ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

[ 18+ จัดเต็ม ] มิติที่ 6 การทดลองสุดโหดสยองขวัญของแพทย์นรกนาซี



ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น นอกจากเรื่องราวที่เราทราบกันดีว่า โลกได้เกิดสงครามครั้งใหญ่ ขยายวงกว้างตั้งแต่ทวีปยุโรป จีนแผ่นดินใหญ่ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลามสู่สี่คาบสมุทร ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตอนนั้นโลกได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายใหญ่ ๆ ต่างรบพุ่งกันมายาวนานกว่า 6 ปี วันนี้ มิติที่ 6 จะขอนำเรื่องราวที่อยู่ในด้านมืดของมัน ความพยายามที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ การทดลองสุดสยองขวัญ ที่โลกไม่มีวันลืม !!


 เปิดชมคลิปบนยูทูปที่นี่

นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939  เริ่มจากประเทศเยอรมันได้นำไพร่พลเข้ายึดครองประเทศโปแลนด์ได้สำเร็จ มันได้สร้างความไม่พอใจให้กับฝรั่งเศส และอังกฤษ โดยทั้งสองประเทศนั้น ได้รวบรวมเหล่าประเทศอาณานิคม เพื่อเข้าช่วยเหลือประเทศโปแลนด์ และพยายามเข้าทำลายระบบเศรษฐกิจของเยอรมัน จนเหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตจนเลยเถิดออกไปยังกลุ่มประเทศทางเอเชีย


โดยทุกประเทศที่เป็นแกนนำสำคัญของสงครามครั้งนี้ ต่างก็มีความพยายามที่จะพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์มากมาย เพื่อการได้มาซึ่งชัยชนะ โดยไม่ได้สนใจว่า ตัวเองจะต้องคำนึงถึงความเป็นคนกับฝ่ายตรงข้าม ทำให้แต่ละประเทศได้สร้างศูนย์วิจัยและทดลองอาวุธสุดอันตรายหลายอย่าง พวกเขาหวังเพียงที่จะคิดค้นเครื่องมือที่สามารถทำลายล้างศัตรูให้ได้มากที่สุด



ประเทศเยอรมัน ภายใต้การปกครองของผู้นำสุดโหดอย่าง "นายพลฮิตเลอร์" ก็ได้ทำการระดมกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ และแพทย์มือดีของประเทศมากมาย ซึ่งงานที่พวกเขานั้นคือ งานวิจัยการทำงานของร่างกายมนุษย์ ในสภาพต่าง ๆ โดยมีการใช้สิ่งทดลองที่สุดแสนจะง่ายต่อการทำวิจัยนี้ สิ่งทดลองที่สามารถใช้อ้างอิงได้มากกว่าการใช้หนูหรือลิง
ใช่แล้ว มันคือการวิจัยและทดลองกับมนุษย์ด้วยกันนั่นเอง
โดยเรื่องราวต่อไปนี้ ได้นำมาจากคำให้การในศาลของ "วิเวียน ชปิตช์" ที่ถูกเปิดเผยขึ้นในห้องพิจารณาคดีนูเรมเบิร์ก หลังจากที่นาซีเยอรมันพ่ายแพ้สงคราม และฮิตเลอร์ได้ฆ่าตัวตายไปแล้ว


ทางฝ่ายชนะได้มีการตั้งศาลเพื่อพิจารณากลุ่มแพทย์ชาวเยอรมัน 20 คน และผู้ช่วยอีก 3 คน ในกรณีทำการทดลองที่ผิดมนุษยธรรม การทดลองที่ไร้สำนึกของความเป็นคน ที่จะปฏิบัติต่อคนด้วยกัน โดยพวกเขาได้เปิดเผยการทดลองสุดวิปริตให้โลกได้รู้เป็นครั้งแรก ซึ่งเราจะมาดูกันว่า เหล่าแพทย์นรกกลุ่มนี้ ได้พยายามจะทำอะไรกันบ้าง !!




การทดลองบรรยากาศชั้นสูง High-Altitude Experiments


ดยเริ่มการทดลองตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนกรกฎาคม 1942 ใน "ค่ายดาเชา"
การทดลองนี้ถูกดำริขึ้นมาโดย นพ.ซิกมุนด์ ราเชอร์ ซึ่งการทดลองนี้ถูกจัดทำขึ้นมา เพื่อวิจัยดูว่า ถ้านักบินของเยอรมันจะต้องตกดิ่งลงมาจากบรรยากาศระดับความสูงมาก ๆ แล้ว จะมีผลกับนักบินอย่างไรบ้าง ซึ่งการทดลองนี้ ได้สร้างห้องโลหะทรงกลมที่สามารถปรับลดความดันได้  โดยพวกเขาได้จำลองสภาพความกดอากาศที่ระดับความสูง 68,000 ฟุต ด้วยวิธีดูดเอาอากาศออกจากห้องนั้น แล้วจัดมนุษย์มาทำเป็นเหยื่อทดลอง ซึ่งมนุษย์ทดลองนั้น จะได้รับหน้ากากออกซิเจน และบางรายก็ไม่ได้หน้ากากเลย โดยจะทำการทดลองกับเหยื่อดังนี้
  1. การร่อนลงอย่างช้า ๆ ด้วยร่มชูชีพ โดยไม่มีออกซิเจน 
  2. การร่อนลงอย่างช้า ๆ ด้วยร่มชูชีพ โดยมีออกซิเจน
  3. การตกลงมาอย่างรวดเร็ว ช่วงก่อนร่มจะกาง โดยไม่มีออกซิเจน
  4. การตกลงมาอย่างรวดเร็ว ช่วงก่อนร่มจะกาง โดยมีออกซิเจน
ซึ่งกลุ่มมนุษย์ทดลองนี้ พวกเขาจะเลือกสุ่มเหยื่อมาประมาณ 200 คน ประกอบไปด้วยเชลยชาวรัสเซีย โปแลนด์ ชาวยิว และนักโทษการเมืองชาวเยอรมันด้วยกันเอง ซึ่งผลการทดลองจะได้อะไรมาบ้างก็ไม่ทราบ แต่ที่แน่ ๆ การทดลองนี้มีเหยื่อมนุษย์ต้องเสียชีวิตถึง 78 คน โดยกลุ่มแพทย์วิจัย จะหลอกเหยื่อว่า ถ้าพวกเขายอมเข้าร่วมการทดลองด้วยความสมัครใจแล้ว ทางทีมงานจะทำเรื่องขอปล่อยตัวเป็นอิสระให้ ซึ่งแน่นอนว่าสุดท้ายแล้ว เหยื่อทุกคนก็ไดพบอิสระจริง ๆ เพราะพวกเขาล้วนได้เสียชีวิตทั้ง ในการทดลองนี้ และในการทดลองอื่น ๆ จนหมดสิ้น


โดยหลักฐานที่มัดตัวนายแพทย์ราเชอร์เกี่ยวกับการทดลองครั้งนี้ก็คือ บันทึกเขาที่ส่งมอบผลการทดลองของเหยื่อให้กับฮิมมเลอร์ ซึ่งเป็น หัวหน้าโครงการทั้งหมด โดยผลการทดลองเขียนไว้ว่า...

