ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 คริสติน เลอา ปาแปง พี่น้องสาวใช้สยองขวัญ !!!

สำหรับมิติที่ 6 เรื่องนี้ เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ซึ่งทำให้การออกเสียงชื่อบุคคล และสถานที่ จากภาษาเดิมผิดพลาดหลายจุด จึงขออภัยอย่างสูงมา ณ ที่นี้

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1933 ที่ประเทศฝรั่งเศสมีคดีสุดสยองขวัญสุดโด่งดังคดีหนึ่ง เมื่อมีการพบศพสองแม่ลูกถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต การสืบหาฆาตกรนั้น  แม้จะไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่ก็สุดแสนจะรังแกความรู้สึก และสุดท้ายเรื่องราวนี้ก็กลายเป็นตำนานสยองขวัญสั่นประสาทที่ถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสต์คดีฆาตกรรมวิปริตของฝรั่งเศส !!!

 ชมเรื่องนี้บนยูทูป
กดชมมิติที่ 6 คลิปเรื่องนี้บนยูทูปได้ที่ภาพ


ที่เมือง เลอมองส์ มีครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง อาศัยอยู่ทางตอนใต้ หัวหน้าครอบครัวนี้คือนาย "กุสตาฟ" เขาเป็นชาวนาขี้เหล้า ไม่ค่อยสนใจครอบครัว มีภรรยาชื่อ "เคลมองซ์" เป็นภรรยาที่ไม่ค่อยทำหน้าที่ดูแลบ้าน เธอเป็นคนสำส่อน บ้าผู้ชาย เธอไม่ได้รักกุสตาฟเลย ทั้งสองถูกบังคับให้แต่งงานเพียงเพราะเคลมองซ์พลาดไปมีลูกกับกุสตาฟทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ก็ไม่ได้พร้อมจะมีครอบครัวนั่นเอง

ทั้งสองมีลูกสาว 3 คน คนโตคือ "เอมิเลีย" ที่ลืมตาดูโลกเมื่อปี ค.ศ. 1901 เธอโตมาอย่างทุลักทุเล จากความไม่พร้อมของพ่อแม่ไม่นาน ในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1905 กุสตาฟและเคลมองซ์ ก็ได้ให้กำเนิด "คริสติน" อีกคน แต่ด้วยความขี้เกียจไร้สัญชาตญาณความเป็นแม่ เคลมองซ์ก็ได้ส่งตัวเอมิเลีย และคริสตินไปให้น้องสาวของกุสตาฟเลี้ยงแทน จนเวลาผ่านไปอีก 6 ปี "เลอา" น้องสาวอีกคนก็ได้ลืมตา ในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1911

ในปีนั้น กุสตาฟได้ข่มขืนเอมิเลียลูกสาวคนโตที่แวะเดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ เรื่องนี้ส่งผลให้เคลมองซ์ตัดสินใจหย่าขาดกับกุสตาฟทันที แต่มีผู้วิเคราะห์ว่า เคลมองซ์นั้นไม่ได้ตัดสินใจอย่ากับสามีเพราะเป็นห่วงสวัสดิภาพของลูกสาว แต่เป็นเพราะ ต้องการอยากจะสั่งสอนกุสตาฟที่ไม่ซื่อสัตย์กับเธอมากกว่า เพราะเอมิเลียกับคริสตินนั้น แทบไม่ได้ถูกเลี้ยงดูจากพ่อเลย ซึ่งหลังจากที่เคลมองซ์หย่ากับกุสตาฟแล้ว พวกเขาก็ส่งคริสตินกับเอมิเลียไปให้สถานเด็กกำพร้าเป็นผู้รับเลี้ยง ส่วนเลอา น้องคนสุดท้องก็ถูกส่งไปให้ญาติเลี้ยง ซึ่งภายหลังต่อมา เอมิเลียพี่คนโตก็ตัดสินใจบวชเป็นแม่ชี

คริสติน และเลอา ปาแปง

ต่อมาคริสตินก็อยากจะไปบวชเป็นชีตามเอมิเลียบ้าง แต่เคลมองซ์ผู้เป็นแม่ก็ไม่อนุญาต คริสตินจึงถูกรับตัวกลับมาพร้อมกับพาเลอามาเลี้ยงอย่างเข้มงวด เคลมองซ์บังคับให้คริสตินทำงานหาเงิน ด้วยการให้เธอไปทำงานหนัก ๆ ทำให้คริสตินเองนั้นรู้สึกเกลียดชังแม่ของเธอเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน คริสตินก็รู้สึกผูกพันธ์กันเลอามากขึ้น  เพราะไม่ว่าคริสตินจะถูกใครทำร้ายจิตใจ หรือทอดทิ้งเธอไป เธอก็จะเหลือเพียงเลอาที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเธอเอาไว้นั่นเอง ทำให้ทั้งสองไม่อยากจะแยกจากกัน คริสตินไปทำงานที่ไหน เลอาก็จะร้องขอไปทำงานด้วยเสมอ

