ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

[จัดเต็ม 18+] มิติที่ 6 จอห์น เกซี่ สยองขวัญฆาตกรตัวตลกแห่งชิคาโก้

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ในยุคปี 70 ที่เคยเกิดเรื่องราวฆาตกรรมต่อเนื่องคดีหนึ่ง คดีที่เรียกได้ว่าเป็นคดีในตำนานการฆาตกรรมสุดวิปริต ที่มีเหยื่อเคราะห์ร้ายจำนวนมากที่สุดอีกคดี ในประวัติศาสตร์คดีฆาตกรรมสุดสยองขวัญของสหรัฐอเมริกา ด้วยรูปแบบการฆ่าและทรมานเหยื่อที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า มนุษย์เราจะสามารถทำเรื่องสุดแสนจะเลวทรามอะไรกันได้ขนาดนี้




ในวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1942  ได้มีเด็กทารกน้อยคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางความเป็นความตาย เนื่องจากการคลอดที่ไม่ปกติ แต่สุดท้ายแล้วเด็กคนนี้ก็สามารถมีชีวิตรอดมาได้ ซึ่งต่อมาใครจะไปคิดว่า จากเด็กน้อยที่แทบจะไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกคนนี้ จะสามารถกลายเป็นฆาตกรสุดโหดที่แสนจะวิปริตที่ชื่อว่า "จอห์น เวยน์ เกซี่"

ชมบนยูทูป

ชีวิตของจอห์น เวยน์ เกซี่ หรือจอห์น เกซี่ นั้น เขาเติบโตมาในครอบครัวที่อเมริกันชนทั่วไปพึงจะมี ซึ่งจอห์น เกซี่ เป็นลูกชายคนที่ 2 จากลูกทั้งหมด 3 คน  โดยแม่ของเขาชื่อว่า "แมเรียน" เธอเป็นหญิงสาวที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี รักและดูแลเอาใจลูกของตัวเองค่อนข้างจะมากกว่าที่ควรเป็น ส่วนพ่อของเขานั้น ก็มีชื่อว่า "จอห์น เกซี่" เช่นเดียวกัน พ่อของเขาเป็นช่างยนต์ผู้มีฝีมือ นิสัยเงียบขรึม แต่ก็เป็นคนโมโหง่าย ว่ากันว่าพ่อของจอห์นนั้นไม่ค่อยจะชอบลูกชายคนนี้ซักเท่าไหร่ เพราะแม้จอห์นจะเกิดมาเป็นผู้ชาย แต่เขากลับมีนิสัยออกจะคล้ายผู้หญิง จอห์นนั้นทั้งอ้วน ทั้งอ่อนแอ แถมยังขี้โรค ซึ่งพ่อของเขานั้นก็พยายามจะทำให้จอห์นเติบโตมาเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว เขาจึงพยายามใช้วิธีการข่มขู่ และบังคับลูกชาย ด้วยวิธีการใช้ถ้อยคำรุนแรง เสียดสีให้จอห์นต้องเจ็บใจ โดยพ่อของจอห์นก็กะว่า การปฏิบัติต่อจอห์นด้วยความดิบเถื่อนเช่นนี้ มันน่าจะช่วยให้จอห์นสามารถกลับตัวกลับใจมาเป็นชายแท้ ๆ ได้ ซึ่งจริง ๆ มันก็ไร้ประโยชน์ เพราะยิ่งโหด ยิ่งดุด่า มันยิ่งทำให้นิสัยของจอห์นกลายเป็นคนอ่อนแอหนักไปยิ่งกว่าเดิมเรื่อย ๆ

ยิ่งทุกอย่างมันไม่ได้ดังใจพ่อของจอห์น พ่อก็ยิ่งเกลียดชังลูกชายคนนี้เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ จนบางครั้งถึงกับหลุดปากด่าว่าจอห์นว่าเป็นไอ้ตุ๊ด! ไอ้โง่! ไอ้ควาย!  ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งที่จอห์นหมดความอดทน เขาได้ตวาดพ่อของเขากลับไปว่า เดี๋ยวโตขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะเป็นกระเทยให้ดูซะเลย นี่ก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีก


ในช่วงที่จอห์นอายุประมาณ 5 ขวบนั้น เขาได้ถูกพี่สาวข้างบ้านข่มขืน ทำให้จอห์นนำเรื่องนี้มาฟ้องพ่อกับแม่ ผลก็คือ แทนที่จอห์นจะได้ทางออกของชีวิต ก็กลายเป็นว่าทั้งบ้านกลับทะเลาะกันจนวุ่นวาย จนจอห์นเองถึงกับเข็ด และตั้งใจว่าจากนี้ไปถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เขาก็จะไม่ปริปากบอกกับพ่อแม่อีก ซึ่งมันก็เป็นไปแบบนั้นจริง ๆ เพราะเมื่อจอห์นอายุได้ 9 ปี  เขาก็ได้ถูกเพื่อนของพ่อ หลอกชวนขึ้นรถไปเที่ยว แล้วถูกจับลวนลามทางเพศ ซึ่งครั้งนี้จอห์นกลับไม่ได้เล่าอะไรให้พ่อกับแม่ฟัง เก็บเป็นความลับตลอดมา

จนเมื่อชีวิตของจอห์นมาถึงช่วงอายุ 10 ขวบ  ครอบครัวของจอห์นก็ตัดสินใจย้ายบ้านมาอยู่ที่ชิคาโก้ ซึ่งแม้บ้านหลังใหม่นี้จะใหญ่กว่าเดิม แต่สถานการณ์ในบ้านนั้นกลับดูไม่สดใสเอาเสียเลย พ่อของจอห์นเปลี่ยนไป กลายเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง พ่อของจอห์นได้ยึดเอาห้องใต้ดินไว้เป็นอาณาจักรส่วนตัว พอกลับจากทำงานทีไร พ่อของเขาก็จะเข้าไปในห้องใต้ดินนี้ ล็อกห้องขังตัวเองเปิดเพลง และกินเหล้า พอเมาก็กลับขึ้นมาพาลใส่ลูกเมียเสมอ ๆ

ส่วนตัวของจอห์นเอง ก็ยึดเอาห้องใต้ระเบียงเป็นฐานที่มั่นส่วนตัวด้วยเช่นกัน แต่ว่าในห้องของจอห์นนั้น กลับเต็มไปด้วยของสะสมแปลก ๆ มันเป็นถุงกระดาษที่ใช้ใส่ชุดชั้นในของแม่ กับชุดชั้นในที่จอห์นได้แอบขโมยมาจากแม่บางส่วน ซึ่งจอห์นดูจะมีความสุขกับการได้ชื่นชม ลูบ ๆ คลำ ๆ สิ่งของเหล่านี้ โดยไม่มีใครในบ้านล่วงรู้ความลับนี้เลย และเมื่อใดที่แม่ของจอห์นรู้ว่าชุดชั้นในของเธอหายไป ความสงบสุขในบ้านก็มักจะตามมาด้วยการทะเลาะกับสามีเสมอ ๆ ซึ่งมันก็มักจะจบท้ายด้วยการที่เขาใช้กำลัง ลงมือทุบตีลูก ๆ อยู่บ่อยครั้ง และเมื่อแมเรียนมารู้ทีหลังว่าชุดชั้นในเธอหายไปไหน เธอก็เลือกที่จะเงียบไว้ เพื่อสวัสดิภาพของตัวเองและลูก ๆ นั่นเอง

