิต เน้นเป้าหมายให้เข้าถึงกลุ่มเยาวชน และวัยรุ่นของญี่ปุ่น ที่ต้องเผชิญโลกความจริงด้วยความเคร่งเครียด จากสังคมที่ต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรง กับกลุ่มชาวบ้านที่ไร้ที่พึงทางจิตใจ ถูกสังคมทอดทิ้ง

และเพื่อยกระดับการเข้าถึงชาวบ้าน อาซาฮาร่าก็ได้คิดค้นการนั่งสมาธิอันสุดพิลึกพิลั่น โดยเขาได้เผยแพร่ภาพตัวเองกำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศในท่านั่งสมาธิ ซึ่งแน่นอนว่าในรายการทีวีของเขานั้น ก็ได้มีการเผยแพร่วินาทีที่เขาลอยขึ้นไปบนอากาศด้วย

อาซาฮาร่า กับท่านั่งสมาธิลอยตัวตุ๊บป่อง

นอกจากจะสร้างอภินิหารให้ชาวบ้านต้องตกตะลึงจนมีผู้เลื่อมใสมากมายแล้ว ในรายการของลัทธิโอม ชินริเคียวก็ยังมีการคิดท่าเต้นประกอบเพลง โดยเนื้อเพลงนั้นสามารถแปลได้ง่าย ๆ คือ

“ศาสดา ศาสดา ศาสดา ศาสดา... อาซาฮาร่า ท่านคือศาสดา



ซึ่งมันก็ได้ผล เพราะมีสาวกหลั่งไหลเข้ามาร่วมกลุ่ม พร้อมกับยอดเงินบริจาคเพิ่มขึ้นมาอีกมากมายเลยทีเดียว โดยคำสอนในลัทธิโอมชินริเคียวของอาซาฮาร่านั้น เขาได้นำแนวทางมาจาก "ลัทธิวัชรญาณ" ผสมกับหลักคำสอนของ "คัมภีร์ไบเบิล" ปนเปกับหลักคำสอนอีกหลายศาสนา ซึ่งในปี ค.ศ. 1992 นั้น อาซาฮาร่าได้รวบรวมจัดทำคัมภีร์คำสอนของตัวเองขึ้นมาใช้เอง โดยเนื้อหาได้กล่าวถึงตัวของเขาเป็นดังพระคริสต์ของชาวญี่ปุ่น ที่มีหน้าที่นำแสงสว่างแห่งพระเจ้ามาช่วยล้างบาปให้กับชาวโลก และเป็นเพียงผู้เดียวที่มองเห็นถึงแผนการด้านมืด และประสงค์ร้ายของพวกชาวยิว ของลัทธิฟรีเมสัน และพวกกลุ่มวัฒนธรรมตะวันตกที่สุดแสนสกปรก โดยอาซาฮาร่าได้ชี้นำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงวันสิ้นโลก ที่จะเกิดขึ้นในนามของสงครามโลกครั้งที่ 3  มันคือสงครามปรมณู และวันพิพากษาของโลกนั่นเอง



ใครจะคิดว่าหลักคำสอนที่ชี้ให้เห็นถึงวันสิ้นโลกของอาซาฮาร่านี้ จะมีผู้คนมากมายในญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย นักเขียน และกลุ่มคนชั้นสูงของญี่ปุ่น พากันศรัทธาและเชื่อตามคำสอนของเขาอย่างหมดใจ ถึงกับทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจทั้งชีวิตของพวกเขา เพื่อช่วยกันเผยแพร่เรื่องเหล่านี้ให้กับผู้คนที่ยังไม่เข้าใจเหมือนกับพวกเขา ให้เอนเอียงมาร่วมนับถือและเข้าร่วมกลุ่มโอมชินริเคียวนี้