บุคคลิกของคริสตินนั้น ออกจะมีลักษณะเหมือนจะมีอาการทางจิตแบบพวกหวาดระแวง หลอนประสาท มองโลกเลวร้าย ไม่ไว้ใจใคร ส่วนเลอากลับเป็นคนขึ้อาย ชอบวิตกกังวล ไม่เป็นตัวของตัวเอง ทำให้เวลาคริสตินไปทำอะไรที่ไหน เลอาก็จะต้องทำตามนั่นเอง

ต่อมาทั้งคริสติน และเลอา ได้ไปทำงานเป็นสาวใช้ในครอบครัวชั้นกลางในเมืองเลอมองค์ เพื่อหาเงินส่งให้กับแม่ของเธอ ทั้งคู่มีหน้าที่เหมือนสาวใช้ในฝรั่งเศสทั่ว ๆ ไป นั่นคือการทำความสะอาด ทำอาหาร ซึ่งทั้งสองก็ทำหน้าที่ได้ดี ไม่มีบกพร่อง แต่ด้วยค่าจ้างที่ไม่เพียงพอที่จะให้กับแม่ของพวกเธอ ทำให้ทั้งคู่ต้องเปลี่ยนที่ทำงานอยู่บ่อย ๆ


จนถึงปี ค.ศ. 1926 ทั้งคริสติน และเลอา ได้เข้าทำงานเป็นสาวใช้ให้กับครอบครัวลองซาแลง ครอบครัวนี้ประกอบไปด้วย "เรอเน่ ลองซาแลง" เป็นหัวหน้าครอบครัว เขามีอาชีพเป็นทนายความ อยู่กับ "ลีโอนี่ ลองซาแลง" เป็นภรรยา และมีลูกสาวชื่อ "เจนิเวฟ์" ทั้งสามอาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์เลขที่ 6 รู บรูแยซ์ เมืองเลอมองซ์ เป็นครอบครัวที่ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ พวกเขาใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข จนกระทั่งวันหนึ่ง เรอเน่ หัวหน้าครอบครัวมองว่า ตัวเขาเองไม่ค่อยมีเวลามากพอจะช่วยภรรยาดูแลบ้านได้ และไม่อยากจะเห็นภรรยาของตัวเองทำงานหนักมากไป จึงได้จ้างสองพี่น้องคริสติน และเลอา เข้ามาเป็นแม่บ้าน โดยตอนแรกเรอเน่ จ้างคริสตินมาทำงานเพียงคนเดียวก่อน และได้ตัดสินใจจ้างเลอาเข้าทำงานในภายหลัง

ซึ่งทั้งคริสติน และเลอา ก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีขาดตกบกพร่องอะไร อีกทั้งมาดามลองซาแลง ก็เป็นนายจ้างที่ปฏิบัติดีกับพวกเธอมากกว่านายจ้างคนก่อน ๆ ซึ่งแม้อะไร ๆ จะดีกว่าเดิม แต่สองพี่น้องเองก็ต้องทำงานหนักมาก โดยใช้เวลาทำงานวันละ 12 ถึง 14 ชั่วโมง ที่จะต้องคอยดูแลทำความสะอาดทุกส่วนของบ้าน ไหนจะงานอื่น ๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในแต่ละวัน ทำให้ทั้งสองมีวันหยุดเพียงครึ่งวันต่อสัปดาห์เพื่อเข้าโบสถ์เท่านั้นเอง

ในช่วงเวลาว่างอันน้อยนิดของคริสตินและเลอานั้น พวกเธอชอบที่ขลุกตัวอยู่ในห้องเล็ก ๆ ใต้หลังคาชั้นสามของบ้าน ด้วยการมีเพศสัมพันธ์ด้วยกัน ไม่เคยคิดจะออกไปไหน ไม่เคยแม้แต่จะไปงานเต้นรำ หรือร่วมงานเลี้ยงของกลุ่มอาชีพแม่บ้านคนอื่น ๆ เพื่อสร้างมิตรภาพกับใครเลย

