ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ยู ยังชอล สยองขวัญฆาตกรวิปริตแห่งเกาหลีใต้ !!!

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปยังประเทศเกาหลีใต้ ประเทศอันศิวิไลซ์ ดินแดนแห่งความเจริญ เพื่อพบกับคดีฆาตกรรมสุดโหดคดีหนึ่งเดียว กับรูปแบบการฆ่า การทำทารุณกรรมเหยื่อ ที่เรียกได้ว่าเป็นคดีสะเทือนขวัญประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้เลยทีเดียว !!!!



ณ หมู่บ้านวาฮา เขตโกซางซอก ประเทศเกาหลีใต้ ที่นี่ เป็นที่กำเนิดของเด็กชายคนหนึ่ง เด็กชายที่เกิดมามีชะตากรรมแบบที่ในบ้านเราเรียกว่า "ดาวโจร" เขาคือ "ยู ยังชอล"


"ยู ยังชอล" เกิดวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1970 เขาเกิดมาในครอบครัวชนชั้นแรงงานที่รายได้น้อย เขาเป็นลูกชายคนที่ 3 ยู ยังชอล มีพี่ชายสองคน และน้องสาวอีกคน ทำให้ลำพังแค่เลี้ยงพี่น้องของเขา พ่อแม่ก็ไม่สามารถจะหาเงินมาดูแลได้เต็มที่แล้ว เพราะแบบนั้น พ่อแม่ของยู ยังชอล จึงตัดสินใจส่งเขาไปให้กับยายเป็นผู้เลี้ยงแทน ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ยายของยู ยังชอลก็ใช่ว่าจะมีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีอะไร นั่นทำให้บางครั้ง ยู ยังชอลมักจะได้ยินยายของเขาบ่นอยู่เสมอ ๆ ว่า "ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะฆ่าเขาให้ตายไปซะ จะได้ลดภาระเลี้ยงดูได้" เป็นใครได้ยินแบบนี้จะไม่รู้สึกอะไร แต่ยู ยังชอล ก็ได้เก็บความรู้สึกนั้นไว้ตลอดมา

จนกระทั่งยู ยังชอล อายุย่างเข้าวัย 6 ขวบ เขาได้ถูกส่งตัวกลับไปอยู่กับพ่อ ซึ่งตอนนี้พ่อของเขาเองก็มีภรรยาใหม่เสียแล้ว ทำให้ยู ยังชอล ตอนนี้แม้จะได้กลับมาอยู่กับพี่น้องของเขา แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวมันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ในช่วงนั้น พ่อของยู ยังชอล เพิ่งกลับมาจากการไปเป็นทหารผ่านศึกที่เวียดนาม ซึ่งช่วงนั้นตรงกับปี ค.ศ. 1975 พ่อของเขาจึงมีเงินทุนส่วนหนึ่งมาใช้ตั้งตัวทำธุรกิจเล็ก ๆ แต่กิจการก็ไม่ได้ดีอะไรนัก ทำให้รายได้ที่เข้ามาใช้จ่ายในครอบครัวก็ไม่ใช่ว่าจะพอใช้เหมือนเดิม

ในสมัยนั้น ย่านที่ยู ยังชอลใช้ชีวิตอยู่ ไม่ค่อยจะมีสาธารณูปโภคดีสักเท่าไหร่ ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า และน้ำประปา ทำให้เวลาที่พวกเขาหิวน้ำ จะต้องอาศัยหาน้ำกินจากก็อกน้ำสาธารณะ ด้านแม่ใหม่ของพวกเขาก็ออกจะมีทีท่าเหมือนแม่เลี้ยงในนิยายน้ำเน่าทั่วไป แม่เลี้ยงของเขาใจร้าย และชอบทำร้ายด้วยการทำทารุณพวกพี่น้องของยู ยังชอล ด้วยการทุบตี แถมยังให้เด็ก ๆ ทุกคนทำงานบ้านหนัก ๆ โดยตัวยู ยังชอล ก็ต้องรับความกดดันแบบนี้อย่างไม่เข้าใจ


แล้วทำไมเขาต้องทนอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อไปล่ะ ? ในเมื่อการกลับมาอยู่กับพ่อ มันไม่ใช่ว่าจะมีเรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตเอาเสียเลยแบบนั้น ยู ยังชอลก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้านไป เขาได้มาอาศัยอยู่กับแม่แทน ซึ่งแม่ของเขาก็ได้รับเลี้ยงยู ยังชอลเป็นอย่างดี โดยได้ส่งเขาเข้าเรียนชั้นประถม โดยตัวของยู ยังชอล ก็พยายามทำตัวดี ๆ สุภาพ เรียบร้อย แถมยังขยันทำงานบ้านให้คุณแม่ไม่ต้องลำบากใจ

ถึงแม้แม่ของยู ยังชอล จะพยายามดูแลเขาเป็นอย่างดี ส่งเข้าเรียนแล้วก็ตาม ด้วยความที่ฐานะของทางแม่เองนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะมีเงินทองอะไร ทำให้ชีวิตการไปโรงเรียนของยู ยังชอลนั้น เต็มไปด้วยความอัตคัตขัดสน อาหารกลางวันที่นำไปรับประทานที่โรงเรียนบางมื้อ ก็ไม่ได้น่าทานเหมือนเพื่อนคนอื่น มันจึงกลายเป็นปมด้อยเพราะเพื่อน ๆ มักจะล้ออาหารกลางวันของยู ยังชอล เสมอ ๆ ว่า กับข้าวที่เขาเอามาทานนั้น รูปร่างไม่ต่างกับอุจจาระ

