ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 โรเบิร์ต แฮนเซ่น นักฆ่าแห่งร้านขนมปังสยองขวัญ




ในช่วงเวลา ปี ค.ศ. 1971 - 1983 ที่รัฐอลาสก้า รัฐที่อยู่ทางตะวันตกเหนือสุดของประเทศอเมริกา ได้เกิดเหตุหญิงสาวหายตัวไป แล้วกลายเป็นศพไปกว่า 20 ศพ โดยไม่มีใครเอะใจเลยสักนิดเดียวว่า ฆาตกรจอมโหดที่สามารถลอยนวลมาได้อย่างยาวนานคนนี้ จะเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายที่ดูยังไง ๆ ก็ไม่น่าจะเป็นจอมโหดคนนั้นได้ เพราะอาชีพของเขานั้นคือ เจ้าของร้านขนมปัง !!!



ชายคนนี้คือ "โรเบิร์ต แฮนเซ่น" เขาเกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 ที่เอสเธอวิลล์ รัฐไอโอว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา พ่อแม่ของเขามีอาชีพทำขนมปังขาย ด้านตัวของโรเบิร์ตในวัยเด็กนั้น เขาเป็นคนรูปร่างผอมบาง นิสัยขี้อาย และมีอยู่ช่วงใหญ่ ๆ ของชีวิตวัยเด็ก ที่ใบหน้าของเขาเป็นสิวอักเสบจนเต็มหน้า ขนาดที่สาว ๆ ไม่อยากจะเข้าใกล้ เพราะเป็นสิวอักเสบได้สยดสยองมาก จนเพื่อน ๆ ขนานนามเขาว่า "ไอ้โคตรสิว !!" ทำให้โรเบิร์ตต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเก็บกด และเกลียดชัง !!

ด้วยวัยเด็กจนโตมาถึงวัยรุ่นของโรเบิร์ต แฮนเซ่นแบบนั้น มันได้ทำให้เขากลายเป็นคนเงียบขรึม และโดดเดี่ยว ความสัมพันธ์ของเขากับพ่อก็ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่  ไปโรงเรียนก็ถูกล้อทุกวันเรื่องสิวอีก จนทำให้เขากลายเป็นคนพูดติดอ่าง แต่ตัวเขาเองกลับมีงานอดิเรกตรงข้ามกับบุคคลิกมาก เพราะเขาชอบล่าสัตว์ และมักจะสร้างที่หลบภัยอยู่ในป่าด้วย


ในปี ค.ศ. 1957 นั้น โรเบิร์ต แฮนเซ่นได้สมัครใจเข้ารับการเกณฑ์ทหารในกองทัพของสหรัฐอเมริกา โดยช่วงนี้ เขาได้พบว่าตัวเองมีความสามารถในการยิงปืนแม่นมาก แต่เขาก็เป็นทหารอยู่ได้เพียง 1 ปี ก่อนจะปลดออกมาทำงานอยู่หน่วยขุดเจาะของโรงเรียนตำรวจ ที่เมืองโพคาฮอนธัส รัฐไอโอว่านั่นเอง และต่อมา โรเบิร์ตก็ได้พบรักกับสาวน้อยคนหนึ่ง โดยทั้งคู่ได้แต่งงานกันในปี ค.ศ. 1960

ชีวิตครอบครัวของโรเบิร์ต แฮนเซ่นนั้น ดำเนินไปได้ไม่นาน ทุกอย่างก็จบสิ้นลง เพราะเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1960 โรเบิร์ตไปอาละวาดเผาโรงจอดรถรับส่งนักเรียนของเมืองโพคาฮอนธัส เขาถูกจับเข้าคุกกว่าสามปี ซึ่งในระหว่างถูกจองจำอยู่นั้น ภรรยาของเขาก็มาขอหย่าอีก นับว่าเป็นช่วงชีวิตอันล้มเหลวของโรเบิร์ตเลยทีเดียว !!