แม้จอห์นจะเติบโตมาท่ามกลางความรุนแรงในครอบครัว แต่ชีวิตของจอห์นวัยเด็กในสายตาของคนรอบข้างนั้น จอห์นเป็นเด็กดีมาก เขาชอบทำงานเพื่อชุมชนเสมอ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดหญ้าในสวนโรงเรียน ไปจนถึงงานรับส่งหนังสือพิมพ์ กับงานที่บ้านเอง จอห์นก็ไม่เคยให้ขาดตกบกพร่อง แต่ถึงแม้จะขยันมากมายขนาดนี้ ตัวของจอห์นเองกลับไม่ค่อยจะมีสังคมเพื่อนฝูงซักเท่าไหร่ เพราะว่าตัวเองนั้นเป็นคนอ้วน เพื่อน ๆ จึงไม่ค่อยอยากจะมาสนิทสนมด้วย

เมื่อจอห์นอายุย่างเข้า 18 ปี  เขาได้มีโอกาสจะมีอะไรกันกับเพื่อนหญิงคนหนึ่ง แต่ตัวเองกลับเป็นลมเสียก่อน ทำให้หลังจากนั้นมา จอห์น เกซี่ ก็กลายเป็น "เกย์" ไปในที่สุด


จนเมื่อจอห์นอายุได้ 19 ปี  ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขากำลังเรียนอยู่ปีสุดท้ายของชั้นมัธยมปลาย อยู่ดี ๆ จอห์นก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน โดยไม่มีใครรู้ว่าเขาหนีไปอยู่ที่ไหน จนมาเจออีกทีก็พบว่า จอห์นไปทำงานเป็นสัปเหร่อในห้องฌาปนสถานที่ลาสเวกัส โดยวันหนึ่งก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในที่ทำงานของเขา เมื่อมีการพบว่าศพผู้หญิงคนหนึ่งในนั้น ถูกถอดเสื้อผ้าออก ทั้ง ๆ ที่ในตอนแรกศพถูกส่งเข้ามาในสภาพเสื้อผ้ายังอยู่ครบ แต่เสื้อผ้าของศพดังกล่าวกลับถูกพับวางไว้อย่างดีที่ข้าง ๆ ศพนั้นเอง

ซึ่งยังไม่ทันที่จะมีใครแจ้งความ ว่าจอห์นไปทำอะไรกับศพ เขาก็ชิงลาออกไปเสียก่อน โดยหลังจากที่จอห์นลาออก เขาก็ได้กลับมาอยู่ที่บ้านในชิคาโกตามเดิม

และที่นี่ จอห์นได้เข้าทำงานในร้านขายรองเท้านันบุช ซึ่งเป็นที่ ๆ ทำให้เขาได้พบกับ "มาร์ลีน ไมเยอร์ส" ลูกจ้างอีกคนของร้าน จนในที่สุด ทั้งคู่ก็แต่งงานกันในเดือนกันยายน ค.ศ. 1964  ท่ามกลางเสียงคัดค้านของพ่อตาที่ชื่อ เฟรด ไมยอร์ส เจ้าของร้านแฟรนไชน์ขายไก่ทอดชื่อดังในวอเทอร์ลูไอโอว่า ซึ่งถึงแม้เขาจะคัดค้านเสียงแข็ง แต่เมื่อลูกสาวตัวเองตัดสินใจแต่งงานกับเด็กขายรองเท้าไปแล้ว เฟรด ก็อยากให้ลูกสาวตัวเองมีชีวิตที่ดี เขาจึงตัดสินใจยกตำแหน่งผู้จัดการร้านขายไก่ทอดนี้ให้กับจอห์นถึงสามสาขา โดยให้ให้เงินเดือนกว่า 6 แสนบาท พร้อมส่วนแบ่งการขาย ตามด้วยบ้านอีกหนึ่งหลัง ประเดประดังเข้ามาใส่จอห์นราวกับหนูตกถังข้าวสาร

และในที่สุด จอห์นกับภรรยา ก็ได้ลูกชายคนแรกชื่อว่า "ไมเคิล" ในปี ค.ศ. 1966  และได้ให้กำเนิด "คริสติน" ลูกสาวในอีกปีครึ่งถัดมา ซึ่งตัวของจอห์นเองกลับไม่ได้สนใจลูก ๆ เท่าไหร่ เพราะเขามัวแต่พยายามทำงานทุ่มเทให้กับร้านขายไก่ทอดอย่างหนัก จนเป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้าน ขั้นถูกตั้งฉายาว่า "โคโลเนล" ราวกับว่าเป็นเจ้าของผู้ก่อตั้งร้านขายไก่ทอดนี้เสียเอง และนอกจากนี้ เขาก็ได้รับการโหวตเลือกตั้งให้เป็นรองประธานขององค์กรการกุศลวอเตอร์ลู เจซีส์ อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าตัวของจอห์นเอง ก็หวังจะคว้าตำแหน่งสูงสุดขององค์กรนี้ ถึงขนาดเคยจัดงานเลี้ยงแจกไก่ทอดให้กับเหล่าสมาชิกองค์กร เพื่อการหาเสียงในตำแหน่งประธานกันเลยทีเดียว

ชีวิตการเป็นผู้จัดการในร้านขายไก่ทอดของเขานั้น แม้ในร้านเขาจะจ้างพนักงานทั้งหญิงและชาย แต่ตัวจอห์นกลับให้ความสำคัญกับพนักงานผู้ชายมากจนออกนอกหน้า จนถึงขั้นดัดแปลงห้องใต้ดินของร้านให้เป็นโรงยิมเพาะกายสำหรับเด็กหนุ่ม ๆ มีบริการไปจนถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการพนัน โดยคนที่แพ้พนันจะต้องสะบ๊วบด๊วบให้กับผู้ชนะ ไม่ก็ยื่นข้อเสนอกับเด็กหนุ่มว่า ถ้าใครชนะจะให้มีอะไรกับภรรยาของเขาด้วย ซึ่งพอถึงเวลานั้นจริง ๆ จอห์นกลับสะบ๊วบด๊วบให้กับเด็กหนุ่ม ๆ เสียเอง

ได้กินเด็กเพียงเท่านี้ มันก็ยังไม่สาสมใจอยากของจอห์นซักที จนสุดท้ายจอห์นก็พยายามหาเด็กหนุ่มมาเป็นคู่นอนเสียเลย เพื่อได้มีอะไร ๆ กับเด็กหนุ่มจำนวนหนึ่ง และหนึ่งในนั้นก็คือ "โดนัลด์ วอร์ฮีร์" อายุ 15 ปี  เขาเป็นลูกชายของสมาชิกคนหนึ่งในสมาคมวอเตอร์ลูเจซี่ส์เช่นเดียวกับจอห์น ซึ่งมันก็คงจะไม่มีอะไรร้ายแรง ถ้าโดนัลด์ไม่รู้ว่า จอห์นคือคนที่สมัครเข้ารับตำแหน่งประธานเจซีส์ด้วย แต่เพราะโดนัลก็รู้อยู่แก่ใจ ทำให้เขาคิดว่า คนหน้าไหว้หลังหลอกอย่างจอห์นนั้น ไม่สมควรจะได้โอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ เขาจึงตัดสินใจบอกเรื่องของเขากับจอห์นให้กับพ่อได้รู้ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ ส่งผลให้จอห์น เกซี่ ถูกตำรวจจับในทันที แถมเมื่อตำรวจบุกค้นที่บ้านของจอห์น ก็พบกับหลักฐานเป็นฟิล์มหนังโป๊ตามที่โดนัลด์ให้ปากคำเอาไว้ ซึ่งสิ่งนี้นั้นสามารถเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า โดนัลด์พูดความจริง และเคยอยู่ในห้องของจอห์นมาก่อนนั่นเอง