ทั้งสองทำงานเป็นสาวใช้ระดับมืออาชีพ ทำงานดีไม่มีบกพร่อง ทั้ง ๆ ที่ได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด ซึ่งค่าแรงเหล่านี้ พวกเธอเองก็ไม่ค่อยจะได้ใช้ เพราะต้องส่งเงินไปให้แม่ของเธอทั้งหมด นายจ้างบ้านไหน ๆ ก็อยากได้พวกเธอทั้งสองเข้าทำงาน ซึ่งมองจากภายนอกมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ แต่ภายในจิตใจของทั้งคู่นั้น ก็เริ่มจะมีปัญหาทางบุคลิกภาพมากขึ้น

คริสตินเริ่มแสดงออกนิสัยแท้จริงหนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความขี้ใจน้อย ความหยิ่งยโส ส่วนเลอาก็หัวอ่อน ติดพี่สาวมากขึ้น จะทำอะไรก็ขอแค่ให้มีคริสติน โดยแสดงออกมาให้เห็นชัดเจนมากขึ้น แต่ข้อเสียพวกนี้กลับไม่ได้ถูกนายจ้างมองว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด ครอบครัวลองซาแลงก็ยังคงจ้างสองพี่น้องทำงานต่อไปเรื่อย ๆ โดยแก้ปัญหาการแสดงออกของทั้งคู่ด้วยการเขียนสั่งงานเป็นจดหมายแทนที่จะสั่งด้วยคำพูดแทน ซึ่งทำให้คริสตินและเลอา สามารถทำงานรับใช้บ้านนี้มาได้อย่างยาวนานถึง 7 ปี


ซึ่งในที่สุด ความอดทนทุกอย่างก็เริ่มจะมีรอยร้าว เมื่อมาดามลองซาแลง เริ่มเข้มงวดกับการทำงานของพวกเธออย่างเกินงาม มาดามมักจะทดสอบผลงานของพวกเธอเหมือนพวกงี่เง่า เช่น ใส่ถุงมือสีขาวลูบไปบนเฟอนิเจอร์เกือบทุกชิ้น ว่าสองพี่น้องสาวใช้ของเธอทำความสะอาดได้ดีหรือไม่ มีครั้งหนึ่ง มาดามถึงกับตะโกนด่าทั้งสองเพียงเพราะเลอาทำความสะอาดไม่หมด เรื่องนี้ทำให้คริสตินเริ่มมองว่ามาดามลองเซอแลงนั้น ทำตัวเหมือนแม่คนที่สอง แม่ที่เข้มงวด และเอาเปรียบ และคริสตินก็เริ่มระแวงว่า สาเหตุที่มาดามเป็นแบบนี้ ก็เพราะว่าเธออาจเริ่มรู้ความลับของสองพี่น้อง ที่แอบมีสัมพันธ์ทางเพศกันเสมอ ๆ ในบ้านของมาดาม และยังระแวงว่าเลอา กำลังจะปันใจไปให้กับเจนิเวฟ์ ลูกสาวของมาดามลองซาแลง ซึ่งมันก็ค่อยสะสมความเครียดให้กับคริสตินมากขึ้นเรื่อย ๆ

จนในที่สุด วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 ช่วงนั้น คริสตินอายุ 28 ปี แล้ว ส่วนเลอาก็อายุ 21 ปี ในวันนั้น มาดามลองซาแลงกับลูกสาว ได้ออกไปช็อปปิ้งนอกบ้าน และสั่งงานทั้งสองพี่น้องว่า ไม่ต้องเตรียมอาหารค่ำ เพราะมาดามกับลูกสาว มีนัดไปทานมื้อค่ำกับนายเรอเน่ หัวหน้าครอบครัวที่บ้านเพื่อน ทำให้พี่น้องสองสาวใช้ มีเวลาทำงานบ้านอย่างไม่ต้องรีบเร่ง และรีบเข้าห้องพักเพื่ออยู่ด้วยกันจนหลับไป โดยลืมเปิดไฟในบ้านก่อนนอน จนกระทั่งมาดามลองซาแลงและลูกสาวกลับมาถึงบ้านในช่วงเวลาประมาณห้าโมงเย็น มาพบว่าบ้านไม่ได้เปิดไฟ เธอจึงเดินขึ้นไปที่ห้องของสาวใช้ทั้งสอง เพื่อจะตำนิว่าทำงานบกพร่อง ซึ่งคริสตินที่อยู่ในห้องเดียวกับเลอา ทนฟังคำต่อว่านั้นไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

