ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 เอลิซ่า แลม ปริศนาการเสียชีวิตสุดลี้ลับสยองขวัญ



ค.ศ. 2013  ณ นครลอสแองเจอลิส ได้เกิดคดีปริศนาที่แม้ว่าตอนนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะประกาศปิดคดีไปแล้วก็ตาม แต่หลักฐานวีดีโอในวันสุดท้ายของเธอ ผู้หญิงที่แสดงทีท่าแปลกประหลาดหน้าลิฟท์ของโรงแรมแห่งนั้น ยังคงสร้างความคลางแคลงใจ ให้กับบรรดานักวิเคราะห์คดีชาวไซเบอร์มาจนถึงทุกวันนี้

ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013  ร่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย จากแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา  ชื่อของเธอคือ "เอลิซ่า แลม" หญิงสาวชาวจีน อายุ 21 ปี  ได้ถูกพบเป็นศพอยู่ในแทงค์น้ำของโรงแรมเซซิล ในย่านดาวน์ทาวน์ของลอสแองเจอลิส หลังจากที่มีการรายงานว่า เธอได้สูญหายไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือน โดยเธอถูกพบโดยช่างประปาของโรงแรมที่ได้รับรายงานว่าระบบน้ำในโรงแรมมีปัญหา



คดีของเธอเป็นที่สนใจเป็นวงกว้างขึ้นมาก็เพราะในช่วง 5 วันหลังจากเกิดเหตุสลดดังกล่าว ตำรวจลอสแองเจอลิส ได้เผยแพร่ภาพจากวีดีโอวงจรปิดของโรงแรมในวันสุดท้ายก่อนที่เธอจะหายตัวไป ซึ่งกล้องที่ถ่ายภาพวีดีโอดังกล่าวนั้น เป็นกล้องวงจรปิดที่ถูกติดตั้งอยู่ในลิฟท์ของโรงแรม ซึ่งภาพฟุตเทจที่เผยแพร่นั้น มีการตั้งข้อสังเกตว่า เอลิซ่า แลมนั้น ได้เดินเข้า ออกลิฟท์ตัวนั้นไปมาอยู่หลายรอบ และมีทีท่าแปลก ๆ เหมือนเธอกำลังพยายามพูดคุยอยู่กลับใครสักคนนอกลิพท์ บางช่วงก็จะเห็นว่าเธอพยายามหลบซ่อนตัวในลิฟท์ หรือแม้แต่เรื่องลิฟท์ที่อาจชำรุด ซึ่งวีดีโอชิ้นนี้ ได้ถูกนำไปโพสต์ลงบนอินเตอร์เน็ต โดยมีผู้ชมจำนวนมาก ตั้งข้อสังเกตไปที่ท่าทีของเอลิซ่าที่ดูมีอาการกระวนกระวาย ทำท่าทางผิดปกติจนน่ากลัว บ้างก็อธิบายว่า มันเป็นเรื่องอาถรรพ์ ไปจนถึงบอกว่าเธอมีอาการของ “โรคสองขั้ว” หรือ “โรคไบโพล่าร์” และบางกระแสก็ตั้งขอสังเกตว่าตัวคลิปดังกล่าว เหมือนถูกตัดต่อบางช่วงเวลาออกไป


ในช่วงที่ร่างของเธอถูกพบนั้น หลายคำถามถูกตั้งขึ้นมาว่า บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับอาถรรพ์คดีฆาตกรรมที่เคยเกิดขึ้นมากมายในโรงแรมเซซิลก็เป็นได้ โดยร่างไร้วิญญาณของเอลิซ่า แลมที่ถูกพบในที่เกิดเหตุนั้นอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า เสื้อผ้าของเธอนั้นก็ลอยอยู่ใกล้ๆ ศพของเธอ เจ้าหน้าที่ในลอสแองเจอลิสได้ใช้เวลาถึง 4 เดือน ในการสืบคดี โดยได้สรุปผลการชันสูตรศพของเอลิซ่า แลมออกมาว่า ไม่พบร่องรอยการบาดเจ็บ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใด ๆ และเธอเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ และเหล่าแขกของโรงแรมเซซิลนั้น ก็พากันฟ้องร้องทางโรงแรมที่ปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้น ส่วนพ่อแม่ของเอลิซ่าก็ฟ้องร้องแยกต่างหาก จนคดีที่ฟ้องนี้สิ้นสุดลงไปแล้วในปี ค.ศ. 2015

มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการที่เกิดขึ้นกับเอลิซ่า แลมนั้น คล้าย ๆ กับพล็อตเรื่องของหนังสยองขวัญเรื่อง ดาร์ก วอร์เทอร์ เป็นอย่างมาก และในเวลาต่อมา เรื่องราวของเธอก็ถูกนำมาดัดแปลงสร้างเป็นหนังสยองขวัญของฮ่องกงเรื่อง “ฮังกรี้โกสต์ริชวล” ซึ่งกำกับโดยหลิว ฮาว โดยนำเสนอแง่มุมชีวิตของเธอ นำแสดงโดย เกา หยวนหยวน นักแสดงสาวสุดฮ็อตของฮ่องกง และจะถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนต์ฮอลิวูดในชื่อ “เดอะบริงกิ้ง” โดยค่าโซนี่ พิคเจอร์ อีกด้วย