และนอกจากโดนัลด์แล้ว จอห์นเองก็เคยมีอะไร ๆ กับเด็กหนุ่มคนอื่นด้วย โดยในขั้นตอนการสืบพยานนั้น "เอ็ดเวิร์ด ลินช์" เด็กหนุ่มอีกคน ได้ให้การว่า เขาก็เป็นเหยื่อกามของจอห์นเช่นกัน โดยจอห์นได้ใช้อำนาจของความเป็นผู้จัดการร้าน บังคับให้เอ็ดเวิร์ดมีอะไรด้วย แต่เขาขัดขืนจนถูกมีดบาดเข้าที่หัวไหล่ ตอนนั้นจอห์นตกใจมาก เอ่ยปากขอโทษและได้ทำแผลให้กับเอ็ดเวิร์ด แต่หลังจากที่ทำแผลเสร็จ จอห์นก็เริ่มลวนลามเอ็ดเวิร์ดต่อ โดยเอาตัวเองนั่งทับที่ตักของเอ็ดเวิร์ด ซึ่งเขาก็พยายามขัดขืน ใช้หัวโขกไปที่จอห์นทั้ง ๆ ที่มือตัวเองยังถูกเชือกมัดไว้ จอห์นอารมณ์ขึ้น ถึงกับใช้มือตบหน้าเอ็ดเวิร์ด และบีบคอเขาจนสลบไป จนเมื่อเอ็ดเวิร์ดฟื้นขึ้นมา จอห์นก็เอ่ยปากขอโทษ และปล่อยตัวเอ็ดเวิร์ดกลับบ้าน โดยต่อมา เอ็ดเวิร์ดก็ถูกจอห์นไล่ออกจากงาน

จนเรื่องราวขึ้นสู่การพิจารณาคดีในศาล จอห์นพยายามแก้ปัญหานี้โดยการจ้างคนไปทำร้ายเหยื่อเสียอย่างนั้น แต่เคราะห์ดีที่โดนัลด์สามารถหนีเอาตัวรอดออกมาได้ ทีนี้จอห์นจึงถูกแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มไปอีกหนึ่งคดี ทำให้สถานการณ์ของจอห์นดูจะเลวร้ายลงไปอีก เพราะตอนนี้ตำรวจได้พยานเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เพราะเริ่มมีเด็กหนุ่มคนแล้วคนเล่า ออกมาให้ปากคำสอดคล้องกับพยานหลักฐานที่ตำรวจสืบค้นได้ จนในที่สุดจอห์นก็รับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ซึ่งแม้จอห์นจะหวังว่าการรับสารภาพของเขาจะส่งผลให้เขาได้ลดหย่อนผ่อนโทษลงบ้าง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ คณะลูกขุนกลับไม่ได้มอบเมตตาจิตให้กับการสารภาพของเขาเลย เพราะจอห์นต้องรับโทษติดคุกในไอโอวาถึง 10 ปีเลยทีเดียว

ซึ่งการรับโทษครั้งนี้ มันก็ได้สอนให้จอห์นรู้ว่า ถ้าอยากจะทำเรื่องแบบนี้อีก เขาจะต้องไม่ปล่อยให้มีหลักฐานอะไรหลุดออกไปเลยแม้แต่อย่างเดียว

ในช่วงปี ค.ศ. 1968  ขณะที่จอห์นยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกนั้น มาลีลีนภรรยาของเขาก็ได้ยื่นฟ้องขอหย่า และพาลูกทั้งสองไปด้วย โดยเธอได้ขอให้ศาลสั่งห้ามจอห์นไปพบหน้ากับลูก ๆ ตลอดกาล แถมพ่อของจอห์นก็ต้องมาตาย โดยที่จอห์นก็ไม่ได้รับโอากาสให้ไปร่วมพิธีศพ ซึ่งการเสียชีวิตของพ่อ ทำให้จอห์นเสียใจมาก เพราะถึงแม้พ่อของจอห์นจะดุร้ายใส่เขาอยู่เสมอ ๆ  แต่ยามที่พ่อปกติ พ่อก็รักครอบครัวมาก แม้แต่ตอนที่จอห์นถูกศาลสั่งจำคุก พ่อของจอห์นยังถึงกับต้องร้องไห้ ทำให้จอห์นเข้าใจว่า สาเหตุที่พ่อของเขาต้องตายนั้น มันก็เป็นเพราะพ่อตรอมใจ เสียใจในสิ่งที่เขาทำเอาไว้นั่นเอง

ถึงแม้จะมีเรื่องแย่ ๆ เข้ามามากมาย แต่ชีวิตในคุกของจอห์นกลับไม่ได้เลวร้ายมากนัก เพราะด้วยความที่จอห์นเป็นคนพูดจาประจบคนเก่ง และมีฝีมือในการทำอาหาร ทำให้เขาได้เป็นพ่อครัวอยู่ในคุก และมีเงินใช้อย่างไม่ขาดอยู่เสมอ

ด้วยความพยายามขออภัยโทษของจอห์น ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวออกมา ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเข้าคุกไปได้เพียง 2 ปี โดยแลกกับทัณฑ์บน ซึ่งจอห์นก็ได้เดินทางกลับมาอยู่กับแม่ที่ชิคาโกอีกครั้ง และได้เริ่มงานใหม่เป็นพ่อครัวที่ภัตตาคารบรูโนในเมืองนั้นเอง

ใครจะไปคิดว่าหลังออกจากคุกมาแล้ว แทนที่จอห์นจะกลับตัวกลับใจได้เหมือนคนอื่น แต่เขากลับก่อเหตุขึ้นอีกครั้ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1971  จอห์นก็ถูกจับตัวในข้อหาลักพาตัวและข่มขืนเด็กจากป้ายรถเมล์ แต่โชคยังดีที่เด็กเคราะห์ร้ายไม่ยอมให้ปากคำในชั้นศาล ทำให้จอห์นรอดจากคุกไปได้ในครั้งนี้ ซึ่งนอกจากจะรอดแล้วจอห์นก็ยังได้รับการยกเลิกทัณฑ์บนในไม่กี่เดือนต่อมาอีก

โชคชะตาช่างยุติธรรมสำหรับจอห์นเสียจริง ๆ !!!

พอย่างเข้าเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1971  จอห์นก็ได้แต่งงานใหม่กับ "แครอล ฮอฟฟ์" อดีตแม่ม่าย ซึ่งช่วงนี้จอห์นก็มีปัญหาทะเลาะกับแม่ของเขาบ่อยขึ้น จนในที่สุดจอห์นก็ตัดสินใจแยกครอบครัวออกมา โดยชวนแม่ยายให้มาอยู่ด้วยกัน แต่ก็มีปัญหาอีกจนจอห์นต้องฟ้องศาลขอให้แม่ยายออกจากบ้านไป

มาตอนนี้ชีวิตแต่งงานของจอห์นก็เริ่มเละเทะ เพราะจอห์นเริ่มทำตามใจตัวเองมากขึ้น เขาหิ้วเด็กหนุ่ม ๆ มานอนที่บ้านบ่อย ๆ และเลิกมีความสัมพันธ์ทางเพศกับแครอล โดยอ้างว่าทำงานหนักมาก ไม่มีอารมณ์ ท่ามกลางความน้อยใจของเธอ ที่พยายามทนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนั้นต่อไปเรื่อย ๆ