 “เหยื่อทดลองยิวอายุ 37 ปี รายหนึ่ง ได้ถูกทดสอบที่ความสูง 12 กิโลเมตร เมื่อผ่านไป 4 นาที สภาพของเหยื่อจะมีเหงื่อออกจนท่วมตัว และมีอาการหัวส่ายไปมา เมื่อเข้าสู่นาทีที่ 5 เหยื่อทดลองจะเริ่มเป็นตะคริว และหลังจากผ่านนาทีที่ 6 ไปจนถึงนาทีที่10 การหายใจของเหยื่อจะเริ่มถี่ขึ้น และหมดสติ จนผ่านนาทีที่ 11 ไปจนถึงนาทีที่ 30 การหายใจของเหยื่อทดลองก็จะช้าลงเหลือประมาณสามครั้งต่อนาที จนในที่สุดก็หยุดหายใจ โดยสภาพผิวของเหยื่อเริ่มเป็นจ้ำสีน้ำเงิน น้ำลายฟูมปาก และหัวใจจะหยุดเต้นภายในหนึ่งชั่วโมง”

“ซึ่งผลการชันสูตรศพนั้นพบว่า ช่องเยื่อหุ้มหัวใจมีของเหลวอยู่เต็ม และหลอดเลือดในสมองก็มีฟองอากาศมากขึ้นอย่างชัดเจน”



การทดลองแช่แข็ง Freezing Experiments

โดยเริ่มการทดลองตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1942 ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943  ที่ "ค่ายดาเชา"

ค่ายดาเชา
ซึ่งการทดลองนี้ ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของกองทัพอากาศเยอรมัน โดยจุดประสงค์เพื่อจำลองกรณีที่นักบินตกลงไปในทะเลที่มีอุณหภูมิเย็นจัด เช่นตกลงไปในทะเลแล้วจะมีสภาพเช่นไร หรือกรณีที่ทหารบกอาจไปติดอยู่กลางทุ่งน้ำแข็งแล้วจะเป็นอย่างไร และจะใช้อะไรในการให้ความอบอุ่นได้บ้าง

โดยการทดลองจะเริ่มจาก นำอ่างน้ำที่ใช้น้ำแข็งเติมลงไปจนเต็ม จนอุณหภูมิลดลงเหลือประมาณ 3 องศาเซลเซียส จากนั้นก็นำเหยื่อทดลองที่บางคนก็อาจจะได้สวมชุดนักบิน และบางคนก็อยูในสภาพเปลือย มาทำการทดลองด้วยการลงไปแช่ในอ่างน้ำแข็งนั้นประมาณ 360-400 ครั้ง ซึ่งเหยื่อทดลองบางคนที่สามารถทนสภาวะนี้ได้ ก็จะถูกนำมาใช้ทดลองซ้ำอีกสองสามครั้ง โดยมีเหยื่อการทดลองนี้ ต้องตายไปประมาณ 80-90 คนเลยทีเดียว


จากการสืบพยานนั้น มีพยานคนหนึ่งที่เป็นบาทหลวงชาวโปแลนด์ ได้อธิบายถึงสภาพของเขาว่า เขาถูกแปะสายไฟไว้ที่บริเวณแผ่นหลัง และอีกเส้นจะสอดเข้าที่รูทวาร พออุณหภูมิลดลงมาถึง 13 องศาแล้ว เขาก็เริ่มจะหมดสติ ซึ่งตลอดการทดลองทีมวิจัยจะต้องทำการดูดเลือดออกจากหูของเขาทุกสิบห้านาที และจะคอยถามเขาอยู่ตลอดว่ารู้สึกอย่างไรแล้วบ้าง บาทหลวงบอกว่า ตอนนั้นเขารู้สึกว่าการหายใจของเขาถี่ขึ้น มีเหงื่อซึมออกจากหน้าผาก จากนั้นพวกทีมวิจัยได้นำยารสหวานมาให้กิน พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ฟื้นมานอนอยู่หน้าเตาผิงไฟแล้ว

บาทหลวงเล่าต่อว่า ตั้งแต่วันนั้นมาเขารู้สึกว่าการเต้นหัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะมาตลอด โดยในตอนแรกก็ยังไม่มีใครตายจากการทดลองเลย แต่เมื่อนายแพทย์ราเชอร์มารับช่วงงานต่อจากแพทย์คนแรกนั้น เขาก็ได้เพิ่มรอบการทดลองกับเหยื่อจนเกินขีดจำกัดของมนุษย์ เหมือนอยากจะให้เหยื่อตายถึงจะพอใจ ซึ่งระยะเวลาการทดลองก็ไม่แน่นอน ถ้าเหยื่อมีสภาพร่างกายผอม ก็จะตายภายใน 80 นาที แต่ก็มีบางรายที่สามารถอยู่ได้นานถึง 3 ชั่วโมง แต่สุดท้ายก็จะปล่อยให้เหยื่อตายอยู่ดี

และจากเอกสารลับของนายแพทย์ราเชอร์นั้น ได้เขียนถึงการทดลองโดยนำเหยื่อที่หมดสติจากการแช่แข็ง มาทำให้อบอุ่นด้วยการใช้ผู้หญิงเปลือยมากอดเหยื่อให้แนบชิดมากที่สุดด้วย ซึ่งนายแพทย์ราเชอร์พบว่าวิธีนี้ จะสามารถเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายของเหยื่อให้สูงขึ้นได้รวดเร็วกว่าวิธีอื่น 

ยิ่งถ้าเหยื่อได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงด้วย อุณหภูมิในร่างกายของเขาก็จะอุ่นเร็วขึ้นราวกับกับได้แช่น้ำร้อน และการมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนเดียว จะเพิ่มอุณหภูมิได้ดีกว่าแบบมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงสองคน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ เหยื่อจะอายน้อยลง เมื่อต้องมีอะไรกันกับผู้หญิงทีละสองคน
 โดยนายแพทย์ราเชอร์สรุปว่า "ถ้าเป็นไปได้ก็ควรใช้วิธีการแช่น้ำอุ่นก่อน ถ้าไม่ได้ผลจริง ๆ จึงค่อยใช้ร่างมนุษย์ช่วยจะดีกว่า"
ซึ่งผู้ที่ร่วมเป็นจำเลยในคดีนี้ ได้แก่ Karl Brand, Handloser, Schroeder, Gebhardt, Rudolf Brandt, Mrugowsky, Poppendick, Sievers, Becker-Freyseng และ Weltz




