ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

[จัดหนักจัดเต็ม !] มิติที่ 6 มิยาซากิ สึโตมุ โอตาคุฆาตกรคลั่งเด็กหญิงสยองขวัญ

ประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่มีความเจริญอันดับต้น ๆ ของโลก ประเทศที่มีอุตสาหกรรมภาพยนต์ การ์ตูนหลากหลายมากมาย ประเทศที่น่าจะมีแต่คนมีความสุขเพราะมีสิ่งบันเทิงเริงรมย์ กลับกลายเป็นประเทศที่มีด้านมืด ที่เป็นผลพวงมาจากความเจริญทางวัตถุดังกล่าว มันได้ย้อนกลับมาทำร้ายชายชาวญี่ปุ่นจิตใจอ่อนแอคนหนึ่ง ที่แปรปลี่ยนชีวิตของเขาไป เพียงเพราะหลงไปพึ่งพาด้านมืดเหล่านั้นนั่นเอง


คำเตือน มิติที่ 6 คลิปนี้ ได้นำเสนอเรื่องราวของโอตาคุและฮิกคิโคโมริอย่างเป็นกลางที่สุด ไม่ได้มุ่งหวังโจมตีให้ร้ายกลุ่มคนดังกล่าวแต่อย่างใด โปรดรับชมอย่างมีวิจารณญาณ

คลิกชมคลิปรายการมิติที่ 6 ได้ที่นี่



มิติที่ 6 จะขอพูดถึงนาย มิยาซากิ สึโตมุ ชายชาวญี่ปุ่นที่เกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลาง ที่เมืองนิชิทามะ จังหวัดโตเกียว โดยพ่อแม่ของเขาเป็นคนทำงานทั้งคู่ ทำให้สึโตมุในวัยเด็กนั้น ถูกเลี้ยงดูมาจนโตด้วยมือของคุณปู่ และพี่เลี้ยง  ซึ่งปู่ของสึโตมุนั้น เป็นผู้อาวุโสของเมือง มีคนนับหน้าถือตา ส่วนพี่เลี้ยงก็เป็นคนสติปัญญาบกพร่อง อย่างไรก็ดี ปู่ของสึโตมุนั้น รักและเอ็นดูสึโตมุเป็นอย่างมาก ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้สึโตมุเป็นเด็กที่เชื่อฟังคุณปู่เป็นอย่างมากเช่นกัน

มิยาซากิ สึโตมุในวัยเด็ก

ตัวของสึโตมุนั้น โตขึ้นมาพร้อมกับโรคประจำตัวคือโรคข้อเชื่อมกระดูกบกพร่อง ส่งผลให้ตัวเขาไม่สามารถขยับข้อมือได้เหมือนคนทั่วไป จนสิ่งนี้กลายเป็นปมด้อยในวัยเด็ก เขาถูกล้อเลียนจากเพื่อนๆ โดยเพื่อนๆ จะชอบแกล้งให้สึโตมุทำท่าแบมือขอ เช่น ขอเล่นเกม ซึ่งตัวสึโตมุจะไม่สามารถท่าแบมือขอแบบนั้นได้ ปมด้อยนี้จึงเป็นแผลใจฝังอยู่ในใจเขาจนโต


ในช่วงที่สึโตมุเรียนอยู่ชั้นประถม แม้เขาจะเรียนหนังสืออยู่ในระดับดี แต่ตัวเองก็มีปัญหากับวิชาภาษาญี่ปุ่น และวิชาสังคมศาสตร์ จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาต้องเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย สึโตมุก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายเมย์จิ(เมย์ได)นากาโนะ ซึ่งช่วงนั้น ผลการเรียนของสึโตมุดูจะไม่สู้ดี เขาเรียนแย่ลงเรื่อย ๆ จากปากคำของเพื่อน ๆ ในสมัยมัธยมปลายของสึโตมุนั้น ต่างก็บอกว่า เขาเป็นคนชอบเก็บตัว ไม่สนใจจะสังคมกับเพื่อน ๆ เลย จนทำให้สึโตมุนั้น กลายเป็นคนที่ถูกเพื่อน ๆ มองข้าม กลายเป็นคนที่ถูกลืมหายไปทั้ง ๆ ที่ยังเรียนอยู่ด้วยกัน