แม้ชีวิตครอบครัวจะฟอนเฟะขนาดนี้ แต่ชีวิตการทำงานของจอห์นกลับเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะมีงานเป็นพ่อครัวโรงแรมแล้ว เขาก็ได้เปิดธุรกิจรับเหมาทาสีชื่อว่า "PDM" หรือ "Painting Decorateing and Maintenance"  แน่นอนว่าธุรกิจของเขาไปได้สวย งานมีเข้ามาให้ทำตลอด จนจอห์นย้ายมาเช่าออฟฟิศแห่งใหม่มาอยู่เลขที่ 8213 ถนนซัมเมอร์เดล แถบนอร์วูดพาร์กตะวันตก


เบื้องหน้าของจอห์น เกซี่นั้น นอกจากจะทำธุรกิจแล้ว เขาก็ยังโดดเด่นในสังคมด้านการอุทิศตัวให้กับชุมชน ชอบจัดงานปาร์ตี้ขนาดใหญ่จนมีคนนับหน้าถือตา โดยตัวเขายังแอบเล่นการเมืองเป็นหัวคะแนนให้กับนักการเมืองท้องถิ่น และเคยเป็นแกนนำในการเดินขบวนเพื่อผู้ป่วยในโรงพยาบาล แถมยังเป็นสมาชิกองค์กรการกุศลที่ชื่อว่า "จอลลี่โจ๊กเกอร์คลับ" ซึ่งจอห์นมักจะแต่งตัวเป็นตัวตลกเพื่อเล่นกับเด็ก ๆ จนได้รับฉายาว่า “ตัวตลกโพโก้”


แต่ใครจะไปรู้ว่าใต้หน้ากากตัวตลกของจอห์น เกซี่ที่ภายนอกดูจะเป็นคนรักเด็กนั้น ในใจของเขายังคงเต็มไปด้วยความต้องการ เขายังต้องการเด็กหนุ่ม ๆ เด็กผู้ชายเท่านั้นที่จะทำให้เขามีชีวิตอยู่ได้

นั่นจึงเป็นสาเหตุให้พนักงานในบริษัทรับเหมา PDM ของจอห์น มีแต่เด็กหนุ่มหน้าตาคัดมาอย่างดี หัวอ่อน ให้ทำอะไรก็ยอมไปหมดนั่นเอง ซึ่งมันก็ยังไม่พอสำหรับจอห์นอยู่ดี

เพราะในที่สุดวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1972  คืนนั้นจอห์นเมาหนักมาก เขาเพิ่งออกมาจากผับ แล้วก็เที่ยวหาเด็กหนุ่ม ๆ ซักคนไปนอนเด้วย แล้วเขาก็ได้พบกับ "ทิโมธี่ แจ็คแม็คคอย" จากป้ายรถเมล์ จอห์นจึงเข้าไปเจรจาพาแจ็คมานอนด้วยกันที่บ้านของเขา เพื่อไปดูแลและทำเรื่องอย่างว่า จนเมื่อจอห์นตื่นขึ้นมาในตอนเช้า จอห์นเห็นแจ็คเดินถือมีดเข้ามาในห้อง จอห์นตกใจนึกว่าแจ็คกำลังจะฆ่าเขา จึงกระโดดเข้าสู้ แย่งมีดมาจากมือของแจ็ค แล้วเสียบมันเข้าไปที่ร่างของแจ็คจนเสียชีวิต

หลังจากนั้นจอห์นจึงจัดการฝังร่างของแจ็คเอาไว้ในที่แห่งหนึ่งในบ้าน เสร็จแล้วก็เดินกลับมาที่ครัว จอห์นพบว่าในครัวมีอาหารเช้าวางจัดเตรียมเอาไว้ ที่แท้ทีโมธี่ไม่ได้คิดจะฆ่าจอห์นเลย เขาเพียงแค่ทำอาหารให้กับจอห์นในช่วงที่เขายังหลับอยู่ต่างหาก แล้วที่แจ็คเดินถือมีดมานั้น ก็น่าจะเป็นเพียงแค่แจ็คจะมาปลุกไปทานข้าวเท่านั้นเอง

คิดได้แบบนั้นแทนที่จอห์นจะเสียใจ เขากลับปล่อยวางราวกับว่า เด็กที่ตายไปนั้นไม่ได้มีคุณค่าอะไรกับความรู้สึกผิดของเขาเลย กลับกันจอห์นกลับรู้สึกเกิดอารมณ์ทางเพศจนถึงขั้นสำเร็จความไคร่กันเลยเสียอย่างนั้น ฆ่าคนมันช่างง่ายดายแบบนี้นี่เอง... คิดได้ดังนั้น จอห์นก็เริ่มสนุกกับการพาเด็กหนุ่มมานอน นอนเสร็จแล้วก็ฆ่าทิ้ง

เดือนมกราคม ค.ศ. 1974  จอห์น เกซี่ ได้ฆ่าเด็กหนุ่มไม่ทราบชื่อคนหนึ่ง เขาอายุราว 14 - 18 ปี  ด้วยการหลอกพาเหยื่อมาที่บ้าน จากนั้นก็จับเหยื่อผูกพันทนาการไว้ในตู้ แล้วก็กรอกเหล้าจนเหยื่อเมา จากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าออก เอากางเกงในยัดปาก แต่ไม่รู้ว่าจอห์นได้ทำอะไรกับเหยื่ออีกบ้าง เพราะช่วงที่ถูกสอบสวน จอห์นจำเด็กคนนี้ไม่ได้แล้ว

ต่อมาในปี ค.ศ. 1975  ธุรกิจของจอห์น เกซี่ ค่อนข้างจะก้าวหน้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เขาต้องจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น และแน่นอนว่าพนักงานใหม่ของเขาล้วนเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี "แอนโธนี่ แอนโทนุชชี่" ที่จอห์นได้จ้างเข้ามาทำงานในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1975  โดยจอห์นได้แวะไปเยี่ยมที่บ้านของแอนโธนี่ ในช่วงที่เขาอยู่บ้านเพียงลำพัง จากนั้นก็มอมเหล้าเขา พอเมาได้ที่ จอห์นก็จับแอนโธนี่กดลงไปกับพื้น แล้วใส่กุญแจมือจับผูกไขว้หลังไว้ แอนโธนี่พยายามดิ้นรน จนค่อย ๆ เอามือออกมาจากกุญแจในช่วงที่จอห์นเดินออกไปนอกห้อง จนเมื่อจอห์นเดินกลับมาอีกครั้ง ด้วยความที่แอนโธนี่เป็นสมาชิกชมรมมวยปล้ำอยู่แล้ว จึงจับจอห์นทุ่มลงกับพื้น แล้วใช้กุญแจมืออันนั้น กลับไปผูกล็อกข้อมือของจอห์น จอห์นตกใจมากถึงกับร้องเสียงหลง จนในที่สุดเขาก็สงบลง แล้วขอร้องให้แอนโธนี่ปล่อยตัวเขาไป โดยสัญญาว่าเขาจะออกไปจากบ้านของแอนโธนี่ทันที ซึ่งเรื่องมันก็จบลงด้วยดี

แอนโธนี่ได้เล่าว่า เขาจำได้ว่าช่วงที่จอห์นถูกล็อกตัวนั้น จอห์นพูดเหมือนกับว่าเขาแค่แกล้งจับใส่กุญแจมือนะ เพราะเขาทำแบบนี้มาหลายคนแล้ว และทุกคนก็แกะออกได้แบบนี้แหละ