เอลิซ่า แลม เธอคือลูกสาวของครอบครัวที่อพยพจากฮ่องกง ที่มาตั้งถิ่นฐานเปิดร้านอาหารที่แวนคูเวอร์ แถวชานเมืองเบอนาบี้ บริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา โดยเธอเป็นนักศีกษาของมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย แบบไม่ได้ลงทะเบียน


เธอออกจากบ้านไปเมื่อช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 2013  เพื่อเดินทางไปที่ เซาท์แคลิฟอเนีย โดยตัวเธอเองตั้งชื่อการเดินทางครั้งนี้ว่า “เวสต์โคสต์ทัวร์” โดยพบหลักฐานเรื่องนี้จาก "ทัมเบลอร์" เวบบล็อกชื่อดังที่เธอสมัครสมาชิกไว้เพื่อเขียนเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอ ซึ่ง เอลิซ่า เล่าว่า เธอวางแผนที่จะเดินทางไป ซานดิเอโก้ พักที่ลอสแองเจอลิส จากนั้นจะเดินทางไปซานตาครูซ และซานฟรานซิสโก และเธอกะว่าจะแวะซานหลุยส์เออบิสโป้ถ้าทำได้

เอลิซ่าเขียนเล่าว่า เธอเดินทางเพียงคนเดียวไปเรื่อย ๆ โดยรถโดยสารประจำทาง และได้ไปเที่ยวที่สวนสัตว์ ซานดิเอโก้ โดยโพสต์ภาพช่วงเวลาเหล่านั้นบนเวบโซเชียลของเธอตลอดทาง จนวันที่ 26 มกราคม เธอเดินทางมาถึงลอสแองเจอลิส และเข้าพักในโรงแรมเซซิลในสองวันถัดมา โดยการเข้าพักของเธอนั้น เธอเข้าพักในห้องพักแบบแชร์กับผู้พักคนอื่นที่ชั้น 5 ของโรงแรม แต่ผ่านไปเพียงสองวันผู้พักร่วมของเธอก็แจ้งกับทางโรงแรมว่าเอลิซ่านั้น มีพฤติกรรมแปลก ๆ ทำให้เอลิซ่าต้องย้ายห้องมาอยู่คนเดียว

โรงแรมเซซิลที่เกิดเหตุ

ตามประวัติของโรงแรมเซซิลนั้น ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1920  เป็นโรงแรมเคยเกิดเรื่องราวน่าสยองขวัญมาก่อน เพราะในปี ค.ศ. 1930  มันเคยเป็นโรงแรมเกี่ยวข้องกับคดีสุดยอดสยองขวัญ “แบล็ค ดาเลีย” ด้วย โดยว่ากันว่าเป็นที่พักสุดท้ายของอลิซเบธ ซอทก่อนจะเสียชีวิต และในปี ค.ศ. 1964  ก็ยังมีคดีฆ่าข่มขืนในโรงแรมนี้มากมาย รวมถึงเหล่าฆาตกรต่อเนื่องอย่าง แจ็ค อันเทอร์เวเจอร์ และริชาร์ด รามิเรซ ก็เคยเข้าพักในโรงแรมแห่งนี้มาก่อน หรือแม้กระทั่งมีการฆ่าตัวตายภายในโรงแรมมากมายหลายศพ ซึ่งแม้กระทั่งคนเดินผ่านไปมาที่บริเวณหน้าโรงแรมแห่งนี้ ก็ยังเคยเสียชีวิตเพราะถูกผู้เข้าพักกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ตกลงมาทับแบบดื้อ ๆ ซึ่งภายหลัง โรงแรมเซซิลได้ถูกปรับปรุงใหม่และดำเนินธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน
ริชาร์ต รามิเรซ และ แจ็ค อันเทอร์เวเจอร์

ในส่วนของเอลิซ่า แลม ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคไบโพล่าร์ ดิสออเดอร์ หรือโรคสองขั้วนั้น แพทย์ได้สั่งยาให้เธอถึง 4 ขนาน นั่นคือ เวลบูทริน แลมมิคทัล ซีโรเควล และเอฟเฟ็กซอร์ เพื่อรักษาอาการดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ ได้ยืนยันมาจากครอบครัวของเธอเอง และเอลิซ่าเองนั้นก็ไม่เคยมีประวัติว่าเคยคิดฆ่าตัวตายมาก่อนเลย
 เข้าสูเวบไซต์ http://etherfields.blogspot.com/ ของเอลิซ่า แลม
เวบบล็อก http://etherfields.blogspot.com/ ของเอลิซ่า แลม

