ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

[18+ จัดเต็ม] มิติที่ 6 ชาร์ลส์ แมนสัน ลัทธิครอบครัวสยองขวัญ แมนสันแฟมิลี่

ในยุคทศวรรษที่ 60 นั้น ถือเป็นยุคทองของเสรีชนในอเมริกา ใครอยากคิด อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร เพียงแค่มีความตั้งใจก็สามารถจะเป็นได้ แต่ในความเสรีนั้น กลับมีคนบางกลุ่ม ที่เลือกจะสร้างปัญหาระหว่างชนชาติ ผิวสี และอุดมการณ์ที่แปลกประหลาด ร่วมกับการใช้ยาเสพติด ทำให้เกิดเรื่องราวสุดร้ายแรงที่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ



มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปพบกับลัทธิครอบครัวเล็ก ๆ ที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาด้วยพลังแห่งเสียงเพลง ยาเสพติด และศรัทธา ซึ่งพวกเขาเลือกที่จะศรัทธาในตัวชายคนหนึ่ง ชายที่มีประวัติความเป็นมาอันสุดแสนจะรันทด ที่ต่อมาความศรัทธาเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดเรื่องราวฆาตกรรมสุดสยองขวัญ ที่ทำให้ชาวอเมริกันต้องบันทึกเรื่องราวของชายคนนี้เอาไว้ในประวัติศาสตร์

 ชมบนยูทูปตรง ๆ ที่นี่

"ชาร์ลส์ แมนสัน" เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1934 พ่อของเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ชาร์ลส์ก็ไม่เคยได้เห็น เพราะเขารู้เพียงว่าพ่อของเขานั้นชื่อ "โคโลเนล สก็อต" ส่วนแม่ของเขาคือ "แคทลีน แมดด็อก" เธอให้กำเนิดชาร์ลส์ขึ้นมาตอนเธอมีอายุเพียง 16 ปี เท่านั้น ซึ่งในตอนที่ชาร์ลส์ได้ถือกำเนิดลืมตาขึ้นมาในโรงพยาบาลของเมืองซินซิเนติ รัฐโอไฮโอนั้น เธอได้ตั้งชื่อให้กับชาร์ลส์ว่า โนเนม แม็ดด็อกซ์ เพราะเธออาจจะไม่รู้ว่าจะตัวเองจะต้องตั้งชื่อเจ้าตัวน้อยนี้อย่างไรดีก็เป็นได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 3 สัปดาห์ หนูน้อยโนเนม แมดด็อกซ์ ก็ได้ชื่อใหม่ว่า "ชาร์ลส์ ไมลส์ แมดด็อกซ์" ก่อนที่จะเปลี่ยนนามสกุลเป็นแมนสัน ตามนามสกุลของพ่อใหม่ของเขาที่ชื่อว่า "วิลเลี่ยม แมนสัน"

ชาร์ลส์ แมนสันนั้น ต้องมีชีวิตอยู่กับครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์สักเท่าไหร่ ในความทรงจำของชาร์ลส์นั้น เขาจำแม่ของเขาได้เฉพาะเรื่องที่แม่ของเขาเป็นคนติดเหล้า และไม่ค่อยจะดูแลเอาใจใส่เขาเลย แถมมีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่แม่ของชาร์ลส์ ได้ตัดสินใจขายลูกชายคนนี้ให้กับสาวเสิร์ฟในบาร์เบียร์ เพื่อแลกกับการได้ดื่มเบียร์ซักเหยือกเท่านั้นเอง ซึ่งมันอาจจะเป็นการเล่นตลกของแม่หรือเปล่าก็ไม่รู้ เขารู้แค่ว่าสุดท้ายลุงของเขาได้ไปรับตัวเขากลับมา

ชาร์ลส์ แมนสันใช้ชีวิตอยู่กับแม่ และลุงได้ไม่นาน ทั้งลุงและแม่ของเขาก็ถูกจับในข้อหาปล้นทรัพย์ ทำให้ชาร์ลส์จำเป็นต้องถูกส่งตัวไปอยู่บ้านลุงกับป้าอีกครอบครัว ที่รัฐเวสต์ เวอร์จิเนียร์

ชาร์ลส์ แมนสัน ในวัยเด็ก
จนเวลาผ่านไป ชาร์ลส์ อายุได้ 8 ขวบ แม่ของเขาก็ได้รับการปล่อยตัวออกมา จึงกลับมารับชาร์ลส์ไปเลี้ยง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเธอจะกลับมารับทำไม เพราะหลังจากที่ชาร์ลส์ได้กลับไปอยู่กับเธอได้เพียง 5 ปี แคทเธอลีนก็เริ่มพยายามหาบ้านอุปถัมภ์ให้ชาร์ลส์ไปอยู่ ซึ่งแม้ว่าเธอจะยังหาที่อยู่ใหม่ให้ชาร์ลส์ไม่ได้ ทางรัฐก็ได้เข้ามาช่วยเหลือ พาชาร์ลส์ไปเข้าเรียนในโรงเรียนชายล้วนของรัฐอินเดียน่า