ต่อมา ในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1975  จอห์นได้ฆ่า "จอห์น บัทโควิช" อายุ 17 ปี  พนักงานในบริษัทรับเหมาของจอห์นเอง โดยหลังจากที่บัทโควิชหายตัวไป 2 สัปดาห์  ภรรยาของเขาก็ได้มาสอบถามกับจอห์นว่า สามีเธอหายไปไหน ซึ่งจอห์นก็ได้ตอบเธอไปว่า บัทโควิชบอกว่าจะขอลางานไปหาพี่สาวที่อาคันซอ แล้วยังพูดตำนิว่า นี่ก็ลาไปตั้งนานแล้ว ไม่ยอมกลับมาทำงานซักที ซึ่งความจริงแล้วจอห์น เกซี่ ได้ฝังร่างของบัทโควิชไว้ในพื้นโรงรถ แล้วเททับด้วยคอนกรีตไปแล้ว ซึ่งจากรายงานการสอบสวนระบุว่า ก่อนที่จอห์นจะฆ่าบัทโควิชนั้น เขาได้เล่นขี่คอเหยื่ออยู่นาน โดยรถยนต์ซีดานของบัทโควิชถูกพบอยู่ในที่จอดรถร้างแห่งหนึ่ง โดยยังพบกุญแจรถถูกซ่อนอยู่ในกล่องไม้ขีดตามประสาวัยรุ่นที่ชอบเก็บของสำคัญไว้ในที่แปลก ๆ และมีรายงานว่า ช่วงวันหนึ่งที่จอห์น เกซี่กำลังมีความสุขอยู่กับการออกหาเด็ก ๆ หิ้วกลับมานอนบ้านนั้น พ่อของบัทโควิชได้พบจอห์นโดยบังเอิญ เขาจึงได้ตะโกนเรียกจอห์น แต่ทีท่าของจอห์นที่มีต่อเสียงเรียกนั้น กลับกลายเป็นว่าจอห์นวิ่งหนีเสียดื้อ ๆ  ซึ่งตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าจอห์นจะหนีไปทำไม

ต่อมาในช่วงเดือนตุลาคมของปี ค.ศ. 1975  แครอล ภรรยาของจอห์น เกซี่ ก็ได้ขอหย่ากับเขา แล้วย้ายออกไปอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ตามลำพังกับลูก ๆ ของเธอ ปล่อยให้จอห์นมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง โดยเขาได้ทุ่มเทชีวิตให้กับบริษัท PDM และเหล่าพนักงานหนุ่ม ๆ ของเขาต่อไป

โดยหนึ่งเดือนหลังจากการหย่าร้าง จอห์น เกซี่ได้ทำการฆาตกรรม "ดาเรลล์ แซมสัน" เด็กหนุ่มอายุ 18 ปี ในชิคาโก ซึ่งตรงกับช่วงเดือนเมษายน ค.ศ. 1976  และถัดมาอีก 5 สัปดาห์ จอห์นก็ได้ฆ่า "แรนดอล เรฟเฟท" เด็กหนุ่มอายุ 15 ปี  ในระหว่างที่เหยื่อกำลังเดินทางกลับบ้าน และในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา จอห์นก็ได้สังหาร "แซมมวล สเตปเพิลตั้น" ในช่วงที่เหยื่อกำลังเดินจากบ้านไปหาพี่สาวที่พักอยู่อีกอพาร์ทเม้นท์ โดยภายหลังจอห์นสารภาพว่า เขาได้ฝังเหยื่อทั้งสามไว้ใต้พื้นบ้านของเขานั่นเอง


และต่อมาในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1976  จอห์นก็ได้ฆ่า "ไมเคิล โบนนิน" เด็กหนุ่มอายุ 17 ปี  แล้วนำศพไปฝังที่เดิม และอีก 10 วันถัดมาจอห์นก็ฆ่า "วิลเลี่ยม แคร์รอล" ถือเป็นศพที่ 5 ที่ถูกฝังไว้ใต้พื้นบ้านของเขา

และในวันที่ 26 กรกฏาคมปีเดียวกัน จอห์นได้จ้าง "เดวิด แครม" หนุ่มน้อยอายุ 18 ปีเข้าทำงาน โดยจอห์นได้ให้แครมย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน แล้วในวันต่อมา จอห์นก็จับแครมใส่กุญแจมือหมายจะข่มขืนให้ชื่นใจ แต่แครมก็สู้ ใช้เท้าถีบยอดหน้าจอห์นจนล้มคว่ำสลบไป จากนั้นแครมก็พยายามแกะกุญแจมือออกจนสำเร็จแล้วหนีกลับเข้าห้อง จนผ่านไปหนึ่งเดือนจอห์นก็เอาอีก เขาโผล่เข้ามาในห้องนอนของแครมเพื่อจะข่มขืนอีกครั้ง โดยจอห์นพูดกับแครมว่า

“เดฟ!! นายก็รู้อยู่ว่าชั้นเป็นใคร บางทีมันจะดีกว่าไหม ถ้านายยอมให้ในสิ่งที่ชั้นต้องการน่ะ ?”

เดวิด แครม ไม่ยอมทำตาม แถมทำท่าจะต่อสู้ขัดขืน ทำให้เกซี่ยอมกลับออกไป ซึ่งต่อมาแครมก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านของจอห์น และลาออกจากงานประจำ หันมาทำงานกับจอห์นแบบพาร์ทไทม์แทนต่ออีก 2 ปี ก่อนจะลาออกไปจริง ๆ ซึ่งต่อมาจอห์นก็ได้ไมเคิล รอซซี่ มาอาศัยอยู่ในบ้านแทนแครม


และช่วงเดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1976   คนงานของ บริษัท PDM ก็ได้หายตัวไปอีกสองคน และต่อมาจอห์นก็ได้ฆ่า "ริค จอห์นสัน" ไปอีกคน และทยอยฆ่าเด็กหนุ่มในลักษณะเดียวกันนี้อีกเรื่อยมา

ตลอดนั้นมาจนถึงปี ค.ศ. 1977  จอห์นก็ได้ฆ่าคนไปถึง 9 ศพ  แล้วศพทั้งหมดก็ล้วนถูกจอห์นฝังเอาไว้ในเขตบ้านของตัวเองทั้งสิ้น !! ถึงแม้ว่าจะมีเหยื่อมากมาย ที่ถูกจอห์นฆ่าหมกหลุมคอนกรีตใต้บ้านของเขา แต่ก็ยังมีเหยื่อบางรายสามารถรอดพ้นจากเงื้อมมืออมนุษย์อย่างจอห์นไปได้

รายหนึ่งก็คือ "โรเบิร์ต คอลเนลลี่" เด็กหนุ่มวัย 19 ปี  ที่ตอนนั้นสภาพจิตใจกำลังย่ำแย่เพราะเพิ่งสูญเสียพ่อไป โรเบิร์ตถูกจอห์นเอาปืนจ่อศีรษะที่ป้ายรถเมล์ และแสดงตัวว่าเป็นตำรวจ ลักพาตัวโรเบิร์ตมาที่บ้าน จากนั้นก็บังคับกรอกเหล้าใส่ปากจนเมาไม่ได้สติ จอห์นทำการข่มขืนโรเบิร์ตทางทวารหนัก ตามด้วยลากตัวเข้าไปในห้องน้ำ จับหัวของโรเบิร์ตกดลงไปในชักโครกจนเขาสลบไป ยังไม่สาแก่ใจ พอโรเบิร์ตฟื้นขึ้นมา จอห์นก็ปัสสาวะรดใส่ตามร่างกายโรเบิร์ตอีก จากนั้นก็บังคับให้นั่งดูหนังโป๊ และสั่งให้เล่นเกมรัสเซี่ยนลูเล็ตต์โดยใช้ปืนปลอม เล่นเสร็จก็ถูกจับมัดเชือกข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะบอกให้โรเบิร์ตไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วจับขึ้นรถ โดยจอห์น เกซี่ทำหน้าตาเหมือนพวกโรคจิต พูดจาด้วยใบหน้าหื่นกาม ยิ้มปากห้อย ๆ พูดถามกับโรเบิร์ตว่า