การทดลองมาลาเรีย Malaria Experiments


ซึ่งดำเนินการทดลองในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 ถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1945
ซึ่งการทดลองนี้ได้นำนักโทษจำนวนถึง 1,084 คน จากหลายเชื้อชาติ มาทำการทดลองเชื้อไข้มาลาเรีย เนื่องจากในช่วงสงครามนั้น เกิดโรคระบาดในทหาร เช่น โรคมาลาเรีย ไข้รากสาดใหญ่ และตับอักเสบ

โดยจะคัดคนที่ร่างกายแข็งแรงมาถือกล่องยุงที่มีเชื้อมาลาเรียไว้ที่บริเวณหว่างขา จากนั้นก็ปล่อยให้ยุงกัดเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงต่อวัน โดยบางคนก็ถูกทำให้เป็นร่างเพาะเชื้อเฉย ๆ เพราะจะได้มีเชื้อโรคไว้ใช้ทดลองต่อไปเรื่อย ๆ ประมาณสามถึงห้าคนต่อเดือน และก็มีบางคนที่ถูกฉีดเชื้อมาลาเรียเข้าร่างกายโดยตรง

บาทหลวงคนเดียวกันพยานคดีในการทดลองแช่แข็งก็ถูกจับมาทดลองมาลาเรียด้วย เขาให้การในเรื่องนี้ว่า เขาจะมีอาการ Cycle ทุกสามสัปดาห์ โดยมีอาการไข้สูง หนาวสั่น และปวดตามข้อ โดยระหว่างถูกทดลอง ทีมแพทย์ทดลองการให้ยาอยู่หลายชนิดเพื่อจะรักษาพวกเขา 
จำนวนคนที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาลหลังจากถูกบังคับให้ยุงกัดในขณะนั้น มีอาการหนาวสั่น 50-60 คน และตายไปประมาณ 60 คน

โดยมีผู้ร่วมเป็นจำเลยในคดีนี้ ได้แก่ 
Karl Brandt, Handloser, Rostock, Gebhardt, Blome, Rudolf Brandt, Mrugowsky, Poppendick และ Sievers


การทดลองปลูกกระดูก เส้นประสาท กล้ามเนื้อ Bone, Muscle and Nerve Regeneration and Bone Transplantation Experiments

โดยการทดลองอยู่ในช่วงระหว่างเดือน กันยายน ค.ศ. 1942 ถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1943 ที่ "ค่ายราเวนเบร็ค"

ซึ่งการทดลองนี้ค่อนข้างจะโหดร้ายมาก นำโดยแพทย์หญิงแฮร์ทา โอเบอร์ฮอยเซอร์ (Herta Oberheuser) โดยเธอเป็นจำเลยคนเดียวที่เป็นผู้หญิง


การทดลองจะเริ่มต้นด้วยการคัดเลือกนักโทษหญิงที่มีสุขภาพแข็งแรง มาตัดแขนขาออกจนถึงโคน แล้วนำชิ้นส่วนที่ได้ไปเย็บติดกับนักโทษอีกคน เพื่อทดลองการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยคนที่ถูกตัดแขนขาออกนั้นจะถูกฆ่าทิ้ง โดยมีจำนวนผู้ถูกเข้ารับการทดลองนี้ประมาณ 10 คน

ซึ่งพยานในครั้งนี้เธอเป็นแพทย์หญิงนักโทษ เธอให้การว่าเธอได้เห็นการกระทำทารุณกรรมเหยื่อ โดยการทุบกระดูกหน้าแข้งของเหยื่อทดลองให้แตก แล้วทำการปลูกถ่ายกระดูก จากนั้นก็ใส่เฝือกเอาไว้ เหยื่อบางคนถูกผ่าหลายครั้งมาก ในบางรายก็จะถูกทีมแพทย์นำกระดูกชิ้นเล็ก ๆ ฝังลงไปในกล้ามเนื้อด้วย

ในศาลนั้น อัยการถามพยานว่า ถึงผลการทดลองว่าเป็นอย่างไรบ้าง พยานนักโทษแพทย์หญิงคนดังกล่าวตอบว่า มันไม่ได้ผลอะไรเลย นักโทษทุกคนนอกจากจะพิการแล้ว ก็ล้วนตายลงอย่างเปล่าประโยชน์ทั้งสิ้น

แพทย์หญิง Herta Oberheuser
ซึ่งพยานนั้นแม้จะเป็นนักโทษบางคน ก็เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน ยังให้การอีกว่า การทดลองนี้ มันน่าจะเป็นการทดลองการปลูกถ่ายกระดูกบนร่างกายของคนอื่น เพื่อดูว่ากระดูกของอีกคนมันจะสามารถงอกใหม่ได้บนร่างกายของอีกคนหรือไม่



พยานผู้รอดชีวิตคนหนึ่งเล่าว่า เธอถูกผ่าที่ขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อผ่าเสร็จก็เอาเข้าเฝือกไว้ โดยต่อมามีก็น้ำหนองไหลออกมาจากเฝือก มีไข้ขึ้นสูง ซึ่งมันน่าจะเป็นผลมาจากการติดเชื้อที่กระดูก มีครั้งนึงเธอได้เห็นแผลของตัวเองถูกกรีดลึกเข้าไปจนถึงกระดูก

บางรายนั้นจะถูกฉีดเชื้อโรค สเตร็ปโตคอกคัส สแตฟไฟโลคอกคัส และบาดทะยัก เขาไปในบาดแผลด้วย เพื่อให้เกิดอาการกระดูกอักเสบ ชิ้นแขนขาส่วนหนึ่งที่ตัดออกมา จะถูกห่อเอาไว้อย่างดีด้วยผ้าปลอดเชื้อ แล้วส่งไปผ่าตัดเพื่อต่อชิ้นส่วนกับทหารเยอรมันที่ได้รับบาดเจ็บด้วย โดยเหยื่อที่ถูกตัดชิ้นส่วนออกนั้นจะถูกฆ่าทิ้ง ส่วนผู้ที่รอดชีวิตก็จะกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิตอีกถึง 71 คน

