ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

[ 18+ จัดเต็ม ] มิติที่ 6 การทดลองสุดสยองขวัญที่อเมริกาไม่อยากให้โลกจดจำ


หลังจากที่สหรัฐอเมริกาสามารถเป็นแกนนำในการพาเหล่าประเทศฝ่ายพันธมิตร เข้าสู่ชัยชนะของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กินเวลายาวนานกว่า 6 ปี ได้สำเร็จ ด้านประเทศผู้พ่ายแพ้ต้องกลายเป็นจำเลยสงคราม เยอรมัน และญี่ปุ่น ได้ถูกสอบสวนถึงเรื่องราวการนำมนุษย์มาทดลอง เหล่าแพทย์ของพวกเขาต่างก็ถูกสังหารทิ้งอย่างสะใจ แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป ความจริงบางอย่างก็ถูกเปิดเผยขึ้น ความพยายามที่อยากจะเอาชนะสงครามของอเมริกา ความจริงที่บอกเราว่า ความพยายามเหล่านั้นไม่ได้มาจากการที่ประเทศอเมริกาถูกญี่ปุ่นบุกโจมตีที่อ่าวเพิร์ล แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาล้วนเตรียมการจะจบสงครามครั้งนี้กันอยู่แล้วตั้งแต่ต้น โดยมีการทดลอง วิจัย เตรียมตัวกันมาอย่างดี มิติที่ 6 วันนี้ จะเปิดเผยถึงการทดลองสุดอุบาทว์ของสหรัฐอเมริกา 
ในช่วงก่อนไปจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การทดลองอุบาทว์ที่อเมริกาเอง ก็ไม่สามารถจะลบมันออกไปจากประวัติศาสตร์ของพวกเขาได้ !!

 เปิดชมบนยูทูปได้ที่นี่

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับความไว้วางใจให้เป็น 1 ในประเทศผู้นำ ที่คอยดูแลสอดส่องความสงบเรียบร้อยในโลกนี้ และเป็นประเทศแกนนำในการจัดการปัญหาสิทธิมนุษยชน ที่เหล่าประเทศเพื่อนบ้านไว้วางใจ แต่ใครจะรู้ว่าอเมริกานั้น มีเรื่องราวดำมืดในสมัยที่โลก ยังคงครุกรุ่นจากไอสงครามต่าง ๆ ด้านมืดที่สุดอุบาทว์ไม่แพ้เยอรมัน ไม่ด้อยไปกว่าญี่ปุ่น แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่าใครของอเมริกา มันทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันช่างดูไม่น่ากลัวเสียเท่าไหร่ และเรื่องราวที่จะเล่านี้ มันอาจจะทำให้เรา ต้องมองอเมริกากันใหม่อีกครั้ง ว่าถ้าหากเกิดสงครามครั้งใหม่ เราจะไว้ใจประเทศผู้นำประเทศนี้ได้หรือไม่ ?


โปรเจ็กแม็คอุลตร้า โปรเจ็กย่อยที่ 68 [Project MKULTRA, Subproject 68]


"หน่วยข่าวกรองส่วนกลาง" หรือ "CIA" หน่วยงานสุดเท่ห์ของสหรัฐอเมริกาที่ถูกตั้งขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1947 ที่มีหน้าที่สืบเสาะข่าวสารสถานการณ์ต่าง ๆ ของโลก ส่งตรงสู่ประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อเป็นแนวทางในการวางนโยบายของประเทศ ให้ดำเนินไปอย่างไม่มีความผิดพลาด แต่ใครจะรู้ว่าในช่วงปี ค.ศ. 1957 ถึง ค.ศ. 1964 นั้น CIA ได้คิดโครงการ "โปรเจ็คแม็คอุลตร้า" ขึ้นมา เพื่อวิจัยเทคนิคการควบคุมจิตใจของมนุษย์ หวังผลที่จะสร้างทาสผู้ซื่อสัตย์ ที่จะสามารถทำงานบางอย่างให้กับหน่วยงาน CIA ได้ โดยที่คน ๆ นั้น จะไม่มีทางล่วงรู้เลยว่า ตัวเองได้ทำอะไรลงไปบ้าง