“ตัวเองจะรู้สึกยังไงบ้างฮะ ถ้ารู้ว่าตัวเองกำลังจะเดินไปลงนรกน่ะ ? ”


จอห์นกลับปล่อยตัวโรเบิร์ตไปโดยไม่คาดฝัน ซึ่งโรเบิร์ตก็ได้รวบรวมความกล้าเดินไปแจ้งความที่สถานีตำรวจทันที แต่พอตำรวจได้ฟังทุกสิ่งที่โรเบิร์ตถูกจอห์นกระทำ พวกเขากลับไม่เชื่อว่ามันมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง เพราะรายละเอียดต่าง ๆ มันช่างดูจะเกินกว่าพฤติกรรมที่คนจะทำกับคนด้วยกันแบบนั้น แถมสภาพของโรเบิร์ตเอง ก็ดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย บุคคลิกก็แย่ พูดจาติดอ่าง ท่าทางเหมือนพวกโรคจิต เทียบกับจอห์น เกซี่ ชายร่างอ้วนท้วน นักธุรกิจหัวคะแนนนักการเมือง ถ้าจะให้เชื่อตำรวจขอเชื่อสิ่งที่ตัวเองคิดดีกว่าจะเชื่อโรเบิร์ต เพราะในที่สุดจอห์นก็ไม่ได้ถูกเรียกตัวมาดำเนินคดีแต่อย่างใด ซ้ำร้ายคดีนี้ตำรวจก็ไม่ได้รับแจ้งความอะไรไว้เลย

ส่วนอีกรายที่รอดชีวิตมาได้ ก็คือ "เจฟ ริกนาล" เด็กหนุ่มสายเหลือง อายุ 26 ปี ซึ่งคดีของเจฟนี้ เกิดขึ้นหลังจากคดีของโรเบิร์ตเพียง 3 เดือนเท่านั้น โดยเจฟถูกจอห์นโปะยาสลบแบบคลอโรฟอร์มจนใบหน้าแพ้เป็นแผลไหม้ พอฟื้นขึ้นมาเจฟก็พบว่า ตัวเองถูกจับเปลื้องผ้าแล้วผูกตัวห้อยไว้กับเพดาน โดยเจฟถูกจอห์นกระทำชำเราสารพัดรูปแบบ ทั้งตัวของจอห์นเอง และวัตถุแปลกปลอมที่เจฟไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะถูกจับมัดห้อยอยู่แบบนั้น ซึ่งเจฟเล่าว่า ในห้องนั้นนอกจากตัวเขาที่ถูกมัดห้อยอยู่กับเพดานแล้ว ก็ยังมีคนอื่น ๆ ที่ถูกจับมัดอยู่ด้วยเช่นกัน เมื่อเขารอดออกมาได้ เจฟก็ตัดสินใจเข้าแจ้งตำรวจทันที แต่ตำรวจก็กลับไม่ทำอะไร เพราะอ้างว่าไม่มีหลักฐานมากพอ เจฟไม่ยอมจึงหาทนายมาฟ้องศาลด้วยตนเอง แต่สุดท้ายเรื่องก็จบที่ยอมความ เพราะจอห์นได้จ่ายเงินชดเชยให้กับเจฟเป็นจำนวนกว่าแสนบาท เพื่อให้เรื่องจบ

แม้จะมีคนโชคดีที่รอดตายจากเงื้อมมือของจอห์นมาได้ 2 ราย แต่คนอื่น ๆ ล่ะ ?

เพราะหลังจากนั้น จอห์นก็ได้ลักพาตัวเด็กหนุ่มไปอีกหลายราย ซึ่งทุกรายล้วนถูกพบว่าเสียชีวิตเพราะจอห์น เกซี่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • วิลเลี่ยม คินเดรต ที่หายตัวไปในเดือนมกราคม ค.ศ. 1978
  • ทิม โอรุค ที่หายไปในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
  • แฟรงห์ แลนดิงกิน ที่หายตัวไปในวันที่ 4 พฤศจิกายน ในปีเดืยวกัน
  • เจมส์ มาชซาร่า ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

มาถึงตรงนี้ มิติที่ 6 เริ่มรู้สึกว่า ถ้าจะให้ลิสต์รายชื่อจนครบทุกคน เราอาจจะต้องใช้เวลามากพอ ๆ กับรายการถ่ายทอดสดวอลเลย์บอลหญิงนัดนึงแน่นอน จึงต้องขอข้ามไปบ้างนะครับ


ซึ่งนอกจากที่กล่าวมานั้น ก็ยังมีเหยื่ออีกมากมายที่หายตัวไป โดยภายหลังก็พบศพพวกเขาในตัวบ้านของจอห์นนั่นเอง และในที่สุดก็มาถึงเหยื่อคนสุดท้าย ที่ทำให้จอห์นต้องหยุดการฆ่าไปตลอดกาลนั่นก็คือ "ร็อบ พิสท์"

ร็อบ พิสท์ คือเด็กหนุ่มนิสัยดี เขาเป็นคนขยัน ซึ่งร็อบได้ทำงานพาร์ทไทม์อยู่ที่ร้านขายยานิสสัน โดยในวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1978 นั้น  มันตรงกับวันเกิดของคุณแม่ของร็อบพอดี โดยวันนี้จอห์น เกซี่ แวะมาคุยธุระกับเจ้าของร้านยา ทันใดนั้นสายตาของจอห์นก็ได้พบกับร็อบ พิสต์ ที่กำลังทำงานอยู่ แน่นอนว่า ในใจของจอห์น เกซี่นั้น เขาต้องการเด็กคนนี้มาก

หลังจากคุยธุระกับเจ้าของร้านเสร็จ จอห์นก็ขอตัวกลับ แต่กลับแกล้งทิ้งสมุดโน้ตของตัวเองไว้ที่ร้าน แล้วหาที่ซ่อนตัว รอจังหวะเหมาะ ๆ ที่จะดำเนินการตามแผนที่เขาคิดเอาไว้

พอถึงช่วงเวลาหนึ่งทุ่ม แม่ของร็อบก็เดินทางมาที่ร้านยา เพื่อรับลูกชายกลับบ้าน แต่งานของร็อบยังไม่เสร็จดี เธอจึงขับรถวนรอบเมืองเล่นเพื่อฆ่าเวลา จนเมื่อได้เวลาเลิกงาน ร็อบก็วิ่งมาหาแม่ของเขา บอกให้รอซักครู่นึง เพราะดูเหมือนว่าเขากำลังจะได้งานใหม่ที่น่าจะดีมาก ๆ จากชายคนหนึ่ง จากนั้นก็วิ่งหายไปด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ

แม่ของร็อบเข้าใจว่าลูกชายของเธอ น่าจะวิ่งกลับไปคุยกับนายจ้างคนใหม่ จึงนั่งรออยู่ในรถราว 20 นาที ร็อบก็ยังไม่กลับออกมา เธอเลยกลับไปรอที่บ้านก่อน จนเวลาผ่านไปถึง 4 ทุ่ม ก็ยังไร้เงาของร็อบ นี่มันอะไรกัน จนในที่สุด ทั้งเธอและสามีทนรอไม่ไหวอีกต่อไป พ่อของร็อบจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปถามที่ร้านยา เพื่อสอบถามถึงนายจ้างใหม่ที่ร็อบบอกไว้ ทางร้านจึงแนะนำให้พ่อของร็อบโทรไปหาจอห์น เกซี่ดู ซึ่งแน่นอนว่าพอโทรไปที่บ้านของจอห์น ก็ไม่มีใครรับสายเลย