แม้ว่าช่วงที่เรียนอยู่นั้น ชาร์ลส์ แมนสันได้ถูกจัดอันดับอยู่ในระดับเด็กเรียนดี เพราะไอคิวของเขานั้นสูงถึง 109 เลยก็ตาม แต่ด้วยรากฐานครอบครัวอันไม่ค่อยจะงดงามของเขานั้น ทำให้ชาร์ลส์ไม่ค่อยจะสนใจเรียนหนังสือ แถมยังทำตัวเป็นพวกต่อต้านสังคมอย่างแรง ซึ่งชาร์ลส์ก็ทนเรียนอยู่ที่นี่ได้เพียง 10 เดือน เขาก็ตัดสินใจที่หนีออกมาเพื่อกลับมาไปแม่ของเขาอีกครั้ง

ในช่วงที่ชาร์ลส์ระหกระเหินพยายามเอาตัวรอด ด้วยการลักเล็กขโมยน้อย ปล้นร้านค้าหลายแห่ง จนในที่สุดเขาก็ถูกจับ และถูกส่งตัวไปอยู่ในสถานกักกันเยาวชนในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1951

ซึ่งระหว่างที่เขาถูกกักกันนั้น อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1952 ชาร์ลส์ก็ได้ก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมา ด้วยการใช้ใบมีดโกน จี้คอเด็กชายคนหนึ่งที่อยู่ในสถานกักกันด้วยกัน เพื่อทำการล่วงละเมิดทางเพศทางทวารหนัก จนจิตแพทย์ลงความเห็นว่า ชาร์ลส์ แมนสันสมควรจะต้องถูกส่งตัวไปยังสถานกักกันในรัฐโอไฮโอ ซึ่งเป็นที่ที่มีความเข้มงวดมากกว่า ซึ่งมันก็ได้ผล เพราะชาร์ลส์ แมนสันได้ปรับพฤติกรรมตัวเองให้ดีขึ้น จนในที่สุดเขาก็ได้รับการปล่อยตัวออกมา และถูกส่งไปอยู่ในความดูแลของลุงกับป้าที่รัฐเวสต์ เวอร์จิเนียตามเดิม และเมื่อเวลาผ่านไปเขาจึงได้กลับไปอยู่กับแม่อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการเดินทางกลับบ้านที่ยาวนานกว่าชาร์ลส์จะได้พบแม่เลยทีเดียว

ในปี ค.ศ. 1955 ชาร์ลส์ แมนสันก็ได้แต่งงานกับ "จีน วิลลิส โรซาลี่" เธอเป็นพนักงานต้อนรับของโรงพยาบาลในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ชาร์ลส์ แมนสันได้พบกับสัจธรรมชีวิต ว่าชีวิตนี้มันสั้นนัก การแต่งงานก็คือความสุขที่เขาพึงจะมีให้กับชีวิตนั่นเอง ซึ่งเขาเองก็ได้ทำงานเพื่อหาเงินมาหล่อเลี้ยงชีวิตแต่งงานของเขา ด้วยการรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมกับการขโมยรถในยามที่สบโอกาสไปตามอัตภาพ

ช่วงเดือนตุลาคม ประมาณสามเดือนหลังจากที่ชาร์ลส์ กับภรรยาซึ่งกำลังตั้งท้อง ได้เดินทางมาถึงลอสแองเจลิสด้วยรถยนต์ที่เขาได้ขโมยมาจากโอไฮโอ ชาร์ลส์ก็ได้ถูกจับอีกครั้งด้วยข้อหาโจรกรรมรถยนต์ข้ามรัฐ โดยหลังจากการประเมินสภาพจิตใจ ชาร์ลส์ได้ถูกตัดสินให้ทัณฑ์บนไว้ 5 ปี แต่ต่อมา ชาร์ลส์ก็ถูกจับอีกที่ลอสแองเจลิส ด้วยข้อหาเดิมในเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 1956 จนในที่สุด เขาจึงต้องถูกส่งตัวไปจำคุก 3 ปี ที่คุกเทอร์มินอลไอร์แลนด์ ซานเปรโด แคลิฟอเนีย

ระหว่างที่ชาร์ลส์ แมนสันใช้ชีวิตอยู่ในคุกนั้น โรซาลี่ภรรยาของเขาก็ได้ให้กำเนิดบุตรชาย โดยเธอได้ตั้งชื่อเด็กน้อยว่า "ชาร์ลส์ แมนสัน จูเนียร์" โดยช่วงปีแรกที่เทอร์มินัลไอร์แลนด์นี้ ชาร์ลส์ยังคงได้ภรรยากับแม่ของเขามาคอยเยี่ยมอยู่เสมอ เพราะว่าทั้งคู่ได้ย้ายมาอาศัยอยู่ด้วยกันที่ลอสแองเจลิส

จนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1957 ภรรยาของเขาก็หายไป ซึ่งแม่ของชาร์ลส์ได้บอกกับเขาว่า โรซาลี่ได้หนีตามชายคนอื่นไปเสียแล้ว ซึ่งข่าวร้ายนี้ มันเป็นช่วงที่เขาเหลือโทษอีกเพียงแค่ 2 สัปดาห์ เท่านั้นเอง ทำให้ชาร์ลส์พยายามจะหนีด้วยการขโมยรถ แต่ก็ทำไม่สำเร็จทำให้เขาต้องอยู่ในคุกนานขึ้นไปอีก