วัยรุ่นก็ดูเรียบง่ายดี

จนกระทั่งสึโตมุเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ในปี ค.ศ. 1981 สึโตมุเองก็มุ่งหวังที่จะได้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเมย์จิ(เมย์ได) แต่เพราะผลการเรียนที่ไม่ค่อยดีในช่วงมัธยมปลาย มันก็ส่งผลให้คะแนนรวมไม่พอที่จะสมัครเข้าเรียนต่อที่นี่ได้ สึโตมุจึงต้องตัดใจเบนเข็มชีวิตไปเรียนต่อในวิทยาลัยช่างศิลป์โตเกียว โดยเข้าเรียนในคณะที่ตัวเองชอบ นั่นก็คือ คณะอนุปริญญาเทคนิคการวาดภาพ แต่ด้วยบุคคลิกลักษณะที่เก็บตัว ไม่เข้าสังคมกับเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ก็ทำให้ตัวของเขานั้น ไม่เป็นที่จดจำในหมู่เพื่อนร่วมชั้นเรียน กลายเป็นคนที่ถูกลืม ใช้ชีวิตวัยรุ่นวัยเรียนอย่างเดียวดาย

จนกระทั่งสึโตมุเรียนจบอนุปริญาในปี ค.ศ. 1983 สึโตมุเองก็ใช้ชีวิตเคว้งคว้างอยู่ระยะหนึ่ง จนคุณปู่แนะนำงานให้เขาได้เข้าไปทำในโรงพิมพ์ที่เมืองโคไดระ โดยงานของเขาคือเจ้าหน้าที่คุมแท่นพิมพ์ ซึ่งแม้จะถูกฝากเข้าทำงาน แต่ตัวเขาก็ไม่ได้พยายามทำงานให้เต็มที่เลย เพื่อนร่วมงานบอกว่า สึโตมุทำงานไม่เต็มที่ ไม่ตั้งใจทำงานเท่าไหร่ และที่สำคัญคือ ไม่สามารถเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ ทำให้ชีวิตการทำงานที่แห่งนี้ของเขา จบสิ้นลงในช่วงเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1986 สึโตมุลาออกจากงานที่โรงพิมพ์ แล้วกลับมาใช้ชีวิตเก็บตัวอยู่ในห้องเพียงคนเดียวอยู่หลายเดือน จนเวลาผ่านไปถึงเดือนกันยายน สึโตมุจึงยอมออกมาจากห้อง เพื่อทำงานช่วยงานเล็ก ๆ น้อยๆ ทางบ้าน ซึ่งมักจะเป็นงานออกไปรับต้นฉบับใบปลิว

วัยทำงานที่ดูก็ไม่เห็นจะมีพิษมีภัยอะไร

ในเวลานี้ สึโตมุเริ่มหันเหตัวเองมาเข้ากลุ่มนักวาดโดจินชิ หรือที่เรียกว่าการ์ตูนแต่งเอง โดยอาศัยโครงเรื่องจากการ์ตูนดังๆ แต่เขาก็ทำได้ไม่นาน มีผลงานออกมาได้เพียงเล่มเดียว ก็ถูกเพื่อนในกลุ่มวาดการ์ตูนขับออกจากกลุ่มไป จากนั้นซึโตมุก็ได้วนเวียนเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มวีดีโอ ที่ทำกิจกรรมอัดวิดีโอเทปแลกเปลี่ยนกันอยู่หลายกลุ่ม แต่ก็ไม่ค่อยจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ เท่าไหร่ เพราะสึโตมุชอบทำตัวจู้จี้ จุ้นจ้านกับสมาชิกคนอื่นๆ ในเรื่องเทคนิคการบันทึกวีดีโอ แต่ตัวเองกลับไม่มีวีดีโอที่ตัวเองอัดไว้มาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ สุดท้าย ก็สึโตมุก็เลยกลายเป็นบุคคลที่ถูกทอดทิ้งออกจากกลุ่มอีกเช่นเคย

ในด้านชีวิตคู่แทบไม่ต้องทาย สึโตมุนั้น ไม่เคยคบกับผู้หญิงคนไหนเลย เพราะปมด้อยเรื่องข้อมือที่พิการของเขานั่นเอง พอเป็นแบบนี้ แม้ตัวเองจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ ก็ไม่กล้าเข้าใกล้เพื่อนผู้หญิงที่อยู่ในวัยเดียวกันไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม แม่ของสึโตมุเองก็พยายามขอให้เขาไปดูตัวถึง 4 ครั้ง ซึ่งแน่นอนว่า หลังจากการดูตัวจบลง ฝ่ายหญิงทุกคน ก็ปฏิเสธเขาทุกครั้งเช่นกัน ช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายสำหรับชีวิตผู้ชายคนหนึ่ง ที่ถูกปฏิเสธจากฝ่ายหญิงแบบนั้น