พ่อแม่ของร็อบจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็กลับไม่สนใจอะไรเลย ทั้งสองจึงพยายามตามหากันเองจนถึงรุ่งเช้า ก่อนที่จะกลับไปแจ้งความที่สถานีตำรวจอีกครั้ง คราวนี้พ่อกับแม่ของร็อบได้ขอพบกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของสถานี แน่นอนว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่สนใจรับฟังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะเขาจำได้ว่าจอห์น เกซี่ในอดีตนั้น เคยก่อคดีข่มขืนเด็กมาหลายคดีนั่นเอง

พอตำรวจรับแจ้งความคดีนี้ ก็รีบส่งกำลังไปสอบปากคำที่บ้านของจอห์นทันที แต่เมื่อไปถึง จอห์นก็ส่อพิรุธออกมา ซึ่งเขากลับอ้างว่า ตอนนี้สภาพจิตใจเขาไม่ค่อยดี เพราะลุงของเขาเพิ่งจะเสียชีวิตไป

ถึงแม้จอห์นจะพูดแบบนั้น แต่ตำรวจก็พบกับสิ่งผิดปกติที่บ้านของจอห์น สิ่งผิดปกติที่มาจากเหยื่อเคราะห์ร้าย พวกเขากำลังเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นั่นก็คือกลิ่นเหม็นที่ลอยตลบอบอวลอยู่ทั่วบริเวณบ้านของจอห์นนั่นเอง !!

เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำอะไรในตอนนั้น แต่พวกเขาได้นัดจอห์นให้ไปพูดคุยที่สถานีตำรวจในวันรุ่งขึ้นแทน ซึ่งจอห์นก็ตกปากรับคำ และได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจในวันรุ่งขึ้นตามที่นัดหมายกันเอาไว้

แน่นอนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามพูดคุยกับจอห์น เพื่อถ่วงเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้าน รีบทำการบุกค้นที่บ้านของจอห์น เพื่อค้นหาหลักฐานอย่างลับ ๆ

พอเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถบุกเข้าไปในตัวบ้านได้ พวกเขาก็พบกับอวัยวะเพศชายเทียม สมุดภาพลามก และกระดานที่ใช้สำหรับตรึงร่างกายแบบในหนังซาดิสม์ แต่พวกเขากลับไม่พบกับตัวร็อบ พิสท์แม้แต่เงา แต่สิ่งที่พวกเขาพบในบ้านของจอห์น มันก็ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ละความพยายามในการสืบหาตัวของร็อบ พวกเขาได้วางกำลังแอบเฝ้ามองที่บ้านของจอห์นตลอดเวลา

ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้จอห์นที่เดินทางกลับมาถึงบ้าน ก็เริ่มจะรู้ว่าเขาถูกตำรวจจับตามองอยู่ จอห์นใช้วิธีกินยากระตุ้น เพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอนอนหลับ และเมื่อขับรถออกไปนอกบ้าน ก็แกล้งขับรถเร็ว ๆ เพื่อให้ตัวเองถูกจับ ซึ่งทางตำรวจก็รู้ว่าจอห์นกำลังคิดอะไรอยู่ จึงไม่เล่นตามเกมของจอห์น คอยสะกดรอยจับตาเฝ้ามองจอห์นต่อไป รอเวลาให้จอห์นเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาให้ได้

จนกระทั่งในคืนวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1978  จอห์นวางแผนเดินทางไปยังบ้านของทนายความ เขากินเหล้าจนเมา ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จให้ทนายฟังจนเวลาล่วงเลยไปถึงตีสาม ช่วงระหว่างที่จอห์นเดินทางกลับ เขาแวะที่ปั๊มน้ำมันเพื่อซื้อกัญชาจากเด็กปั๊ม แล้วขับรถต่อไปยังบ้านเพื่อน พอเขาได้พูดคุยกับเพื่อน ทั้ง ๆ ที่สติสตางค์ของตัวเองก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ด้วยเพราะอดนอนมาหลายวัน แถมยังเมาเหล้า พี้กัญชาอีก ทำให้จอห์นก็ได้หลุดปากเล่าความในใจที่เขาไม่ควรจะเล่าออกมาให้เพื่อนได้ฟัง

จอห์นเล่าว่า เขาได้ฆ่าเด็กหนุ่มไปกว่า 30 คน ตอนนี้เขารู้สึกว่ากำลังจะถูกแบล็คเมล์ เขาเครียดมาก พอเล่าจบ ก็เดินทางไปหาคนงานทั้ง ๆ ที่สภาพยังเป็นแบบนั้น คนงานเจอจอห์นในสภาพนี้เข้าก็ตกใจ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตัดสินใจบุกเข้าค้นบ้านของจอห์นอีกครั้ง โดยหวังว่าพวกเขาจะได้หลักฐานอะไรเพิ่มเติมอีกซักนิดก็ยังดี

แต่แล้วทุกสิ่งก็เกินความคาดหมาย เมื่อเจ้าหน้าที่ได้พบกับความจริงในบ้านของจอห์น เกซี่ ที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะพิเศษ โดยตัวบ้านของจอห์น ถูกสร้างคร่อมบ่อบำบัดน้ำเสียเก่าอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้เครื่องตักคุ้ยโคลนในบ่อนั้น คุ้ยได้ไม่นาน กลิ่นเหม็นเน่าขนาดมหึมาก็ระเบิดโชยจนคละคลุ้งไปทั่ว จนเจ้าหน้าที่หลายคนถึงกับสุดทน อาเจียรออกมากันเป็นแถว ตำรวจถึงกับต้องระดมหน่วยชันสูตรศพพร้อมเครื่องมือเพิ่มเติมมาช่วยอีกแรง เมื่อหน่วยสมทบมาถึง ก็เริ่มดำเนินการขุดค้นต่อ มาถึงตรงนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุก็ถึงกับตกตะลึง เพราะสิ่งที่พวกเขาขุดขึ้นมาได้นั้น มันได้ทำให้พวกเขาถึงกับสลดหดหู่ใจ ปนกับความคลื่นเหียร ผสมกับกลิ่นเหม็นตรงหน้า



เพราะพวกเขาค่อย ๆ ตักเอาร่างของเหยื่อเคราะห์ร้ายขึ้นมาจากบ่อใต้ถุนบ้านขึ้นมา ศพแล้วศพเล่า แต่ละศพถูกวางไว้ที่ปากบ่อ สภาพศพแต่ละศพล้วนอยู่ในสภาพอเน็จอนาจ ศพส่วนใหญ่เหลือแต่เพียงกระดูก บางศพมีกางเกงในยัดอยู่ในปาก บ้างก็ถูกกางเกงในรัดคอ รวมทั้งร่องรอยของการยัดปูนขาวไว้ตามร่างกายของศพเพื่อให้ศพเน่าเปื่อยเร็วขึ้น ก่อนจะทิ้งศพลงในบ่ออีกด้วย



และแล้ว "จอห์น เวย์น เกซี่" ก็ถูกจับกุมในข้อหาฆาตกรรม และอำพรางศพ ในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1978 นั่นเอง