ด้วยเหตุนี้ ยู ยังชอลจึงต้องแบกเอาความเก็บกดชีวิตในวัยเด็ก ที่มีแต่ความเหลื่อมล้ำในสังคมตลอดมา ทำให้เขานั้นหวังที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าเสมอ ๆ ยู ยังชอลมีความปรารถนาที่จะออกจากความยากจน และเริ่มแสดงออกถึงการเหยียดพวกมีฐานะร่ำรวยมากขึ้น

ส่วนพ่อของยู ยังชอล เองนั้น ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา เพราะว่าตัวของคุณพ่อเอง ก็ไม่สามารถจะครองสติ ใช้ชีวิตอยู่หลังจากที่ถูกแม่เลี้ยงทิ้งไปหลังจากช่วงที่ยูหนีออกมาจากบ้านเช่นกัน

แต่ก็เพราะการเสียชีวิตของพ่อ ยู ยังชอลจึงตัดสินใจที่จะหนีออกจากชีวิตที่ยากจนแบบนี้ ด้วยการตั้งใจเล่าเรียน จนในที่สุด ยู ยังชอลก็ได้กลายเป็นหนึ่งในนักเรียนนักศึกษาระดับหัวกะทิ ความสำเร็จในช่วงเป็นนักศึกษานี้ มันจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปในทางไหนนะ

ช่วงปี ค.ศ. 1984 ยู ยังชอลได้เริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยม เขาเริ่มสนใจวิชาด้านศิลปะ มีความสามารถในการอ่านบทกวี ชอบวาดภาพ และวาดการ์ตูน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั้นเป็นคนตาบอดสีก็ตาม ยู ยังชอล ก็ชื่นชอบงานด้านนี้มาก นอกจากนั้น ก็ยังชอบร้องเพลง ยู ยังชอล ได้ร่วมร้องเพลงกับโบสถ์คริสต์ และตั้งวงดนตรีกับเพื่อน ๆ อีกด้วย
ภาพวาดของ ยู ยังชอล
ถึงจะพยายามที่จะนำตัวเองออกจากความยากจน แต่ชีวิตโลกความจริงของยู ยังชอลเอง ก็ยังต้องเผชิญกับสภาพของความขาดแคลน เงินทองไม่ค่อยมี ทำให้การกินการอยู่ของเขานั้น ก็ไม่ค่อยจะดีซักเท่าไหร่ เขาเป็นโรคขาดสารอาหาร สภาพร่างกายอ่อนแอ เวลาชั่วโมงพละทีไร ต้องมีอาการเป็นลมหมดสติอยู่เสมอ ๆ

แต่ในความพยายามที่จะเป็นศิลปิน มันก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด ยู ยังชอลพบกับทางตันในเรื่องของเงินทุนที่จะหาเครื่องไม้เครื่องมือมาใช้สร้างงาน เขาเริ่มหมดกำลังใจจะไปต่อ จึงผันตัวลาออกมาเรียนต่อนสายอาชีพ ในปี ค.ศ. 1987 ซึ่งหลังจากที่ยู ยังชอล เรียนไปได้เพียง 1 ปี เขาก็ก่อเรื่องลักเล็กขโมยน้อยของเพื่อน ๆ ที่มีฐานะดีกว่า รวมถึงขโมยกีตาร์ และวิทยุเทป เพียงเพราะว่าเขาอยากจะได้มันมาใช้ ซึ่งไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไรดี ๆ มาอ้าง เรื่องนี้ก็ได้ทำให้เขาถูกจับ และต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในสถานกักกันเยาวชนแทนที่จะได้เรียนต่อจนจบ


เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว ยู ยังชอลก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรอีก จนถึงปี ค.ศ. 1991 เขาได้พบรักกับ "นางฮวง" เธอเป็นสาวหมอนวด ทั้งสองตกลงใจคบหากันจนในที่สุด ก็ได้แต่งงานกันในปี ค.ศ. 1993 ซึ่งชีวิตหลังแต่งงานของเขานั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นได้ไม่นาน สองปีต่อมา ยู ยังชอลถูกจับเข้าคุกอีกครั้ง เพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านที่ค้างอยู่ เขาจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการแอบไปขโมยของมีค่าในที่ทำงานของตัวเอง ซึ่งการกระทำนี้ ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของที่ทำงานเป็นผู้จับได้ จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกยาวนานถึง 8 เดือน เพื่อไถ่โทษ

ไม่ว่าจะดีจะชั่วอย่างไร แม่ของยู ยังชอลก็ยังคงรัก และเป็นห่วงเขา เธอคอยแวะมาเยี่ยมลูกอยู่เสมอ ๆ ในช่วงที่ยังอยู่ในคุก ทำให้ยูรู้สึกผิดอย่างมาก และสัญญากับแม่ว่า ถ้าพ้นโทษออกมาเมื่อไหร่ จะขอกลับตัวกลับใจ ออกมาดูแลแม่ และภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์

และเมื่อพ้นโทษ ยู ยังชอลก็ได้ถูกส่งตัวเข้าบำบัดอาการทางจิตในโรงพยาบาลแห่งชาติ เพราะว่าระหว่างที่เขาอยู่ในคุก ยู ยังชอลเริ่มมีอาการทางจิตผิดปกติ ทั้งโรคลมชัก ทั้งมีอาการคุ้มคลั่งเพราะโรคซึมเศร้า ซึ่งอาการเหล่านี้ทำให้ยู ยังชอล ที่พ้นโทษออกมารู้สึกหมดกำลังใจในการมีชีวิต เขาพยายามฆ่าตัวตาย โดยในปี ค.ศ. 1994 นั้น ยู ยังชอลเริ่มหันมาพึ่งพาสุราเป็นเพื่อนคู่ใจไปเสียแทน