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หลังจากที่คุณปู่ของสึโตมุเสียชีวิตไปในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 1988 นั้น มีเรื่องนินทาหนาหูว่า สึโตมุเสียใจมาก จนถึงขั้นหลังจากพิธีเผาศพคุณปู่เสร็จสิ้น เขาได้แสดงความเคารพแด่คุณปู่ ด้วยการนำเถ้ากระดูกของปู่มากิน ซึ่งเรื่องนี้ แม้จะมีพยานเห็น แต่มิติที่ 6 ก็แนะนำว่า อย่าเพิ่งเชื่ออะไรมาก เพราะของจริงมันอยู่หลังจากนี้ต่างหาก

เหยื่อรายแรก มาริ คงโนะ อายุ 4 ขวบ

หลังจากคุณปู่ของสึโตมุเสียชีวิตไปสามเดือน ไม่ว่าการกินเถ้ากระดูกของปู่ของเขาจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ในวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1988 สึโตมุได้บอกเล่าในช่วงการสารภาพผิดของเขาว่า เขาได้ลักพาตัวเด็กหญิงคงโนะ มาริ อายุ 4 ขวบ ไปจากละแวกที่อยู่อาศัยของเธอ สึโตมุเล่าว่า เขาได้บีบคอมาริจนตาย จากนั้นก็เริ่มทำอนาจารกับศพของเธอ โดยไม่ได้มีการข่มขืน และได้ถ่ายวิดีโอเทปเก็บไว้ โดยสึโตมุบอกว่า สาเหตุที่เขาถ่ายวิดีโอเทปมาริเอาไว้ก็เพราะ

“ผมอยากจะได้ร่างกายนั้นมาครอบครองเป็นของตัวเองไง เพราะศพมันต้องเน่าใช่ไหม? แต่วิดีโอเทปนี้ ผมสามารถกรอกลับมาดูซ้ำได้เท่าที่ต้องการนะ”



โยชิซาว่า มาซามิ เหยื่อรายที่ 2

จากนั้นอีกไม่ถึงเดือน ซึ่งตรงกับวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1988 สึโตมุก็ได้ก่อเหตุลักพาตัวเด็กหญิงอีกคน ชื่อของเหยื่อคือ โยชิซาว่า มาซามิ อายุ 7 ขวบ โดยเหยื่อรายนี้ สึโตมุเล่าว่า เขาลงมือบีบคอมาซามิจนตาย คราวนี้เขาไม่ได้รอนานเหมือนศพแรก สึโตมุได้ทำอนาจารศพเหยื่อทันที โดยขณะที่ทำอนาจารอยู่นั้น ร่างของมาซามิยังไม่ตายสนิท เขาทำอนาจารกับร่างของเธอทั้ง ๆ ที่มาซามิยังหายใจรวยริน แขนขายังกะตุกอยู่เป็นระยะ ช่างชั่วช้าเสียจริง!!


นันบะ เอริกะ

อีกสองเดือนถัดมา ในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1988 สึโตมุก็ได้ก่อเหตุอีก โดยครั้งนี้เหยื่ออายุเพียง 4 ขวบ ชื่อของเธอคือ นันบะ เอริกะ สึโตมุเล่าว่า ในขณะที่เขากำลังลงมือฆ่าเอริกะอยู่นั้น อยู่ดี ๆ เอริกะก็ปัสสาวะราดออกมา ทำให้สึโตมุแสดงความรังเกียจ ทิ้งศพของเธอไว้แถวภูเขาย่านนั้น จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม จึงมีการพบศพของเธอในที่เกิดเหตุนั้นเอง ซึ่งการพบศพครั้งนี้ พ่อของเอริกะได้บอกกับนักข่าวว่า “ถึงจะพบว่าเอริกะตายไปแล้วก็ยังดี ที่ได้ศพเธอกลับมา”


จากคำพูดที่น่าสงสารของคุณพ่อของเอริกะนี้ สึโตมุที่ได้ชมการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ ก็ตัดสินใจที่จะหาทางคืนศพของเหยื่อรายอื่นๆ กลับไปให้กับครอบครัวของพวกเธอ