พอพ้นโทษออกมา เขาก็พยายามจะตั้งตัวอีกหน โดยครั้งนี้เขาได้แต่งงานใหม่ สร้างครอบครัวใหม่โดยมีลูก 2 คน แต่โรเบิร์ตเองก็ยังคงเดินเข้าออกคุกอยู่เรื่อย ๆ เพราะตัวเองก็ชอบแอบไปลักเล็กขโมยน้อยแล้วโดนตำรวจจับได้ทุกที จนในที่สุด โรเบิร์ต แฮนเซ่นก็ตัดสินใจที่จะล้างชีวิตสีดำของเขาให้สะอาดหมดจด ด้วยการอพยพทั้งครอบครัวไปยัง แอนคอเรจ อลาสก้า ในปี ค.ศ. 1967 เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ชีวิตที่จะไม่มีใครรู้ว่าเขาเคยผ่านอะไรมาบ้าง

ที่เมืองแห่งนี้ โรเบิร์ต แฮนเซ่น ได้สมความปรารถนาทุกอย่าง เขาเปิดกิจการร้านขนมปังจากความรู้ที่พ่อให้มา และยังเป็นที่รักของเพื่อนบ้านในฐานะนายพรานนักแม่นปืนมือหนึ่ง จากการล่าสัตว์อีกด้วย

ร้านขนมปังของ โรเบิร์ต แฮนเซ่น
แต่เจตนาจะใช้ชีวิตดี ๆ ของเขาก็สะดุดไปเล็กน้อยในปี ค.ศ. 1977 เพราะเขาได้ขโมยเลื่อยยนต์มาจากเพื่อนบ้าน ซึ่งในตอนแรกนั้น ศาลได้พิจารณาจำคุกถึง 5 ปี แต่ด้วยชื่อเสียงที่เขาเป็นนักแม่นปืนของเมือง แถมยังดูเป็นคนดี มีร้านขนมปังน่ารัก ๆ ทำให้โรเบิร์ตจำคุกได้เพียงปีเดียว ก็ถูกปล่อยตัวออกมา ซึ่งช่วงนี้โรเบิร์ตก็ได้เข้ารับการตรวจสอบสภาพจิตใจด้วย โดยผลการตรวจนั้น แพทย์แจ้งว่า โรเบิร์ตนั้นเป็น "โรคไบโพล่า" หรือ "โรคอารมณ์สองขั้ว" โรคยอดฮิตของเหล่าฆาตกรต่อเนื่อง เพราะสารเคมีในสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์บกพร่อง แต่ทั้งนี้โรเบิร์ตเองก็ไม่ได้ถูกแพทย์ระบุว่าเป็นมากจนถึงกับต้องบำบัดด้วยยาอย่างจริงจังอะไร เลยทำให้เขากลับมาทำธุรกิจร้านขนมปังต่อไป ท่ามกลางเพื่อนบ้านที่ยังรักในชื่อเสียงที่เขาได้สร้างเอาไว้ให้เช่นเดิม

ใครจะไปคิดว่า อาการไบโพล่าที่เขาเป็น กับบุคคลิกที่มองไม่ออกว่าจะเป็นคนร้าย มันกำลังจะออกฤทธิ์สร้างคดีสุดสยองขวัญต่อมาได้อย่างยาวนาน

เพราะในระหว่างที่ชีวิตดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ นั้น ที่อลาสก้า ได้เกิดคดีหญิงสาวหายตัวไปหลายราย แต่ทางการกลับไม่ได้ให้ความสนใจสักเท่าไหร่นัก เพราะหญิงสาวที่หายไปส่วนใหญ่นั้น ล้วนแล้วแต่มีอาชีพเป็นหญิงขายบริการ เพราะโดยปกติหญิงสาวที่มีอาชีพนี้ มักจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมอยู่แล้ว และพวกเธอก็มักจะย้ายที่อยู่กันบ่อย ๆ จะหายไปไหน ก็เลยไม่ได้รับการเอาใจใส่จากสังคมเลย