ซึ่งโปรเจ็กนี้ ได้ถูกแยกย่อยออกมาเป็นหน่วยย่อยที่ 68 นำโดย "นายแพทย์ โดนาลด์ อีเวน คาเมรอน" ที่จะต้องหาวิธีใดก็ได้ ที่จะสามารถควบคุมจิตใจของคนให้สำเร็จ โดยคำว่าใช้วิธีการใดก็ได้ อย่างเช่น การใช้ยากล่อมประสาททำให้สมองได้รับความสุขจากยา LSD การช็อตด้วยไฟฟ้า การกักขังหน่วงเหนี่ยว การทรมานด้วยการจับเหยื่อทดลองไปอังกับไฟ ไม่ก็นำไปแช่ในน้ำแข็ง การจับเหยื่อแขวนกับเพดานแล้วห้อยหัวลงมา การให้กิน เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ ชิ้นเนื้อสด ๆ หรือการจับอดอาหาร การบังคับไม่ให้เหยื่อนอนหลับเป็นเวลานาน การปิดตาปิดหูปิดปาก แม้แต่บังคับให้มองดูเหยื่อคนอื่นถูกทรมาน และสุดโหดกว่านั้นก็คือ การบังคับให้เหยื่อตั้งท้อง จากนั้นก็รีดลูกเหยื่อออกมา ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นตัวอ่อน ไม่เว้นแม้แต่การข่มขืนเหยื่อ การทำร้ายคน สัตว์ หรือสิ่งของที่เหยื่อรัก และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเหยื่อที่ถูกทารุณกรรม จะเกิดอาการทนรับกับความเจ็บปวดทางกายและใจอย่างแสนสาหัสนี้ไม่ได้ จนในที่สุดเหยื่อจะสร้างบุคลิกอีกบุคลิกหนึ่งขึ้นมา เพื่อรับมือกับการถูกทรมานดังกล่าว ซึ่งช่วงนี้เหยื่อก็จะถูกฝังคำสั่งอะไรก็ได้เข้าไป เพื่อทำภาระกิจให้กับทางการโดยที่เหยื่อจะจำคำสั่งนั้นไม่ได้ แต่สามารถปฏิบัติภาระกิจให้สำเร็จได้โดยที่ไม่รู้ตัว


จะเห็นได้ว่าลักษณะการทดลองทำทารุณกรรมเหยื่อนี้ ล้วนแต่เป็นลักษณะการทำกับผู้หญิงทั้งสิ้น เพราะทางโปรเจ็กนี้ได้เล็งเห็นว่า การควบคุมจิตใจคนนั้น จะสามารถทำได้ผลดีกับเหยื่อที่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งทาง ดร.คาเมร่อน นั้น ได้พยายามหาทางปกปิดความลับในการทดลองนี้ ด้วยการส่งเหยื่อเด็กสาวที่ถูกควบคุมจิตใจเรียบร้อยแล้ว ส่งให้ไปบำเรอกามแก่ผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลสมัยนั้น และถ่ายภาพกิจกรรมนั้นเก็บเอาไว้เพื่อแบล็คเมล์ ต่อมาภายหลังที่โปรเจ็กนี้ได้ถูกเปิดโปงขึ้นในปี ค.ศ. 1964 รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศยกเลิกโครงการนี้ไป เพราะเหยื่อที่ถูกปล่อยตัวไปบางราย สามารถจำสิ่งที่พวกเธอถูกกระทำได้ และนำเรื่องนี้เปิดเผยให้กับสื่อมวลชนให้รับรู้

ซึ่งปัจจุบัน ถึงโครงการนี้จะถูกยกเลิกไปแล้วก็ตาม ชาวอเมริกันบางส่วนก็ยังเชื่อว่า รัฐบาลของประเทศตัวเองนั้น ก็ยังคงแอบดำเนินโครงการนี้ต่อไปอย่างลับ ๆ อยู่นั่นเอง


การทดลองรับมือกับแก๊สมัสตาร์ด และแก๊สพิษอื่น ๆ


เป็นที่รู้กันดีว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ประเทศเยอรมันได้คิดค้นแก๊สมัสตาร์ด ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองต่ออวัยวะส่วนต่าง ๆ ที่สัมผัสโดนมันเข้า และได้ใช้มนุษย์ทดลองดูผลของมันอย่างเลือดเย็น ไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุดนั้น