ชาร์ลส์ แมนสัน ในปี ค.ศ. 1969
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 1958 ชาร์ลส์ก็ได้พ้นโทษออกมา ตอนนี้ชาร์ลส์จึงหันเหไปเป็นแมงดา เขาได้ปอกลอกเด็กสาวอายุ 16 ปี คนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกคนมีเงินอยู่หนึ่งปี จากนั้นชาร์ลก็พลาดท่าเสียทีต้องถูกจับในข้อหาปลอมแปลงเช็ค ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชีวิตของชาร์ลส์คนนี้ จะโรแมนติกมากมายได้ขนาดไหน เมื่อในระหว่างที่เขากำลังถูกพิจารณาคดีอยู่นั้น เขาก็ได้พบกับสาวน้อยอีกคน ที่ถูกจับในข้อหาขายบริการทางเพศ เธอคือ "ลีโอน่า" หรือ "แคนดี้ สตีเว่น" ทั้งคู่เกิดตกหลุมรัก และได้แต่งงานกันหลังจากที่ได้รับทัณฑ์บนออกมา โดยชาร์ลส์ได้พาเธอกับหญิงสาวอีกคนไปอยู่ด้วยกันที่นิวเม็กซิโก

ซึ่งการพาหญิงสาวทั้งคู่มาที่แห่งนี้นั้น ชาร์ลส์ก็กะว่าจะให้ทั้งสองมาขายบริการกันที่นี่ ซึ่งก็แน่นอนว่าชีวิตการเป็นแมงดาของเขานั้น มันไม่ค่อยจะราบรื่นสักเท่าไหร่ ชาร์ลส์ แมนสันต้องถูกจับเพราะเรื่องนี้ เขาได้ถูกตัดสินให้ถูกคุมประพฤติ ทำให้วันหนึ่ง ชาร์ลส์ก็หลบหนีหายตัวไปพักใหญ่ กว่าจะถูกจับตัวได้อีกครั้ง ก็อยู่ในช่วงเดือนเมษายน ค.ศ. 1960  ด้วยข้อหาเป็นแมงดาค้าประเวณีที่ลาเรโด รัฐเท็กซัส ชาร์ล แมนสันได้ถูกส่งตัวกลับมายังลอสแองเจลิสอีกครั้ง เพื่อกลับมารับทัณฑ์บนในข้อหาปลอมเช็ค ซึ่งเขาต้องทำงานบริการสังคม 10 ปี เพื่อไถ่โทษนี้

แต่ไม่นาน เมื่อถืงช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1961  เขาก็ได้ถูกส่งตัวเข้าคุกลอสแองเจลิสที่ แมคเนลไอร์แลน เพราะศาลเปลี่ยนใจที่จะให้เขาได้ทัณฑ์บนต่อนั่นเอง และที่นี่ชาร์ลส์ แมนสันก็ได้เริ่มเรียนกีตาร์จาก "อัลวิน คาร์พิส" เขาคือหัวหน้าแก็งปล้นธนาคารบาร์กเกอร์คาร์พิส ซึ่งใครจะไปเชื่อว่าจากคนเหลือเดนที่ล้มเหลวในการใช้ชีวิตอย่างชาร์ลส์ แมนสันคนนี้ จะฉายแววเป็นนักดนตรี และนักแต่งเพลงได้ เขามีพรสวรรค์ทางดนตรีค่อนข้างสูง สามารถเล่นดนตรี และแต่งเพลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ในขณะที่กำลังมีความสุขกับเสียงเพลงในคุกนั้น ช่วงปี ค.ศ. 1963 ชาร์ลส์ก็ได้หย่ากับลีโอน่าทั้ง ๆ ที่เธอได้ให้กำเนิดลูกชายชื่อ ชาร์ลส์ ลูเธอร์ มาแล้ว

เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1966 ชาร์ลส์ แมนสัน ได้ถูกย้ายตัวไปอยู่ในคุกที่เกาะเทอร์มินัลอีกครั้ง เพื่อรับโทษต่อจนถึงวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1967 จึงได้พ้นโทษออกมา ในวัย 32 ปี


เวลาผ่านไปไม่นาน ชาร์ลส์ แมนสันก็ได้รับอนุญาตให้ย้ายไปอาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก โดยการย้ายครั้งนี้ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากอัลวิน คาร์พิสหัวหน้าแก๊งโจรปล้นธนาคารที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทและเป็นครูสอนกีตาร์สมัยที่ชาร์ลส์ยังอยู่ในคุกนั่นเอง โดยเขาได้ย้ายมาอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่ย่านเบิร์กลี่ และช่วงนี้ชาร์ลส์แมนสันก็สามารถหาเลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นวณิพก เล่นดนตรีข้างถนนนั่นเอง

ต่อมาชาร์ลส์ แมนสันก็ได้พบรักกับ "แมรี่ บรูนเนอร์" สาวน้อย อายุ 23 ปี ที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ ๆ เธอทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ของมหาวิทยาลัยเบิร์กลี่ แคลิฟอเนีย ทั้งคู่ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน โดยชาร์ลส์ แมนสันเป็นฝ่ายย้ายมาอยู่กินกับเธอ ซึ่งในบ้านเช่าของแมรี่นั้น ชาร์ลส์ได้พาผู้หญิงอีกถึง 18 คน มาช่วยกันแชร์ค่าที่พักด้วย