ตลอดเวลาที่รักษาอาการทางจิตมา 1 ปี ยู ยังชอลก็กลายเป็นคนที่ทำความดีไม่ขึ้น เขาผันตัวมาค้าขายหนังโป๊โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ แม้จะพ้นโทษออกมาแล้วไม่นาน ในปี ค.ศ. 1998 ยู ยังชอลได้ทำความผิดที่หนักขึ้น เขาถูกจับข้อหาปลอมแปลงเอกสาร และโจรกรรม โดยปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทำความผิด โดยรอบนี้ ยู ยังชอลต้องอพยพเข้าไปอยู่ในคุกยาวนานถึง 2 ปี เลยทีเดียว

พอพ้นโทษออกมาได้เพียง 2 ปี ยู ยังชอลที่ตอนนี้ในหัวของเขาไม่สามารถจะมีสำนึกเป็นคนดีได้อีกแล้ว ก็ได้ก่อคดีที่รุนแรงขึ้นไปอีก ในปี ค.ศ. 2000 ยู ยังชอลต้องเข้าคุกอีกครั้ง ด้วยข้อหาล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ซึ่งครั้งนี้ ยู ยังชอล ต้องติดคุกยาวนานถึง 3 ปี 6 เดือน

และเหตุการณ์นี้ นางฮวง ภรรยาของเขาที่ต้องอดกลั้นกับพฤติกรรมของสามีมานาน ถึงกับหมดความอดทน ตัดสินใจหย่าร้างกับยู ยังชอล ซึ่งเรื่องนี้ ยิ่งทำร้ายจิตใจของยู ยังชอล เพิ่มมากขึ้น จนส่งผลกระทบกับความคิดความอ่านของเขาเลยทีเดียว

ยู ยังชอล ปะติดปะต่อเรื่องราวชีวิตของเขาที่ผ่านมา ว่ามันเหลวแหลกได้แบบนี้นั้น ไม่ใช่เพราะสาเหตุใด นอกจากความเหลื่อมล้ำของฐานะ เพราะเขายากจนเท่านั้นเอง เขาโยนความผิดทุกอย่างไปที่คนรวย คนรวยมันเป็นพวกเอารัดเอาเปรียบคนจนนั่นไง เจ้าพวกปลิงคนรวย เจ้าสิ่งสกปรก พวกมันต้องตายอย่างหมาข้างถนน ซึ่งความคิดของยู ยังชอลนี้ เขาได้กล่าวเอาไว้หลังจากที่ถูกสอบสวนภายหลังจากถูกจับ

อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนจะก่อเหตุร้ายนั้น ยู ยังชอลที่ตอนนี้สภาพจิตใจ และความคิดที่บิดเบี้ยวจนเกินเยียวยา ได้วางแผนร้ายอะไรบางอย่าง เขาหาซื้อค้อนมา แล้วนำมันมาทดสอบกับสุนัข ด้วยการใช้ค้อนตีหัวสุนัข เพื่อทดสอบว่า ต้องตีกี่ที.... ต้องตีแรงขนาดไหน.... สุนัขถึงจะตาย จนได้ข้อมูลมากจนพอใจ เขาก็เริ่มก่อกรรมครั้งแรก อย่างสยดสยอง !!!

ในเช้าวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2003 เวลาที่ผู้คนเริ่มออกไปทำงานแต่เช้า ปล่อยให้คนสูงอายุอยู่กับบ้านเพียงลำพัง ยู ยังชอลมองว่ามันช่างเป็นโอกาสในการแก้แค้นเป็นอย่างยิ่ง ยู ยังชอลได้เดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน ไปยังย่านที่พักอาศัยของคนร่ำรวยใน "อับกูจองดง" กรุงโซล ซึ่งปัจจุบันเป็นย่านช้อปปิ้งของชาวไฮโซ

ยู ยังชอลค่อย ๆ เดินสำรวจหาเหยื่อ จนในที่สุด เขาก็เลือกบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้เป็นของศาสตราจารย์ลี อายุ 72 ปี ที่อาศัยอยู่กับภรรยา อายุ 68 ปี ซึ่งวันนี้เหมือนเป็นคราวเคราะห์ของทั้งสอง ที่อยู่บ้านกันทั้งคู่ ยู ยังชอลได้ซุ่มอยู่นาน เพื่อให้แน่ใจว่า บ้านหลังนี้น่าจะเหมาะแก่การเข้าไปแก้แค้นได้อย่างสะดวกสบาย

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ยู ยังชอลก็สวมถุงมือเพื่อป้องกันรอยนิ้วมือไปติดอยู่ในที่เกิดเหตุ พร้อมมีดยาว 6 นิ้ว กับค้อนปอนด์ หนักกว่า 4 กิโลกรัม ปีนขึ้นกำแพงเตี้ย ๆ ของบ้านหลังนี้ ลอบเข้ามาทางประตู และเดินสำรวจภายในบ้านอย่างใจเย็นไปเรื่อย ๆ จนแน่ใจว่า ทั้งบ้านหลังนี้นั้นไม่มีใครอยู่อาศัยในห้องอื่นอีก นอกจากสองสามีภรรยาที่กำลังนอนอยู่ในห้องนอน

ยู ยังชอล ได้บุกเข้าไปในห้องนอนของทั้งสอง แล้วใช้มีดแทงเข้าไปที่คอของศาสตราจารย์ลี จากนั้นก็ใช้ค้อนปอนด์ทุบซ้ำ ท่ามกลางสายตาของภรรยาที่ร้องตกใจเสียงดังด้วยความหวาดกลัว หลังจากยู ยังชอล จัดการกับศาสตราจารย์ลีเสร็จ ก็หันมาใช้ค้อนปอนด์ทุบศีรษะของเธออย่างเต็มแรง จนกะโหลกของเธอแตกละเอียด ดับสยองคาที่ทั้งคู่