จากกลุ่มผู้เลื่อมใสศรัทธากลุ่มเล็ก ๆ ในสังคม ลัทธิโอมชินริเคียวก็เริ่มเติบโตมากขึ้น จนกลายเป็นลัทธิที่มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธาราวกับมันเป็นศาสนาใหม่ของโลก เพราะในช่วงเวลานั้นไม่เพียงผู้คนทั่วไปที่เลื่อมใสในตัวเขา แต่มันสามารถเจาะเข้าไปยังกลุ่มของคนในรัฐบาลญี่ปุ่น และกลุ่มนักธุรกิจใหญ่ ๆ จนถึงขั้นสามารถวางอำนาจสั่งวงการตำรวจ ให้เก็บเรื่องความสัมพันธ์ของโอมชินริเคียวกับกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของญี่ปุ่นไว้เป็นความลับอีกด้วย

พอเริ่มมีอำนาจบารมีเพิ่มมากขึ้น อาซาฮาร่าก็เริ่มหลงไหลในสิ่งที่เขาได้มา สาวกคนไหนพยายามตักเตือนเขาก็ไม่สนใจ ยิ่งถ้าใครเริ่มจะตีตัวออกห่างคน ๆ นั้นก็จะหายตัวไปอย่างลึกลับ มาพบอีกทีก็กลายเป็นศพที่ถูกฆ่าตายแบบไม่มีเหตุจูงใจอะไร ซึ่งแน่นอนใคร ๆ ก็สงสัยว่าอาซาฮาร่านั่นแหละที่เป็นผู้สั่งการ แต่มันก็เปล่าประโยชน์เพราะไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะเชื่อมมาถึงเจ้าลัทธิได้เลย

และนอกจากสื่อที่ช่วยกันสร้างกระแส จนมีกลุ่มผู้คนมาร่วมศรัทธาลัทธิโอมชินริเคียวเป็นจำนวนมากแล้ว ทางลัทธิก็ยังได้ก่อตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อคอยบังคับให้ผู้คนทั่วไป ต้องช่วยให้การสนับสนุนต่อลัทธินี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขอบริจาค หรือการยื่นความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับการชักชวนให้มาร่วมลัทธิ และการใช้ความรุนแรงกับประชาชน

โดยที่ไม่มีใครจะคาดคิดว่าลัทธิโอมชินริเคียว จะกล้าก่อเหตุร้ายแรงขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนกับความศรัทธาในวันสิ้นโลก เหตุร้ายแรงนั่นก็คือการใช้ "แก๊สพิษซาริน” ในขบวนรถไฟใต้ดิน
โดยในเช้าของวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1995  ได้มีสมาชิกลัทธิโอมชินริเคียว 5 คน ปล่อยแก๊สซารินใส่ผู้คนในขบวนรถไฟใต้ดินของโตเกียว 5 สาย ได้แก่
  • อิคุโอะ ฮายาชิ ปล่อยแก๊สซารินในตู้รถไฟ "สายชิโยดะ"
  • เคนอิจิ ฮิโรเสะ และโทรุ โทโยดะ ดำเนินการในตู้สองตู้ของขบวนรถไฟ "สายมารุโนะอุจิ"
  • มาซาโตะ โยโกะยาม่า และยาสุโอะ ฮายาชิ กับขบวนรถไฟ "สายฮิบิยะ"
 

ซึ่งผลของการก่อวินาศกรรมครั้งนี้ ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุถึง 12 คน เสียชีวิตภายหลังอีก 1 คน บาดเจ็บสาหัส 54 คน  มีผู้ได้รับแก๊สพิษจนตาบอดชั่วคราวนับพันคน และได้รับผลกระทบข้างเคียงอีกกว่า 6,000 คน โดยต่อมาทางอัยการได้ชี้มูลว่า ผู้ที่สั่งการในวินาศกรรมครั้งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นก็คือ "โชโกะ อาซาฮาร่า" ศาสดาของลัทธิโอมชินริเคียวนั่นเอง โดยนอกจากเขาจะสั่งให้ใช้แก๊สพิษซารินกับขบวนรถไฟใต้ดินแล้ว ก็ยังพบว่าอาซาฮาร่าได้สั่งให้สาวกของเขาทำการแอบวางระเบิดเพื่อก่อวินาศกรรมไปทั่วประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