อเมริกาผู้เป็นศัตรูโดยตรงกับฝ่ายเยอรมัน ก็ตระหนักถึงพิษอันร้ายกาจของแก๊สนี้ รวมถึงแก๊สพิษอื่น ๆ ที่ถูกนำมาใช้ในช่วงสงครามอย่างเลือดเย็น จนอเมริกาเองก็ต้องหาทางป้องกัน และรักษาอาการโดนพิษดังกล่าวให้ทันท่วงที โดยใช้เหยื่อทดลองที่จะทราบผลได้รวดเร็วเช่นเดียวกับเยอรมัน นั่นก็คือ

ในช่วงปี ค.ศ. 1940  ทางหน่วยวิจัยของอเมริกาได้ทำทดลองกับทหารของฝ่ายตัวเอง โดยเจาะจงทดลองกับทหารผิวดำ โดยพวกเขาทำการทดลองนี้ โดยที่ทหารผู้โชคร้าย ไม่รู้ตัวว่าตัวเองถูกจับทดลองด้วยซ้ำ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวอีกที เนื้อตัวของเหยื่อก็กลายเป็นแผลพุพองจากสารพิษดังกล่าวไปแล้ว โดยเหยื่อจะมีอาการไอ หากได้รับแก๊สพิษเข้าทางระบบหายใจ และตามเนื้อตามตัวจะกลายเป็นแผลพุพองอย่างช้า ๆ ทำให้เหยื่อได้รับความเจ็บปวดอย่างสูง

ซึ่งผลการทดลองนี้ ทำให้ทางแพทย์อเมริกันพบว่า หลังจากเหยื่อสัมผัสถูกแก๊สมัสตาร์ด จะสามารถเป็นมะเร็งผิวหนังได้ภายใน 24 ชั่วโมง และจะสามารถเสียชีวิตได้ภายในเวลาต่อมา


ซึ่งผลการรักษาก็ไม่สามารถรักษาเหยื่อให้หายได้ทุกราย รายไหนที่รักษาได้ ก็จะมีร่องรอยความเจ็บปวดติดอยู่กับตัว บางรายที่รักษาไม่ได้ก็เสียชีวิตไป โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองถูกใครทำอะไรเอาไว้

และยังมีข่าวลือว่า ทางแพทย์วิจัยได้ใช้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลเวอร์จีเนียมาเป็นเหยื่อทดลองแก๊สพิษชนิดต่าง ๆ นี้ โดยไม่เลือกว่าเหยื่อจะเป็นทหาร หรือพลเรือนอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ได้ถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด


กองทัพสหรัฐฯ แอบให้การสนับสนุนการทดลองในมนุษย์ที่ไม่ได้สมัครใจ ในยูนิตนรก 731


ยูนิต 731 คือ สถานที่ทดลองสุดอุบาทว์ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่ทางรัฐบาลของญี่ปุ่นได้ก่อตั้งขึ้น โดยการดูแลของนายแพทย์ชิโร่ อิชิอิ การใช้เหยื่อสงครามนับหมื่นชีวิตเป็นตัวทดลอง ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเชื้อโรคในตัวมนุษย์ การทดสอบการฆ่าเหยื่อด้วยวิธีการผิดมนุษย์ หรือแม้กระทั่งการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะที่อุบาทว์กว่าเยอรมันจะคิดได้ โดยนำเหล่าผู้ถูกทดลองจากเชลยศึกในสงครามที่ประเทศจีน มาฆ่าทิ้งเล่นดังผักปลา ซึ่งในอนาคต มิติที่ 6 จะทำเรื่องนี้ออกมาให้ชมกัน เพราะหากจะอธิบายให้ละเอียดในคลิปนี้ คาดว่าอาจจะทำให้ท่านผู้ชมไม่สามารถจะรับพฤติกรรมของทั้งอเมริกาและญี่ปุ่นได้ภายในคลิปเดียวกันนั่นเอง

ซึ่งแน่นอนว่า นายแพทย์อิชิอิ ได้ทำการบันทึกผลการทดลองต่าง ๆ เก็บไว้ เพื่อรายงานกลับไปให้ทางกองทัพญี่ปุ่น ได้นำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ทหาร ซึ่งก็ถือว่าเป็นรายงานที่มีค่ามากมาย

เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม นายแพทย์อิชิอิ ได้ถูกจับตัวในปีค.ศ. 1945  ซึ่งต่อมานายพล ดักกลาส แมคอาร์เธอร์ แห่งกองทัพอเมริกา ได้ออกมายอมรับว่า กองทัพอเมริกานั้นได้ตกลงกับ นายแพทย์อิชิอิ ในการที่จะไม่เอาผิดกับเขาในข้อหาอาชญากรสงคราม เพื่อแลกกับการส่งมอบรายงานการทดลองสุดอุบาทว์นี้ให้กับกองทัพ


