ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 จิม โจนส์ ผู้นำลัทธิคลั่งสยองขวัญ !!!

 ชมเรื่องนี้บนยูทูปมิติที่ 6

นับตั้งแต่ในช่วงคริสตวรรษที่ 16 ได้เกิดนิยามของโลกอันสมบูรณ์แบบขึ้นมา โดย เซอร์ โธมัส มอร์” นักปรัชญามนุษย์นิยมชาวอังกฤษ เขาเรียกมันว่า “ยูโทเปีย” มันคือโลกที่ทุกคนมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โลกที่มีแต่ความสามัคคี กลมเกลียว ไม่มีความขัดแย้ง โลกที่ไร้สงคราม ไม่มีการใช้ความรุนแรง มันเป็นโลกในมโนคติที่ไม่มีทางจะเกิดขึ้นจริงได้ แม้กระนั้น ก็ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่เชื่อว่า พวกเขาสามารถสร้างยูโทเปียได้ด้วยมือของพวกเขาเอง โดยมีชายคนหนึ่ง ชายผู้ที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ว่าเขาสามารถเป็นผู้นำในการสร้างยูโทเปียให้เกิดขึ้นมาได้ แต่สุดท้าย เขากลับพาผู้คนมากมายพบกับความตายอย่างน่าสยดสยองยกเมืองเล็ก ๆ แห่งนั้น


จิม วอร์เรน โจนส์ หรือจิม โจนส์ เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1931 โดยเกิดในครอบครัวยากจนที่รัฐอินเดียน่าโพลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา พ่อของเขาชื่อเจมส์ เป็นสมาชิกของลัทธิ คลู คลัก แคลนด์ ที่ได้ทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่ช่วงที่จิมอายุได้เพียง 12 ปี แม่ของเขาชื่อ ลีเน็ตต้า ผู้ซึ่งได้ทำหน้าที่เลี้ยงดูจิมต่อมาเพียงลำพัง ลีเน็ตต้า รักจิมมาก เธอมองว่าจิมนั้นมีแววเป็นนักบุญมาตั้งแต่วันที่จิมเกิดขึ้นมา โดยเธอมักจะพูดเรื่องนี้กรอกหูจิมทุกวัน และพยายามจะบอกกับเพื่อนบ้านให้เชื่อในสิ่งเดียวกับเธอ


ลีเน็ตต้า เป็นสมาชิกโครงการอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่น และในถิ่นที่ครอบครัวของเธออาศัยอยู่นั้น มีความเชื่อในศาสนาคริสต์อย่างแรงกล้า โดยชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าทุกอย่างในพระคัมภีร์ฯ นั้นคือความจริง จึงส่งผลมาถึงตัวจิมให้เติบโตมาเป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนาคริสต์ โดยตัวของเขาสามารถท่องจำไบเบิ้ลได้ตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ และสามารถเป็นนักเทศน์ให้แก่เด็ก ๆ ในละแวกบ้านจองเขาได้ราวกับเป็นนักบวชจริง ๆ เมื่ออายุเพียง 12 ปี


นอกจากจะมีความสามารถทางด้านการเทศนาแล้ว จิมก็ยังเป็นคนที่เก่งในเรื่องกีฬา โดยตัวเขาได้ร่วมทีมบาสเกตบอลของโรงเรียนในช่วงไฮสคูล จนสามารถเอาชนะโรงเรียนคู่แข่งได้ในช่วงที่เขาอยู่


ในช่วงเวลาที่จิมอายุได้ 17 ปี นั้น เขาได้เข้าไปเป็นนักเรียนบาทหลวงฝึกหัดของเมโธดิสต์ จนกระทั่งอายุ 21 ปี จิมก็ได้พบรักกับมัลเซลีน บอลด์วินด์ซี่ เธอคือนางพยาบาล เธอเป็นลูกของนักเผยแพร่ศาสนา ทั้งจิม และมัลเซลีนจึงตัดสินใจแต่งงานกัน พร้อมกับถอนตัวออกจากเมโธดิสต์ มาเป็นนักเผยแพร่ศาสนาเต็มตัว