ถึงแม้จะปรากฎรายชื่อผู้ปล่อยแก๊สซารินเพียง 5 ราย  แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสาวลึกลงไปว่าแท้ที่จริง มีสาวกร่วมกันก่อเหตุนี้อย่างเป็นระบบ มีการวางแผนอย่างซับซ้อน ซึ่งรายชื่อต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยขึ้นมาโดยมีทั้งสาวกชายและหญิงร่วมก่อการ ซึ่งทางการญี่ปุ่นต้องใช้เวลานานกว่า 17 ปี  ค่อย ๆ สืบตามหาด้วยการออกประกาศจับ และขอความร่วมมือให้กับประชาชนผู้พบเห็นช่วยแจ้งเบาะแส

โดยตลอดทั้งสัปดาห์หลังเกิดเหตุ ได้มีการเปิดเผยถึงแผนการก่อการร้ายของสาวกลัทธิอีกหลายแห่งทั่วญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจพบระเบิดเคมี และเฮลิคอปเตอร์ใช้แล้วของประเทศรัสเซีย อยู่ที่สำนักงานใหญ่สาขาคามิคุอิชิคิ ของลัทธิที่เชิงเขาฟูจิ ซึ่งระเบิดเคมีที่ว่าก็คือ "เชื้อแอนแทร็ก" และ "ไวรัสอีโบล่า" นี่มันอะไรกัน อาซาฮาร่าต้องการอะไรกันแน่ ถึงได้เตรียมก่อการร้ายสุดโหดขนาดนี้ ?  เพราะอาวุธเคมีเหล่านี้ มันสามารถที่จะปลิดชีวิตผู้คนได้จำนวนเป็นล้านคนเลยทีเดียว

และนอกจากอาวุธเคมีร้ายแรงแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังได้พบกับห้องแลปที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดประเภท LSD และยาบ้า ยังไม่พอเท่านี้ พวกเขายังค้นพบธนบัตรดอลล่าห์จำนวนหลายล้านดอลล่าห์ และทองคำจำนวนมาก ถูกซ่อนอยู่ในห้องขังของลัทธิ ใช่แล้ว... ในสำนักงานใหญ่ของลัทธิแห่งนี้ มีห้องขังนักโทษอยู่ด้วย !!


หลังจากผ่านเหตุวินาศกรรมมาหกสัปดาห์ สมาชิกกว่า 150 คน ได้ถูกจับกุมตัวในที่ต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ สื่อจากสำนักข่าวต่าง ๆ ก็ได้พากันจับจ้องว่าใครจะถูกจับกุมตัวได้ที่สาขาของลัทธิสาขาไหนอีกบ้าง

กลับมาที่วันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1995  "นายทาทาจิ คุนิมัตสุ" อธิบดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่นก็ได้ถูกลอบสังหาร โดยเขาถูกยิงถึง 4 นัด จนบาดเจ็บสาหัส สื่อต่าง ๆ พากันตั้งข้อสงสัยว่า ตัวการในการลอบสังหารครั้งนี้ น่าจะต้องเกี่ยวข้องกับลัทธิโอมชินริเคียวอย่างแน่นอน

วันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 1995  "นายฮิเดโอะ มุราอิ" หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ของโอมชินริเคียว ก็ถูกแทงจนเสียชีวิตที่หน้าสาขาลัทธิต่อหน้าต่อตานักข่าว และกล้องจำนวนกว่าร้อยที่รอทำข่าวการจับกุมกันอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับตัวฆาตกรที่เป็นสาวกชาวเกาหลี สาขายามางุจิกุมิของลัทธิโอมชินริเคียวได้แทบจะในทันที โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถเค้นคำสารภาพจากปากของเขาได้ว่า เขาบุกเข้ามาแทงมุราอิทำไม
ฮิเดโอะ มุราอิ หลังถูกแทงท่ามกลางนักข่าว
และวันที่ 5 พฤษภาคม ก็มีรายงานว่า มีผู้พบกระเป๋าเอกสารใบหนึ่งถูกเผาอยู่ในห้องน้ำย่านจอแจในสถานีรถไฟชินจูกุ ซึ่งภายหลังจากการตรวจสอบพบว่า ในกระเป๋าใบนั้นมีสารพิษประเภทไฮโดรเจนไซยาไนต์ซุกซ่อนอยู่ แต่โชคยังดีที่กระเป๋าที่ถูกไฟเผาใบนี้ ไฟดับก่อนจะลามไปถึงส่วนที่เก็บสารพิษ ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็อาจจะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนในย่านนั้นได้อีกนับหมื่นคนเลยทีเดียว และนอกจากที่นี่ก็ยังมีรายงานว่า ได้พบเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้อีกตามสถานีรถไฟใต้ดินแห่งอื่น ๆ อีกด้วย