นั่นหมายความว่า กองทัพอเมริกานั้น สนใจในรายงานของ นายแพทย์อิชิอิ เป็นอย่างมาก !!
และจากการตกลงครั้งนี้ ทำให้นายแพทย์อิชิอิ มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 15 ปี โดยแลกกับการเปิดเผยรายงานอาวุธชีวภาพในมนุษย์ ที่จะสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาทำร้ายใคร ๆ ได้อีก หากเกิดสงครามขึ้นในอนาคต ซึ่งอเมริกาเอง ก็ไม่ได้คิดจะรับผิดชอบในการบรรลุข้อตกลงอุบาทว์นี้แต่อย่างใด


การใช้อาวุธเคมีและชีวภาพ ในเมืองต่าง ๆ ของอเมริกา


ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 กองทัพอเมริกาได้ร่วมมือกับ CIA ทำการทดลองอาวุธชีวภาพในเมืองต่าง ๆ ของพวกเขาเอง เพื่อจะวิจัยเกี่ยวกับผลลัพธ์ในการใช้อาวุธแบบนี้กับมนุษย์ว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเหยื่อได้บ้าง จะได้ไม่ต้องคิดสมมติฐานให้เสียเวลา ใช้งานจริงกับคนจริง ๆ ตรง ๆ ทั้งเมืองไปเลย

โดยทางกองทัพได้ปฏิบัติการดังกล่าว ด้วยวิธีการโรยเชื้อโรคเหล่านั้นให้ปนเปื้อนในอากาศ ตามสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้
  • CIA ปฏิบัติการโรยเชื้อไวรัสโรคไอกรน ลงบนพื้นที่แทมป้าเบย์ ในรัฐฟลอริด้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคไอกรนไป 12 ราย
  • กองทัพเรืออเมริกา ได้พ่นเชื้อแบคทีเรียในเมืองซานฟรานซิสโก ส่งผลให้มีประชาชนมากมายป่วยเป็นโรคปอดติดเชื้อ จนเป็นปอดบวม
  • ที่ซาวานน่า ในรัฐจอเจีย กับเอวอนพาร์ค ในรัฐฟลอริด้า ก็ได้ถูกทางกองทัพปล่อยยุงที่มีเชื้อโรคไข้เหลืองและไข้เลือดออกเข้าทำร้ายประชาชนในเมือง ส่งผลให้มีประชาชนมากมาย ต้องป่วยเป็นโรคดังกล่าว ไม่เว้นแม้แต่เด็กในครรภ์มารดา ก็ได้รับเชื่อผ่านกระแสเลือดเข้าไปด้วย

ซึ่งหลังจากกองทัพได้ดำเนินการอุบาทว์เหล่านี้เสร็จ ก็ทำตัวเป็นหน่วยกู้ภัย และส่งทีมแพทย์มารักษาแก่ประชาชนอีกที โดยทุกอย่างถูกจับได้ภายหลัง เพราะเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นในแต่ละเมืองนั้น มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การเกิดโรคระบาดตามเขตพื้นที่ต่าง ๆ มันไม่ได้มีอะไรสอดคล้องกับสภาพดินฟ้าอากาศตอนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วทำไมถึงเกิดโรคระบาดได้แบบไม่ซ้ำชนิดกัน ในช่วงเวลาติด ๆ กันแบบนั้น

ซึ่งผลพลอยได้นอกจากรายงานบันทึกผลการรักษา และผลการทดลองใช้ยาต่อต้านเชื้อโรคเหล่านี้ มันก็คือความเจ็บปวดทุกข์ทรมานของประชาชนในประเทศตัวเองนั่นเอง


การทดสอบเชื้อกามโรคในกัวเตมาลา


ในช่วงปี ค.ศ. 1940 ยาปฏิชีวนะ หรือเพนนิซิลิน คือยาชนิดเดียวที่สามารถใช้รักษาโรคซิฟิลิสได้ ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจที่จะทำการทดลองใช้ยานี้กับประชาชนชาวกัวเตมาลา โดยไม่ได้ขอความยินยอมกับใครเลย