ตอนนี้จิมได้เริ่มทำการเผยแพร่คำสอนโดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนผิวดำในเขตเกตโต้ โดยจัดตั้งโบสถ์มวลชนขึ้นมาในปี ค.ศ. 1957 ด้วยเงินทุนตั้งต้นอันน้อยนิด จิมตัดสินใจระดมหาเงินทุนเพิ่มด้วยการนำลิงมาขาย โดยอ้างว่าจะนำเงินมาช่วยเหลือคนผิวดำ ซึ่งลิงที่จิมนำมาขายนี้ เขาใช้วิธีการประมูลพวกมันมาจากลิงทดลองของโครงการวิจัยในมหาวิทยาลัยอินเดียน่าโพลิส คล้าย ๆ กับเทศกาลไถ่โค กระบือในบ้านเรานั่นเอง โดยจิมจะนำพวกมันไปขายให้กับผู้สนใจอยากเลี้ยงลิง โดยเพิ่มมูลค่าของลิงเหล่านี้ว่า ถ้าซื้อไปแล้ว จงเลี้ยงพวกมันให้เหมือนเลี้ยงคน ๆ หนึ่ง เพราะลิงเหล่านี้ เปรียบได้กับคนนั่นเอง


แน่นอนว่าในอเมริกายุคนั้น ย่อมมีกลุ่มคนเหยียดสีผิว ไม่พอใจในการกระทำของ  จิม คนเหล่านั้นต่อว่าและประนามจิมอย่างไร้เหตุผล บ้างก็ปาหินใส่บ้านของเขา บางคนถึงกับใช้ระเบิดขวด แม้จะถูกรังแกกันขนาดไหน จิมเองก็ไม่ยอมแพ้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขายังคงทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งในช่วงนั้นเอง พลเมืองผิวดำในรัฐอินเดียน่าโพลิสก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับทิศทางยอมรับคนผิวดำก็เริ่มดีขึ้น ประกอบกับความสามารถในการเทศของจิม ทำให้มีผู้ศรัทธาต่อตัวเขาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้โบสถ์มวลขนของเขา ได้ขายตัวอย่างรวดเร็ว


ในปี ค.ศ.1959 จิมได้รับเด็กเชื้อสายนิโกรและเด็กชาวเกาหลีอย่างละคนมาเป็นบุตรบุญธรรม เขาเลี้ยงดูเด็กทั้งสองร่วมกับลูก ๆ ของตัวเองที่เกิดกับมัลเซลีนด้วย โดยเขาได้เรียกครอบครัวของตัวเองว่า ครอบครัวสายรุ้ง หรือเรนโบว์แฟมิลี่ ซึ่งสิ่งที่จิมได้กระทำในครั้งนี้ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของเขาและครอบครัว เป็นเสมอนดังพ่อพระ ทั่วทั้งเมืองอินเดียนาโพลิสล้วนเต็มไปด้วยโปสเตอร์ภาพของเขา จิมเองก็คอยให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่พัก รวมถึงงานให้แก่คนผิวดำที่ไร้ที่พึ่งอีกด้วย

ซึ่งในช่วงที่จิมอยู่ยุคนั้น เป็นยุคที่อเมริกาเต็มไปด้วยแนวคิดการต่อต้านสงคราม และการรณรงค์สิทธิเสรีภาพ จากอิทธิพลความคิดของหลวงพ่อ คิง มัลคอม และแบล็คแพนเธอร์ ได้เข้ามามีผลต่อความคิดของจิม ทำให้จิมเชื่อในสังคมที่ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ เขาเริ่มรณรงค์ต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวโดยเข้าอยู่ในกลุ่มผู้นำเดินขบวนต่าง ๆ และได้ออกตามรายการโทรทัศน์สมัยนั้น ซึ่งต่อมา จิมก็ได้นายทิมส์ สโตน ทนายที่มีอดีตเป็นพวกฮิปปี้ ที่มีแนวคิดสุดโต่งในเรื่องโลกอุดมคติมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งทางสังคมและโลกส่วนตัวของจิม ได้เริ่มเดินเข้ามาในแนวทางของลัทธิใหม่ จนในที่สุด จิม โจนส์ ก็ประกาศตั้งลัทธิของตัวเองขึ้นมา โดยตั้งชื่อมันว่า “ลัทธิดินแดงแห่งสรวงสวรรค์” หรือยูโธเปียนั่นเอง

จิมบอกว่า ลัทธินี้เป็นลัทธิของทุกคน พวกเรายึดมั่นสังคมที่ปราศจากความรุนแรงทั้งมวล ความรุนแรงจะต้องหมดสิ้นไปจากโลกใบนี้ เหมือนกับสะเก็ดเนื้อหนังที่หลุดออกไปจากฝ่ามือ ฝ่าเท้าของคนป่วยโรคเรื้อนอย่างไรอย่างนั้น


