ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 มาเรีย มาเต็น คดีฆาตกรรมสยองขวัญในโรงนาสีแดง (Red Barn Murder)

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ ขอพาท่านกลับไปในยุคปี ค.ศ. 1828 กับคดีฆาตกรรมที่ถูกคลี่คลายด้วยพลังความแค้นของวิญญาณ "กระนั้นหรือ ?"

 ไปชมบนยูทูป - มิติที่ 6 มาเรีย มาร์เต็น คดีฆาตกรรมสยองขวัญในโรงนาสีแดง !!!
ชมเรื่องนี้บนยูทูป

เนื่องจากคลิปเรื่องมาเรีย มาร์เต็น นี้ข้อมูลค่อนข้างเก่ามาก ถึงขั้นไม่มีภาพถ่ายให้เห็นเลย ทางมิติที่ 6 จึงได้นำภาพยนต์คลาสสิค และภาพวาดในข่าว กับโปสเตอร์หนังที่เนื้อเรื่องไม่ค่อยตรงกับคดี มาประกอบ อาจทำให้อรรถรสในการชมเสียไปบ้าง ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

เมือง พาลสเตด


ในปี 1827 ที่หมู่บ้านพาลสเตด (Palstead) ประเทศอังกฤษ จากคดีการหายตัวไปอย่างลึกลับของหญิงสาวคนหนึ่ง กลายเป็นคดีฆาตกรรมที่เริ่มจากการหายตัวไปของเธอ การค้นหาที่ไม่มีอะไรคืบหน้า จนกระทั่งคืนหนึ่ง เงื่อนงำที่ไม่น่าจะนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานอะไรได้เลย กลับกลายเป็นข้อมูลแรก ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้ในที่สุด !!!

ภาพวาดของมาเรีย มาร์เต็น

มาเรีย มาร์เต็น (Maria Marten) เกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1801 เป็นลูกสาวของนายโธมัส มาร์เต็น ผู้ทำอาชีพจับตัวตุ่นขาย และมีแม่เลี้ยงใจร้ายคอยจะหาเรื่องเอาความเธออยู่เสมอ ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านพาลสเตด เมื่องซัฟโอล์ค ประเทศอังกฤษ มีฐานะค่อนข้างยากจน ซึ่งตัวมาเรียเองก็ไม่ได้เป็นคนที่มีหน้าตาดีอะไร เพียงแต่เธอมักชอบทำตัวเป็นคนมีรสนิยมสูง พยายามเข้าหากลุ่มสังคมของคนมีเงิน เพียงเพราะหวังที่จะได้พบเจอกับผู้ชายมีฐานะดี ๆ ซักคน เพื่อจะได้หลุดพ้นจากชีวิตอันยากลำบากของเธอเสียที ซึ่งความพยายามนี้ ก็ทำให้เธอได้พบกับ วิลเลี่ยม คอร์เดอร์ ลูกชายคนที่ 3 ของครอบครัวเกษตรกรผู้มีอันจะกินของหมู่บ้าน ซึ่งตอนนั้น วิลเลี่ยม อาศัยอยู่เพียงตัวคนเดียว เพราะพ่อแม่พี่น้องของเขา ต่างก็เสียชีวิตกันไปหมดแล้ว ซึ่งนั่นทำให้วิลเลี่ยม คอร์เดอร์ กลายเป็นคนมีฐานะที่ไม่มีภาระ ไม่มีพ่อแม่พี่น้อง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้สาว ๆ ในย่านนั้น หมายปองเขาจนแทบจะแย่งกัน