โดยทางกองทัพได้จ้างเหล่าหญิงขายบริการมา เพื่อทำการฉีดเชื้อซิฟิลิซเข้าไป จากนั้นก็ปล่อยให้ไปทำงาน ซึ่งก็แน่นอนว่า พวกเขาจะได้เหยื่อที่ป่วยเป็นโรคซิฟิลิซ มาเข้ารับการทดลองใช้ยาเพนนิซิลินเป็นจำนวนมาก โดยไม่ต้องทำการขอความยินยอมจากผู้ป่วยเลย ใช่สิ !!... ก็บังคับให้เป็นโรคไปแล้ว ยังไงคนป่วยก็ต้องยอมทุกอย่างที่จะรักษา ถ้าพวกเขารู้ว่าสาเหตุที่เขาป่วย มันมาจากแพทย์ที่กำลังมารักษาเขาล่ะ คงจะโกรธไม่ใช่น้อย


ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อความจริงได้ถูกเผยแพร่ออกมาในการตั้งข้อสงสัยของทางการกัวเตมาลาตั้งแต่สมัยนั้น จนเรื่องราวผ่านมาถึง 70 ปี กว่าทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะออกมายอมรับ โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2010  นางฮิลลารี่ คลินตั้น ได้ออกมายอมรับในการกระทำของทางการอเมริกาว่าได้กระทำเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาจริง ๆ และได้กล่าวขอโทษออกสื่อ และประกาศที่จะเยียวยาประชาชนที่ติดโรคซิฟิลิสแล้วยังไม่ตาย ด้วยการรับรักษาให้หาย แต่เรื่องมันผ่านมานานขนาดนี้ จนมีคนป่วยหลายคนตายไปอย่างทรมานตั้งไม่รู้กี่คน ซึ่งทางอเมริกาก็สัญญา ว่าจะรับรักษาลูกหลาน ที่ได้รับถ่ายทอดโรคร้ายนี้มาจากพ่อแม่ให้ทั้งหมด

นางฮิลลารี่ คลินตัน
แน่นอนว่าผลของการกระทำอันไร้มนุษยธรรมนี้ ทางกองทัพอเมริกาดำริขึ้นมา เพียงเพราะอยากจะมั่นใจว่า เพนนิซิลินมันสามารถรักษาทหารที่ติดโรคนี้มาจากช่วงออกรบ เพราะไปมีเพศสัมพันธ์ุกับหญิงขายบริการท้องถิ่นเท่านั้นเอง แล้วผลที่ตามมา มันทำให้ประชาชนในประเทศที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวกับเขา ต้องมารับเคราะห์กันชั่วลูกชั่วหลานแบบนี้ มันคุ้มค่ากันไหม ?


การใช้มนุษย์ทดสอบผลของระเบิดปรมณู


ในช่วงทดสอบการควบคุมระเบิดปรมณูของอเมริกานั้น ทางกองทัพเองก็ได้แอบทำการทดสอบผลของระเบิดมหาประลัยนี้ไปด้วยพร้อม ๆ กัน

โดยโครงการนี้ถูกเรียกว่า "โครงการแมนฮัตตั้น" ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาผลของระเบิดปรมณูชนิดนี้ ที่อเมริกาได้ใช้มันจบสงครามกับญี่ปุ่นในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เมืองฮิโรชิม่า และนางาซากิ โดยอเมริกาได้ทำการแอบฉีดสารละลายพลูโตเนี่ยมเข้าไปในร่างกายของเหยื่อทดลอง 18 คน โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย


ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากโครงการแมนฮัตตั้นแล้ว ทางกองทัพก็ได้กระทำเช่นนี้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลชิคาโกอีกแห่ง โดยเรียกชื่ออีกโปรเจ็คนี้ว่า "โปรเจ็คโอ๊คริดจ์" โดยฉีดสารละลายพลูโตเนียมเข้าไปในร่างกายเหยื่อเช่นเดียวกันอีก 3 คน

ลองคิดดูว่าถ้าเราเดินเข้าไปที่โรงพยาบาล เพื่อรักษาโรคอะไรซักอย่าง แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีหมอมาฉีดยา ที่ผสมสารละลายพลูโตเนี่ยมซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในระเบิดปรมณูเข้าสู่ร่างกายของเรา โดยที่หมอไม่ได้บอกเราว่าเขาฉีดอะไรเข้าไป อย่าว่าแต่ไม่บอกเลย ต่อให้หมอบอก เราจะยอมให้เขาฉีดไหม ?