ยู ยังชอล จ้องมองไปที่ศพของทั้งคู่อย่างเยือกเย็น เพื่อให้แน่ใจว่าเหยื่อตายสนิทแน่นอนแล้ว จึงทำการล็อกประตูห้องนอนนั้น แล้วใช้ผ้าขนหนูในบ้านนั้น เช็ดเลือดที่กระเซ็นมาติดตามขากางเกงออก จากนั้นก็หนีออกมาจากตัวบ้าน เข้าไปล้างอุปกรณ์ก่อเหตุที่ห้องน้ำของสถานีรถไฟใต้ดิน หายตัวไปท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ต่อมา วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2003 ยู ยังชอลได้กลับมาก่อเหตุอีกครั้ง... ณ เมืองจองโน กรุงโซล ยู ยังชอลได้ปรากฏตัวขึ้น เขาได้ใช้วิธีการเดิม คือเดินสำรวจบ้านเรือนที่เหมาะสมจะแก้แค้น จนในที่สุดก็เลือกบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่มีคนชราอยู่ในบ้านเพียง 2 คน

ด้วยกำแพงบ้านสไตล์เกาหลี จะเป็นกำแพงรั้วเตี้ย ๆ ทำให้ยู ยังชอล สามารถปีนเข้าบ้านหลังนี้ได้สบาย ๆ เขาเข้าไปในตัวบ้านอย่างเงียบ ๆ พร้อมอาวุธคู่ใจ คือค้อนปอนด์พิฆาต !!


ยู ยังชอลได้เผชิญหน้ากับ "คุณยายคัง" อายุ 85 ปี ยังไม่ทันที่คุณยายจะได้ตกใจ ยู ยังชอลใช้ค้อนทุบเข้าไปที่ศีรษะของคุณยายจนกะโหลกแตกเสียชีวิตคาที่ จากนั้นก็บุกค้นบ้านจนพบตัวนางลี ซึ่งเป็นแม่บ้านอีกคน นางลีจึงต้องรับเคราะห์ ถูกค้อนของยู ยังชอล ปลิดชีพไปอีกราย และหลังจากฆ่าเหยื่อทั้งสองเสร็จ ยู ยังชอลก็รู้สึกได้ว่าในบ้านหลังนี้ยังมีคนอยู่ชั้นบนอีกคน ยู ยังชอล จึงรีบบุกขึ้นไป แล้วก็พบกับลูกชายของนางลี อายุ 35 ปี ที่อยู่ในสภาพตกใจ ยู ยังชอลได้ใจ จึงบังคับให้ลูกชายของนางลีออกมาแสดงตัว แล้วสั่งให้นั่งคุกเข่า จากนั้นยู ยังชอล ก็ลงมือใช้ค้อนทุบเข้าไปที่หัวของเขาอย่างแรงจนเสียชีวิตคาที่ โดยยังไม่หนำใจ ยู ยังชอลก็พยายามค้นหาว่าในบ้านมีใครอีกไหม จะได้ฆ่าเสียให้หมด แต่เคราะห์ดี ที่ไม่พบใครเพิ่มเติมอีก ยู ยังชอลจึงได้จัดฉากในบ้านให้ดูเหมือนกับว่ามีโจรขึ้นบ้าน และทำลายร่องรอยของตัวเองจนหมด แล้วจึงหนีออกจากที่เกิดเหตุ รอดไปได้อีกครั้ง


และต่อมา ในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 2003 แทบจะเรียกได้ว่า ผ่านมาแค่สัปดาห์เดียว ยู ยังชอลก็กลับไปยังย่านกูจองดงอีกหน และได้ก่อเหตุอุกอาจแบบเดิม ด้วยวิธีเดิมอีกครั้ง โดยครั้งนี้ ยู ยังชอลเลือกเหยื่อที่อยู่ในบ้านหรูหราแห่งหนึ่ง หลังจากที่เขาได้ปีนรั้วบ้านเข้าไปยังสวนของบ้าน เขาก็ได้พบกับหญิงวัย 60 ปี ซึ่งน่าจะเป็นภรรยาของเจ้าของบ้าน โดยยู ยังชอล ลากเธอเข้าไปที่ห้องน้ำในบ้าน จากนั้นก็ลงมือใช้ค้อนปอนด์ทุบเข้าไปที่ศีรษะของเธออย่างแรงจนเสียชีวิตทันที จากนั้นก็ทำลายหลักฐานแวดล้อมด้วยวิธีการเช็ดเลือดของเหยื่อออกจากตัว และจัดฉากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถระบุเหตุที่แท้จริงของการฆาตกรรมได้ ก่อนจะหนีหายไปอีกครั้ง


ยิ่งฆ่าก็ยิ่งได้ใจ เพราะหลังจากนั้น อีกไม่นาน เพียงวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2003 ยู ยังชอล ก็เลือกที่จะก่อเหตุในกรุงโซลอย่างอุกอาจ เพราะครั้งนี้ สถานที่เกิดเหตุนั้น อยู่ใกล้ ๆ กับสถานีตำรวจเลยทีเดียว

โดยยู ยังชอล ได้ลอบเข้าไปในบ้านของ "นางเบ" อายุ 53 ปี โดยยู ยังชอลได้ใช้มีดจี้นางเบให้เข้าไปในห้องนอน ซึ่งในห้องนั้น ยังมี "นายคิม" ที่อายุ 87 ปี นอนอยู่ ใกล้ ๆ กันนั้นมีเด็กทารกนอนอยู่ในเปลด้วย ยู ยังชอล สั่งให้ทุกคนมาอยู่รวมกัน จากนั้นยู ยังชอล ก็ลงมือสังหารนายคิมด้วยค้อนปอนด์ก่อนเป็นรายแรก และต่อมาก็สังหารนางเบ โดยยู ยังชอล ได้ดึงเอาทารกที่นางเบอุ้มอยู่ออกมาก่อน จากนั้นก็ใช้ค้อนทุบเข้าไปที่ศีรษะของนางเบตายคาที่เช่นกัน ส่วนเด็กทารกนั้นยู ยังชอลไม่สนใจจะฆ่า เพราะยู ยังชอลตั้งใจเพียงแค่อยากจะแก้แค้นพวกผู้ใหญ่เท่านั้น