มาจนถึงตรงนี้ก็มีสาวกลัทธิถูกจับเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่สามารถจับตัวสาวกที่ก่อเหตุรมแก๊สซารินในรถไฟใต้ดินได้สักที

เจ้าหน้าที่ตำรวจของญี่ปุ่นตอนนั้น ได้พยายามอย่างหนักเพื่อค้นหาตัวของเจ้าลัทธิโอมชินริเคียวให้พบ ก่อนที่จะมีเหตุร้ายมากไปกว่านี้ จนในที่สุดโชโกะ อาซาฮาร่าก็ถูกตามล่าจนพบตัว ซึ่งตอนนั้นเขาซ่อนตัวอยู่ในห้องลับหลังกำแพงตึกของลัทธิสาขาคามิคุอิชิกินั่นเอง โดยเขาถูกจับกุมตัวในวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1995  ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่มีสาวกคนหนึ่ง ส่งพัสดุบรรจุระเบิดไปที่สำนักงานของนายยุกิโอะ อาโอชิม่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลของกรุงโตเกียว โดยมันระเบิดคามือของเลขาของอาโอชิมา จนนิ้วมือขาดกระเด็นบาดเจ็บสาหัส

ต่อมาโชโกะ อาซาฮาร่า ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม 23 ข้อหา และข้อหาอื่น ๆ อีก 16 ข้อหา  ซึ่งผลการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นนั้น ได้สั่งประหารชีวิตตามความคาดหมาย ซึ่งโชโกะ อาซาฮาราก็ได้พยายามยื่นขออุธรณ์ แต่ศาลก็ยังคงพิพากษายืนโทษประหารอยู่เช่นเดิม โดยศาลยังได้พิจารณาโทษประหารให้กับสาวกผู้ร่วมก่อเหตุวินาศกรรมทั้งหมดด้วย

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ลัทธิโอมชินริเคียว ของโชโกะ อาซาฮาร่าต้องก่อวินาศกรรมมากมายขนาดนี้เป็นเพราะอะไรกันแน่ เจ้าหน้าที่กลับไม่สามารถเค้นเอาความจริงออกมาจากปากของผู้ต้องหาทั้งหมดได้เลย แต่ก็มีคนตั้งทฤษฎีไว้ว่า ทางโชโกะ อาซาฮาร่าอาจก่อเหตุขึ้นมาเพื่อให้คนญี่ปุ่นตกอยู่ในความกลัวในวันสิ้นโลก โดยแลกกับการขอบริจาคเงินครั้งใหญ่ กับชีวิตของชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย

ซึ่งในช่วงตั้งแต่ดำเนินการจับกุมตัวโชโกะ อาซาฮาร่ามาจนถึงช่วงพิจารณาคดีนั้น พวกสาวกระดับล่าง ๆ ที่ยังคงเชื่อมั่นศรัทธาในลัทธิของเขา ต่างนัดรวมตัวกันเพื่อประท้วงเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรัฐบาลญี่ปุ่น โดยพวกเขาเชื่อว่า หลักฐานการกระทำความผิดที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบนั้น เป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อปรักปรำเจ้าลัทธิ และพยายามโยงคดีให้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองในพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน

แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ทุก ๆ อย่างก็ค่อย ๆ สงบลง เพราะการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐในฝ่ายต่าง ๆ ได้พยายามคลี่คลายความสงสัยของเหล่าสาวกระดับล่าง จนในที่สุดเหตุการวุ่นวายก็ได้ยุติลง คงเหลือเพียงแต่พวกอดีตสาวกหัวรุนแรงบางคน ที่เคียจแค้นในสิ่งที่ตัวเองถูกหลอก ได้แอบลอบทำร้ายแกนนำลัทธิตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งข่าวบางกระแสก็บอกว่า กลุ่มวัยรุ่นที่เข้าทำร้ายแกนนำเหล่านั้น อาจถูกสาวกอีกฝั่งสั่งให้พวกเขาลอบร้ายเพื่อปิดปาก ตัดตอนไม่ให้มีการซักทอดความผิดมาถึงตัวก็เป็นได้

เพราะหลังจากเหตุร้ายผ่านมาเกือบ 20 ปี  สาวกผู้กระทำผิดที่มีส่วนในการก่อเหตุวินาศกรรม ก็ทยอยถูกจับตัวได้เรื่อย ๆ จนในที่สุดทางการของประเทศญี่ปุ่นก็ได้ประกาศว่า ตอนนี้สามารถจับตัวสาวกคนสุดท้ายที่ร่วมก่อเหตุปล่อยแก๊สพิษในขบวนรถไฟใต้ดินแล้ว

สาวกของลัทธิที่ถูกประกาศจับ
แต่ถึงจะจับตัวเจ้าลัทธิ และกลุ่มผู้ร่วมก่อเหตุวินาศกรรมได้แล้ว ทางการก็ยังไม่สามารถจับตัวสาวกรายย่อยอื่น ๆ ได้หมดเสียที เพราะคนที่ยังลอยนวลอยู่นั้น ต่างก็ได้แอบเปลี่ยนชื่อลัทธิไปเป็นชื่อต่าง ๆ เพื่อหลบเลี่ยงการถูกจับกุมกันต่อไป เพราะเมื่อวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 2016 นั้น ที่ประเทศรัสเซียก็ยังเกิดเหตุก่อวินาศกรรมที่มีพฤติกรรมคล้ายกับลัทธินี้อยู่ ราวกับว่าลัทธินี้ได้แทรกซึมออกไปถึงต่างประเทศแล้ว คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งในการตรวจสอบของแต่ละประเทศเอง ว่าจะดำเนินการกับกลุ่มลัทธิอุบาทว์แบบนี้กันต่อไปอย่างไร

ว่ากันว่าการตัดสินใจของรัฐบาลญี่ปุ่นที่เข้าจัดการลัทธิโอมชินริเคียว ลัทธิที่มีคนนับถือเป็นจำนวนมากมายนั้น มันก็เหมือนกับการประกาศสงครามภายในประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งโชคยังเป็นของประเทศญี่ปุ่น ที่สุดท้ายรัฐบาลญีุ่่ปุ่นสามารถกวาดล้างลัทธิอุบาทว์ ที่ใช้สาวกไปเข่นฆ่าประชาชนทั่วไป เพื่อหาประโยชน์บางอย่างให้กับลัทธิตัวเองให้หมดสิ้นไปจากสังคมของในประเทศของพวกเขาได้สำเร็จ


แล้วในบ้านเราล่ะ ?  มีลัทธิอุบาทว์อะไร ที่กำลังทำลายสังคมไทยกันอยู่หรือเปล่า แล้วรัฐบาลของเราได้พยายามจัดการปัญหาเหล่านี้กันอยู่หรือไม่ ?  ซึ่งมิติที่ 6 เอง ก็ไม่อาจจะทราบได้ เพราะถ้ามันมีอยู่ในบ้านเราจริง ๆ  เราก็คงทำได้แค่เพียงดูแลตัวเองให้ดี ๆ  เท่านั้นเอง



หลังจากอ่านเรื่องราวในมิติที่ 6 จบแล้ว อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเม้นต์กันไว้นะครับ

แปลและเรียบเรียง นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Aum_Shinrikyo
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Shoko_Asahara
http://www.oknation.net/blog/taimahayan/2008/03/20/entry-1
https://en.wikipedia.org/wiki/Tokyo_subway_sarin_attack