โดยมีผู็ที่ร่วมทีมแพทย์ในการทดลองนี้ ได้แก่ Karl Brandt, Handloser, Rostock, Gebhardt, Rudolf Brandt, Oberheuser และ Fischer




LOST การทดลองแก๊สมัสตาร์ด

การทดลองนี้ถูกเริ่มในช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 ถึงเดือนเมษายน 1945 ที่ "ค่ายซัคเชนเฮาเซ็น แน็ทซเวลเลอร์" และอีกหลายแห่ง

โดยชื่อการทดลองนี้ ย่อมาจากชื่อของผู้ริเริ่มแนวคิดที่จะใช้สิ่งนี้ในสงคราม พวกเขาคือ "ลอมเมล" และ "สเตนคอฟ" ซึ่งแก๊สมัสตาร์ดนี้ โดยปกติจะเป็นของเหลวในอุณหภูมปกติ ไม่มีสี มีกลิ่นเหมือนมัสตาร์ด หรือกลิ่นกระเทียม ซึ่งการใช้ในสงคราม จะถูกทำให้บริสุทธิน้อยลง เพื่อจะได้แปรสภาพเป็นละออง กระจายไปได้ทั่วพื้นที่


ซึ่งผู้ที่สัมผัสถูกแก๊สมัสตาร์ด จะเกิดอาการคัน จากนั้นก็จะเริ่มเป็นตุ่มพุพองตามร่างกาย เนื่องจากสารเคมีจะออกฤทธิ์เผาไหม้บริเวณที่มันติดอยู่ หากแก๊สเข้าตา ก็จะทำให้ตาอักเสบบวม จนสามารถบอดชั่วคราวได้ และถ้าสูดดมเข้าไป มันจะไปทำให้ระบบหายใจเสียหาย กลายเป็นแผลพุพอง จนปอดติดเชื้อ
และยังพบว่า แก๊สมัสตาร์ดนี้ มีผลทำให้สามารถเป็นมะเร็งได้อีกด้วย


ภาพแผลไหม้จากแก๊สมัสตาร์ด
โดยในการทดลองเกี่ยวกับแก๊สมัสตาร์ดนั้น ทางเยอรมันต้องการที่จะคิดค้นตัวยาที่สามารถรักษาอาการออกฤทธิ์ของมัน ด้วยการจับเหยื่อนักโทษมากรีดเนื้อ แล้วนำแก๊สมัสตาร์ดมาป้ายที่แผล บางคนก็จะถูกนำมารมแก๊สดังกล่าว บางคนก็จะถูกฉีดแก๊สที่เปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวแล้ว เข้าไปในร่างกาย โดยเหยื่อที่ถูกเข้ารับการทดลองนี้ จะมีแผลพุพอง เป็นหนองบวม น่าเวทนาเป็นอย่างมาก

โดยการทดลองนี้ ต้องใช้เหยื่อนักโทษถึง 220 คน เลยทีเดียว และมีผู้ต้องเสียชีวิตมากถึง ในจำนวนนี้ 50 คน โดยในรายงานการทดลองนี้ ได้เขียนบรรยายไว้ว่า...


"นักโทษจะถูกจับเปลือยกาย แล้วหยดของเหลวลงไปบนท่อนแขนเป็นทางยาวประมาณ 10 ซ.ม. จากบริเวณเหนือข้อศอก จากนั้นก็ปล่อยเอาไว้ 10 ชั่วโมง ในท่ายืน รอจนของเหลวดังกล่าวทำปฏิกิริยาจนไหม้ไปทั่วบริเวณ เหยื่อบางคนตาบอด และเจ้าหน้าที่จะต้องถ่ายภาพบริเวณแผลของนักโทษเอาไว้ทุกวัน โดยเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5 ถึง 6 วัน นักโทษจะเสียชีวิต ก็จะนำศพเหล่านั้นไปชันสูตรดูร่องรอยที่สารเคมีนี้กัดกร่อนอีกที"


นักโทษบางคนจะถูกสั่งให้กระทืบหลอดแก๊สจนแตกในห้องปิด จากนั้นก็ให้พวกเขาสูดแก๊สนั้นเข้าไป พบว่า เหยื่อจะหมดสติในเวลาต่อมา สุดท้ายระบบหายใจก็ถูกทำลายลง ซึ่งการทดลองนี้ใช้เหยื่อทั้งสิ้น 150 คน

ในเหยื่อทดลองบางคน จะถูกฉีดแก๊สนี้เข้าไปในรูปแบบของเหลว บ้างก็ถูกสั่งให้ดื่มมันเข้าไป ซึ่งผลของการทดลองนี้ ทำให้เหยื่อทดลองตายทั้งหมด

โดยทีมแพทย์ที่ถูกดำเนินคดีนั้น ได้แก่  Karl Brandt, Handloser, Blome, Rostock, Gebhardt, Rudolf Brandt และ Sievers



การทดลองซัลฟานิลาไมด์ Sulfanilamide Experiments


การทดลองนี้ ถูกจัดตั้งในช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1942 ถึงช่วงประมาณเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 ที่ "ค่ายราเวนส์เบรค (Ravensbrueck)"

ในช่วงนั้น "ยาซัลฟานิลาไมด์" ถูกจัดได้ว่าเป็นยาวิเศษของฝ่ายตรงข้าม นั่นก็คือฝ่ายพันธมิตร ทำให้พวกนาซีเยอรมันต้องการที่จะใช้มันบ้าง เพราะในช่วงที่เยอรมันบุกไปยังรัสเซียนั้น พบปัญหาที่ทหารนาซีมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า "แกงกรีน" ที่แผลเน่าจนเนื้อตาย เลยอยากได้ยาแบบนี้มาช่วยดึงเวลาการลุกลามก่อนจะส่งผู้บาดเจ็บกลับมาทำการรักษาผ่าตัด



โดยการทดลองนี้จะใช้เหยื่อนักโทษชายจำนวน 15 คน และนักโทษหญิงจำนวน 60 คน จำลองภาวะติดเชื้อดังกล่าวด้วยวิธีกรีดกล้ามเนื้อจนเป็นแผลยาวประมาณ 10 ซ.ม. แล้วโรยขี้เลื่อยผสมแบคทีเรีย "แกงกรีน" เพื่อเพาะเชื้อลงไป เพื่อจำลองสภาพความสกปรกที่ทหารเยอรมันจะต้องประสบนั่นเอง

ต่อมาก็มีการผสมเศษแก้วเข้าไปกับผงขี้เลื่อยเพื่อลดความร้ายแรงในการติดเชื้อลง วิธีนี้จะทำให้เหยื่อไม่ตาย บางรายก็ใช้วิธีรัดปลายกล้ามเนื้อ เพื่อสกัดไม่ให้เลือดสามารถส่งไปเลี้ยงบริเวณนั้น เพื่อเพิ่มความรุนแรงในการติดเชื้ออีกด้วย