แต่ไม่รู้ว่าสวรรค์ไม่มีตาหรือว่าเป็นเคราะห์กรรมของบ้านนายคิม เพราะหลังจากที่ยู ยังชอล ลงมือฆ่าคนทั้งสองแล้ว เขาก็ได้ค้นของมีค่าภายในบ้าน โดยไม่ได้สนใจที่จะทำอะไรเด็กทารกก็จริง แต่เขาเกิดทำพลาดได้รับบาดเจ็บจากความพยายามในการเปิดตู้เซฟ จนมีเลือดหยดลงพื้น ซึ่งสมัยปี ค.ศ. 2003 นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจของเกาหลีใต้ สามารถที่จะสืบหาคนร้ายจากดีเอ็นเอได้แล้วนั่นเอง ยู ยังชอลจึงตัดสินใจลงมือเผาบ้านเพื่อทำลายหลักฐานทั้งหมด โดยปล่อยให้เด็กทารก ที่เกือบจะรอดชีวิตอยู่แล้ว ให้ตายอยู่กลางกองเพลิงของบ้านไปด้วย ทำให้ไม่มีใครรอดชีวิตจากการกระทำอันสุดโหดของยู ยังชอล แม้แต่คนเดียว

และถึงแม้สวรรค์จะมีตา เพราะว่าหลังจากเหตุไฟไหม้สงบลง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของบ้าน ที่สามารถจับภาพของยู ยังชอลไว้ได้ก็ตามที แต่ทว่า ภาพที่ได้มันก็ไม่ได้เห็นใบหน้าของเขาชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ยังคงไม่สามารถระบุรูปพรรณสัณฐานของยู ยังชอลได้ นั่นหมายความว่า ยู ยังชอลยังคงลอยนวลต่อไปได้อีก


นอกจาก ยู ยังชอลจะกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องผู้เหี้ยมโหดแล้ว ตัวเขาก็มักจะปลอมตัวเป็นตำรวจ โดยปลอมแปลงบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อใช้รีดไถเงินจากพวกแมงดาและโสเภณีที่ทำผิดกฎหมายด้วย ซึ่งเงินที่ได้มาทั้งหมด ยู ยังชอลเอามาใช้ซื้อความสะดวกสบาย เช่น ไปเช่าอพาร์ตเม้นต์ราคาแพงอยู่

นอกจากนั้น ยู ยังชอล ก็ยังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องทางเพศอย่างหนัก เขาสะสมภาพอานาจาร ภาพถ่ายลามก และภาพยนต์ปลุกใจเสือป่ามากมาย และมีพฤติกรรมสุดวิปริต ตัดภาพโป๊มาตัดแปะกับภาพดารานิตยสาร เก็บซุกไว้ใต้ที่นอน นอกจากนั้น ยู ยังชอลก็ยังออกซื้อบริการทางเพศเป็นประจำอีก

ด้วยความที่ลุ่มหลงต่อเรื่องเพศอย่างหนัก ทำให้ระหว่างการเที่ยวซื้อบริการจากโสเภณี เขาได้พบกับหญิงขายบริการคนหนึ่ง ซึ่งยู ยังชอลได้ตกหลุมรักเธอ จนถึงขั้นขอแต่งงาน แต่กลายเป็นว่า หญิงคนดังกล่าวปฏิเสธไมตรีของเขาอย่างไม่ไยดี

เรื่องนี้ทำให้ยู ยังชอล รู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก เขาโกรธแค้นหญิงขายบริการคนนั้น ถึงกับทำให้เขาคิดว่า เขาต้องเปลี่ยนเป้าหมายในการแก้แค้นกันใหม่ โดยหันเหจากการไล่ฆ่าคนรวย มาเป็นไล่ฆ่าหญิงบริการ โดยมองว่า คนเหล่านี้ เป็นคนน่ารังเกียจ พวกสาว ๆ พวกนี้เป็นพวกฟุ้งเฟ้อไม่รู้จักพอ ต้องกำจัดทิ้งเสียให้สิ้น

คิดได้ดังนั้น ยู ยังชอลก็คิดไปถึงว่า เมียเก่าที่ทอดทิ้งเขาก็ไม่ได้ต่างจากหญิงขายบริการพวกนี้ ต้องฆ่าให้ตายตกตามกันไปด้วยซะดีไหม แต่ถ้าฆ่าอดีตภรรยาไป แล้วใครจะเลี้ยงดูลูกให้เขาล่ะ ? ลูกจะลำบากแน่ ๆ งั้นปล่อยนางไปเสียจะดีกว่า

ซึ่งหลังจากที่ยู ยังชอล ถูกหญิงขายบริการคนดังกล่าวสลัดรักไป เขาเกิดพลาดถูกจับในข้อหาลักทรัพย์เสียก่อนในช่วงเดือน มกราคม ค.ศ. 2004 แต่ด้วยความผิดที่เล็กน้อย เพราะทรัพย์สินที่ขโมยมันไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร เรื่องจึงจบลงที่เขาถูกทำโทษเพียงแค่ตักเตือน และปล่อยตัวออกมา โดยที่ไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ค้นประวัติทำความผิดเก่า ๆ เลย ช่างเป็นฆาตกรที่ดวงดีอะไรแบบนี้