จิมได้คิดโครงการเพื่อสร้างศรัทธาต่อสาวกขึ้นมาโครงการหนึ่ง เขาตั้งชื่อมันว่า โครงการต่อต้านการฆ่าตัวตาย โดยในปี ค.ศ. 1977 นั้น จิม โจนส์ ได้นำขบวนสาวกของเขากว่า 500 คน เดินทางมาชุมนุมกันที่สะพานโกลเดนเกท เพื่อประกาศโครงการต่อต้านการฆ่าตัวตาย เพราะสะพานแห่งนี้ ชาวอเมริกันมักจะนิยมมาฆ่าตัวตายกันมาก และยังเป็นผู้นำสาวกจำนวนหนึ่งเดินทางไปที่คุกแห่งหนึ่ง เพื่อเยี่ยมนักข่าวรายนึง ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกโดยปิดบังข้อหา โดยจิมได้ตั้งเวทีปราศรัยที่หน้าคุกแห่งนั้น เขาบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่างชั่วร้าย เหมือนปิดปากชาวอเมริกันที่ควรจะมีสิทธิพูดในทุกเรื่อง

สิ่งเหล่านี้ทำให้ปี ค.ศ. 1987 จิมได้รับรางวัล เหรียญเชิดชูเกียรติในฐานะชาวอเมริกันที่ทำงานรับใช้สังคมอย่างมากมาย รวมถึงเหรียญรางวัล ลาเฮอราลด์ ซึ่งมันเป็นเหรียญที่จะให้เฉพาะกับผู้ที่ทำงานด้านมนุษยชนเลยทีเดียว

เท่า ๆ ที่เล่าประวัติของจิมมาให้ทราบตรงนี้ มันมีอะไรตรงไหนที่ดูเป็นคนเลวหรือ ? นี่ตกลงเรากำลังพูดถึงคนสุดชั่วช้าหรือพ่อพระกันอยู่ล่ะนี่ ?

จากสิ่งที่จิมได้ริเริ่ม ได้ทำกิจกรรมสังคมเพื่อคนผิวดำมากมาย ก็ย่อมจะมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ โดยเฉพาะพวกเหยียดสีผิว ทำให้คนกลุ่มนี้จับตากิจกรรมความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของโบสถ์มวลชน ตัวจิมเองก็เริ่มมองว่าปัญหาเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกเป็นอันตรายจากภาครัฐและคนที่ไม่เห็นด้วยกับเขา จิมจึงมองว่าคนกลุ่มนี้คือศัตรูตัวร้าย จึงได้จัดตั้งองครักษ์เพื่อคุ้มครองตัวเองตลอดเวลา และยังจัดคนอีกกลุ่มให้คอยจับตาดูกลุ่มคนที่ตีตัวออกห่างอีกด้วย


และหลังจากวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาในปี ค.ศ. 1962 ตัวจิมเองได้แสดงออกถึงความหวาดกลัวต่ออาวุธปรมณู จนถึงขั้นออกแถลงการณ์บัญชาจากพระเจ้าใจความว่า

“ในไม่ช้าโลกนี้จะถูกปรมณูล้างผลาญ จะมีผู้รอดชีวิตก็เพียงแต่คนที่อยู่ใน เบโลโฮริซอนเต้ เมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในรัฐมีนัสเชไรส์ของประเทศบราซิล  และเมืองยูเกียในแคลิฟอร์เนียเท่านั้น”

จากนั้นในปี ค.ศ. 1965 จิมจึงตัดสินใจย้ายโบสถ์ของเขามาอยู่ที่ยูเกียในแคลิฟอร์เนียตามที่ตัวเองได้อ้างบัญชาพระเจ้าไว้ เขาได้เริ่มเทศน์เน้นไปที่ความเสมอภาค และคอยช่วยเหลือคนด้อยโอกาสในสั่งคม คนตกงาน ไม่เว้นแม้แต่พวกที่มีคดีติดตัวและพวกติดยาเสพติดให้มาร่วมกับโบสถ์ ทำให้โบสถ์แห่งใหม่ของเขาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันเพิ่มมากขึ้นพอๆ กับท่าทีรุนแรงของจิมที่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่เขากำลังเทศน์เรื่องไคน์และอาเบลอยู่ จู่ ๆ จิมก็ขว้างไบเบิ้ลทิ้งและพูดว่า


“ผมไม่เชื่อในพระเจ้าที่ถูกสมมติขึ้นมานี่แล้ว ถ้าบนท้องฟ้ามันมีสวรรค์อยู่จริง นรกมันก็คือโลกที่เราอาศัยอยู่ตรงนี้นี่แหละ !!!”