คริสตินได้พุ่งตัวเข้าหามาดามลองซาแลงจนตกบันไดลงมาถึงพื้น จากนั้นคริสตินก็ได้ตะโกนให้เลอาออกมาช่วยเธอ โดยสั่งให้เลอาช่วยเอาค้อนมาทุบตามตัวของมาดามลองซาแลง ส่วนคริสติน ใช้เหยือกดีบุกผสมตะกั่ว ตีหัวมาดามกับลูกสาวนับไม่ถ้วน คริสตินสั่งให้เลอา ควักลูกตาของเจนิเวฟ์ออกมา และใช้ค้อนทุบไปเรื่อย ๆ จนเจนิเวฟ์แน่นิ่งตายคาที่ จากนั้นก็ถกกระโปรงของเจนิเวฟ์ขึ้นคลุมหน้าของเธอไว้ ก่อนจะใช้มีดจ้วงแทงไปที่ต้นขาอีก ทั้ง ๆ ที่เธอเสียชีวิตไปแล้ว

ส่วนมาดามลองซาแลงเอง นอกจากจะถูกเลอาควักลูกนัยตาออกมาแล้ว เธอก็ยังคงถูกสองพี่น้องกระหน่ำตีไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังคงถูกกระทำอย่างทารุณต่อไปอีกพักใหญ่ จะเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง การฆาตกรรมอันป่าเถื่อนก็จบลง ทั้งคริสติน และเลอาจึงได้ทำความสะอาดเนื้อตัวของตัวเอง และทำความสะอาดบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นต่างก็ทานอาหารเย็นก่อนจะเข้านอนตามปกติซะอย่างนั้น….

สภาพศพของมาดามลองซาแลง และลูกสาว

ในเวลาต่อมาคุณผู้ชายของบ้าน นายเรอเน่ ลองซาแลง ได้กลับเข้ามาที่บ้าน เขาก็พบว่า บ้านถูกล็อกประตูจากด้านใน ไม่สามารถเข้าไปได้ เรอเน่จึงสั่นกระดิ่งเรียก และตะโกนเข้าไปในบ้าน ก็ไร้การตอบรับ เรอเน่เห็นท่าไม่ดี เพราะตัวบ้านนั้นมืดสนิท เขาแหงนมองขึ้นไปที่ห้องสาวใช้ ก็พบว่าที่ห้องนั้นมีแสงเทียนอยู่ แม้บ้านจะดูเหมือนไม่มีใคร แต่ทำไมจึงมีแสงเทียน แสดงว่ามันอาจเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่นอน

เรอเน่ตัดสินใจเรียกตำรวจ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจปีนเข้าทางหลังบ้าน พวกเขาใช้ไฟฉายส่องทางเดินผ่านห้องครัวซึ่งทุกอย่างก็ดูเรียบร้อยดี จนเมื่อได้ใช้ไฟฉายสาดส่องไปยังบริเวณตีนบันไดทางขึ้นไปยังชั้น 2 ของบ้านเท่านั้นเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด ถึงกับตกตะลึงแทบอ้วก เมื่อพบกับศพของสองแม่ลูกลองซาแลง ในสภาพน่าสยดสยอง ศพของทั้งสองมีสภาพน่าเวทนา พวกเธอถูกของแข็งทุบตีที่บริเวณใบหน้าจนเละ ไม่สามารถจำหน้าเดิมได้ อีกทั้งลูกนัยตาของทั้งสองก็ถูกควักออกมา โดยลูกนัยตาของเจนิเวฟ์ ตกอยู่ในบริเวณศพ ส่วนของมาดามลองซาแลงนั้น ลูกตาของเธอถูกห่อไว้ด้วยผ้าพันคอของเธอเอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบเดินขึ้นไปยังห้องของสาวใช้คริสติน และเลอา ด้วยหวังว่าจะพบตัวคนร้าย ที่อาจกำลังทำร้ายสองสาวใช้อยู่ก็เป็นได้ แต่เมื่อเปิดประตู ทั้งหมดก็ได้เห็นภาพคริสติน และเลอา สองพี่น้องอยู่ในสภาพเปลือยกาย กำลังร่วมรักกันอยู่ ทั้งคู่ตกใจรีบลุกขึ้นมานั่งกอดกัน ใบหน้าของพวกเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบสวนทั้งคู่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ศพข้างล่างนั่นใครทำ แล้วทำไมทั้ง ๆ ที่เกิดเหตุร้ายในบ้าน พวกเธอทั้งสองถึงกลับมีอารมณ์มาร่วมรักกันแบบนี้ ?