ซึ่งกลุ่มเหยื่อนักโทษที่เข้ารับการทดลองนี้ บางคนถูกนำมาจากเหยื่อที่รอดชีวิตจากการทดลองเพาะกระดูก และการทดลองกล้ามเนื้อเส้นประสาทมาก่อนแล้ว ซึ่งบรรยากาศในห้องที่ใช้ทดลองนี้ จะมีกลิ่นเหม็นเน่าของแผลคละคลุ้งไปทั่ว โดยเหยื่อการทดลองจะได้รับความเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก

ในจำนวนนักโทษเหล่านี้ บางคนเคยถูกทดลองเพาะกระดูก กล้ามเนื้อและเส้นประสาทมาแล้ว
ในห้องที่รักษาพยาบาลนั้นกลิ่นจะเหม็นไปทั่ว และเหยื่อการทดลองจะเจ็บปวดทรมานมาก

โดยพยานจาการทดลองนี้ ชื่อว่า "จาดวิก้า ดาซิโด" เหยื่อทดลองหญิงชาวโปแลนด์ ให้การว่ามีนักโทษกว่า 74 คน ถูกผ่าตัด หลายรายต้องถูกผ่าตัดมากกว่าหนึ่งครั้ง มีคนตายถึง 5 คน และมี 6 คน ถูกยิงทิ้งหลังจากผ่าตัดเสร็จ ส่วนตัวของเธอนั้นถูกผ่าตัดที่บริเวณน่องขาขวาจากการปลูกถ่ายกระดูกสลับกับการทดลองซัลฟา โดยตัวของเธอนั้นไม่ได้สมัครใจเข้าร่วมเลย แถมตลอดช่วงการทดลอง เธอก็ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาประเภทอื่น จนทุกวันนี้เธอยังมีอาการเจ็บปวดที่บริเวณแผล และได้กลายเป็นคนพิการไปแล้ว


ภาพของจาดวิก้า กับแผลการปลูกถ่ายกระดูกบริเวณน่อง
โดยนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของอัยการให้การว่า จากการวิเคราะห์ฟิล์มเอกซเรย์ พบว่ากระดูกหน้าแข้งของเธอนั้นมีอาการติดเชื้อออสทีโอไมลิทิส จนกระดูกพรุน และยังพบว่าเส้นประสาทปริเวณนั้นมีลักษณะผิดปกติไปแล้ว โดยแพทย์ได้บอกว่า การทดลองนี้ ไม่ได้ให้อะไรกับวงการวิทยาศาสตร์เลย และไม่รู้จะทำไปทำไม เพราะอาการติดเชื้อพวกสามารถทดสอบกับทหารที่ติดเชื้อไปเลยก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้เหยื่อมนุษย์ทดลองเลยด้วยซ้ำ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของอัยการ กำลังชี้ให้ดูแผลที่น่อง ของจาดวิก้า
ซึ่งการทดลองนี้ มีผู้ร่วมถูกดำเนินคดี ได้แก่ Karl Brandt, Handloser, Rostock, Schroeder, Genzken, Gebhardt, Blome, Rudolf Brandt, Mrugowsky, Poppendick, Becker-Freyseng, Oberheuser และ Fischer



การทดลองระเบิดเพลิง Incendiary Bomb Experiments


โดยมีช่วงทดลองอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1943 จนถึงประมาณเดือนมกราคม ค.ศ. 1944  ที่ "ค่ายบูเชนวาลด์"

ซึ่งการทดลองนี้ ถูกริเริ่มขึั้นมาเพื่อหาวิธีรักษาแผลจากระเบิดฟอสฟอรัสเหลวที่ถูกศัตรูทิ้งบอมในสนามรบนั่นเอง โดยทีมแพทย์นรกได้สร้างทฤษฎีว่า พวกเขาจะสามารถใช้สารละลายคาร์บอนไนเตรตะคลอไรด์ หรือขี้ผึ้ง หรือยาใด ๆ มารักษาแผลนี้ได้หรือไม่

โดยจะทำการทดลองกับเหยื่อด้วยการใช้ฟอสฟอรัสเหลวเผาลงไปที่แขน จนเกิดไฟลุกเป็นเวลานานประมาณ 20 วินาที จากนั้นก็ดับมันด้วยน้ำ ที่แขนจะเกิดแผลลึก เจ็บปวดทรมาน แล้วทีมแพทย์จะนำยาที่ใช้ทดลองมาทาที่แผล แล้วนำมาแขนมาเผากับสารฟอสฟอรัสต่ออีก 45 วินาที แล้วก็เช็ดออก ทายาอีกหน จากนั้นก็ทำซ้ำกับเหยื่อไปเรื่อย ๆ โดยทดลองเช็ดออกด้วยสารละลายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นขี้ผึ้ง หรือน้ำมันตับปลา
แผลไฟไหม้จากฟอสฟอรัส
โดยผู้ที่ถูกดำเนินคดีร่วมกัน ได้แก่ Genzken, Gebhardt, Mrugowsky และ Poppendick


การทดลองน้ำเค็ม Sea-water Experiments

โดยการทดลองจะถูกทำในช่วงเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 1944 ถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 1944
ที่ "ค่ายดาเชา"