วิลเลี่ยม คอร์เดอร์

ซึ่งถ้าจะสืบค้นประวัติของวิลเลี่ยมให้ลึกลงไปนั้น สาเหตุที่เขาอยู่ดีมีสุขเพียงคนเดียว ก็เพราะความขี้โกงของเขา วิลเลี่ยมนั้นมีนิสัยเป็นอันธพาล ปลิ้นปล้อน ตลบแตลง เคยปลอมลายเซ็นต์ของพ่อตัวเองไปเชื่อซื้อผลผลิตเกษตรกรรมจากชาวบ้านก่อน จากนั้นก็หายตัวไปโดยไม่จ่ายเงินค่าของ จนทางบ้านต้องเนรเทศเขาให้ไปอยู่ที่ลอนดอนเพื่อให้เรื่องเงียบ พอกลับมาที่โพลสเตดอีกครั้ง ที่บ้านของเขาก็เกิดเหตุสลด ทั้งพ่อและพี่ชายของเขาต่างก็เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ทำให้ทรัพย์สินทั้งหมด ตกมาอยู่ที่เขา ทำให้วิลเลี่ยม คอร์เดอร์ กลายเป็นเศรษฐีใหม่ในโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

มาเรียเองก็เป็นหนึ่งในหลาย ๆ คนนั้น เธอพยายามเข้าหาวิลเลี่ยมด้วยวิธีการพลีกายให้กับวิลเลี่ยมเพื่อจะได้จับเขาไว้ให้อยู่ในมือ ซึ่งมาเรียเองมักจะชวนวิลเลี่ยมเข้าไปพลอดรักกันในโรงนาขนาดใหญ่บนเนินเขาบาร์นฟิลด์ มันเป็นโรงนา ยุ้งฉางที่ก่อสร้างด้วยไม้ มุงกระเบื้องหลังคาสีแดง ยามเมื่อพระอาทิตย์สาดแสงยามเย็นพาดผ่านที่นี่ จะทำให้มันมองดูราวกับว่า เป็นโรงนาที่ถูกอาบไปด้วยสีแดง จนชาวบ้านที่นี่ ต่างก็เรียกสถานที่นี้ว่า "โรงนาสีแดง"

ภาพสเก็ตช์โรงนาสีแดง บนหนังสือสมัยนั้น

มาเรียพบกับวิลเลี่ยมเช่นนี้บ่อยครั้งจนกระทั่งทั้งสองมีอะไรกัน และมาเรียก็ได้ตั้งครรภ์ขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้ ทำให้มาเรียพยายามกดดันให้วิลเลี่ยมแต่งงานด้วย แต่ไม่ว่ายังไง วิลเลี่ยมก็แกล้งทำเป็นเฉยจนถึงวันที่เธอต้องคลอดลูกออกมา แล้วจู่ ๆ ลูกของเธอก็เสียชีวิตไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ

มาเรียที่พบว่าลูกของตัวเองเสียชีวิตไปอย่างมีเงื่อนงำ ก็มองว่าสาเหตุน่าจะมาจากวิลเลี่ยมที่อาจจะแอบลอบสังหารลูกของเธอ ทำให้เธอกล่าวโทษเขาว่าเป็นตัวการแน่ ๆ แต่ก็ไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้มาจัดการกับเขาแต่อย่างใด มาเรียกลับใช้เรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อบังคับให้วิลเลี่ยมต้องแต่งงานกับเธอเพื่อชดใช้สิ่งที่ทำไปทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่า มาเรียทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการจะได้วิลเลี่ยมมาเป็นสามี เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากสภาพความยากจนนั่นเอง

ส่วนทางวิลเลี่ยมเองนั้น แท้ที่จริงแล้ว เขาเองไม่เคยอยากจะแต่งงานกับมาเรียเลย เพราะตัวเขาคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องดีที่จะเอาผู้หญิงยากจนอย่างมาเรีย มาอยู่ร่วมสังคมอีกชนชั้นที่เขาเป็นอยู่ แต่อยู่ดี ๆ วิลเลี่ยมก็เปลี่ยนใจ บอกกับมาเรียว่า จะให้เป็นอย่างที่มาเรียต้องการก็ได้ ยังไงให้มาพบกันตอนเย็นเพื่อปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี

จนกระทั่งวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1827 อยู่ดี ๆ มาเรียก็หายตัวไปเฉย ๆ อย่างไร้ร่องรอย จนหลายเดือนผ่านไปทางพ่อของมาเรียเองก็เริ่มสงสัยว่ามาเรียหายไปไหน เพราะมาเรียไม่ได้ส่งข่าวมาหลายเดือนแบบนี้ มันต้องเกิดอะไรบางอย่างที่ไม่น่าจะใช่เรื่องดีแน่ ๆ โธมัส มาร์เต็น พ่อของมาเรียเองก็พอจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมาเรียกับวิลเลี่ยมอยู่บ้าง และมาเรียน่าจะอาศัยอยู่กับวิลเลี่ยมหรือเปล่า เขาจึงเดินทางมาหาวิลเลี่ยมเพื่อสอบถามเรื่องราวของมาเรียว่าตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง ยังอยู่ดีหรือเปล่า ซึ่งคำตอบของวิลเลี่ยมนั้นกลับบ่ายเบี่ยงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ โธมัสจึงเกิดความโมโห ถึงกับขู่วิลเลี่ยมว่า เขารู้ว่ามาเรียชอบมาอยู่กับวิลเลี่ยมเสมอ ๆ ถ้าไม่ยอมตอบอะไร ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวแบบนี้เขาจะแจ้งเรื่องนี้ให้กับทางการรู้ก่อนที่จะเดินทางกลับไปด้วยความโมโห

เวลาผ่านไปไม่นาน วิลเลี่ยมจึงเดินทางมาหาโธมัสพร้อมทั้งยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้กับโธมัส โดยบอกว่าเขาเพิ่งได้รับจดหมายฉบับนี้มาเมื่อเช้า จึงรีบเดินทางมาหาเพื่อส่งมันให้โธมัสดู ซึ่งในจดหมายมีข้อความสั้น ๆ แจ้งว่า ตอนนี้มาเรียเธอได้พบกับคนรักคนหนึ่ง และได้ตกลงใจจะเดินทางไปกับชายคนนั้น โดยเธอกับเขาคนนั้นจะไปใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขที่เกาะไวท์ที่อยู่ห่างไกลออกไป และขอโทษทุกคนเป็นอย่างมากที่ไม่ได้บอกข่าวนี้ให้ทราบ และทิ้งท้ายว่าไม่ต้องเป็นห่วงเธอ ซึ่งในจดหมายนั้น ก็ได้สอดเงินปึกใหญ่มาด้วยปึกหนึ่ง โดยระบุว่าให้นำเงินนี้ส่งให้กับโธมัส พ่อของเธอด้วย

เมื่อเรื่องราวมันเป็นเช่นนี้ ก็แสดงว่ามาเรียเธอมีความสุขดีไปแล้ว โธมัสจึงเบาใจ และวิลเลี่ยมเองก็ทำท่าดูเหมือนจะทำใจกับเรื่องนี้ได้และได้ขอตัวกลับบ้านไป

ถ้าเหตุการณ์ทุกอย่างมันราบรื่นเรียบง่ายแบบนี้ มันก็คงจะดี ลูกสาวพบรักใหม่ ได้ไปแต่งงานกับหนุ่มร่ำรวย เสวยสุขอยู่ในเกาะส่วนตัวอย่างนั้นหรือ ?

เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี คืนหนึ่งของเดือนเมษายน ค.ศ. 1828 ภรรยาคนที่สองของโธมัส เธอชื่อว่า นางมัวร์ แม่เลี่ยงของมาเรีย ได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยอาการตกใจผสมหวาดกลัว เมื่อเธอตั้งสติได้ก็รีบปลุกโธมัสที่นอนอยู่ด้วยข้าง ๆ ให้ตื่นขึ้นมา โธมัสตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียปนหัวเสียนิดหน่อย ถามกับนางมัวร์ว่าเกิดอะไรขึ้น นางมัวร์ตอบกับเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า เมื่อสักครู่นั้น เธอฝันร้ายมาก เธอฝันว่าตัวเธอนั้นยืนอยู่ในโรงนาสีแดงคนเดียว และจู่ ๆ ขณะที่เธอกำลังมองไปรอบ ๆ โรงนานั้น มาเรียก็โผล่ขึ้นมา ในฝันนั้น ร่างของมาเรียอาบโชกไปด้วยเลือด และพยายามบอกกับนางมัวร์ว่า เธอถูกวิลเลี่ยมฆ่าตาย แล้วฝังร่างของเธอเอาไว้ใต้ดินมุมหนึ่งของโรงนา และยังขอให้นางมัวร์ช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชีวิตของเธอด้วย

วิญญาณมาเรียตามคำบอกเล่า

โธมัสได้ยินเรื่องราวจากภรรยาเช่นนั้น ก็บอกกับนางมัวร์ว่า มันเป็นเรื่องเหลวไหล มันเป็นเพียงความฝันเท่านั้น เพราะเขาเองก็มั่นใจว่าตอนนี้มาเรียได้ออกเรือนไปอยู่ที่เกาะไวน์กับเศรษฐีหนุ่มที่นั่นแล้ว เงินทองก็เคยส่งมาให้ตั้งเยอะแยะ แต่นางมัวร์กลับตอบโธมัสว่า จริง ๆ แล้วเธอฝันแบบนี้ซ้ำ ๆ มาสามวันแล้ว มันประหลาดเกินไปหน่อยไหม ทำให้โธมัสตอบรับกับนางมัวร์เพื่อความสบายใจว่า เดี๋ยวจะพาคนไปช่วยกันขุดค้นตามจุดที่นางมัวร์บอกก็ได้ ถ้ามันไม่มีอะไร ก็จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย

วันต่อมา โธมัสจึงเกณฑ์เพื่อนบ้านไปที่โรงนาสีแดงแห่งนั้น และได้ทำการขุดดินจุดที่นางมัวร์ยืนยันว่าได้ฝันเห็นมาเรียมาบอกว่าเธอถูกฝังอยู่ ที่นั่นเป็นมุมหนึ่งของโรงนาสีแดง ที่ไม่มีร่องรอยการกลบฝังใด ๆ เลย พวกชาวบ้านกับโธมันก็เริ่มขุดดู ซึ่งเวลาผ่านไปไม่นาน พวกเขาก็ขุดดินลึกลงไปเพียงประมาณ 50 เซนติเมตรเท่านั้น ทั้งชาวบ้านและโธมัสต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน

เพราะพวกเขาได้พบกับกระสอบใบใหญ่ ที่ข้างในดูเหมือนจะมีอะไรอยู่ เมื่อขุดจนสามารถยกกระสอบใบนั้นขึ้นมาได้ จึงช่วยกันแกะดู เท่านั้นแหละ ทุกคนที่ตกตะลึงกันอยู่แล้วในตอนแรก ถึงกับขนหัวลุกซู่

พวกเขาพบร่างหญิงสาวในสภาพเน่าเปื่อยผุพัง ถูกยัดอยู่ในกระสอบใบนั้น

โธมัสรีบแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รีบมาตรวจสอบ ซึ่งผลการชันสูตรก็บ่งชี้ว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคือมาเรีย มาร์เต็น ลูกสาวของโธมัสนั่นเอง โดยระบุสาเหตุการตายของเธอว่า เธอถูกยิงด้วยปืนลูกซองสั้นขนาดเล็กเข้าที่ศรีษะ

เมื่อเหตุการณ์กลายเป็นแบบนี้ ทั้งโธมัส และเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างก็พุ่งเป้าคนร้ายไปที่วิลเลี่ยมทันที เพราะคนที่น่าสงสัยที่สุดที่นำจดหมายแจ้งข่าวของมาเรียมาบอกโธมัสนั้น มันชัดเจนจนไม่ต้องจับมือใครดมให้เสียเวลา วิลเลี่ยมจึงถูกจับกุมตัวทันทีในข้อหาฆาตกรรม เพราะหลักฐานมันฟ้องมาที่เขาอย่างไม่ต้องสงสัย