จอห์น เกซี่ ได้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปดูสถานที่ ๆ เขาฝังศพของจอห์น บัทโควิชในโรงรถเพิ่มเติมอีกด้วย และแม้เวลาจะผ่านไปหลายวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังคงขุดพบศพเพิ่มขั้นเป็นจำนวนมาก เพราะจอห์น เกซี่ ได้ให้ความร่วมมือในการทำแผนที่ ที่เขาได้ฝังศพเอาไว้เท่าที่จอห์นเองจะจำได้ โดยช่วงที่ขุดค้นหาศพต่าง ๆ นี้ พวกชาวบ้านชาวเมืองต่างก็พากันมามุงดูศพทุกวัน ไม่เว้นแม้วันที่มีอากาศหนาว เพราะหลาย ๆ คนที่มาดูศพนั้น บ้างก็เป็นญาติของผู้สูญหาย ที่หวังว่าจะได้พบกับเด็กหนุ่มของบ้านที่หายสาปสูญไป บางคนก็ได้เจอ บางคนก็อดทนรอดูต่อไป เป็นที่น่าสลดหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง

แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต่างแปลกใจ เพราะพวกเขากลับไม่พบศพของร็อบ พิสท์ เหยื่อรายสุดท้ายเลย พวกเขาพบเพียงหมวกหนังของร็อบที่ตกอยู่ในห้องเก็บของเพียงเท่านั้นเอง

ร็อบ พิสต์ เหยื่อรายสุดท้าย
ในที่สุด การดำเนินงานขุดหาศพในบ้านของจอห์น เกซี่ ก็จบลง เจ้าหน้าที่สรุปยอดผู้เสียชีวิตที่พบไว้ถึง 29 ศพ โดยมี 6 ศพ ที่ไม่สามารถระบุชื่อได้ แต่ทุกคนก็เชื่อว่า จำนวนที่พบศพนี้ ก็น่าจะต่ำกว่ายอดผู้เสียชีวิตที่ถูกจอห์นฆ่าไว้จริงๆ นั่นก็เพราะว่า จอห์นสารภาพไว้ว่า หลัง ๆ เขาไม่สามารถจะยัดศพลงไปในบ่อได้อีก เพราะว่ามีศพมากจนล้นบ่อไปแล้ว เขาจึงนำศพไปทิ้งในแม่น้ำใกล้ ๆ บ้าน ซึ่งนั่นก็รวมถึงศพของร็อบ พิสท์ ด้วยนั่นเอง ซึ่งต่อมา เจ้าหน้าที่ก็พบศพของร็อบ พิสท์ลอยอืดที่แม่น้ำแห่งนั้นในภายหลัง

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสอบถามรายละเอียดของเหยื่อที่ถูกจอห์น เกซี่ฆ่า แต่จอห์นกลับไม่สามารถจำรายละเอียดชื่อ หรืออายุ และจำนวนทั้งหมดของเหยื่อทั้งหมดที่เขาฆ่าได้ แต่ในเหยื่อรายสุดท้ายของจอห์น ซึ่งก็คือ ร็อบ พิสท์นั้น จอห์น เกซี่ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ฆ่าร็อบ เขาเพียงแต่จับร็อบใส่กุญแจมือ ผูกเชือกแขวนขอ แต่ไม่ได้ทำให้เชือกรัดขอจนหายใจไม่ออก แต่พอดีมีคนโทรศัพท์มาในตอนนั้น จอห์นเลยผละจากร็อบไปรับโทรศัพท์อยู่นาน พอกลับมาก็พบว่าร็อบขาดใจตายไปเสียแล้ว จอห์นบอกว่า ร็อบคงจะพยายามหนี เลยทำให้เชือกรัดคอจนขาดอากาศตายมากกว่า

จอห์นถูกส่งตัวเข้าไปในคุก เพื่อรอพิจารณาคดี ในช่วงนี้จอห์นใช้เวลาว่างหมดไปกับการวาดรูปตัวเองเป็นเจ้าตัวตลกโพโก้อย่างมีความสุข สื่อมวลชนได้เห็นกิจกรรมของจอห์น ก็เลยตั้งฉายาให้กับจอห์นว่า “ตัวตลกแห่งชิคาโก้” โดยจอห์นได้บอกว่า

“ตอนที่ผมเป็นตัวตลกโพโก้ มันเหมือนกับว่าผมได้เข้าไปสู่โลกอีกแห่ง ได้เป็นคนอีกคนหนึ่ง”


ในที่สุด ศาลก็ได้พิจารณาคดีของจอห์น เกซี่ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1980  โดยทนายพยายามชี้นำศาลว่าจอห์นเป็นคนบ้า โดยนัดแนะให้จอห์นแกล้งบ้าในช่วงที่ถูกกักขังอกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ศาลก็ไม่ได้ให้น้ำหนักเลย และคณะลูกขุน ได้ใช้เวลาประชุมไม่นาน ตัดสินว่าจอห์น เกซี่มีความผิดฐานฆ่าคนตาย 33 ศพจริง มีโทษประหารชีวิตให้ตายตกตามกัน ในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1980


แต่จอห์น ก็พยายามต่อสู้คดีไปจนถึงขั้นฏีกา โดยใช้เวลายาวนานถึง 14 ปี โดยในช่วงนั้น จอห์นก็ยังคงเขียนภาพตัวเองเป็นตัวตลก เขียนหนังสือ และแน่นอน ในเมื่อมีฆาตกรสุดโหดเกิดขึ้นมา ก็ย่อมจะมีหญิงสาวมากมายที่คิดอยากจะมีลูกสืบสกุลให้กับเขาเข้ามาขอเยี่ยม ขอแต่งงาน ขอมีลูกด้วย จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1944  ศาลพิพากษายื่นโทษประหารแก่ จอห์น เกซี่ ด้วยการฉีดยาพิษเข้าเส้นให้ตาย จบชีวิตฆาตกรเกย์สุดโหดของโลกไปอีกคน



แต่เป็นที่น่าแปลกใจเรื่องหนึ่งก็คือ ตั้งแต่ถูกจับตัวได้ ทุกครั้งที่เขาถูกสอบสวน หรือถูกถามว่าเขาเป็นพวกรักร่วมเพศหรือไม่ จอห์นกลับไม่เคยยอมรับเลยซักครั้ง ว่าตัวเองเป็นเกย์รักร่วมเพศ แม้กระทั่งวันที่เขาถูกประหาร เขาก็ยังคงยืนยันเรื่องนี้อยู่ดี


มิติที่ 6 ก็หวังว่า เรื่องราวของจอห์น เวย์น เกซี่ นี้ จะทำให้เราให้ความสำคัญในการคบหาคนจากภายในจิตใจ มากกว่าการมองเพียงรูปร่าง หรือตำแหน่งหน้าที่การงานจากภายนอก เพราะใครจะรู้ว่า คนที่เรากำลังให้ความเคารพอยู่ตรงหน้านั้น จะมีเบื้องหลัง หรือด้านมืดอันน่ากลัวแบบไหน เขาอาจจะรอให้เราเดินเข้าไปติดกับ จนสุดท้ายอาจต้องทิ้งชีวิตเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นออกมา เหมือนกับเหยื่อของเขา


"จอห์น เวย์น เกซี่"



หลังจากอ่านจบแล้ว อย่าลืมกดถูกใจ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์พูดคุยกันนะครับ

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://m.pantip.com/topic/32857170
https://en.wikipedia.org/wiki/John_Wayne_Gacy
http://mitithee6.blogspot.com/2016/05/john-gacy.html