ทำไมชาร์ลส์ถึงทำแบบนี้ได้กันนะ นั่นก็เพราะว่าช่วงยุคสมัย ค.ศ. 1967 นั้น เป็นยุคของบุปผาชนคนสายฮิปปี้นั่นเอง ชาร์ล แมนสันได้ตั้งตัวเป็นผู้รู้ในหมู่ฮิปปี้ เล่นดนตรีเก่ง แต่งเพลงได้ วิสัยทัศน์ต่อต้านพระเจ้า บูชาซาตาน ซึ่งในยุคสมัยนั้น ใครที่ทำตัวแบบชาร์ลส์ แมนสันได้ ก็มักจะได้รับการยกย่องจนมีผู้ติดตามเป็นสาวก ซึ่งสาวกของชาร์ลส์นั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหญิงสาวที่หลงไหลไปกับคำสอนและยากล่อมประสาทประเภท LSD ที่เขาได้มอบให้ ซึ่งแน่นอนว่า แมรี่ บรูเนอร์เองก็กลายเป็นหนึ่งในสาวกของเขาด้วย นั่นจึงทำให้ชาร์ลส์ สามารถก่อตั้ง "แมนสันแฟมิลี่" หรือ "ครอบครัวแมนสัน" ที่มีสมาชิกเป็นหนุ่มสาววัยรุ่นร่วมอุดมการณ์ ขึ้นมาได้นั่นเอง

สมาชิก "แมนสันแฟมิลี่"
ต่อมาแมรี่ บรูเนอร์ ก็ได้ตั้งท้องกับชาร์ลส์ แมนสัน จนให้กำเนิดบุตรสาวขึ้นมา โดยให้ชื่อกับเธอว่า "วาเลนไทน์ มิเชล" และตั้งชื่อเล่นให้กับเธอว่า "หมีพูห์" อีกด้วย

ซึ่งตอนนี้ พวกเขาได้มาอาศัยอยู่ในบ้านไร่ใกล้แถบทูแปงก้าแคนยอนบูลาวาร์ด ที่ไร่สแพนแรนช์ ซึ่งเขาได้ที่แห่งนี้มาก็เพราะว่า ชาร์ลส์ก็ได้ส่งสาวกสาว ๆ ของเขาไปบำเรอแก่ชายตาบอดเจ้าของที่ ชื่อว่า "จอร์จ สแพห์น" และยังได้ให้สาว ๆ คอยดูแลเป็นหูเป็นตาให้กับจอร์จด้วย เพื่อแลกกับการได้ใช้ประโยชน์ที่แห่งนี้ฟรี ๆ และต่อมาชาร์ลส์ก็ได้สาวกชายเพิ่มขึ้นมา ชื่อว่า "ชาร์ลส์ วัตสัน" และถูกเรียกชื่อใหม่เป็น "เท็กซ์ วัตสัน" ที่ต่อมา เขาก็ได้กลายเป็นสาวกสำคัญของครอบครัวแมนสันในเวลาต่อมา


ชีวิตดี ๆ ของชาร์ลส์ แมนสันยังคงดีขึ้นเรื่อย ๆ เขาได้รับการแนะนำจาก "ฟิล คอฟแมน" ให้รับงานเป็นโปรดิวเซอร์หน้าใหม่ของยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ซึ่งผลงานของเขาล้วนใช้วิสัยทัศน์ด้านมืด มาผลิตงานเพลงให้กับศิลปินต่าง ๆ ส่งผลให้ศิลปินต่าง ๆ ที่ได้ทำงานกับเขา ล้วนได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นเป็นอย่างมาก

ชาร์ลส์ แมนสัน และกีต้าร์ของเขา
โดยเฉพาะงานเพลงที่ชาร์ลส์ได้ร่วมงานกับศิลปินวง "เดอะบีเทิลส์" เขาได้แอบใส่ความเชื่อของครอบครัวแมนสันเข้าไปในเพลง เฮลเตอร์ ซเกลเตอร์ ที่เป็นหนึ่งในผลงานชุด ไวท์อัลบั้ม โดยเนื้อเพลงได้แอบใส่โค้ดลับที่พูดถึงวันสิ้นโลกเข้าไปด้วย

สาเหตุที่ชาร์ลส์ แมนสันได้ใส่ความเชื่อนี้ลงไปในเพลงก็เพราะ วันหนึ่งเขาเกิดนิมิตขึ้นมาว่า ในไม่ช้าจะเกิดสงครามระหว่างคนขาวและคนดำขึ้น และมันจะเป็นชนวนไปสู่สงครามปรมณูล้างโลก โดยฝ่ายคนผิวดำจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่ทว่าพวกคนผิวดำนั้นจะไม่สามารถมาปกครองเหล่าคนผิวขาวได้ เพราะว่าฟ้าได้ส่งพวกเขา ชาวครอบครัวแมนสันลงมา โดยมีชาร์ลส์เป็นผู้นำเชื้อสายบริสุทธิ์เพียงหนึ่งเดียว ที่จะกลายเป็นผู้ครองโลกตลอดกาลนั่นเอง

ใครจะไปคิดว่านิมิตสุดเพี้ยนบ้าบอนี้จะมีคนเชื่อ แต่เมื่อชาร์ลส์เชื่อ อย่างน้อยคนในครอบครัวแมนสันก็ต้องเชื่อด้วย นั่นจึงเป็นก้าวแรกที่ทำให้เหล่าพลพรรคชาร์ลส์แฟมิลี่ เริ่มก่อเหตุร้ายต่าง ๆ นา ๆ เพื่อป้ายความผิดให้กับพวกคนผิวดำ เพื่อมุ่งหวังจะให้สงครามที่ชาร์ลส์ได้ทำนายไว้นั้น เกิดขึ้นมาจริง ๆ ให้ได้


โดยในวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ.1969 ครอบครัวแมนสันได้บุกขึ้นบ้านของ "แกรี่ ฮินแมน" เพื่อนนักดนตรีสายพุทธศาสนาของชาร์ลส์ และเป็นอีกด้านก็เป็นพ่อค้ายาเสพติด เคยเป็นอดีตคนที่อุปถัมภ์บ็อบบี้ บัวโซเลล ที่ตอนนี้เขาได้กลายมาเป็นสาวกของชาร์ลส์แล้ว โดยอ้างว่าจะมาทวงเงินที่แกรี่ติดพวกเขาไว้ ซึ่งแน่นอนว่าแกรี่ได้ขัดขืน แต่เพราะตัวเองถูกจับอยู่ จึงถูกชาร์ลส์ใช้ดาบตัดหูไปข้างนึง จากนั้นก็สั่งให้เหล่าครอบครัวแมนสัน ซึ่งประกอบไปด้วย บ็อบบี้ บัวโซเลล, แมรี่ บรูเนอร์ และซูซาน แอทกินส์ ลงมือฆ่าแกรี่เสีย โดยสั่งให้บ็อบบี้เป็นผู้ลงมือแทงแกรี่เพื่อวัดความภักดี โดยแกรี่ถูกแทงหลายทีจนเสียชีวิต ส่วนสองสาวก็ช่วยกันนำเลือดของแกรี่ มาเขียนข้อความว่า "โพลิติคัลพิกกี้" ลงบนกำแพง และวาดรูปเล็บเสือเพื่ออำพรางว่า เรื่องนี้เป็นฝีมือของพวกแบล็คแพนเธอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนผิวดำหัวรุนแรงนั่นเอง

โดยอาทิตย์ต่อมา ศพของแกรี่ก็ได้ถูกพบ และบ็อบบี้ บัวโซเลลก็ถูกจับได้ในขณะที่เขากำลังขับรถเฟียตที่ขโมยมาจากบ้านแกรี่นั่นเอง และอีก 2 วัน ต่อมา แม่รี่ บรูเนอร์ ก็ถูกจับในข้อหาขโมยบัตรเครดิตไปอีกคน


ขนาดผู้ร่วมก่อคดีถูกจับรวดเร็วขนาดนี้ ชาร์ลส์แมนสันก็ยังไม่รู้สำนึก เขาได้เลือกที่จะก่อกรรมครั้งใหม่ โดยครั้งนี้ เขาได้เลือกเป้าหมายมาที่ "เทรี่ เมลเชอร์" อดีตผู้ควบคุมงานบันทึกเสียง ที่ได้ยกเลิกสัญญาทำแผ่นเสียงของชาร์ลส์เพื่อหมายจะแก้แค้น แต่เมื่อชาร์ลส์ไปถึงบ้านของเทรี่ เขากลับพบว่าเทรี่ได้ย้ายออกไปนานแล้ว และเจ้าของบ้านคนปัจจุบันก็คือ "โรมัน โปแลนสกี้" ผู้กำกับหนังชื่อดังอาศัยอยู่กับภรรยาที่เป็นดาราสาวชื่อดัง "ชารอน เทท" ที่กำลังท้องอยู่ 8 เดือน ซึ่งแน่นอนว่า ชาร์ลส์ แมนสันนั้นไม่รู้หรอกว่าคนที่มาอยู่ใหม่นั้นเป็นใคร เขาคิดแค่ว่าตอนนี้ใครจะอยู่ก็ได้ทั้งนั้น เพราะเขาได้เลือกที่จะก่อเหตุไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง
ดาราสาว "ชารอน เทท"
อาบิเกล ฟอลเกอร์
สภาพศพของ "เจย์ เซบริงก์"
วอยเทค ฟรีโควสกี้
ซึ่งวันนั้นตรงกับวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1969 โปแลนสกี้ ไม่อยู่บ้าน แต่ในบ้านนั้นมี ชารอน เททกับเพื่อน ๆ ประกอบไปด้วย เจย์ เซบริงก์(แฟนเก่าของเทท), อาบิเกล ฟอลเกอร์(ทายาทเศรษฐีค้ากาแฟ) และวอยเทค ฟรีโควสกี้(แฟนของอาบีเกล) กำลังทานอาหารค่ำกันอยู่

ไม่มีใครรู้ว่าข้างนอกบ้านนั้น จะมีเหล่าครอบครัวแมนสันซึ่งประกอบไปด้วยชาร์ลส์ และสาวกอีกสี่คน กำลังเตรียมการบางอย่างอยู่ โดยชาร์ลส์ สั่งให้เท็กซ์ วัตสัน มือขวาคนสนิทปีนขึ้นเสาไฟไปตัดไฟในบ้านก่อน จากนั้นก็สั่งให้ซูซาน, แพทรีเซีย, เครนวิงเกล และลินดา คาซาเบียน บุกเข้าไปในบ้าน

แต่ก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้น สตีเวน พาเรนท์ บังเอิญแวะมาเยี่ยมแม่บ้านที่นี่ได้มาเห็นเข้า สตีเวนตะโกนถามพวกครอบครัวแมนสันว่าเป็นใคร ทำให้เทกซ์ วัตสัน ตัดสินใจยิงปืนเข้าศีรษะของสตีเว่นทันทีถึง 4 นัด ตายคาที่ราวกับเป็นตัวประกอบราคาถูก