นอกจากการทดสอบพลูโตเนี่ยมแล้ว ในปี ค.ศ. 1946 - 1947 คณะวิจัยก็ยังตั้งหน้าตั้งตาทดสอบยูเรเนี่ยมกับผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐแมสซาจูเสสอีกด้วย นี่มันคงสนุกมากเลยใช่ไหม กับการฉีดสารประกอบหลักของระเบิดปรมณูเข้าไปในร่างกายคนไข้ ที่เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย ซึ่งที่นี่ ดร.วิลเลี่ยม นอร์วูต ได้เปิดเผยว่า โครงการนี้ ก็ได้รับการสนับสนุนจากโครงการแมนฮัตตั้นนั่นเอง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา
ซึ่งการแลกเปลี่ยนระหว่างดร.วิลเลี่ยม กับรัฐบาลสหรัฐ นั่นก็คือ หลังจากที่เขาได้ส่งรายงานผลการทดลองให้กับกองทัพแล้ว เขาสามารถนำซากศพของเหยื่อที่เขาได้ทำการฆ่า มาใช้สำหรับการวิจัยผลกระทบอื่น ๆ ที่เกิดจากยูเรเนี่ยมได้อีก

นั่นหมายความว่า พวกเขาเห็นประชาชนที่กลายเป็นเหยื่อทดลองโดยไม่รู้ตัวเหล่านี้ เป็นเพียงสัตว์ทดลองที่จะทำอะไรกับพวกเขาก็ได้ ราวกับเป็นแค่ก้อนอะไรบางอย่างเลยสินะ


ฝนเหลือง ในเวียตนาม


"ฝนเหลือง" หรือ "เอเจ้น ออเร้นจ์" เป็นชื่อเรียกมาจากฉลากข้างถังใส่สารเคมี ที่ผลิตจากสารกำจัดวัชพื้ช 2 ชนิดมารวมกัน โดยการสนับสนุนจากบริษัทเคมีชื่อดัง ที่รู้จักกันดีในชื่อแป้งเด็ก ที่มีขายในบ้านเรา ซึ่งทางกองทัพอเมริกา ได้ใช้มันโรยไปทั่วบริเวณเขตต้นน้ำลำธารและป่าของเวียดนาม ในช่วงสงครามเวียดนาม ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1967 - 1968 และหยุดใช้อย่างถาวรในปี ค.ศ. 1971

โดยการโรยสารทุกครั้ง ทางอเมริกาจะไม่มีการจดบันทึกว่าใช้สารพิษนี้ไปเท่าไหร่ แต่ก็พอจะคำนวนได้คร่าว ๆ ว่า มันถูกใช้ไปประมาณ 19 ล้านแกลลอน ซึ่งผลของมันได้ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณแม่น้ำลำธาร มีอาการเจ็บป่วยอย่างไม่มีสาเหตุหลายอาการ และสารพิษ ก็ได้ตกค้างอยู่ในร่างกายของประชาชนชาวเวียดนามต่อมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน โดยแสดงออกมาทางกายภาพ ที่สามารถมองเห็นได้คือ อาการศรีษะที่บิดเบี้ยว และหน้าตาที่ผิดสัดส่วน และในปัจจุบัน นักวิจัยของเวียดนามเอง ก็ยังคงพบสารพิษนี้ตกค้างอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอีกเป็นจำนวนมาก


ทางเวียดนามเอง ได้พยายามฟ้องร้องให้สหรัฐอเมริกาออกมารับผิดชอบการกระทำครั้งนี้ แต่ด้วยหลักฐานที่ไม่มีการบันทึกไว้ และการเล่นแง่มุมของกฏหมาย ทำให้ทุกวันนี้เวียดนามก็ยังไม่สามารถเอาผิดทางกฏหมายกับอเมริกาได้เลย

แล้วใครจะรู้ว่า ช่วงก่อนจะใช้สารพิษนี้ในเวียดนาม กองทัพได้ทดสอบประสิทธิภาพของเจ้าฝนเหลืองนี้กับนักโทษมาก่อน ด้วยการฉีดพ่นในระยะใกล้ ซึ่งผลของมันนั้นร้ายแรงกว่าที่เกิดกับประชาชนในเวียดนามเป็นอย่างมาก