ซึ่งในวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1983 นั้น ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าตำรวจในสภาพน่าเวทนาเป็นอย่างมาก เธอชื่อ "ซินดี้ พอลสัน" เธอเล่าว่า เธอได้พยายามหนีเอาชีวิตรอดมาจากเงื้อมมือของโรเบิร์ต แฮนเซ่น ที่หลอกว่าจ้างเธอในราคา 200$ เพื่อให้เธอมาบริการดูดปีโป้ให้กับเขา แต่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ โรเบิร์ตกลับเอาปืนจี้หัวของซินดี้ ลักพาตัวเธอขึ้นรถไปที่บ้านพักของเขาในแถบมัลดูน จากนั้นโรเบิร์ตก็ทำการข่มขืน และทรมานทางเพศต่าง ๆ นา ๆ โดยซินดี้บอกว่า หลังจากที่เธอถูกทารุณกรรมต่าง ๆ นา ๆ เสร็จแล้ว โรเบิร์ตก็ได้เอาโซ่ล่ามคอเธอไว้ แล้วขังเธอไว้ในห้องใต้ดินของบ้าน ส่วนโรเบิร์ตก็ไปนอนที่โซฟาใกล้ ๆ

และเมื่อโรเบิร์ตตื่นขึ้น เขาก็จับซินดี้โยนขึ้นรถพาไปยังสนามบินเมอริลฟิลด์ โดยโรเบิร์ตบอกกับซินดี้ว่า เขาจะพาเธอไปยังกระท่อมของเขาที่อยู่แถวป่ามาทานัสก้า ซึ่งตอนนั้นซินดี้ พอลสันถูกล่ามกุญแจมือไว้ที่เบาะหลังในท่าหมอบตัวอยู่ และในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น ขณะที่โรเบิร์ต แฮนเซ่นก็กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมเครื่องบินเล็กส่วนตัว ซินดี้อาศัยจังหวะที่เขาไม่ทันสนใจนั้น ค่อย ๆ คลานจากเบาะหลัง ออกมาทางประตูด้านคนขับของรถ หนีออกมาจนถึงถนนหมายเลข 6

ซินดี้เล่าต่อถึงช่วงเวลาอันบีบหัวใจนั้นว่า หลังจากที่เธอหนีออกมาได้แล้ว โรเบิร์ตก็รู้ว่าเธอหนีออกมาเช่นกัน เขาได้วิ่งตามเธอมาติด ๆ จนช่วงที่ซินดี้มาถึงถนนหมายเลข 6 นั้น เคราะห์ดีที่มีรถบรรทุกวิ่งผ่านมา โดยคนขับรถบรรทุกได้เห็นเหตุการณ์และทำการจอดรถลงมาช่วยเหลือเธอให้พ้นออกมาจากช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นได้ โดยคนขับรถบรรทุกคันดังกล่าวนั้น ได้พาเธอมาส่งที่โรงแรมมัชอินน์ ไม่รอช้าซินดี้จึงรีบกระโดดลงจากรถไปขออาศัยโทรศัพท์จากที่นั่น โทรเรียกแฟนหนุ่มให้มาช่วยรับดูแลเธอต่อ ส่วนคนขับรถบรรทุกก็ขอตัวไปทำงานต่อ และได้โทรศัพท์แจ้งความในสิ่งที่เขาพบเช่นกัน

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึงโรงแรมก็พบกับซินดี้ในสภาพกุญแจมือยังผูกติดอยู่อย่างนั้น เธอจึงถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจอลาสก้า โดยคำให้การของเธอนั้น ได้ระบุตัวคนร้ายชัดเจนว่าไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนายโรเบิร์ต แฮนเซ่นนั่นเอง !!