พิธีศพของ มาริ คงโนะ

โดยวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1989 บ้านของครอบครัวคงโนะเหยื่อรายแรกนั้น ได้พบว่า ที่หน้าบ้านของพวกเขามีกล่องกระดาษใบหนึ่งวางทิ้งไว้ พอเปิดออกมาก็พบกับเถ้ากระดูก และเศษฟันบางส่วน ซึ่งภายหลังได้รับการยืนยันว่า เถ้ากระดูกในกล่องนั้น คือคงโนะ มาริ เหยื่อรายแรกนั่นเอง และ 4 วันต่อมา คือวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นั้น ก็มีจดหมายลึกลับ ระบุชื่อผู้ส่งเป็นผู้หญิงชื่อ “อิมาดะ ยูโกะ” ได้ส่งไปยังหนังสือพิมพ์อาซาฮี ในจดหมายบอกว่า เธอคือผู้ลักพาตัวเด็กหญิงคงโนะ มาริไปฆ่านั่นเอง โดยอิมาดะ ยูโกะในจดหมายอธิบายว่า เธอทำเพราะน้อยใจตัวเองที่ไม่สามารถมีบุตรได้ โดยเนื้อความในจดหมายมีดังนี้

การ์ตูนที่บรรยายถึงการฆ่าอันโหดเหี้ยมของมิยาซากิ สึโตมุ

“สวัสดีค่ะ ดีฉันส่งจดหมายฉบับนี้มาเพื่อยืนยันว่า เถ้ากระดูกในกล่องใบนั้น เป็นของมาริจังแน่นอนค่ะ คนเราตายไปก็กลายเป็นกระดูกนะคะ กระดูกเด็กมันก็เล็กแบบนี้แหละค่ะ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเข้า กระดูกก็สลายไปบ้างนะคะ เลยดูแล้วน้อยกว่าที่คิดไว้เสียอีก แต่ฉันก็พยายามเก็บกระดูกของเธอมาใส่ไว้ในกล่องจนแน่ใจว่าเก็บกระดูกเธอครบทุกชิ้นนะคะ อาจจะมีคนพูดว่าเรื่องนี้ฉันทำลงไปเพราะความแค้น หรือเล่นเกมสนุกๆ ไม่ก็อยากกลั่นแกล้ง หรือท้าท้าย แต่จริงๆ มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ ฉันแค่นำมาริจังมาคืนเท่านั้นเอง

ฉันอยากคืนมาริจังให้กับครอบครัวของเธอเท่านั้นจริงๆ นะคะ โปรดรีบจัดงานศพให้มาริจังเถอะค่ะ อาจจะดูเป็นการเห็นแก่ตัวไปหน่อย แต่ฉันอยากบอกว่า ฉันก็ไม่อยากถูกจับหรอกนะคะ บอกตรงๆ ว่าฉันจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีกแล้วค่ะ


เพราะว่าวันก่อน ฉันดูข่าวทีวี ที่คุณแม่ของมาริจังให้สัมภาษณ์ว่า 'เท่านี้ฉันก็พอจะมีความหวังต่อไป' มันทำให้ฉันตัดสินใจจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยดีกว่าที่จะทำให้คนบ้านมาริจังรอคอยเธอโดยไม่รู้ว่าวันไหนจะพบเธอ ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจรีบส่งจดหมายฉบับนี้มายืนยันค่ะ กระดูกพวกนั้นคือมาริจังจริงๆ นะคะ


ลงชื่อ อิมาดะ ยูโกะ"


หลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1989 ก็มีจดหมายจาก “อิมาดะ ยูโกะ” อีกฉบับ ส่งไปยังหนังสือพิมพ์อาซาฮี และบ้านของครอบครัว "โยชิซาว่า มาซามิ" เหยื่อรายที่สองนั่นเอง  โดยในจดหมายอ้างว่า ตัวของอิมาดะ ยูโกะ มีลูกที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็กแต่ไม่ได้ทำศพ จึงลอบส่งกระดูกของมาซามิ ปนไปกับกระดูกของมาริ ให้ช่วยทำพิธีให้ด้วย