กลายเป็นว่าตอนนี้จิมกลับปฏิเสธคำสอนของศาสนาคริสต์ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นนักเผยแพร่คำสอนแท้ ๆ แต่คำพูดของเขาในตอนนั้น สำหรับคนด้อยโอกาสในสังคมที่เขาดูแลอยู่ มันช่างเป็นคำพูดที่กินใจพวกเขาเสียเหลือเกิน

จนเมื่อถึงปี ค.ศ. 1967 จิมได้ย้ายโบสถ์อีกครั้งไปที่ซานฟรานซิสโก ที่นี่มีคนจำนวนนับพันมาร่วมชุมนุมในพิธีมิซาทุกครั้ง ซึ่งจิมก็ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ยากไร้ ซึ่งคนเหล่านี้ก็ได้ตอบแทนเขาด้วยแรงงานเป็นปกติ แต่ด้วยจำนวนคนมากมายขนาดนี้ ทำให้จิมกลายเป็นคนที่มีสาวกนับหน้าถือตามากมาย จิมได้มีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น มีอำนาจ เส้นสายในหมู่นักการเมือง ทำให้โบสถ์ของเขามีอำนาจสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ

จากหมอเผยแพร่ศาสนาเล็ก ๆ ตอนนี้จิมได้รับเลือกให้เป็นผู้บริหารเมือง และมีฐานะสูงขึ้น เป็นคนมีอิทธิพลขั้นนักการเมืองระดับประเทศต้องแวะมาเยี่ยมเยียนเขาถึงที่บ้าน ในสายตาของสาวกลัทธิของเขาแล้ว จิมได้กลายเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ในขณะที่สภาพจิตใจของจิมเอง ก็เริ่มจะไม่ปกติ เขากลายเป็นคนอารมณ์รุนแรง เครียดหนัก ถึงกับต้องพึ่งพายาระงับประสาท

ในที่สุด จิมก็กลายเป็นคนที่มีสองบุคคลิก จิตบกพร่อง มีทั้งด้านดีและด้านร้าย คือด้านดีที่เป็นวีรบุรุษของสังคม แต่ด้านร้ายก็คือ เขาเริ่มก่อกรรมทำเข็ญกับกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยหรือคนที่เริ่มตีตัวออกห่าง
จิมกลายเป็นคนหัวเอียงไปทางสังคมนิยม แม้แต่ในพิธีมิซา เขาก็แทรกเนื้อหาที่เทศน์ โน้มน้าวให้เหล่าสาวกมีความเชื่อในระบอบสังคมนิยมที่เคร่งศาสนาคริสต์ว่า คนที่อยู่ในความเชื่อนี้ คือผู้ที่จะสามารถหลุดพ้นได้


และอีกด้าน จิมก็เริ่มทำตัวเป็นผู้วิเศษ สำแดงเดชรักษาโรคร้ายอย่างเช่น โรคมะเร็ง หรืออาการตาบอด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเพียงการเตี๊ยมเพื่อตบตาผู้คน เพื่อเพิ่มพลังศรัทธาให้แก่สาวกมากยิ่งขึ้น

ยังไม่พอแค่นั้น จิมได้เริ่มเรี่ยรายสาวกให้ช่วยกันบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดที่มี ให้แก่โบสถ์มากที่สุด โดยบอกว่าการบริจาคเหล่านี้ คือหนทางสู่การหลุดพ้น ทำให้คนสามารถขึ้นสวรรค์ได้ ใครสงสัยแคลงใจ จิมก็จะบอกว่า คนพวกนี้มีศรัทธาไม่เพียงพอ และยังกรอกหูสาวกว่า โลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้าย อย่าได้ไปเชื่อคนนอกโบสถ์ที่จะมาเป่าหูนำสิ่งผิด ๆ มาทำให้เราต้องสั่นคลอนศรัทธานี้

นอกจากจะเปิดรับบริจาคทรัพย์สินระดับลัทธิจานบินแล้ว จิมก็เริ่มจะมีสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับสาวก ไม่เว้นทั้งหญิงและชาย ถึงตรงนี้ทำให้ชีวิตคู่ของจิมกับมัลเซลีนเริ่มสั่นคลอน จิมเริ่มสร้างฮาเร็มขึ้นในหมู่สาวก และตั้งกฎพิศดารว่า สาวกต้องงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างสามีภรรยา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเหล่าสาวกอ่อนแอลง เด็ก ๆ จะถูกแยกออกมาจากพ่อแม่ ทุกคนต้องเทใจให้กับโบสถ์มากขึ้น ซึ่งมันก็ได้ผล เพราะสาวกหลาย ๆ คนร่วมมือร่วมใจทุ่มเทให้กับโบสถ์มากถึงขั้น ยอมสละทรัพย์สมบัติของตัวเองให้กับโบสถ์อย่างง่ายดาย

จิมบอกกับสาวกว่า พวกเขาจะถูกสังคมภายนอกอันชั่วร้ายกลั่นแกล้ง เขาตั้งตนเป็น “บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์” และอ้างตัวเป็นผู้นำสาสน์จากพระเจ้าว่า