เพราะในผลการทดลองนั้นระบุว่า ตามใบหน้าของนักโทษ จะมีตุ่มสิวขนาดใหญ่ ทั้งสิวหัวดำ และก้อนซี้ด โดยลามมาจากใต้คาง หลังใบหู  ทั้งใต้วงแขน ไม่เว้นแม้แต่บริเวณขาหนีบ และลูกอัณฑะ


โดยรายงานการทดลองดังกล่าว ระบุว่าเหยื่อได้ถูกฉีดสารพิษนี้เข้าสู่ร่างกาย รวมแล้ว 468 ครั้ง หมายความว่า เขาได้ปฏิบัติกับเหยื่อโดยปราศจากความเห็นใจใด ๆ นั่นเอง


ปฏิบัติการคลิปหนีบกระดาษ  Operation Paperclip


หลังจากประมวลกฎหมายนูเรมเบิร์ก ได้ถูกบัญญัติขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง โดยหวังให้การทดลองเพื่อผลทางการแพทย์ หรือทางการทหารใด ๆ ต้องคำนึงถึงหลักมนุษยชนเป็นอันดับแรกนั้น

ทางสหรัฐอเมริกาก็ได้ดำเนินการมอบสัญชาติอเมริกันให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์นาซี

โดยปฏิบัติการเปเปอร์คลิปนั้น ได้ถูกตั้งชื่อแบบนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้คลิปหนีบกระดาษ หนีบเอกสารประวัติใหม่ของเหล่านักวิทยาศาสตร์จากนรกเหล่านี้ เพื่อมาใช้งานในกิจการของอเมริกานั่นเอง


ซึ่งเอกสารเหล่านี้ ล้วนเป็นเอกสารปลอมที่ถูกทำขึ้นมาใช้เพื่อตบตาประธานาธิบดีทรูแมน ที่เกลียดลัทธินาซีเป็นอย่างมาก เหมือนหลอกเหล่านักการเมืองไม่ให้รู้ว่า ตอนนี้กองทัพได้แอบเอาปีศาจนาซีเข้ามาเป็นพลเมืองแล้ว

แสดงว่ากองทัพอเมริกาได้แอบทำแบบนี้กับเหล่าบุคคล ที่มีสายงานจากนรกมาใช้งานตั้งนานแล้วมากมาย แค่เราเพิ่งรู้


การทดลองเพาะเซลมะเร็งในเปอร์โตริโก้


ในปี ค.ศ. 1931 ดร.คอเนลเลียส โร้ดส์ (Dr. Cornelius Rhoads) ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันทดลองร็อกกี้เฟลเลอร์ ประจำเปอร์โตริโก้ ให้ทำการทดลองเพาะเซลมะเร็ง ลงในร่างกายของประชากรชาวเปอร์โตริกัน เพื่อศึกษาการเติบโตของเซลมะเร็ง สังเวยชีวิตคนไปถึง 13 ราย ที่ต้องมาตายจากการทดลองนี้แบบไม่ได้เต็มใจจะเข้าร่วม


ซึ่งได้มีการอ้างคำพูดจาก ดร.คอเนลเลียส ว่า ชาวเปอร์โตริกันนั้น สุดจะสกปรก ขี้เกียจ แสนเลว ชอบลักขโมยของ ผมได้ประสบความสำเร็จในการหาทางฆ่าคนเหล่านี้ ด้วยการใช้มะเร็งเป็นเครื่องมือ เหล่านักวิทยาศาสตร์ทุกคนควรรู้สึกยินดีกับการกระทำครั้งนี้ของผม

ดร. คอเนลเลียส โร้ดส์
ซึ่งปัจจุบัน หลักฐานบันทึกผลการทดลองเรื่องนี้ ได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว


เพ็นทาก้อน กับการปฏิบัติต่อคนไข้ผิวดำ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ด้วยการใช้รังสีเข้มข้น


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วง คริสศตวรรษที่ 60 เมื่อเพนทาก้อนได้ออกคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเหล่าคนไข้มะเร็งที่มีผิวดำ โดยเพ็นทาก้อนสั่งให้แพทย์ต้องเพิ่มความเข้มข้น ของรังสีที่ใช้กำจัดเซลมะเร็งให้มากถึง 7,500 เอ็กซเรย์ ซึ่งผลของมันทำให้คนไข้ผิวดำได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ถึงขั้นมีอ้วกพุ่งออกมาจากหูและจมูกของคนไข้เลยทีเดียว