เมื่อโรเบิร์ต แฮนเซ่นมาถึง เขากลับให้การปฏฺิเสธไปอีกทาง โดยบอกว่าซินดี้ พอลสันนั่นแหละที่เป็นตัวก่อเรื่องหลอกลวงนี้ขึ้นมา เพราะเขาไม่ยอมจ่ายค่าตัวให้ตามที่เธอต้องการแค่นั้นเอง

เมื่อเรื่องไปถึงกระบวนการพิจารณาคดีในศาล ศาลก็พิจารณาออกมาว่า คำฟ้องของซินดี้นั้นไม่มีน้ำหนักพอ เพราะโรเบิร์ตนั้นบุคคลิกออกจะเป็นคนดี มีชื่อเสียงในสังคม แถมยังเป็นเจ้าของร้านขนมปังน่ารัก ๆ อีกด้วย ดังนั้น ศาลจึงยกฟ้อง ปล่อยให้โรเบิร์ตเป็นอิสระเสียอย่างนั้น

และหลังจากที่โรเบิร์ต แฮนเซ่น ได้รอดคุกออกมาได้แบบขัดสายตากรรมการ ต่อมาที่อลาสก้าก็ยังคงเกิดคดีหญิงสาวหายสาบสูญต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามแยกกันสืบสวนคดีคนหายตัวดังกล่าว ได้พบกับศพที่มีสภาพการตายคล้ายคลึงกัน 3 ศพ อยู่ที่ "แอนคอเรจ ซิวเวิร์ด" และ "มาทานัสก้า ซุซิตน่า" โดยศพแรกที่พบใกล้ถนนอีคลุทน่านั้น ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ส่วนอีกศพพบในหลุมกรวดช่วงปลายปี สืบทราบชื่อคือ "โจแอนนา เมสสิน่า" และอีกศพพบในปี ค.ศ. 1982 คือ "เชอรรี่ มอร์โรว" อายุ 23 ปี ถูกฝังอย่างตื้น ๆ ในหลุมทรายใกล้ ๆ แม่น้ำนิก โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนต่างก็ระบุว่า ฆาตกรที่ฆ่าพวกเธอทั้งสามนั้น น่าจะเป็นคน ๆ เดียวกัน เพราะทุกศพล้วนถูกฆาตกรสังหารด้วยปืนไรเฟิล .223 ซึ่งเป็นกระสุนที่ใช้ในการล่าสัตว์ใหญ่เท่านั้น และตรวจสอบทรัพย์สินของศพแล้ว พบว่าเครื่องประดับของพวกเธอถูกดึงออกไปด้วย ราวกับว่าคนร้ายนำมันไปเป็นของที่ระลึกจากการสังหารโหดไม่ปาน

เครื่องประดับของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
ซึ่งทิศทางการสืบสวนคดีนั้น เจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษได้สันนิษฐานว่า คนร้ายนั้นน่าจะเป็นนายพราน ไม่ก็เป็นนักแม่นปืนที่เชี่ยวชาญมาก คิดได้ดังนั้นจึงพยายามพุ่งเป้าการหาคนร้ายไปที่ใครสักคนที่น่าจะเป็นนายพราน และเคยถูกแฟนทิ้ง และมีพฤติกรรมชอบเก็บสะสมเครื่องประดับของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่สำคัญต้องมีเครื่องบินส่วนตัว เพราะแต่ละศพถูกพบอยู่ในป่าห่างกันมาก จนในที่สุด หวยก็มาลงที่ โรเบิร์ต แฮนเซ่น จนได้ เพราะเขานั้นมีคุณสมบัติใกล้เคียงในเรื่องเป็นนายพรานมีฝีมือ และมีเครื่องบินส่วนตัว

เมื่อเจ้าหน้าที่สอบสวนโรเบิร์ต แฮนเซ่น ว่าจะพบพิรุธอะไรหรือไม่ แน่นอนว่า โรเบิร์ตได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดทันที แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ได้ปักใจเชื่อการปฏิเสธของเขาในครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ได้ขอหมายเข้าค้นที่พักทุกแห่ง รวมถึงบนเครื่องบินของเขาด้วย ซึ่งก็แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้พบกับเครื่องประดับของเหยื่อ ถูกซ่อนไว้ในห้องใต้เพดาน และหลักฐานสำคัญสุดอีกชิ้นที่พบก็คือ แผนที่ ที่มีการทำเครื่องหมายกากบาทถึงสถานที่ก่อเหตุ โดยมันถูกซ่อนอยู่ที่หัวเตียงของโรเบิร์ต แฮนเซ่นนั่นเอง