“สุดท้าย ทุกคนจะได้พร้อมใจสละชีพพร้อมกัน เพื่อให้วิญญาณของทุกคนเป็นหนึ่งเดียว เราจะมีความสุขอันนิรันดร์ในดวงดาวใหม่อันไกลโพ้น”

ซึ่งจิมเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มากถึงขั้นจัดทำรายชื่อของคนที่ไม่เห็นด้วย และประจานคนเหล่านี้ว่าเป็นพวกนอกรีต ไม่มีศรัทธา


ในปี ค.ศ. 1973 เริ่มมีการต่อต้านทางโบสถ์ขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายใหญ่โต จิมได้ตัดสินใจวางแผนย้ายสาวกของเขาไปยังกีอาน่าที่อเมริกาใต้ และได้ก่อตั้งเมืองชื่อว่า “โจนส์ ทาวน์” ขึ้นบนพื้นที่กว่า 300 เอเคอร์กลางป่าลึก โดยสร้างวิหารเทวาลัยเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ โดยมีค่าใช้จ่ายสำหรับการเตรียมพื้นที่ถึงกว่าล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

โดยจิมบอกกับสาวกว่า ที่แห่งนี้ก็คือ ยูโทเปีย นั่นเอง ซึ่งเขาจะใช้ที่นี่เป็นที่เผยแผ่ความคิดดี ๆ ของเขาสู่สาวก เพื่อให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ดี อยู่อย่างเท่าเทียมกัน ด้วยความสงบสุข


พอถึงเวลาจริง ๆ ที่โจนส์ทาวน์สร้างเสร็จ จิมและสาวกก็ได้เริ่มย้ายเข้ามาอยู่จาก 50 ครอบครัว เพิ่มเป็น 100 ครอบครัว และขยายขนาดขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีผู้คนที่ศรัทธามากมายเดินทางมาขออยู่ร่วมกันในยูโทเปียแห่งนี้ถึงกว่า 1,100 คน ในปี ค.ศ.1978 เลยทีเดียว

และแน่นอน ในยุคเสรีชน เมื่อมีเมืองเสรีแบบนี้เกิดขึ้นมา ก็ย่อมจะมีเรื่องยาเสพติดทะลักเข้ามาในโจนส์ทาวน์ด้วย

พอจิมเริ่มจะติดยาไปกับสาวก จิมก็เสียคนทันที เขากลายเป็นคนชั่วร้ายมากกว่าจะเป็นคนดีมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงกับไปมีเรื่องกับชาวเมืองของตัวเองเป็นประจำ

ระบบการติดต่อสื่อสารของโจนส์ทาวน์นั้นมีเพียงไปรษณีย์และการสื่อสารด้วยวิทยุคลื่นสั้น ซึ่งถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ทำให้เนื้อแท้ของเมืองนี้ก็ไม่ต่างกับเมืองเผด็จการภายใต้การปกครองของจิม เขาแยกชายหญิงและเด็กไว้คนละเขต ตั้งคนผิวขาวไว้ดูแลเมือง ให้คนผิวดำทำงานใช้แรงงานเยี่ยงทาส และยังบังคับให้พวกเขาต้องเข้าพิธีในเวลากลางคืนยาวไปจนถึงย่ำรุ่งของอีกวันกันเลยทีเดียว แถมสุขอนามัยในเมืองก็ค่อนข้างแย่ เหล่าสาวกต้องเผชิญกับโรคภัยจากท้องถิ่น รวมถึงโรคระบาดสารพัด

จิมได้ตรากฎหมายขึ้นมากมาย ใครไม่ใส่ใจจดจำ หรือไม่ปฏิบัติตาม หรือใครที่จะหนีออกจากเมือง จะได้รับโทษอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังทรมาน ไปจนถึงการทรมานทางเพศอันวิปริต ไม่ว่าใครหน้าไหนที่คิดจะตีตัวออกห่าง หากถูกจับได้ก็จะนำมาทิ้งในบ่อที่เรียกชื่อว่า “โพรงแห่งความทุกข์ทรมาน” โดยจะนำมาโยนทิ้งที่นี่เวลาเที่ยงคืน และจะไม่มีใครได้พบหน้ากับคนเหล่านี้อีก

นานวันเข้า สาวกหลาย ๆ คนเริ่มจะเบื่อหน่าย เพราะจิมได้ติดตั้งลำโพงกระจายเสียงทั่วเมือง เผยแพร่คำสอนของเขาทั้งวันทั้งคืน จนพวกเขาเริ่มจะคิดว่าที่นี่มันไม่ใช่ยูโทเปียซะแล้วกระมัง มันกลายเป็นสถานที่อะไรซักอย่างที่มีหลวงพ่อนะจ๊ะมาคอยเป่าหูตลอดเวลา สวรรค์จริง ๆ มันคงไม่ใช่อะไรแบบนี้แน่ ๆ นี่มันโกหกกันชัด ๆ