ภาพสเก็ตช่วงที่มาเรียถูกยิง

วิลเลี่ยมจึงถูกนำตัวขึ้นศาลของโพลสเตด ซึ่งจัดการสอบสวนคดีที่โรงแรมในย่านนั้น คดีนี้มีผู้คนให้ความสนใจขอเข้าไปสังเกตการณ์จำนวนมาก จนถึงกับต้องจัดทำตั๋วเพื่อเข้าชมการสอบสวน ไม่ใช่เพราะมันเป็นคดีสะเทือนขวัญทั่วไป แต่เพราะว่า คดีนี้มันแปลกประหลาดลึกลับเหนือธรรมชาติ มีอย่างที่ไหนกัน จับคนร้ายได้เพราะมีวิญญาณมาเข้าฝันบอก นี่มันประเทศอังกฤษนะ ถ้าเป็นเมืองไทยก็ว่าไปอย่าง !!!

ภาพสเก็ตแสดงว่าเธอถูกนำไปฝัง

วิลเลี่ยมถูกนำตัวขึ้นเบิกความด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นคนสังหารมาเรีย มาร์เต็น  แต่วิลเลี่ยมกลับให้การณ์ปฏิเสธ ไม่รู้เรื่องกับการตายของเธอ และพยายามชี้ประเด็นไปที่ความอ่อนของหลักฐาน เพราะซากศพของมาเรียที่พบมันเน่าเปื่อยไปจนไม่เหลือหลักฐานอะไรที่จะมาบางชี้ว่าเขาจะเป็นคนร้ายได้เลย แล้วเรื่องอะไรที่จะเอาหลักฐานพยานจากปากคำของนางมัวร์ ที่บอกว่าฝันเห็นมาเรียมาชี้ว่าตัวเขาคืนคนร้าย มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ ?

ซึ่งศาลก็ไม่ได้คล้อยตามวิลเลี่ยมเลยแม้แต่น้อย เพราะทางอัยการเบิกความว่า แท้ที่จริงแล้ว ปากคำของนางมัวร์ที่บอกเบาะแสของมาเรียว่าถูกใครฆ่า มันไม่มีน้ำหนักอะไรอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ชี้ชัดจริง ๆ ว่าวิลเลี่ยมคือฆาตกรตัวจริง มันอยู่ที่ผลการชันสูตรศพจากแพทย์ ทั้งจดหมายปลอมที่วิลเลี่ยมอ้างว่าได้รับจากมาเรีย ไหนจะรอยนิ้วมือแฝงที่พบบริเวณเสาของโรงนา ณ จุดเกิดเหตุ และที่สำคัญก็คือ เรื่องนี้ มีพยานพบเห็นว่าในวันเกิดเหตุนั้น เขาเห็นวิลเลี่ยมถือปืนเดินออกมาจากโรงนาต่างหาก !!

วิลเลี่ยมได้ยินดังนั้น ก็พยายามจะแก้ตัวว่า จริง ๆ วันนั้นเขาเป็นเพียงคนโชคร้าย ที่อยู่ในเหตุการณ์ฆ่าตัวตายของมาเรียต่างหาก เพราะว่าเขากับมาเรียมีปากเสียงกันเรื่องที่เธอหาว่าเขาเป็นคนฆ่าลูกของเธอ ทำให้มาเรียพยายามแย่งปืนมาจากเขา แล้วเกิดพลาดลั่นไกใส่ตัวเอง มันเป็นอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ตั้งใจซักหน่อย