การทดลองนี้ได้ริเริ่มขึ้นมาเพื่อประโยชน์แก่กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ เพื่อทดสอบว่าถ้าทหารเหล่านี้ต้องประสบเหตุลอยอยู่บนทะเล จะทำอย่างไรให้สามารถนำน้ำทะเลเค็ม ๆ มาดื่มได้ ซึ่งเหยื่อการทดลองทั้ง 44 คน จะถูกงดอาหารนานประมาณ 5-9 วัน โดยพวกเข้าล้วนถูกหลอกว่าจะนำตัวมาทำความสะอาด โดยไม่บอกว่าสิ่งที่ดื่มเข้าไปนั้นคือน้ำทะเล มีการปรุงรสน้ำทะเลไม่ให้เค็มด้วย โดยพวกทีมแพทย์ได้คิดทฤษฎีว่า ถ้าหากร่างกายได้รับน้ำทะเลมากกว่า 6 วัน จะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือไม่ และถ้าดื่มต่อเนื่องไปจนถึง 12 วัน จะเสียชีวิตได้หรือไม่ โดยเริ่มจากการแบ่งกลุ่มทดลองเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 
  1. กลุ่มไม่ได้รับน้ำเลย 
  2. กลุ่มที่ดื่มน้ำทะเลปกติ
  3. กลุ่มที่ดื่มน้ำทะเลปรุงจนไม่มีรสเค็มด้วยเบอกาทิต
  4. กลุ่มที่ดื่มน้ำทะเลที่สะกัดเกลือออกตามวิธีของเชฟเฟอร์ โดยใช้แร่เงิน แยกเกลือออกมาจากน้ำทะเล 
โดยได้แยกกลุ่มเหยื่อเป็นสองแบบ คือแบบที่จะได้รับอาหารทั่วไป กับกลุ่มที่ไม่ได้รับอาหารเลย ซึ่งพยานบางคนที่รอดชีวิตได้ให้การว่า เหยื่อทดลองบางคนที่ทำน้ำจืดหกลงพื้น จะถูกสั่งให้เอาผ้าซับขึ้นมาดูดกิน ซึ่งทีมแพทย์ขู่ว่าถ้าทำพลาดอีกจะถูกให้กินน้ำเค็ม ซึ่งระหว่างการพิจารณาคดีนี้มีพยานผู้รอดชีวิตคนนึง ได้นำมีดเข้ามาในศาล ในช่วงที่กำลังให้การอยู่นั้น จู่ ๆ เขาก็ใช้มันเพื่อหวังจะแทง "หมอเบ็กบ็อก (Beiglboeck)" ที่อยู่ในการทดลองนี้ด้วย แต่โชคดีที่เขาถูกคุมตัวไว้ได้ทัน
นายแพทย์ Beiglboeck
โดยเหยื่อประมาณ 40 คน ที่เข้าร่วมการทดลองนี้ มีบางคนเคยผ่านการทดลองแช่แข็งมาก่อน ซึ่งพยานให้การว่า ช่วงก่อนการทดลองนั้น เขาได้รับอาหารก่อนหนึ่งสัปดาห์เต็ม จนร่างกายแข็งแรง 

หลังจากนั้น พวกเขาจะโดนกรอกน้ำเค็มให้ดื่มโดยไม่ได้รับอาหารใด ๆ วันละ 3 ครั้ง โดยตอนเย็นจะเป็นน้ำสีเหลือง ทุกคนจะถูกเจาะตับ และไขสันหลัง นำน้ำเหลืองส่วนนั้นไปตรวจ จากนั้นก็ชั่งน้ำหนัก เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่วัน มีเหยื่อบางคนเริ่มคลุ้มคลั่ง เห็นภาพหลอน น้ำลายฟูมปาก บ้างก็มีอาการเห่า ท้องร่วง ชัก เสียสติ จนมีบางคนถึงกับเสียชีวิตไปเลย

ซึ่งผู้ที่ถูกดำเนินคดีร่วมจากการทดลองนี้ ได้แก่ Karl Brandt, Handloser, Rostock, Schroeder, Gebhardt, Rudolf Brandt, Mrugowsky, Poppendick, Sievers, Becker-Freyseng, Schaefer และ Beiglboeck


การทำหมัน Sterilization Experiments

โดยการทดลองนี้อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1941 จนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 ที่ "ค่าย Auschwitz" และ "Ravensbrueck"

จากนโยบายยูจีนิคของพวกนาซีนั้น พวกเขาต้องการที่จะกำจัดชาวยิวให้หมดไป แต่ถ้าฆ่าทิ้งไปเลย ก็จะทำให้ขาดแรงงานไว้ใช้งาน จึงใช้วิธีทำหมันพวกยิวแทนนั่นเอง

นายพลฮิมม์เลอร์นั้น ต้องการวิธีทำหมันที่ใช้เวลาน้อย ต้นทุนต่ำ และสามารถต่อยอดเพื่อทำหมันชาติพันธุ์ของศัตรูอย่างรัสเซียและโปแลนด์ในอนาคตด้วย โดยหวังผลว่า การทำหมันนี้จะต้องรวดเร็วและไม่ทำให้เหยื่อรู้ตัว หรือสังเกตได้


โดยหมออดอล์ฟ โพโกนี่ แนะนำฮิมม์เลอร์ว่า อยากจะทดลองใช้ "ต้นบอนคาลาเดี่ยม เซกุยนัม" มาผสมในอาหาร หรือนำมาป้ายบนบาดแผล จะสามารถทำให้เป็นหมันได้ จึงนำพันธุ์พืชนี้มาปลูก ซึ่งกระบวนการทดลองนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ทว่ามันใช้เวลามากเกินไป

จึงได้ความพยายามลดเวลาลงด้วยการหลอกเหยื่อว่าจะตรวจภายใน แล้วแอบฉีดสารระคายเคืองเข้าไปในมดลูกแทน ซึ่งมันก็ยังใช้เวลามากไปอยู่ดี

ทีมแพทย์จึงได้คิดค้นวิธีการใหม่ พวกเขาได้ลองใช้การฉายรังเอ็กซเรย์ไปที่เหยื่อแทน โดยการหลอกให้เหยื่อทดลองมายืนที่หน้าเคาท์เตอร์เพื่อกรอกแบบสอบถามนาน ๆ โดยระหว่างนั้นก็แอบฉายรังสีเอ็กซเรย์อาบลงไปบนร่างกายโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว เป็นเวลานานประมาณ 2 นาที และ 3 นาทีสำหรับเหยื่อทดลองผู้หญิง โดยบันทึกผลเอาไว้ว่า ด้วยวิธีการนี้จะสามารถทำหมันคนได้ทีละ 150 ถึง 200 คน ต่อเครื่องต่อครั้ง และถ้ามีเครื่องฉายรังสีมากประมาณ 20 เครื่อง ก็จะสามารถทำหมันได้ทีละ 3 ถึง 4 พันคนเลยทีเดียว ซึ่งถ้าทำต่อเนื่อง ก็จะสามารถทำหมันคนยิวได้ถึงสองสามล้านคนจากทั้งหมด 10 ล้านคน

บันทึกของหมอ  Adolf Pokorny บอกฮิมม์เล่อร์ว่า "ให้ใช้บอนที่นำมาจากประเทศบราซิล (Caladium seguinum) มาเจือในอาหาร หรือป้ายบาดแผล จะทำให้เป็นหมันได้"

ต้นบอน Caladium Seguinum

โดยทีมแพทย์ที่ร่วมทดลองนี้ ได้แก่ Karl Brandt, Gebhardt, Rudolf Brandt, Mrugowsky, Poppendick, Brack, Pokorny และ Oberheuser



การทดลองไข้รากสาดใหญ่ (Typhus) Spotted Fever (Fleckfieber) Experiments

ซึ่งทำการทดลองในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 ถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ที่ "ค่าย Buchenwald" และ "Natzweiler"