ในปีนั้นเอง จิมก็ถูกจับข้าหาทำอนาจารต่อผู้ชายที่ชุมนุมเกย์มัคคาซาร์ปาร์ค ซึ่งเรื่องนี้ จิมได้ยอมเซ็นในเอกสารยอมรับผิด เพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องขึ้นศาล

ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่จิมได้พูดถึงพิธีการฆ่าตัวตายเพื่อชีวิตอันเป็นนิรันดร์ช่วงที่ยังไม่ย้ายมาในเมืองนั้น ตัวจิมเองก็ยังคงคิดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายหมู่อยู่ตลอดเวลา โดยจิมได้นัดให้สาวกในโบสถ์ซ้อมความเตรียมพร้อมในพิธีฆ่าตัวตายหมู่อยู่หลายครั้ง โดยครั้งแรกในการเตรียมตัวนี้ ถูกจัดขึ้นในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1976

โดยทุกครั้งในการทำพิธี จิมจะจัดสาวกจำนวน 30 คนมาร่วมการฉลองดื่มไวน์ และเมื่อทุกคนดื่มมันเสร็จ จิมก็จะบอกว่า “ในไวน์นี้มีพิษ พวกเราจะตายในไม่ช้า” ซึ่งแน่นอนว่าในตอนแรกนั้น ไม่มีใครตาย ซึ่งจิมได้ทำการซ้อมแบบนี้อีกหลายครั้ง โดยบางครั้งจะบอกล่วงหน้าว่ามียาพิษ และตรวจสอบว่าสาวกได้ดื่มไวน์ในแก้วจนหมดหรือไม่ เพื่อวัดความจงรักภักดีไปในตัวด้วย

ล่วงเลยมาจนถึงช่วงปี ค.ศ. 1977 หลังจากที่ย้ายมาอยู่ในโจนส์ทาวน์แล้ว การซ้อมพิธีฆ่าตัวตายนี้ก็ยังคงทำกันอยู่ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ว่ากันว่า จิมได้เรียกสาวกมาซ้อมทำพิธีนี้รวมกันกว่า 43 ครั้งเลยทีเดยว โดยจะให้สาวกรู้กันว่า วันไหนมีการเลื่อนเวรทำอาหาร จะเป็นสัญญาณบอกว่าพิธีซ้อมจะถูกเริ่มขึ้นจนกว่าจะจบ ถึงค่อยทำอาหารกันต่อ

โดยไม่รู้ว่าวันนั้นจะเกิดขึ้นมาจริง ๆ เมื่อไหร่…

ในปีนั้น เกรซ สโตน อดีตคนรักอีกคนหนึ่งของจิม ได้ตัดสินใจที่จะบอกให้โลกได้รู้ถึงความเป็นจริงเรื่องขบวนการลัทธิโบสถ์อุบาทว์นี้ว่ามันโสมมเพียงใด การเปิดเผยครั้งนี้ของเธอ ส่งผลให้อดีตสาวกที่เคยหนีออกมา และปิดปากตัวเองเงียบ เพราะกลัว ได้เกิดลุกฮือกันออกมาแจ้งความดำเนินคดี และฟ้องศาลกับจิม เท่านั้นยังไม่พอ เหล่าสาวกที่หนีออกจากโจนส์ทาวน์ก็ยังไปขอความช่วยเหลือจากสถานฑูตก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มมีการตั้งกลุ่มคนไม่เอาลัทธิของจิม โจนส์ขึ้นมา ถึงตรงนี้ แม้แต่รัฐบาลก็ถึงกับอยู่นิ่งไม่ได้ โดยนาย ลีโอ ไรอัน สมาชิกพรรคเดโมแครต จากซานฟรานซิสโก ได้ทำหนังสือถึงจิม เพื่อขอเข้าตรวจสอบโจนส์ ทาวน์ โดยอ้างว่า ได้รับการร้องเรียนจากอดีตสาวกและครอบครัวของสาวกที่ยังอยู่ในเมืองยูโทเปียนรกแห่งนั้น

จนในวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1978 นายไรอัน และผู้ติดตาม พานักข่าว อดีตสาวกโบสถ์มวลชน และญาติของสาวกที่ยังอยู่ในเมือง เช่าเครื่องบินเหมาลำเดินทางไปยังกีอาน่า เพื่อจะหาข้อมูลไปพูดในรัฐสภาว่าเรื่องจริง ๆ มันคืออะไรกันแน่ เพราะตอนนี้ชาวอเมริกันได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมากแล้ว