หลังจากรอดมาได้แบบดวงเข้าข้างจนน่าเกลียดแบบนั้น ในตอนเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ยู ยังชอลที่ตกลงใจจะเปลี่ยนเป้าหมายในการแก้แค้น "จากคนรวย มาเป็นหญิงขายบริการ" ก็ได้เริ่มทำตามที่ใจตัวเองปรารถนา เขาได้เดินสำรวจหญิงขายบริการตามย่านที่เป็นแหล่งค้ากามอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเขาก็พุ่งเป้าไปที่หญิงสาวขายบริการคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ในตรอก โดยพุ่งปรี่เข้าไปหาเธอ และใช้บัตรตำรวจปลอมเข้าข่มขู่ แต่หญิงสาวก็จับได้ว่ายู ยังชอล ใช้บัตรตำรวจปลอม จึงร้องตะโกนให้คนช่วย แต่ด้วยความที่เธออยู่ในตรอก ทำให้ไม่มีใครสนใจ ยู ยังชอลจึงสบโอกาส ใช้มีดพกจ้วงแทงไปที่หน้าอกของหญิงขายบริการคนนั้นถึง 5 แผล จนเสียชีวิตคาที่ ก่อนที่จะหลบหนีไปอย่างลอยนวล

ขนาดก่อคดีฆาตกรรมอุกอาจเช่นนี้ ยู ยังชอลก็ยังสามารถรอดจากการถูกตามรอยจนพบได้ แต่มันก็อาจแค่เป็นโชคช่วยเท่านั้น ทำให้ยู ยังชอล คิดแผนแก้แค้นให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าปลอดภัยขึ้นจริงหรือเปล่า เพราะในการก่อเหตุครั้งใหม่นี้ ยู ยังชอลได้เปลี่ยนมาใช้วิธีโทรสั่งให้หญิงขายบริการเดินทางมาที่อพาร์ตเม้นท์ของเขา เมื่อเหยื่อหญิงขายบริการแต่ละคนที่มาถึงที่พักนั้น จะถูก ยู ยังชอลก็ใช้ค้อนทุบที่ศรีษะทุกคน จากนั้นจึงลากเข้าไปที่ห้องน้ำ แล้วลงมือทุบศีรษะของเหยื่อสาวไปเรื่อย ๆ จนเลือดท่วมห้องน้ำ หลังจากเหยื่อชีวิตแล้ว เขาก็จัดการหั่นศพเป็นชิ้น ๆ อย่างใจเย็น ก่อนจะนำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเหยื่อ ยัดใส่ลงในกระเป๋าบ้าง บางรายก็ใช้วิธีห่อชิ้นส่วนต่าง ๆ ด้วยผ้าเช็ดตัว จากนั้นก็นำซากชิ้นส่วนของเหยื่อไปทิ้งแถววัดบง-วอน แถวย่านชานเมือง โดยเลือกเปลี่ยนที่ทิ้งไปตามจุดต่างๆ ที่ปลอดคน

คาดว่า ยู ยังชอลได้ใช้วิธีนี้ แก้แค้นเหล่าหญิงขายบริการทางเพศไปถึง 11 ราย โดยนอกจากจะใช้วิธีสังหารเหมือน ๆ กันทุกคนแล้ว ยู ยังชอลก็ยังพยายามไม่ทิ้งหลักฐานใด ๆ ที่จะทำให้สาวถึงตัวเขาได้ นั่นหมายความว่า ยู ยังซอลนั้น ลงมือสังหารเหยื่อหญิงขายบริการทุกคน โดยไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ใด ๆ กับเหยื่อเลย

ยู ยังชอลพลาดท่าถูกตำรวจจับอีกครั้งในวันที่ 15 กรกฏาคม ค.ศ. 2004 ด้วยข้อหาทำร้ายโสเภณีภายในห้องเช่าย่านตอนใต้ของกรุงโซล ครั้งนี้ตำรวจก็ไม่ได้เอะใจว่าเขาคือฆาตกรต่อเนื่องที่ทางการกำลังตามล่าตัวอยู่ดี ยู ยังชอลได้แกล้งทำเป็นมีอาการโรคลมชักกำเริบเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตำรวจ จนเมื่อตำรวจเผลอ เขาก็แอบหนีออกมาทั้ง ๆ ที่ยังสวมกุญแจมืออยู่อย่างนั้น

และในเวลาต่อมา จากความช่วยเหลือของเหล่าแมงดา ที่เข้ามาแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงพฤติกรรมน่าสงสัยของยู ยังชอล ว่าเขาน่าจะมีส่วนกับคดีหญิงขายบริการหายตัวไปในช่วงนี้ โดยพวกแมงดาใช้วิธีวางแผนนกต่อ ล่อให้ยู ยังชอล โทรศัพท์มาขอซื้อบริการกับแมงดาคนหนึ่ง และเมื่อตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าว ก็พบว่าเป็นเบอร์เดียวกันกับที่ได้เคยโทรมาซื้อบริการกับหญิงขายบริการที่หายตัวไปคนอื่น ๆ ด้วย สิ่งนี้จึงได้กลายเป็นหลักฐานแรก ที่ทำให้เหล่าแม่งดานำข้อมูลไปแจ้งเป็นหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

จริง ๆ ถ้ายู ยังชอล ไม่หาเรื่องโดยการซื้อบริการทางโทรศัพท์ เขาก็คงรอดตัวไปได้ แต่นี่ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เพิ่งหนีการจับกุมตัวมา ก็ยังคิดจะก่อเหตุอีก เลยทำให้ในที่สุด ยู ยังชอล ก็ถูกจับกุมตัวได้ในช่วงเช้าของวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 2004 โดยเขาถูกจับกุมตัวที่สถานีรถไฟใต้ดิน โดยค้นตัวของยู ยังชอลแล้ว ก็ยังพบกับ บัตรประจำตัวตำรวจปลอมด้วย

โดยหลังจากถูกจับกุมตัว ยู ยังชอลได้สารภาพความจริงทั้งหมดออกมา ซึ่งคำสารภาพการก่อเหตุร้ายแต่ละคดีของเขานั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักข่าวถึงกับตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะว่าเหตุจูงใจในการฆ่าของยู ยังชอลนั้น มันเป็นเพียงการแก้แค้น ด้วยความเกลียดชัง ราวกับคนบ้า !!!