แผนที่การเก็บศพ
แต่ถ้ากากบาทนั้นมีเพียง 3 แห่ง มันก็คงดีที่มีเหยื่อเพียงสามราย แต่แท้จริงแล้ว บนแผนที่ใบนั้นได้มีการทำเครื่องหมายกากบาทมากมายถึงกว่ายี่สิบจุด นั่นหมายความว่า โรเบิร์ต แฮนเซ่นนั้น น่าจะก่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้มายาวนาน มากมายถึงกว่ายี่สิบศพเลยทีเดียว !!


เมื่อหลักฐานสำคัญถูกพบเสียขนาดนี้ หน่วยสืบสวนพิเศษก็ได้โยงเรื่องไปที่คดีของเหยื่อคนหนึ่งของโรเบิร์ต แฮนเซ่น ที่หนีรอดมาได้ นั่นก็คือ "ซินดี้ พอลสัน" ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นหลักฐานมัดตัวโรเบิร์ต แฮนเซ่นจนแน่นหนา และมั่นใจว่าเขาจะไม่สามารถหาอะไรมาอ้างให้รอดตัวได้อีกต่อไป

โรเบิร์ต แฮนเซ่น ถูกสอบสวนอีกครั้ง โดยในตอนแรกนั้น โรเบิร์ตเองก็ยังคงให้การปฏิเสธเช่นเดิม แต่เมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหลักฐานต่าง ๆ มากางตรงหน้า โรเบิร์ตจึงยอมจำนน แล้วเริ่มสารภาพถึงด้านมืดอันชั่วร้ายของเขาว่า เขาได้เริ่มเล่นเกมล่าหญิงสาวมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 โดยเหยื่อรายแรกเป็นเพียงเด็กสาวอายุประมาณสิบเจ็ดหรือสิบเก้าปีเท่านั้นเอง ซึ่งเหยื่อคนแรกนี้ เธอเป็นนางระบำ ไม่ใช่หญิงขายบริการเหมือนรายอื่นเลย

โดยโรเบิร์ตได้สารภาพบอกถึงวิธีการล่อลวงเหยื่อด้วยการใช้เงินล่อ เช่น ใช้เงินขอซื้อบริการทางเพศ เมื่อเหยื่อหลงกลมาที่รถ ก็จะใช้ปืนข่มขู่ให้เหยื่อตกใจกลัว จากนั้นก็จะนำเหยื่อไปข่มขืนและทารุณทางเพศจนหนำใจเสียก่อน แล้วค่อยพาเหยื่อไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งสถานที่ก่อเหตุส่วนใหญ่ มักจะเป็นในป่าลึก  แล้วเขาก็จะเริ่มเกมล่ามนุษย์ โดยจะปล่อยให้เหยื่อวิ่งหนีไปก่อนในตอนแรก หลังจากนั้นเขาก็จะเริ่มทำการแกะรอยของเหยื่อไปเรื่อย ๆ จนเมื่อพบตัวเหยื่อ ก็จะใช้ปืนไรเฟิลยิงสังหารอย่างสนุกสนาน จนเหยื่อสิ้นใจตายราวกับกวางน้อยผู้น่าสงสาร


โดยต่อมาได้มีการระบุชื่อเหยื่อที่ถูกโรเบิร์ต แฮนเซ่นสังหารดังนี้
ลิซ่า  ฟิวเทรลล์ อายุ 41 ปี
มาลาย ลาร์เซ่น อายุ 28 ปี
ซู ลูน่า อายุ 23 ปี
ทามี่ เพเดอสัน อายุ 20 ปี
แองเจล่า เฟดเดิร์น อายุ 24 ปี
เทเรซ่า วัตสัน
ฮอร์ส ชู แฮเรียต
โดยชุดแรกนี้ สามารถระบุตัวได้จากคำสารภาพของโรเบิร์ต แฮนเซ่นเอง