โดยไข้รากสาดใหญ่ หรือ ไข้ไทฟัสนั้น (Typhus) เป็นกลุ่มของโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย โดยมีที่มาจากแมลงปรสิต (Louse) เป็นพาหะนำโรค ชื่อโรคไทฟัสมาจากรากศัพท์ภาษากรีก ที่แปลว่าความขี้เกียจหรือขุ่นมัว ซึ่งมันได้อธิบายสภาวะจิตใจของที่ผู้ป่วยเป็นโรคนี้ โดยเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคนี้คือเชื้อในกลุ่มริคเกตเซีย (Rickettsia) ที่ระบาดอยู่ในสัตว์พวกหนู และแพร่กระจายเข้าสู่มนุษย์โดยพวกเห็บ เหา หมัด โลน หรือไร โดยพาหะเหล่านี้จะสามารถเจริญเติบโตได้ดีภายใต้ภาวะสุขลักษณะที่ไม่ดี เช่น ในเรือนจำ ค่ายผู้ลี้ภัย ในหมู่คนไร้บ้าน และในสนามรบ


ซึ่งไข้รากสาดใหญ่นั้น เป็นปัญหาแก่กองทัพเยอรมันในช่วงที่บุกรัสเซียเป็นอย่างมาก เพราะมีตัวยาและวัคซีนจำนวนจำกัด จึงต้องคิดโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อหาวิธีลดต้นทุนตัวยานั่นเอง

โดยทีมแพทย์ได้นำเหยื่อทดลองที่มีสุขภาพดีมาฉีดสารเคมีวัคซีน ที่คิดค้นขึ้นมาแทนตัวยาเดิมเข้าไปในร่างกาย จากนั้นก็ทำให้เหยื่อติดเชื้อด้วยวิธีการต่าง ไม่ว่าจะขีดข่วน หรือฉีดเลือดติดเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย ไม่ก็นำหมัดที่ติดเชื้อมากัดเข้าที่ขา และกลุ่มคนอีกกลุ่มที่ถูกนำมาทดลองจะไม่ได้รับวัคซีนใด ๆ แต่นำมาทำให้ติดเชื้อ เพื่อเปรียบเทียบผลการทดลองว่าต่างกันกับคนที่ได้ฉีดวัคซีนอย่างไรบ้าง โดยคนที่ติดเชื้อกลุ่มนี้จะมีอาการคลุ้มคลั่ง เพ้อ ไม่กินอาหาร จนเสียชีวิต แต่ใครที่สามารถรอดมาได้ ก็จะถูกฆ่าทิ้งทั้งหมดอยู่ดี

โดยตลอดช่วงการทดลอง จะมีบางคน ถูกทำให้เป็นตัวเพาะเลี้ยงเชื้อ ราวกับเป็นหนูทดลองเลยทีเดียว ซึ่งสุดท้าย มีเหยื่อนักโทษที่สามารถรอดจากการทดลองมาได้ 729 คน ที่เหลืออีก 154 คน เสียชีวิต ส่วนคนที่ถูกทำเป็นตัวเพาะเชื้อ ล้วนถูกฆ่าตายทั้งหมด และการทดลองแบบนี้ ก็ยังถูกใช้ในการวิจัยวัคซีนของโรคอื่น ๆ อีกด้วย

โดยกลุ่มแพทย์ที่ถูกดำเนินคดีนั้น ได้แก่  Karl Brandt, Handloser, Rostock, Schroeder, Genzken, Gebhardt, Rudolf Brandt, Mrugowsky, Poppendick, Sievers, Rose, Becker-Freyseng และ Hoven



การทดลองยาพิษ Experiments with Poison


โดยเริ่มทดลองตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 1943 ถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 ที่ "ค่าย Buchenwald"

ซึ่งการทดลองนี้ ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยไม่ได้หวังที่จะหาทางรักษาพิษแต่อย่างใด แค่อยากจะรู้ว่าเหยื่อที่ถูกยาพิษจะมีอาการอย่างไร และจะมีชีวิตอยู่ได้นานอีกเท่าไหร่ถึงจะตาย


โดยเริ่มจากการนำนักโทษรัสเซียจำนวน 4 คน มาให้กินสารพิษอัลคาลอยด์ที่เจือปนในอาหาร จากนั้นทีมแพทย์ก็จะคอยแอบดูผลอยู่หลังม่าน เพื่อดูปฏิกิยาของเหยื่อ โดยในรายงานเขียนว่า หลังจากที่เหยื่อกินยาพิษเข้าไปแล้ว ก็จะเริ่มมีอาการอาเจียน หมดสติ แต่มีนักโทษคนนึง ไม่มีอาการอะไร และไม่ตาย จึงต้องนำตัวเขาไปแขวนคอให้ตายก่อน แล้วนำศพไปชันสูตรหาสาเหตุ

และทีมแพทย์ได้ทดลองทำกระสุนอาบยาพิษขึ้นมา โดยนำมันยิงเข้าไปที่ขาของเหยื่อ จากนั้นเหยื่อก็จะเริ่มมีอาการชักกระตุก น้ำลายไหลเมื่อเวลาผ่านไป 20 - 25 นาที ชีพจรเริ่มหยุดเต้น และตายไปในเวลา 2 ชั่วโมง 9 นาที

ผู้ที่ร่วมถูกดำเนินคดีในการทดลองนี้ ได้แก่ Genzken, Gebhardt, Mrugowsky และ Poppendick



การสะสมโครงกระดูกยิว ที่มหาวิทยาลัย Strasbourg

ซึ่งเรื่องนี้ ได้ Dr. August Hirt แพทย์ประจำมหาวิทยาลัย Strasbourg ของฝรั่งเศสซึ่งขณะนั้นอยู่ในความยึดครองของนาซี เป็นผู้ดูแล

ซึ่งที่นี่ได้กลายเป็นที่เก็บสะสมหัวกระโหลกของชาวยิว โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องนำชาวยิวจำนวน 112 คน ไปฆ่าทิ้งเพื่อเอาชิ้นส่วนร่างกายมาสะสม เพื่อการศึกษาทางด้านกายวิภาคศาสตร์และมานุษยวิทยา