ต่อมา ยู ยังชอล ได้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักข่าวไปยังสถานที่ทิ้งศพของเขา ก็พบว่า สถานที่นั้นค่อนข้างจะรกร้าง เต็มไปด้วยพุ่มไม้ อับชื้นจากเหตุการณ์น้ำท่วม และที่สำคัญ ในแต่ละจุดก็ล้วนพบกับศพของเหยื่อแต่ละราย ซึ่งสภาพศพทุกรายนั้น นอกจากจะเน่าแล้ว เจ้าหน้าที่ชันสูตรก็พบกับร่องรอยกะโหลกศีรษะแตก และศพแต่ละศพก็ถูกหั่นแยกชิ้นส่วนอีกด้วย และระหว่างการค้นศพนั้น ยู ยังชอลได้พูดขึ้นมาว่า...

"ยัยพวกนี้มันทำตัวร่านผู้ชาย ผมแค่ให้บทเรียนกับพวกมันเท่านั้น"

ซึ่งคำพูดแบบนี้มันหมายความว่า ยู ยังชอลไม่ได้รู้สึกสำนึกผิดกับการกระทำของตัวเองแม้แต่นิดเดียว


นอกจากนี้ ยู ยังชอลยังสารภาพเพิ่มเติมอีกว่า เหยื่อบางคนนั้น ถูกเขากินตับด้วย ซึ่งแน่นอนว่า คำว่า "กินตับ" ที่เขาพูดนั้น มันหมายถึงเขาได้ผ่าเอาตับของเหยื่อมากินนั่นเอง โดย ยู ยังชอลอธิบายถึงการที่เขากินศพนั้นว่า

"มันทำให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้น"

หลังจากการสอบสวนผ่านไป 10 วัน ในวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 2004 ยู ยังชอลต้องถูกย้ายตัวไปขังที่สำนักงานอัยการ ข่าวการย้ายตัวนี้ทำให้มีประชาชนผู้สนใจ และนักข่าวจำนวนมาก แห่กันมารุมล้อมรอบตัวเขา ทั้งสาปแช่ง ทั้งพยายามเข้าไปทำร้าย ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ต้องหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก

โดยประชาชนที่มาชุมนุมกันนั้น ล้วนแล้วแต่รับทราบจากข่าวว่า ยู ยังชอลนั้นนอกจากจะฆ่าคนเป็นผักปลาแล้ว ก็ยังแสดงออกถึงความไม่มีสำนึกผิดอะไรเลย แถมยังมีหน้ามาพูดเท่ห์ ๆ แบบพวกฆาตกรโรคจิตสายอินเตอร์ว่า

"บางทีในตัวผม อาจจะมีปีศาจสิงสู่อยู่ก็ได้"


นั่นก็ยิ่งทำให้กระแสสังคมต่างก็อยากรู้ว่าคนชั่ว ๆ อย่าง ยู ยังชอล นั้น มันจะได้รับผลกรรมตามกฎหมายแบบไหน มันจะสะใจพระเดชพระคุณหรือเปล่า ยิ่งกับญาติของเหยื่อโหดด้วยแล้ว มีรายหนึ่งดักรอช่วงย้ายผู้ต้องหา อ้างว่าเป็นแม่ของเหยื่อ ได้ตะโกนด่าไปที่ตำรวจว่า "พวกแกมันไร้ความสามารถ ปล่อยให้มันฆ่าลูกสาวฉัน ถ้าพวกแกตั้งใจทำงานกันมากกว่านี้ ลูกสาวฉันคงไม่ตาย"

ว่าแล้วหญิงคนดังกล่าว ก็พุ่งตัวเข้าไปหาคนร้ายที่เจ้าหน้าที่คุ้มกันอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยามคุ้มกันคนร้ายอย่างเต็มความสามารถ โดยใช้เท้ายันไปที่หน้าอกของหญิงคนดังกล่าวจนกระเด็นล้มลงไป

ซึ่งเรื่องนี้ยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นให้กับประชาชนเพิ่มขึ้นไปอีก ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับพยายามคุ้มกันคนร้ายไม่ให้ใครเข้ามาถึงตัวได้ โดยแลกกับการทำร้ายแม่ของเหยื่อแทนที่จะปล่อยให้เจ้าสัตว์นรก ยู ยังชอล ได้รับบทเรียนบ้าง นี่มันไม่ยุติธรรมเลยจริง ๆ ซึ่งภายหลังฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้ออกมาขอโทษเรื่องนี้ผ่านทางสื่อ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