ส่วน เดลลิน ชูก้าฟราย พบศพโดยนักบินระหว่างที่กำลังทดสอบเครื่อง แถวแม่น้ำนิก
พอลล่า กูลดิ้ง
แอนเดรีย ฟิช อัลทายรี่
เชอรี่ มอร์โรว อายุ 23 ปี
อีคลุทน่า แอนนี่ ที่ตอนแรกไม่สามารถระบุตัวตนได้
โจแอนนา เมนซิน่า
ชุดสองนี้ พบศพโดยเจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุนั้น

ร็อกแซน อีสแลนด์ อายุ 24 ปี ไม่พบศพ
เซลิน่า เบธ แวน แซนเทน อายุ 17 ปี
เมแกน อีเมอริค อายุ 17 ปี
แมรี่ ทริล อายุ 23 ปี
ชุดที่สาม หรือสามคนหลังนี้ โรเบิร์ต แฮนเซ่น ไม่ยอมรับว่าเขาเป็นผู้ลงมือฆ่า แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สันนิษฐานจุดพบศพกับกากบาทในแผนที่ของโรเบิร์ต จึงมั่นใจว่า เป็นฝีมือของโรเบิร์ตทั้งสิ้นนั่นเอง

ซึ่งนอกจากรายชื่อเหยื่อทั้ง 17 คน แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็คาดว่าน่าจะมีมีเหยื่ออีก 4 คน ซึ่งโรเบิร์ตไม่ได้สารภาพไว้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็หาศพไม่พบ แต่บนแผนที่นั้นกลับมีการกากบาทจุดก่อเหตุเอาไว้


ภายหลังการสารภาพนี้ โรเบิร์ต แฮนเซ่น ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาว่าเขาได้ทำการลักพาตัว ข่มขืนทารุณกรรม และฆาตกรรมเหยื่อด้วยอาวุธต่าง ๆ นา ๆ รวมถึงลักทรัพย์เหยื่อไปสะสมอีกด้วย และอีกข้อหาหนึ่งคือเรื่องการทุจริตการประกัน ซึ่งข้อหาสุดท้ายนี้ มาจากบริษัทประกันของเขาเอง ที่ฟ้องร้องโรเบิร์ตในกรณีขาดจ่ายเบี้ยประกันเครื่องบินเล็กให้กับบริษัทประกันนั่นเอง

และในชั้นสอบสวน เจ้าหน้าที่ชันสูตรได้เทียบหัวกระสุนในตัวเหยื่อกับไรเฟิลของโรเบิร์ต ปรากฏว่าตรงกันตามความคาดหมาย

ซึ่งต่อมาศาลก็ได้พิพากษาโทษจำคุกแก่โรเบิร์ต แฮนเซนยาวนานถึง 461 ปี ซึ่งแน่นอนว่าจุดจบของโรเบิร์ต แฮนเซ่นนั้น เขาได้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้วอย่างสงบภายในคุกด้วยวัย 75 ปี จากอาการป่วย ในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 2014 หรือเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมานั่นเอง


เรื่องราวของคดีสยองขวัญของฆาตกรจอมดิบโหดรายนี้ ก็สอนให้เราได้รู้ว่า คบคนอย่าดูแค่หน้า ซื้อผ้าอย่าดูแค่เนื้อ หย่าหลงแค่ว่าเขามีเงิน มีฝีมือ และชื่อเสียง มีร้านขนมปังน่ารัก ๆ แล้วเราจะสามารถไว้ใจคนแบบนั้นได้ เพราะใครจะไปรู้ว่า คนดี คนเก่ง คนน่ารักคนนั้น เบื้องหลังของเขา มันจะมีความน่าสะพรึงกลัวแบบไหนซ่อนอยู่บ้าง ดังเช่น...

"โรเบิร์ต แฮนเซ่น"




หลังจากอ่านเรื่องราวจบแล้ว อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ ทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา https://en.m.wikipedia.org/wiki/Robert_Hansen