พวกเขาต้องเจรจาผ่านทนายกันหลายชั่วโมงมาก เพื่อให้เงื่อนไขการเข้าเยี่ยมในเมืองเป็นที่ตกลงกันว่าจะดูอะไร ได้แค่ไหน สุดท้าย ประตูเมืองโจนส์ ทาวน์ ก็ได้เปิดออก และพาพวกเขาเข้าไปข้างใน

ตอนแรกที่เริ่มเดินในเมือง มันก็ดูว่าสภาพแวดล้อมในเมืองก็ค่อนข้างจะสงบสุขดี ในสนามมีเด็กวิ่งเล่นไปมาสนุกสนาน พวกผู้ใหญ่ก็ทำงานในไร่กันอย่างขันแข็ง ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ไปบังคับชีวิตพวกเขาเลย

พอตกค่ำ จิมก็ได้จัดเลี้ยงผู้มาเยือนเป็นอย่างดีด้วยอาหารที่ผลิตได้เองในเมือง อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ทำให้กลุ่มของไรอันเริ่มจะเชื่อว่า สิ่งที่รับรู้มานั้นมันเป็นแค่ข่าวลือ ของจริงอยู่ตรงหน้านี่ไง ไม่เห็นมีอะไรเลวร้ายซักนิด

จนการเยี่ยมตรวจเมืองนี้ผ่านไปถึงวันที่ 4 นักข่าวที่ร่วมเดินทางไปด้วยนั้น เกิดเอะใจกับกระท่อมแห่งหนึ่ง ซึ่งลักษณะมันดูผิดปกติมาก เขาได้แอบเข้าไปดูว่าภายในของกระท่อมตรงนั้นมันมีอะไรกันแน่

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขา ทำให้นักข่าวคนนี้ถึงกับตะลึง เพราะในกระท่อมนั้นมีทั้งคนแก่ และคนเจ็บถูกจับให้นอนเรียงกันอยู่บนเตียงนอนเก่า ๆ เบียดเสียดยัดเยียดกันจนแน่น แถมกลิ่นในกระท่อมก็เหม็นเหมือนมีซากศพตาย แมลงวันบินไปมา และมีหนอนคลานตามพื้นมากมาย นักข่าวผู้นี้จึงพยายามจะถ่ายภาพเก็บไว้ แต่ปรากฎว่ายามได้มาพบเข้าเสียก่อน

นักข่าวได้รีบมาบอกเรื่องนี้แก่ทุกคนให้ทราบ ทำให้ไรอันรีบตั้งคำถามเรื่องนี้กับจิมให้เขาได้อธิบาย แต่ปรากฎว่าจิมกลับโวยวายกลับมาทันที ซึ่งบางกระแสอธิบายอาการของจิมตอนนี้ว่า เขาน่าจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เพราะฤทธิ์ยารักษาโรคเบาหวาน เพราะช่วงนั้นจิมมีอารมณ์แปรปรวนมาก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเสมอ ๆ

จนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1978 กลุ่มของนายไรอันจึงออกเดินทางกลับตามกำหนดปกติ ซึ่งการเดินทางกลับครั้งนี้ มีสาวกของลัทธิขอกลับด้วย 16 คน จนเมื่อถึงสนามบิน ในขณะที่ทุกคนกำลังจะขึ้นเครื่องนั้น จู่ ๆ หนึ่งในสาวกที่ขอเดินทางกลับด้วยคนหนึ่ง ชื่อว่า ลารี่ เลย์ตัน ก็ชักปืนออกมายิงกลุ่มของไรอัน และได้มีกองกำลังติดอาวุธออกมาล้อมเครื่องบินเอาไว้ จากนั้นก็ระดมยิง ส.ส.ไรอันกับกลุ่มผู้ผู้ติดตามจนเสียชีวิตทั้งหมด

ซึ่งจุดนี้ มีบางกระแสก็บอกว่า ส.ส.ไรอัน ได้แอบพาสาวกส่วนหนึ่งขึ้นเครื่องบิน และถูกกลุ่มไล่ล่าของจิม ตามมาสังหาร ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน ตอนนี้ คณะเดินทางทั้งหมดของไรอัน ก็เสียชีวิตทั้งหมดแล้ว

เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว ทำให้จิม โจน กับสาวกชั้นสูง ตกลงใจกันกระทำสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้กับเหล่าสาวกทุกคนในเมือง เพื่อให้สามารถรอดพ้นจากการจับกุมตัวของทางรัฐ นั่นก็คือ ตกลงใจจะพากันฆ่าตัวตายให้หมดทุกคน