โดยหวังไว้ว่าจะใช้ผลพวงจากการสู้รบ บริเวณแ
นวรบของรัสเซียจะเป็นโอกาส ที่จะได้สะสมหัวกระโหลกของพวกชาวยิว (Jewish-Bolshevik) โดยได้จัดหน่วยทหารพิเศษขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คอนเก็บซากศพ โดยจะต้องบันทึกวันเดือนปีเกิดของเชลยก่อนจะฆ่าทิ้ง โดยจะต้องรักษาส่วนกะโหลกเอาไว้ไม่ให้เสียหาย ด้วยการตัดหัวออกแล้วนำไปแช่น้ำยาผนึกเอาไว้

โดยเมื่อนำกะโหลกมาจนถึงห้องปฏิบัติการ จะได้ทำการเก็ยข้อมูล ถ่ายภาพ แล้ววัดขนาด ซึ่งต่อมา จำนวนหัวกะโหลกก็ถูกเพิ่มมากขึ้นกว่าที่คาดหมายไว้เป็น 115 คน โดยเป็นกะโหลกชาวยิวผู้ชาย 79 คน หญิง 30 คน อีกสองหัว เป็นของชาวโปแลนด์ และอีก 4 หัวเป็นของชาวเอเชีย

ซึ่งภายหลัง ทางนายแพทย์ออกัสรู้ว่า ทหารของฝ่ายศัตรูกำลังจะบุกมาที่มหาวิทยาลัย จึงสั่งให้ผู้ช่วยหั่นศพแล้วเผาทิ้ง แต่ก็ไม่ทัน จึงมีหลักฐานเป็นซากศพจำนวนมากมาใช้ดำเนินคดีพวกเขาในศาล หลังสงครามจบ


ภาพ Dr. Hirt และศพที่เขาสะสม



การุณยฆาต Euthanasia

นายพลฮิตเล่อร์ได้มอบหมายให้นายแพทย์ คาร์ล บรานด์ต ทำหน้าที่จัดการสังหารเหล่าคนป่วยไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยความกรุณา เพื่อจะได้เสียสละที่ให้กับคนที่ยังพอมีโอกาสหายดีได้รับการรักษาแทนนั่นเอง

นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้แพทย์คนดังกล่าว ใช้วีธีการุณยฆาตแก่รักโทษฝ่ายตรงข้าม ที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว รวมถึงพวกอาชญากรโดยสันดาน พวกรักร่วมเพศ และพวกยิปซีด้วย


โดยทั้งนี้ ทางการเยอรมัน ได้จัดทำโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์สนับสนุนการฆ่าด้วยความปราณีนี้ โดยให้เหตุผลว่า การพยายามรักษาคนพวกนี้ มันต้องใช้เงินมากมาย ซึ่งเงินพวกนี้ ก็เอามาจากพวกคุณทั้งนั้น จะสิ้นเปลืองทำไมกับคนพวกนี้เล่า สู้กำจัดเสียให้หมดจะดีกว่า โดยทางปฏิบัตินั้น ทางการได้จัดตั้งหน่วยพิเศษเอาไว้ฆ่าเด็กที่เกิดมามีความบกพร่องทางกาย และทางสมอง โดยไม่จำเป็นต้องปรึกษาพ่อแม่ของเด็กก่อน และถ้าพบว่าเด็กคนไหนมีเชื้อสายคนยิวปนอยู่ ก็จะนำเด็กนั้นเข้าสู่กระบวนการสังหารทันที

โดยยุคนั้นเยอรมันจะฝังความเชื่อว่า คนยิวเป็นพวกอาชญากรโดยสันดาน เป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาว พวกเลือดสีโคลน อย่างกับในหนังแฮรี่พ็อตเตอร์ ดังนั้นพวกต่างเชื้อชาติจากชาวอารยัน จะต้องถูกฆ่าด้วยความปราณีทั้งหมด


โดยทางการเยอรมันจะคัดคนด้วยการส่งแบบสอบถามไปยังสถานบำบัดทางจิตทั่วประเทศ โดยจะให้กรอกข้อมูลประวัติของผู้ป่วย รวมถึงเชื้อชาติของพวกเขา ว่ามีเชื้อชาวยิวผสมอยู่หรือไม่ ถ้ามี ก็จะส่งรถบรรทุกไปรับ พามาที่สถานีการุณยฆาตทันที

ซึ่งหลังจากการพิจารณาคดีต่อแพทย์ทั้งหมด ศาลได้สั่งประหารแพทย์ถึง 7 คน และจำคุกตลอดชีวิต 5 คน ถูกจำคุก 10 - 20 ปี จำนวน 4 คน ทั้งนี้ มีแพทย์ผู้พ้นผิดไป จำนวน 8 คน



ซึ่งหลังจากการพิจารณาคดีจบลง แม้คดีเหล่านี้ จะเป็นเรื่องน่าสลดใจ แต่ก็ได้ทำให้วงการแพทย์จัดตั้งกฏหมายประมวลนูเร็มเบิร์ก โดยให้ความสำคัญในการสมัครใจของผู้เข้าทดลองทางวิทยาศาสต์ และจะต้องทำการทดลองในสัตว์ ก่อนจะทดลองในคน โดยการทดลองจะต้องหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทรมานให้ได้มากที่สุด โดยห้ามมุ่งหวังต่อชีวิตของผู้เข้าทดลอง และไม่ทำให้ผู้ทดลองต้องมีสภาพพิการ ห้ามดำเนินการทดลองโดยขาดมนุษยธรรม โดยจะต้องมีมาตรการป้องกันอันตรายจากการทดลอง และผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ทำการทดลอง จะต้องเป็นผู้มีทักษะเชี่ยวชาญอีกด้วย โดยตลอดการทดลองนั้น ผู้เข้ารับการทดลองจะต้องสามารถขอยกเลิกการทดลองได้ตลอดเวลา ส่วนผู้ดำเนินการทดลองก็จะต้องเลิกการทดลองทันทีเมื่อรู้สึกว่า การทดลองนั้นเริ่มไม่ปลอดภัยแล้ว


มิติที่ 6 นั้น อยากให้ผู้ชมทุกท่าน มองเห็นโทษของการทำสงคราม ว่ามันไม่เคยสร้างสรรค์อะไรดี ๆ ให้กับสังคมเลย ขนาดพวกแพทย์ ที่น่าจะทำการทดลองสร้างยาดี ๆ ก็กลายเป็นปีศาจร้ายที่จ้องจะใช้ชีวิตคนมากมายมาทำการวิจัยในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ใช้คนราวกับเป็นสัตว์ทดลองโดยไม่ได้มองว่าเขาเป็นคน


 ดังนั้น...


หยุดเถิด สงคราม




หลังจากอ่านเรื่องราวจบแล้ว อย่าลืมติดตาม กดไลค์ กดแชร์เรื่องราวกันด้วยนะครับ


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มาจาก
http://pantip.com/topic/31691648