คริสติน และเลอา ปาแปง ก่อนขึ้นพิจารณาคดี

คริสติน และเลอา รับสารภาพในทันทีว่า พวกเธอเป็นคนลงมือฆ่าสองแม่ลูกลองซาแลงเอง โดยใช้อาวุธเป็นมีดทำครัว ค้อน และเหยือกน้ำทำจากดีบุกผสมตะกั่ว ที่ถูกพบในที่เกิดเหตุเป็นเครื่องมือ และไม่ได้แสดงท่าทีเสียใจ หรือสำนึกผิดอะไรกับสิ่งที่ทำไปเลยแม้แต่น้อย

ในวันถัดมา ข่าวการฆาตกรรมอันน่าสยดสยองนี้ก็เผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ไปทั่วฝรั่งเศส ผู้คนต่างประณามในสิ่งที่คริสตินและเลอาได้ทำไว้ บางคนก็วิเคราะห์ว่า การลงมืออันโหดเหี้ยมนี้เกิดจากความกดดันจากสภาพการทำงาน นักวิชาการบางคนเจาะลึกไปถึงประเด็นสังคม การตอบโต้ของชนชั้นกรรมกร ที่ยุค 1930 นั้น ไม่น่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ เพราะชนชั้นล่างนั้น ไม่มีทางจะกล้าตอบโต้ชนชั้นนายจ้างด้วยความรุนแรงแน่นอน อีกทั้งคดีนี้ ฆาตกรและเหยื่อก็เป็นผู้หญิงทั้งคู่ แถมฆาตกรก็เป็นพี่น้องกันเอง และมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วยกันแบบเลสเบี้ยนอีก สภาพเช่นนี้จึงถูกมองว่า พวกเธอน่าจะหมดความอดทนแล้วจริง ๆ แต่ก็ไม่น่าจะต้องทำกันถึงตายแบบนี้ หรือว่าเป็นเพราะพวกเธอมีความผิดปกติทางจิต ไม่ก็เป็นพวกวิปริตเลือดเย็นผิดมนุษย์ทั่วไป

ทั้งคู่บนแท่นจำเลย

ในวันที่ทั้งสองถูกควบคุมตัวขึ้นพิจารณาคดีที่ศาลในเดือนกันยายน ค.ศ. 1933 ฝูงชนมากมายต่างแห่กันมาร่วมชมการพิจารณาคดีกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งกว่าจะควบคุมความสงบได้ ก็กินเวลาไปกว่า 13 ชั่วโมง จากนั้นการพิจารณาคดีจริง ๆ จึงได้เริ่มขึ้น

พฤติกรรมในศาลของคริสตินนั้น เธอแสดงออกถึงอาการเอียงอาย หลบตาไปมา ส่วนเลอาดูเหม่อลอยเหมือนยังช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ เมื่อถูกสอบถาม เลอาเล่าว่า คริสตินได้ตะโกนเรียกให้เธอมาช่วยในช่วงที่เหยื่อกำลังต่อสู้ โดยคริสตินตะโกนว่า...

“ควักลูกตาของพวกมันออกมาซะ”


เลอาจึงจับนายจ้างทั้งสองกดลงกับพื้น ตะลุมบอนกันในขณะที่คริสตินเข้าไปในครัว แล้วคว้าอาวุธที่ใช้ฆ่าเหยื่อ นั่นก็คือค้อน มีด และเหยือกดีบุกผสมตะกั่ว ก่อนที่เลอาจะควักลูกตาของเหยื่อทั้งสองออกมา

ในศาลมีการโต้เถียงถึงอาการผิดปกติของทั้งสอง โดยทนายความได้ยกเรื่องการเลี้ยงดูอันผิดปกติของครอบครัวเธอ ความบ้าคลั่งที่ถูกถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกลับแจ้งผลตรวจทางจิตของทั้งสองพี่น้องว่าปกติดี โดยอ้างผลการทดสอบสติปัญญาของคริสตินว่าอยู่ในเกณฑ์ของคนปกติ ส่วนเลอาก็เพียงถูกพี่สาวครอบงำ และสรุปว่าทั้งสองเป็นพวกเลือดเย็น ไม่ได้เป็นคนบ้า