ตำรวจใช้เท้ายันญาติผู้เสียชีวิต
ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม หลังจากที่ ยู ยังชอล ถูกควบคุมตัว เขาก็ได้ก่อเรื่องประท้วงอดอาหาร และปฏิเสธที่จะขึ้นศาล เพราะมองว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ทางการก็ไม่ได้ให้ราคากับการกระทำของเขาในครั้งนี้ จนถึงวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 2004 ยู ยังชอล ขึ้นแท่นผู้ต้องหาในศาลเป็นครั้งแรก เขากลับสารภาพเพียงว่า เขาฆ่าคนไปแค่ 2 คนเท่านั้น ที่เหลือเขาไม่ได้ฆ่า ซึ่งในเวลานั้น ยู ยังชอล ก็ก่อเรื่องอีก โดยเขาทำท่าจะกระโดดข้ามคอกกั้นตัว ไปหาผู้พิพากษา และตะโกนว่า จะสอบสวนกันไปทำไม ฉันไม่อยากอยู่ในศาลนี้แล้ว ทำให้ยู ยังชอลถูกควบคุมตัวออกไปสงบสติจากศาลอย่างยากลำบาก เพราะผู้เข้าชมการพิพากษาหลายคน พยายามจะเข้าถึงตัวยู ยังชอลเพื่อทำร้ายเขา โดยเจ้าหน้าที่ต้องระดมหน่วยรักษาความปลอดภัยกว่าสิบนาย เพื่อควบคุมให้สถานการณ์สงบลง

กับเรื่องราวของยู ยังชอลนี้ มีนักจิตวิทยาบางคนมองว่า เขาเริ่มมีพฤติกรรมกลายเป็นคนโรคจิตแบบนี้ไปเพราะความล้มเหลวในชิวิต ที่ต้องติดคุก แถมยังถูกภรรยาทิ้ง และทราบว่า ยู ยังชอล นั้นศึกษาประวัติของฆาตกรต่อเนื่องในตำนานคนหนึ่ง ที่ชื่อว่า "จุง ดูยอง" เพราะชื่นชมในอุดมการณ์ ฆ่าเพื่อแก้แค้นคนรวย จนตัวเองคิดว่า ต้องเป็นแบบฆาตกรรายนี้ให้ได้

ส่วนพฤติกรรมการลงมือสังหารเหยื่อ ก็ถูกวางแแผนมาอย่างดี มีการทดสอบการฆ่า และยังเลือกบ้านเหยื่อที่จะลงมืออย่างดี ที่สามารถก่อเหตุแล้วหลบหนีออกมาได้ง่าย ๆ อีกด้วย

จนในที่สุด วันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2004 ศาลได้พิพากษาประหารชีวิตยู ยังชอล ด้วยวิธีการแขวนคอ ซึ่งหลังจากที่ยู ยังชอลได้ยินคำพิพากษา เขาก็ได้พูดออกมาต่อหน้าศาลว่า...

"สิ่งที่ผมทำนั้น มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ถ้าผมได้เกิดมามีชีวิตที่ดีกว่านี้ มีคนรักผมกว่านี้ ผม ยู ยังชอล และสำหรับท่านอัยการ ที่ร้องขอโทษประหารให้กับผม ผมจะสำนึกบุญคุณนี้ไปจนวันตาย !!! "

และในวันที่ 9 มิถุนายน ศาลฎีกาได้ยื่นโทษประหารชีวิตแก่ยู ยังชอล ท่ามกลางการเรียกร้องจากสมัชชาแห่งชาติฝ่ายสิทธิมนุษยชน ได้เข้ามาเรียกร้องให้ยกโทษประหารชีวิตแก่เขา เพราะมองว่า การตัดสินโทษนี้ มันไม่ยุติธรรม มันเกิดจากความแค้นส่วนตัว และไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ครอบครัวของเหยื่อก็ไม่สามารถลดความโกรธแค้นต่อยู ยังชอลได้อยู่ดี

ยู ยังชอล ต้องมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ตามกฎว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนั่นเอง ท่ามกลางเสียงต่อต้านของประชาชนที่มองว่า มันเป็นความพยายามเข้ามาแทรกแซงการทำงานของศาล โดยสมัชชาแห่งชาติเกาหลีนั้น แค่อยากจะทำตัวเป็นคนดี มีศีลธรรมกับการตัดสินคดีของสัตว์นรกอย่างยู ยังชอล เท่านั้นเอง เพราะผลการหยั่งประชามตินั้น ล้วนลงความเห็นว่า โทษที่ยู ยังชอล ต้องได้รับนั้นมีสถานเดียวคือการประหารชีวิตเท่านั้น !!!


อย่างไรก็ตาม ยู ยังชอล ก็ยังคงถูกตัดสินให้ประหารชีวิตอยู่ดี และสุดท้าย สิ่งที่ยู ยังชอลได้ก่อกรรมเอาไว้กับเหยื่อกว่า 23 รายนั้น น่าจะสาสมกับสิ่งที่เขาทำไปแล้ว ซึ่งมิติที่ 6 อยากจะให้ผู้ชมได้มองถึงชีวิตคนเรานั้น เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เรานั้นเลือกที่จะเป็นได้ อย่าได้คิดไปโทษโชคชะตาที่ไม่เป็นใจกับเรา ยามที่เราไม่สามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้ เพราะโอกาสที่ดี มันมักจะไม่มาหาเราในทันทีอยู่แล้ว

และถ้าเราต้องพบกับความล้มเหลวในชีวิต ก็ขออย่าได้พาลไปโทษใครจนอยากจะหาทางแก้แค้นเลย เพราะถ้าเราคิดแบบนั้น เราก็อาจจะกลายเป็นคนอย่าง "ยู ยังชอล" ก็ได้ ใครจะรู้  !!!



หลังจากอ่านเรื่องราวจากมิติที่ 6 จบแล้ว อย่าลืมกด Like กด Share เรื่องราว และทิ้งคอมเม้นต์กันไว้ด้วยนะครับ

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา:
http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=676433&chapter=76
https://en.wikipedia.org/wiki/Yoo_Young-chul
http://murderpedia.org/male.Y/y/young-chul.htm
ภาพบางส่วนนำมาจากภาพยนต์เรื่อง The CHASER (2008)