จากนั้นเหล่าครอบครัวแมนสันก็ทำงานกันต่อไป โดยเท็กส์ปีนเข้าไปทางห้องเด็ก ส่วนแอดกิ้นส์ กับเครนวิงเกลบุกเข้าทางประตู และให้คาซาเบียนคอยดูต้นทางอยู่ด้านนอก

แอดกินส์ ใช้มีดบังคับให้คนในบ้านทั้ง 4 คนมารวมตัวกันที่ห้องโถงกลาง จากนั้นเท็กซ์ก็ใช้ปืนสั่งให้ทุกคนหมอบลงกับพื้น เซบริงก์ที่เป็นแฟนเก่าของชารอนเกิดขัดขืนสู้ ทำให้เท็กส์ยิงเขาเข้าที่หน้าอกกระสุนทะลุปอด แต่เซบริงก์ก็ยังคงต่อสู้ไม่ยอมจำนนแต่โดยดี เท็กส์จึงใช้มีดเสียบเข้าไปที่เซบริงก์ซ้ำหลายครั้งจนเสียชีวิตในที่สุด

จากนั้นพวกเขาก็จัดการนำศพของเซบริงก์แขวนเชือกไว้กับขื่อ โดยที่ปลายอีกข้างหนึ่งของเชือก ได้ทำการผูกไว้กับคอของชารอน เทท และอาบีเกล โดยพวกเขาต้องยืนเขย่งตัวไว้ เพื่อไม่ให้เชือกต้องรัดคอตัวเอง

จู่ ๆ ฟรีโควสกี้ ก็สะบัดตัวเองหนีออกไปทางสวนของบ้าน เท็กส์จึงสั่งให้แอดกินส์ไล่ตามไปฆ่าฟรีโควสกี้ด้วยการใช้มีดแทงจากด้านหลังหลายแผล ตามด้วยเท็กซ์ยิงปืนใส่อีก 2 นัด แต่ฟรีโควสกี้ก็ยังไม่ตายซักที เทกซ์จึงใช้ด้ามปืนทุบซ้ำไปอีกหลายทีจนโควสกี้เสียชีวิต

อาบีเกลที่ถูกเชือกแขวนคออยู่ก็อาศัยจังหวะนี้ปลดเชือกออกแล้วหนีบ้าง แต่แอตกินส์ก็ไล่ตามมาจนทัน แล้วใช้มีดแทง ตามด้วยเทกซ์ก็มาช่วยแทงซ้ำอีกแรง จนในที่สุดอาบีเกลก็เสียชีวิตตามไป

เมื่อพวกของครอบครัวแมนสันกลับมาที่ห้องโถงก็พบว่า ชารอน เทท กำลังพยายามหนีเช่นกัน แต่เพราะเธอกำลังท้องใกล้คลอด จึงหนีไปไหนไม่ได้ไกลนัก ชาร์ลส์จึงสั่งให้เทกซ์ฆ่าเธอซะ ท่ามกลางเสียงร้องขอชีวิตของชารอน

แต่การร้องขอชีวิตนี้มันก็ไม่ได้ผลอะไร เพราะทั้งเท็กซ์ แอตกินส์ และเครนวิงเกล ต่างก็ใช้มีดในมือช่วยกันแทงไปที่ร่างของชารอนถึง 16 แผล ตามด้วยผ่าท้อง และตีศีรษะด้วยท่อนไม้

เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
ยังไม่สาแก่ใจของเหล่าครอบครัวแมนสัน ชาร์ลส์ได้สั่งให้สาวกจับเธอมัดโยงกับเพดานไว้ และใช้มีดตัดเต้านมของเธอออกมาทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่ตาย จากนั้นก็ใช้มีดกรีดไปตามร่างกาย ตั้งแต่ยอดอก ยาวลงมาจนถึงหัวหน่าว เลือดสด ๆ สาดกระเซ็นจนเต็มห้อง ยังไม่พอแค่นั้น หลังจากการฆาตกรรมหมู่จบลง พวกเขาก็ได้ใช้เลือดของชารอน เขียนตัวอักษรคำว่า "PIG" ขนาดใหญ่ไว้ที่บานประตูบ้านอีกด้วย

และเป็นที่น่าสลดหดหู่อีกอย่างหนึ่งก็คือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในความมืด พวกครอบครัวแมนสันไม่รู้เลยว่า พวกตัวเองได้ฆ่าใครไป เพราะพวกเขาแค่ตั้งใจจะฆ่าใครก็ได้ที่อยู่ในบ้านนั้นเท่านั้นเอง

หลังจากเหตุการณ์นี้ ทำให้ชาร์ลส์ได้ตัดสินใจเลือกเหยื่อรายถัดมาด้วยตัวเอง โดยคราวนี้ ชาร์ลส์เลือกเหยื่อเป็นเศรษฐีเจ้าของแฟรนไชน์ซูเปอร์มาเกตชื่อ เลโน่ ลาเบียนก้า ซึ่งสาเหตุที่ชาร์ลส์ เลือกเขาเป็นเหยื่อนั้น เพียงเพราะว่าเลโน่เป็นเศรษฐีเท่านั้นเอง ไม่ได้เลือกเพราะเลโนเป็นคนเลวอะไร ขอแค่เหยื่อรวยเพื่อฆ่าแล้วปล้นเอาเงินมาใช้

โดยเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นหลังจากการฆาตกรรมหมู่ที่บ้านของชารอน เทท เพียงวันเดียวเท่านั้นเอง ชาร์ลส์ได้บุกเข้าบ้านลาเบียนก้า ในเวลาประมาณตีหนึ่ง จากนั้นก็ใช้ปืนจี้บังคับให้ "เลโน" และ "โรสแมรี่" ออกจากห้องนอนมาที่ชั้นล่าง และทำการมัดทั้งสองด้วยเชือกเอาไว้ จากนั้นชาร์ลส์ก็เรียกเท็กซ์, เครนวิงเกล, กับเลสลี่ แวนฮูเทนเข้ามา เท็กซ์จัดการปาดคอเลโน่ แล้วใช้มีดแทงซ้ำไปที่คอ ส่วนโรสแมรี่ผู้เป็นภรรยาตกใจสุดขีด ทั้งกรีดร้องและดี้นรนขัดขืน ทำให้เครนวิงเกล กับแวน ฮูเทน ช่วยกันใช้มีดรุมแทงไปเธอถึง 41 แผล และกลับมาแทงเลโน่ต่อด้วยมีด 20 แผล แทงด้วยส้อมอีก 11 แผล จากนั้นก็กรีดอักษรคำว่า "WAR" ไว้บนท้องของเลโน่


จากนั้นครอบครัวแมนสันก็จารึกอักษรเลือดเป็นวลีว่า “Death To Pigs” หรือตายอย่างหมู ไว้บนกำแพง และเขียนคำว่า "Healter Skelter" ซึ่งสังเกตได้ว่ามีตัว A เกินมา 1 ตัวไว้บนตู้เย็นก่อนจะหลบหนีไป



ซึ่งหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ทั้งชาร์ลส์ แมนสันและเหล่าสาวกครอบครัวแมนสันก็ถูกจับ แต่ไม่ได้จับในข้อหาฆาตกรรม พวกเขาทั้งหมดถูกจับในข้อหาขโมยรถยนต์ แต่ด้วยหลักฐานไม่เพียงพอ และไม่พบว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องปล่อยตัวครอบครัวแมนสันไปก่อน

แต่ด้วยความสามารถของตำรวจแอลเอในยุคนั้น พวกเขาได้พบชิ้นส่วนแหวนรถยนต์โฟลคสวาเก้นที่ถูกขโมยมาจากบ้านเหยื่อเคราะห์ร้ายในรถที่ต้องสงสัยว่าถูกขโมยมาในไร่ของครอบครัวแมนสัน ทำให้การสืบสวนเริ่มพุ่งเป้ามาที่ชาร์ลส์ และสาวก โดยพยายามผูกเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ต่อเนื่องว่า มันพอจะมีอะไรที่เหมือนกันบ้าง จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เริ่มจับทางได้ว่า ข้อความที่ถูกเขียนในบ้านของลาเบียนก้านั้น มันเกี่ยวข้องกับชื่ออัลบั้มของวงเดอะบีทเทิล แต่ก็ยังไม่สามารถจะใช้เป็นหลักฐานอะไรได้อยู่ดี

ส่วนในคดีสังหารหมู่ในบ้านชารอน เทท นั้น ก็มีลักษณะการถูกทารุณกรรมคล้ายกับคดีของเลโน่ ลาเบียนก้า และแกรี่ ฮินน์แมนค่อนข้างมาก

ยิ่งช่วงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับพวกครอบครัวแมนสันในข้อหาขโมยรถนั้น คิตตี้ ลูทซิงเกอร์ แฟนของบัวโซเลล ได้ให้การมีพิรุธก่อนที่จะถูกปล่อยตัวไป แต่พิรุธนั้น กลับสามารถนำมาโยงใยคดีฆาตกรรมในคดีของแกรี่ ฮินน์แมน กับครอบครัวแมนสันได้ในภายหลัง และต่อมาซูซาน แอตกินส์หนึ่งในสาวกครอบครัวแมนสัน ได้ถูกจับเข้าคุกด้วยคดีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการฆาตกรรมเลย แต่ในช่วงที่เธอติดคุกอยู่นั้น ซูซานกลับได้คุยโม้โอ้อวดถึงการฆาตกรรมในคดีชารอน เทท โดยซูซานบอกว่าเธอนี่แหละ เป็นคนฆ่าชารอนกับมือ แถมยังหลุดปากเล่าขั้นตอนการฆ่าอย่างละเอียดอีก จนเรื่องนี้เข้าหูเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้การสืบสวนสามารถโยงเรื่องราวทั้งหมดได้สำเร็จ และในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีหลักฐานมากพอที่จะสามารถดำเนินการจับกุมตัวชาร์ลส์ และสาวกครอบครัวแมนสันมาดำเนินคดีได้ทั้งหมด ในวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1969 นั่นเอง