โดย เพียง 40 นาทีหลังจากการรุมสังหารกลุ่มของนายไรอันจบลง จิมได้สั่งรวบรวมให้สมาชิกสาวกทั้งหมดในเมือง เข้าร่วมพิธี “ไวท์ไนท์” คืนสีขาว คืนสุดท้ายในโจนส์ทาวน์ ที่โลกจะต้องจดจำมันไปตลอดกาล

จากเทปบันทึกเสียงที่ถูกเปิดเผยภายหลังจากโศกนาฏกรรมนี้จบลง พบว่ามีการพูดคุยของจิมกับสาวกของเขาในช่วงพิธีดังนี้

จิมกล่าวว่า

“ถ้าพวกเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้ ก็ขอตายอย่างสันติดีกว่า”

และเสียงของคริสติน มิลเลอร์ กล่าวแย้งว่า
“ถ้าชีวิตเรายังไม่สิ้น เราก็ควรจะมีความหวัง”

จิมสวนกลับทันทีว่า
“ยังไงทุกคนก็ต้องตาย ไม่วันใดก็วันหนึ่งอยู่ดี !!!”

เท่านั้นก็มีเสียงตะโกนจากสาวกว่า ถูกต้อง ถูกต้อง !!!

คริสตินจึงขอว่า
“ถ้าอย่างนั้น ก็ปล่อยเด็ก ๆ ไปเถอะ !!!”

จิมตอบกลับว่า
“การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ เราต้องการจะไปจากโลกอันเส็งเคร็งนี้ไม่ใช่หรือไง !!!!”

จากนั้น เสียงปรบมือก็ดังขึ้น…..


จิมได้สั่งให้กลุ่มนางพยาบาลนำถังไซยาไนด์ออกมาผสมกับกลิ่นผลไม้ และเพื่อให้พิธีการนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ไร้เสียงงอแงของเด็กมารบกวน จิมก็ได้สั่งให้พยาบาลนำไซยาไนด์จำนวนหนึ่ง ฉีดให้กับเด็ก ๆ ในเมืองทุกคน จากนั้นก็ส่งยาพิษให้กับสาวกทุกคนร่วมดื่ม กลุ่มคนชราไม่ได้มีทีท่าตกใจอะไร พวกเขารอดื่มยาพิษนั้นอย่างสงบ คนที่ถึงคิวดื่ม ต่างก็ร่ำลาเพื่อน ๆ ญาติ ๆ ที่อยู่ด้วยกันก่อนจะดื่มยาพิษนั้น


บางคนก็เกิดอาการหวาดกลัว แต่ก็ไม่ได้โวยวายอะไร จนเวลาผ่านไปประมาณห้านาที ทุกคนก็เริ่มออกอาการทุรนทุรายค่อย ๆ ตายจากไปอย่างทรมาน

ส่วนบางกลุ่มก็พยายามหนีออกมา คนที่หนีไม่รอด ก็จะถูกสาวกคนอื่น ๆ จับตัวแล้วกรอกยาพิษให้ บางคนเรื่องมาก ก็จะถูกยิงทิ้งทันที

สาวกที่อยู่นอกเมืองก็พากันซดยาพิษตายตามอย่างพร้อมใจ นี่มันคือที่สุดของโศกนาฏกรรมที่โลกนี้พึงจะเกิดขึ้นได้เสียแล้ว

จากสาวกจำนวนกว่า 1,100 คน มีเพียง 167 คนที่หนีรอดพ้นความตายมาได้ และกว่า 914 คนที่เสียชีวิตนั้น กว่า 300 คน ถูกฆ่าโดยสาวกที่จงรักภักดี บ้างก็ถูกยิง บ้างก็ถูกบังคับให้กินยาพิษ และกว่า 270 ศพ เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งไม่สามารถระบุได้อย่างเป็นทางการว่าใครตายแบบไหนกี่คนกันแน่

ส่วน จิม วอร์เรน โจนส์ ก็ใช้ปืนพกยิงเข้าที่ศีรษะตัวเอง ตายตามไปเช่นกัน ทำให้คืนสีขาว ไวท์ไนท์ คือพิธีปิดม่านลัทธิอุบาทว์ของเขาอย่างน่าเวทนา เพราะสภาพภายในโจนส์ทาวน์ตอนนี้ เต็มไปด้วยซากศพชาวเมืองราวกับถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็ไม่ปาน
หลังจากอ่านจบแล้ว อย่าลืมทิ้งความเห็นกันไว้นะครับ

เรียบเรียงและบรรยาย โดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
แหล่งข้อมูลโดย
http://ohx3.exteen.com/20061117/jim-jones
http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=205702&chapter=228
http://listverse.com/2007/07/15/top-10-incredibl