คณะลูกขุนได้ยินคำแก้ต่างจากวิลเลี่ยมดังนั้น จึงประชุมกันประมาณครึ่งชั่วโมง โดยใช้ข้อมูลจากหลักฐาน พยานแวดล้อมที่ชี้ชัดและมีน้ำหนักมากกว่าคำพูดลม ๆ ของวิลเลี่ยม ทำให้คณะลูกขุนทั้งหมดลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า วิลเลี่ยมผิดจริง และเขาจะต้องได้การพิพากษาโทษคือประหารชีวิต ด้วยวิธีการแขวนคอต่อหน้าประชาชน

ภาพวาดวันประหารนายวิลเลี่ยม

เมื่อถึงวันประหาร วันนั้นตรงกับวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1828 วิลเลี่ยมถูกนำตัวขึ้นไปที่แท่นแขวนคอ กลางลานเรือนจำเบอรี่ เซนต์ เอดมันส์ โดยมีคนเข้าชมการประหารของเขามากมายหลายหมื่นคน ในขณะที่เพชรฆาตกำลังจะสวมผ้าคลุมศีรษะให้กับเขา วิลเลี่ยมได้พูดประโยคสุดท้ายออกมาว่า

“ผมผิดเอง การตัดสินครั้งนี้มันยุติธรรมแล้ว ผมสมควรได้รับโชคชะตานี้ ขอให้พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดเมตตาต่อวิญญาณของข้าน้อยด้วย”

หลังจากการประหารวิลเลี่ยมจบลงไปแล้วนั้น ชาวบ้านต่างตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคดีนี้ว่าไปต่าง ๆ นา ๆ ไม่ว่าจะเรื่องความฝันของนางมัวร์ ที่จริง ๆ แล้ว นางมัวร์นั้นเป็นแม่เลี้ยงที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับมาเรียเท่าไหร่นัก แล้วทำไม แทนที่มาเรียจะพยายามเข้าฝันโธมัสพ่อของตัวเอง กลับมาเข้าฝันแม่เลี้ยงของเธอได้ ? และทำไมมาเรียจึงไม่เข้าฝันนางมัวร์เสียตั้งแต่ตายใหม่ ๆ ล่ะ กลับทิ้งเวลาไปเป็นปี มันไม่นานไปหน่อยหรือ ? และจดหมายปลอมที่วิลเลี่ยมสร้างขึ้นมานั้น ทำไมต้องแนบเงินปึกใหญ่มาด้วย หรือเพราะวิลเลี่ยมเอาเงินตัวเองมาใส่ไว้ เพื่อให้ทุกอย่างมันจบแบบง่ายๆ กันแน่ ?

ซึ่งก็มีหลายคนคิดคำตอบในเรื่องความฝันของนางมัวร์ว่า แท้ที่จริงแล้ว นางมัวร์อาจรู้เห็นกับฆาตกรรมครั้งนี้ เธออาจบังเอิญไปประสบเหตุโดยไม่ได้ตั้งใจ และได้ใช้เรื่องนี้คอยแบล็คเมล์วิลเลี่ยมตลอดมา ทำให้วิญญาณของมาเรียที่สงบที่โรงนาไม่เคยน้อยใจอะไร จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานจนวิลเลี่ยมมั่นใจว่าศพของมาเรียน่าจะผุพังย่อยสลายไปหมดแล้วหรือไม่ก็เงินหมด หาเงินมาให้นางมัวร์ไม่ไหว จึงแข็งข้อไม่ส่งเงินให้นางมัวร์ ทำให้วิญญาณของมาเรียเกิดเฮี้ยนขึ้นมา เพราะนางมัวร์ดัดหลังวิลเลี่ยมด้วยการเปิดเผยความจริง โดยอาศัยอุบายว่าตัวเองนั้นฝันเห็นมาเรียดังกล่าวก็เป็นได้

แล้วท่านผู้ชมล่ะ คิดว่าอย่างไร ?

หลังจากอ่านเรื่องราวจบแล้ว อย่าลืมคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ

ชมคลิปจากมิติที่ 6 ได้ที่นี่

บรรยายและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
แหล่งข้อมูลโดย