ครอบครัวแมนสันทั้งหมด ประกอบด้วย
Charles Manson ปัจจุบัน อายุ 82 ปี
Susan Atkins เสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2009 อายุ  61 ปี
Bobby Beausoleil ปัจจุบัน อายุ 69 ปี
Mary Brunner ปัจจุบัน อายุ 73 ปี
Bruce Davis ปัจจุบัน อายุ 74 ปี
Lynette "Squeaky" Fromme ปัจจุบัน อายุ 68 ปี
Sandra Good ปัจจุบัน อายุ 73 ปี
Steve "Clem" Grogan ปัจจุบัน อายุ 65 ปี
Barbara Hoyt ปัจจุบัน อายุ 65 ปี
Linda Kasabian ปัจจุบัน อายุ 66 ปี
Patricia Krenwinkel ปัจจุบัน อายุ 69 ปี
l Catherine "Gypsy" Share ปัจจุบัน อายุ 74 ปี
Leslie Van Houten ปัจจุบัน อายุ 67 ปี
Paul Watkins  เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1990 อายุ 66 ปี
Charles "Tex" Watson ปัจจุบัน อายุ 71 ปี


การพิจารณาคดีต้องใช้เวลาถึงปีกว่าอย่างวุ่นวาย เพราะตลอดช่วงการพิจารณาคดี ก็จะมีเหล่าสาวกของชาร์ลส์ แมนสัน ทั้งสาวกแท้ สาวกเทียม และเหล่าผู้เลื่อมใสจำนวนมาก มาคอยชุมนุมให้กำลังใจ บุกขึ้นศาล ส่งเสียงเอะอะทำลายข้าวของอยู่เสมอ ๆ แต่ในที่สุดผลพิจารณาคดีก็ออกมาที่ศาลสั่งประหารชีวิต ชาร์ลส์ แมนสัน กับสาวกอีกสามคน แต่ด้วยกฏหมายของแคลิฟอเนียไม่มีโทษประหาร จึงทำให้ทั้งหมด ได้รับคำตัดสินเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน


ในเวลาต่อมา "ซูซาน แอทกินส์" ที่ถูกจำคุกอยู่นั้น ได้เป็นมะเร็งสมองและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2009 ส่วนชาร์ล แมนสันได้พยายามขออภัยโทษในปีเดียวกัน แต่ศาลไม่รับคำร้องเนื่องจากโทษของเขารุนแรงเกินกว่าจะให้อภัย

ในปี ค.ศ. 2010 หนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิสไทมส์ ได้รายงานข่าวว่าชาร์ลส์แมนสันถูกจับได้ว่าแอบมีโทรศัพท์มือถือใช้ในคุก

ปี ค.ศ. 2014 ชาร์ลส์ได้ประกาศหมั้นขณะที่เขายังถูกจำคุก ในวันที่ 17 พฤศจิกายน กับ "อัฟตัน เอลเลน เบอร์ตัน" โดยเบอร์ตันได้แวะมาเยี่ยมเขาตลอดระยะเวลา 9 ปี  ซึ่งทะเบียนสมรถของพวกเขาได้หมดอายุลงในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 โดยมิได้มีพิธีการแต่งงานใด ๆ เกิดขึ้น

อัฟตัน เอลเลน เบอร์ตัน แฟนสาวของชาร์ลส์ แมนสัน

และในปีเดียวกันมีข่าวลือว่าชาร์ลส์ได้เสียชีวิตในห้องขังพร้อมทิ้งโน้ตว่า "เขาจะกลับมาเพราะเขาคือพระเจ้า" แต่ข่าวลือนี้ได้ถูกลบล้างไปในภายหลัง ปัจจุบันชาร์ลส์ แมนสันยังคงถูกจำคุกในอายุ 82 ปี นั่นเอง


มิติที่ 6 หวังว่า เรื่องราวของลัทธิอุบาทว์จากต่างประเทศที่เคยนำเสนอ ตั้งแต่ลัทธิโบสถ์มวลชนของจิมโจนส์ มาจนถึงเรื่องของลัทธิครอบครัวอุบาทว์แมนสันแฟมิลี่นี้ จะสามารถทำให้ท่านผู้ชมได้นำไปบอกเล่ากับใครก็ตาม ที่กำลังหลงอยู่ในวังวนของคำสอนผิด ๆ จากลัทธิแปลก ๆ เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้น ได้รู้ว่า สุดท้ายความคลั่งไคล้ผิด ๆ มันก็สามารถทำให้เราลงมือทำอะไรผิด ๆ ได้ โดยที่เรานั้นไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และผลสรุปของมันก็น่าจะออกมาไม่สวย เหมือนกับพวกเขา...  "ชาร์ลส์ และเหล่าครอบครัวแมนสัน"



อัพเดตล่าสุดจาก นสพ.ข่าวสด วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_639733 

  • เมื่อ 20 พ.ย. เอพีรายงานว่า ชาร์ลส์ แมนสัน อาชญากรและเจ้าลัทธิผู้บงการฆาตกรรมสุดสยองในสหรัฐอเมริกา เมื่อปีพ.ศ.2512 เสียชีวิตลงด้วยวัย 83 ปี หลังเข้ารับรักษาอาการป่วยหนักที่โรงพยาบาลเบเกอร์ฟิลด์ตั้งแต่ต้นเดือนนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์แจ้งว่า นักโทษตายด้วยสาเหตุตามธรรมชาติ และยังไม่ตัดสินใจว่าจะจัดการกับร่างนักโทษอย่างไร



แปลและเรียบเรียง นิวัตน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://www.fwdder.com/topic/259846
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Charles_Manson
https://en.wikipedia.org/wiki/Category:Manson_Family
http://now8news.com/charles-manson-dead-at-age-80/
http://www.gossipcop.com/charles-manson-dead-death-hoax-suicide-note-died/