ซึ่งจริงๆ เราก็รู้กันดีว่า อิมาดะ ยูโกะ ที่ส่งจดหมายทั้งหมดนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน จริงๆ ก็คือสึโตมุ มิยาซากินั่นเอง ซึ่งภายหลังสึโตมุสารภาพว่า จริงๆ แล้วเขาหาตัวเหยื่อรายที่สองคือ โยชิซาว่า มาซามิ ไม่พบ จึงได้ทำจดหมายฉบับที่สองนี้ขึ้นมานั่นเอง

โนโมโตะ อายาโกะ


หลังจากเหตุการผ่านไปไม่นาน ในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1989 สึโตมุก็ได้ลงมือกับเหยื่อรายใหม่ คราวนี้เป็นเด็กหญิงวัย 5 ขวบ เธอชื่อ โนะโมะโตะ อายาโกะ โดยสึโตมุสารภาพว่า เขาเจอกับอายาโกะโดยบังเอิญ โดยตอนนั้น อายาโกะหัวเราะมือพิการของเขา ทำให้เขาโกรธมาก จึงจับตัวเธอไปฆ่าทิ้งที่บริเวณห้องน้ำสวนสาธารณะ โดยสึโตมุลงมืออย่างโหดเหี้ยม โดยหลังจากที่เขาฆ่าเธอตายแล้ว ก็จัดการตัดข้อมือ ข้อเท้าของอายาโกะ เก็บกลับไปที่บ้าน แล้วจุดเตาย่างไฟ จิ้มโชยุกิน และดื่มเลือดที่ติดค้างอยู่ในถุงพลาสติก ที่เขาใช้ใส่ข้อมือข้อเท้านั้นด้วย

ภาพจากหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ที่วาดอธิบายการทำชั่วของมิยาซากิ สึโตมุ

จนกระทั่งวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 1989 วันนั้นสึโตมุ ได้ทำการอนาจารเด็กหญิงชั้นประถมคนหนึ่ง โดยเขาได้จับเธอแก้ผ้าในห้องน้ำสาธารณะ และจัดแจงเตรียมจะถ่ายภาพเธอเก็บไว้ ในขณะที่กำลังทำอยู่นั้น ผู้ปกครองของเด็กหญิงเข้ามาประสบเหตุทันท่วงที ทำให้ครั้งนี้ สึโตมุถูกจับในข้อหาพรากผู้เยาว์ ซึ่งในขณะที่เขาถูกสอบสวนอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ได้กดดันถามคำถามหลายคำถาม ที่จะเค้นว่าเขาไปทำอะไรอย่างอื่นมากอีกหรือเปล่า สึโตมุก็รับสารภาพออกมาว่า ตัวเขาคือคนร้ายของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเด็กหญิงทั้งหมด ซึ่งหลังจากสารภาพแล้ว สึโตมุก็พาเจ้าหน้าที่ไปยังสถานที่เกิดเหตุที่เขาได้ลงมือฆ่าเหยื่อทุกราย

มิยาซากิ สึโตมุหลังจากถูกจับ ก็ได้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตามจุดก่อเหตุ

และในที่สุด เจ้าหน้าที่ก็พบหลักฐานเพิ่มเติม คือศพของมาซามิ ที่หาไม่พบในตอนแรก และบางส่วนของศพมาริ ที่เก็บไม่หมด และก็ได้พบกับศรีษะของอายาโกะด้วยเช่นกัน

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกค้นห้องของสึโตมุ ภายในห้องของเขานั้นมีวีดีโอกองอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังจากใช้เจ้าหน้าที่ 74 คน กับเครื่องเล่นวีดีโอเทปถึง 50 เครื่อง เข้ามาตรวจสอบกองม้วนเทปวีดีโอทั้งหมดจำนวน 5,763 ม้วน เป็นเวลาสองสัปดาห์ ก็พบภาพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายปะปนอยู่ในนั้นด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำวีดีโอหลักฐานเหล่านั้น ประกอบคำฟ้องสึโตมุให้แน่นหนาขึ้นไปอีก