ผลการพิจารณาคดีนั้น คริสตินถูกพิพากษาโทษประหาร ซึ่งต่อมาได้ลดโทษลงเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเลอานั้นถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต และได้ลดโทษลงเหลือเพียงจำคุก 10 ปี และใช้แรงานหนักในคุกแทน เพราะศาลเมตตาเนื่องจากเห็นว่าเลอานั้นถูกครอบงำโดยพี่สาว

ในระหว่างจองจำนั้น คริสตินมีอาการแปลก ๆ เธอบอกว่าเธอเห็นภาพหลอน และไม่ยอมรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม เธอเอาแต่ร้องขอพบน้องสาวของเธอตลอดเวลา ซึ่งต่อมาในเดือนกรกฎาคม คริสตินเกิดคลุ้มคลั่ง ควักลูกนัยตาของตัวเองออกมา และพยายามจะฆ่าตัวตาย ศาลจึงเห็นควรว่าเธอเสียสติไปแล้ว จึงส่งตัวคริสตินเข้ารักษาตัวโรงพยาบาลประสาทในเมืองแรนส์ และคริสตินก็ได้เสียชีวิตในอีก 4 ปีต่อมาด้วยอาการเบื่ออาหาร ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1937

ส่วนเลอานั้น หลังจากที่แยกกับคริสติน เธอก็เริ่มเป็นตัวของตัวเอง เพราะหลุดพ้นจากการครอบงำของพี่สาวแล้ว เธอกลายเป็นคนขี้อาย อ่อนโยน อารมณ์ดี ซึ่งต่อมาเธอได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกเร็วขึ้น 2 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมดี หลังจากที่ออกจากคุกมาแล้ว เลอาก็ได้ย้ายไปอยู่กับแม่ของเธอ และทำงานเป็นแม่บ้านของโรงแรมในเมืองนองต์ ทางตอนใต้ของเมืองแรนซ์ โดยเลอาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ และใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข มีกระแสข่าวว่าเธอเสียชีวิตอย่างเงียบ ๆ ในช่วงปี ค.ศ. 1982 แต่ภายหลัง ผู้สร้างภาพยนตร์สารคดี "ออง เกว เดอ ซู ปาแปง" หรือ "การค้นหาสองพี่น้องปาแปง" ได้อ้างว่า เขาพบเลอายังมีชีวิตอยู่ในบ้านพักรับรองในประเทศฝรั่งเศส โดยเธอเป็นอัมพฤกษ์ เนื่องจากหลอดเลือดในสมองตีบตัน และไม่สามารถพูดได้ และเธอได้แสดงในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ด้วย โดยเลอาได้เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 2001 นั่นเอง

มีการนำภาพนี้มาเทียบกับภาพถ่ายของเลอาสมัยสาว ๆ พบว่า รอยหยักบริเวณใบหูนั้น ใกล้เคียงกันมาก หรือว่าเธอเป็นเลอา ปาแปง ตัวจริง ?

เรื่องราวของสองพี่น้อง คริสติน และเลอา ปาแปง นั้น สำหรับชาวฝรั่งเศสแล้ว มันคือแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์หลายเรื่อง อย่างภาพที่มิติที่ 6 นำเสนอก็มาจากภาพยนตร์เรื่อง "ซิสเตอร์ มายซิสเตอร์" ของเวนดี้ แคสเซลแมน หรือผู้กำกับชื่อดัง อย่าง ชอง ปีแอร์ ก็ได้นำเรื่องราวของสองพี่น้องมาสร้างเป็นภาพยนตร์เช่นกัน ในชื่อ "เมอเดอรัส เมดส์" และยังมีหนังสือออกมาอีกมากมาย


กลับมามองบ้านเราเอง ก็เคยมีคดีที่คนรับใช้ทำการฆาตกรรมนายจ้างมากมาย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการละเมิดความเป็นคนของนายจ้าง ใช้งานเยี่ยงทาสเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมิติที่ 6 เอง อยากให้เรื่องราวของคริสติน และเลอา ปาแปง เป็นอุทธาหรณ์ในการให้คุณค่าความเป็นคน แก่คนทำงานกันให้มากขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วยความตาย เหมือนคุณนายและลูกสาวของบ้าน... "ลองซาแลง"



อ่านจบอย่าลืมกด Like กด Share ทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
รวบรวมข้อมูลจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Christine_and_L%C3%A9a_Papin
http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=676433&chapter=43
ภาพยนตร์ Sister My Sister