ซึ่งคำสั่งนี้มันหมายความว่า เพ็นทาก้อนอาจต้องการที่จะกำจัดเหล่าคนไข้ผิวดำที่ยากจน และดูต้อยต่ำ เป็นภาระของคนขาว ให้หายไปจากโลกนี้ด้วยวิธีการที่สุดจะคาดคิดได้ทุกทางเลยทีเดียว

นอกจากการทดลองที่ไร้มนุษยธรรมของรัฐบาลและกองทัพอเมริกา ที่ปฏิบัติกับประชากรชนชั้นล่างของตัวเอง และของประเทศต่าง ๆ ที่ด้อยพัฒนาแล้ว ก็ยังมีอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการทดลองใช้ยากล่อมประสาท และยาเสพติดประเภทหลอนประสาทอย่างกัญชา ในเซฟเฮาส์ โดยจ้างหญิงขายบริการมาให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อมีอะไรกันพร้อม ๆ กับเสพยาไปด้วย โดยปฏิบัติการนี้มาจากความคิดของ CIA โดยคิดขึ้นมาเพื่อหวังผลหลายประการ ไม่ว่าแบล็คเมล์ หลอกไปฆ่า หรือแม้กระทั่งบำเรอตัวเอง โดยหญิงขายบริการที่ถูกใช้ยาบางรายก็เสียสติ และบางรายถึงขั้นเสียชีวิต

ไหนจะคดีการเอาสารกัมตรังสี ไปทิ้งไว้ในทะเลแปซิฟิกเพื่อให้สารกัมมันตรังสีเหล่านั้น ไปฝังอยู่ในตัวปลาและสัตว์ทะเล แล้วรอให้ประเทศเป้าหมายมาจับปลาเหล่านี้ไปรับประทาน จนเกิดป่วยตายไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งประเทศเป้าหมายที่ว่าก็ไม่ใช่ใคร ประเทศญี่ปุ่นนี่เอง

แม้กระทั่งการแพร่เชื้อซิฟิลิสอีกครั้งในกัวเตมาลา ที่ใช้เวลายาวนานตั้งแต่ ค.ศ. 1932 - 1972 และต่อมา ทางอเมริกาก็ได้ทำการทดลองเพาะเชื้อซิฟิลิสแบบนี้กับชาวผิวดำในอัลบาม่า ในประเทศตัวเองอีกด้วย พวกเขาคัดเลือกเหยื่อมาถึง 400 คน โดยไม่ได้บอกเจ้าตัวให้รู้ว่าคัดพวกเขามาทำอะไร เพราะวัน ๆ ก็แค่ให้พวกเขาเดินไปเดินมา แต่จริง ๆ แล้ว แพทย์ได้ทำการวิจัยขอบเขตการแพร่ของเชื้อโรคนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ถึงแม้ว่าผลการทดลองนี้ จะทำให้เราได้ยาแก้ซิฟิลิสขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า ที่มาของมัน ต้องใช้ชีวิตของพลเมืองชั้นล่างของอเมริกาสมัยนั้น มาสังเวยไปมากมายขนาดไหน


โดยการทดลอง และปฏิบัติการอันแสนอุบาทว์ ที่ละเมิดประมวลกฏหมายนูเรมเบิร์กเสียเองของอเมริกานั้น มันทำให้เราได้รู้ว่า คนที่เห็นว่าเป็นพระเอก เป็นผู้ดูแลสุดสุภาพบุรุษที่เราเห็นอยู่ตรงหน้านั้น อาจจะมีเบื้องหลังความเป็นมาที่น่ารังเกียจ สุดอุบาทว์ เกินกว่าที่จะรับได้มาก่อน อย่างที่อเมริกาเคยเป็น เคยทำ ก่อนจะมาเป็นผู้นำโลกนี้ในวันนี้ได้

และใครจะไปรู้ว่า ทุกวันนี้ พวกเขาก็อาจจะยังทำการทดลองอะไรแบบนี้ อยู่ที่ประเทศไหนของโลกอีกหรือเปล่า หรือว่ากำลังทำแบบนี้ อยู่ในประเทศไทยเรา ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น...


ใครจะรู้ ?


หลังจากอ่านจบแล้ว อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเม้นท์กันไว้นะครับ

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://wariscrime.com/new/the-13-most-evil-us-government-human-experiments/
Manager Online , Pantip.com , Wikipedia