ห้องพักของมิยาซากิ สึโตมุที่เต็มไปด้วยม้วนเทปวีดีโอและหนังสือจำนวนมาก

แต่ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามจะค้นหาสาเหตุที่แท้จริง ที่เป็นแรงจูงใจในการลงมือฆาตกรรมต่อเนื่องกับเหยื่อเด็กหญิงทั้งหมดว่ามาจากอะไร สึโตมุกลับให้การบ่ายเบี่ยงไปต่างๆ นาๆ อ้างว่าตัวเองเป็นคนบกพร่องทางจิต เป็นคนสองบุคลิก บอกว่าทุกครั้งก่อนที่จะก่อคดี มันจะมีมนุษย์หนู โผล่มาคอยพูดยั่วยุให้เขาต้องฆ่าคน ซึ่งเหตุผลข้างๆ คูๆ นี้ ไม่ได้ถูกรับฟังในชั้นพิจารคดีแต่อย่างใด

และเรื่องของสึโตมุนั้นก็ได้สร้างความอับอายให้กับพ่อของเขาเป็นอย่างมาก โดยพ่อของเขาถึงกับตัดสินใจกระโดดสะพานฆ่าตัวตาย ซึ่งหลังจากสึโตมุได้รับรู้ข่าวพ่อของเขา ก็ไม่ได้แสดงทีท่าเสียใจแต่อย่างใดเลย

ภาพจากการ์ตูนที่กล่าวถึงอาการจิตหลอนของมิยาซากิ สึโตมุ

จนกระทั่งในวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1997 ศาลชั้นต้นพิพากษาโทษประหารชีวิตแก่สึโตมุ ซึ่งแน่นอนว่าสึโตมุได้ยื่นขออุทธรณ์ ซึ่งในชั้นอุทธรณ์ ศาลก็ได้พิพากษายืนโทษประหารเช่นเดียวกัน ในขณะที่เขาถูกจำคุกในเรือนจำโตเกียวนั้น สึโตมุมักจะทำเรื่องร้องเรียนว่า เขาเห็นภาพลวงตา และถูกใช้ยาอย่างต่อเนื่อง จึงทำเรื่องขอฎีกาคดีตัวเองอีกครั้ง ซึ่งสุดท้ายแล้วในวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 2006 ศาลฎีกาก็พิพากษายืนโทษประหารชีวิตแก่สึโตมุเช่นเดิม

หนังสือรวบรวมที่ออกจำหน่าย โดยรวบรวมจากจดหมายที่มิยาซากิ สึโตมุเขียน

ซึ่งในระหว่างต้องขังรอวันประหารนั้น สึโตมุก็พยายามเขียนจดหมายร้องเรียนว่า โทษประหารที่เขาได้รับนั้นมันโหดร้ายเกินไป เพราะศาลระบุวิธีการประหารด้วยการแขวนคอ อยากให้ช่วยเปลี่ยนวิธีการประหารเป็นการฉีดยาให้ตายจะได้ไหม โดยจดหมายเหล่านี้ ถูกรวบรวมทำเป็นหนังสือด้วย โดยในจำนวนจดหมายมากมายของเขานั้น มีอยู่บางฉบับ กล่าวถึงการเสนอข่าวประหารชีวิตของเขาอย่างครึกโครมว่า “ผมนี่ช่างมีชื่อเสียงจริงๆ” และมีครั้งหนึ่งเขาได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า ตัวของเขานั้นเคยเห็นใจครอบครัวของเหยื่อตัวเองหรือไม่ สึโตมุกลับตอบไปว่า “ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะ ผมว่าผมทำเรื่องดีๆ นะ”

สึโตมุ มิยาซากิ ถูกประหารที่เรือนจำโตเกียวในวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 2008 โดยก่อนถูกประหาร สึโตมุก็ไม่ได้ปริปากสำนึกผิดต่อสิ่งที่ตัวเองทำเลยซักคำ

คดีของสึโตมุ มิยาซากิ นั้น ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างแก่สังคมในช่วงนั้นมาจนถึงทุกวันนี้เป็นอย่างมาก เพราะตัวสึโตมุนั้น คนญี่ปุ่นรู้กันดีว่าเขาเป็นกลุ่มคนที่เรียกว่า “โอตาคุ โลลิค่อน” หรือพวกคลั่งเด็กหญิง และเป็นพวกสายกุโร่ หรือพวกนิยมความสยองขวัญโหดเหี้ยมทารุณต่อผู้หญิงและเด็ก เพราะหลักฐานที่ได้จากการการค้นห้องของเขานั้น เจ้าหน้าที่ได้พบวีดีโอและอนิเมลามกที่มีผู้แสดงเป็นเด็กหญิงจำนวนถึง 44 เรื่อง ซึ่งคนในวงการการ์ตูนอนิเมญี่ปุ่นบอกว่า มันน้อยมาก แค่ 44 เรื่องเอง บางคนมีเยอะกว่านั้นอีก ไม่เห็นเขาจะไปก่อคดีอะไรแบบสึโตมุเลย

ภาพล้อเลียนลักษณะของโอตาคุ โดยใช้รูปลักษณ์ของมิยาซากิ สึโตมุ เป็นบรรทัดฐาน

และมีนักข่าวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ทำคดีนี้ ได้โพสต์สารภาพลงบนบล็อกของหนังสือพิมพ์ของเขาว่า สื่อมวลชนเองก็พยายามป้ายความผิดทั้งหมดให้มาอยู่ที่เรื่องความเป็นโอตาคุของเขา ด้วยการจงใจจัดฉาก นำหนังสือโป๊ที่ถูกซ่อนไว้ในกองหนังสือของสึโตมุ มาวางไว้ชั้นบนสุด

แต่อย่างไรก็ดี เอนทรี่บนบล็อกดังกล่าวก็ถูกลบทิ้งไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน


ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ได้ทำให้สังคมญี่ปุ่น ตั้งแง่กับกลุ่มคนคลั่งการ์ตูน หรือโอตาคุเป็นอย่างมาก โดยมองว่าโอตาคุคือพวกที่น่ารังเกียจ ชอบความลามก หลบหนีสังคม หรือเรียกว่า “ฮิกคิโคโมริ” จนแม้กระทั่งทุกวันนี้ เมื่อมีคดีใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน คำว่า “โอตาคุ” ก็จะถูกยกขึ้นมาพูด เหมือนกับคดีบางคดีในบ้านเรา ที่เวลามีเด็กกระทำการฆาตกรรม ก็จะโยนความผิดว่าจำมาจากเกมนั้นเกมนี้นั่นเอง


ซึ่งในช่วงเวลานั้น กลุ่มโอตาคุที่ปกติ และกลุ่มนักวาดการ์ตูนเอง ก็พยายามออกมาปกป้องว่า สิ่งที่พวกเขาเป็นนั้น มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่สื่อนำเสนอเลย ทุกสิ่งทุกอย่าง มันดูเลวร้ายก็เพราะว่าสื่อเองที่พยายามจะขายข่าวด้วยการใส่ร้าย โยนความผิดมาที่การ์ตูนอนิเมมากเกินไปต่างหาก โดยมีหนังสือการ์ตูนหลายเรื่องในยุคนั้น ได้แอบแทรกเรื่องราวของสึโตมุเอาไว้ในบางตอนด้วย เพื่อปกป้องกลุ่มแฟนๆ การ์ตูนว่า พวกเขาไม่ใช่คนบาป เป็นเพียงแค่เหยื่อของสื่อ

และคดีของสึโตมุนี้ก็ได้ทำให้คำว่า “เปโดฟีเลีย” ซึ่งเป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่งที่ผู้ป่วยจะลงมือทำร้าย ลวนลามเด็กหญิง มีรสนิยมอยากจะมีอะไรกับเด็กหญิง ให้กลุ่มผู้ปกครอง ได้ตื่นตัวหาทางป้องกันบุตรหลานจากบุคคลประเภทนี้กันถึงขั้นระบุว่า อย่าให้ลูกหลานผู้หญิงแต่งตัวแบบที่ตรงกับรสนิยมหื่นของกลุ่มคนเหล่านี้กันเลยทีเดียว


แต่ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม สึโตมุ มิยาซากิ ก็ได้รับโทษที่เขาก่อเอาไว้แล้ว เรื่องราวของเขา น่าจะช่วยให้พวกเรา ปกป้องตัวเอง หรือบุตรหลานจากคนประเภทนี้ให้อยู่ห่างๆ เราได้หรือไม่? โอตาคุเลวร้ายจริง หรือจริงๆ เป็นแค่เรื่องของบุคคลโรคจิต? การ์ตูนผิด เกมผิด หรือคนๆ นั้นมันชั่วของมันเอง? ใครจะตอบได้?


หลังจากอ่านจบแล้ว อย่าลืมแชร์เรื่องราว และทิ้งคอมเม้นต์กันไว้นะครับ
ยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมาย รอคุณอยู่ที่บล็อกของเรา มิติที่ 6

เรียบเรียงใหม่และบรรยายโดย : นิวัฒน์ อ่ำแสง
ข้อมูลจาก