ในช่วงกลางปี ค.ศ. 2010 เธอได้เริ่มเปิดบล็อกส่วนตัวของเธอเอง โดยใช้ชื่อว่า อีเธอร์ ฟิลด์ส ที่เวบบล็อกสป็อต โดยตลอด 2 ปีบนบล็อกนี้ เธอได้โพสต์ภาพนางแบบ เสื้อผ้า แฟชั่น และบอกเล่าชีวิตของเธอเล็กๆ น้อย และในเดือนมกราคม ค.ศ. 2012 เธอได้เพิ่มข้อความแปลก ๆ ที่ใต้ชื่อบล็อกของเธอว่า “หากเธอเอาแต่ใช้ความคิดหลอกหลอนตัวเองอยู่เสมอ เธอจะค่อยๆ สูญเสียชีวิตไปเองอย่างสูญเปล่า”  โดยเธอได้ระบุเครดิตท้ายข้อความนี้ว่า เธอนำมาจากนักเขียนนิยายชื่อ ชัค พาลาห์นิวค์ และข้อความนี้ก็อาจจะเป็นเงื่อนงำว่าอาการของโรคไบโพล่าร์ที่เธอเป็นอยู่นั้น มันกำเริบขึ้นมาหลังจากที่ทางมหาวิทยาลัยที่เธอเรียนอยู่นั้น บังคับให้เธอต้องดร็อปการเรียน และทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองนั้นพ่ายแพ้ จนเธอกังวลว่าผลการเรียนของเธอนั้น มันอาจจะทำให้ชีวิตการเรียนของเธอต้องมีมลทิน และมีผลกับชีวิตหลังเรียนจบแล้วของเธอด้วย

 ไปยัง http://nouvelle-nouveau.tumblr.com/ ของเอลิซ่า แลม

ซึ่งในช่วงประมาณสองปีหลังจากที่เอลิซ่าเริ่มเขียนบล็อก เธอจึงประกาศเลิกเขียนบล็อกที่นี่ และเธอก็เริ่มเขียนอีกครั้งบนเวบใหม่ ที่เวบทัมเบลอร์ในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2011  โดยเนื้อหาบนบล็อกใหม่ของเธอนั้น ก็ยังคงเต็มไปด้วยภาพถ่าย เรื่องราวแฟชั่น คำคม และมีเรื่องราวของตัวเธอเองเพียงเล็กน้อย ซึ่งยังคงมีข้อความอธิบายใต้ชื่อบล็อกเป็นข้อความเดิมที่นำมาจากชัค พาลานิวค์อยู่เช่นเดิม

ในระหว่างที่เธอเดินทางท่องเที่ยวอยู่นั้นเอลิซ่า แลม ก็ยังคงติดต่ออยู่กับพ่อแม่ที่บริติช โคลัมเบียอยู่ตลอดทุกวัน จนวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 2013  ซึ่งเป็นวันที่เธอวางแผนไว้ว่าเธอจะเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเซซิล เพื่อเดินทางต่อไปที่ซานตาครูซ พ่อแม่ของเธอกลับไม่ได้รับการติดต่อจากเธออีก จึงทำให้พวกเขาแจ้งความกับตำรวจลอสแองเจอลิสให้ช่วยตามหา และได้ตกลงใจนั่งเครื่องบินมาตามหาด้วยตัวเองอีกแรงหนึ่ง

จากการสอบสวนของทาง LAPD เจ้าหน้าที่ของโรงแรมที่จำเอลิซ่าได้ ให้การว่า เขาเห็นเอลิซ่าอยู่คนเดียวบริเวณนอกโรงแรมใกล้ ๆ ร้านหนังสือและได้พูดคุยกันนิดหน่อย ซึ่งดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ นอกจากเห็นเธอบ่นเกี่ยวกับหนังสือของเธอว่า ไม่รู้จะแบกหนังสือหนัก ๆ ของเธอไปตลอดการเดินทางได้อย่างไร

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้สุนัขดมกลิ่น ตรวจสอบรอบ ๆ โรงแรมตามจุดต่าง ๆ ก็ไม่พบร่องรอยที่จะบ่งชี้ว่าเธอไปอยู่ที่ไหน แม้กระทั่งบนชั้นหลังคาดาดฟ้าของโรงแรม ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ จนผ่านไปถึง 6 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจลอสแองเจอลิสจึงตัดสินใจทำใบปลิวรูปของเธอแจกไปตามที่ต่างๆ รวมถึงเพื่อน ๆ ของเธอก็ช่วยกันโพสต์ลงในโลกออนไลน์อีกแรง

เวลาผ่านไปอีกสัปดาห์ ก็ยังไม่มีใครพบเอลิซ่าเลย เธอหายไปไหนกันนะ ? นี่มันชักจะไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตัดสินใจขอเข้าตรวจสอบวีดีโอวงจรปิดตามจุดต่าง ๆ ของโรงแรมตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และแล้วในที่สุด พวกเขาก็พบตัวเอลิซ่า แลม ปรากฎอยู่ในวีดีโอจากกล้องวงจรปิดตัวหนึ่ง ที่ถูกติดตั้งภายในลิฟท์ของโรงแรมเซซิล ซึ่งฟุตเทจวีดีโอชิ้นนี้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากเนื่องจากในวีดีโอคลิปนั้น พบว่าเอลิซ่า มีพฤติกรรมประหลาด ๆ ซึ่งพฤติกรรมของเธอนั้น ทางมิติที่ 6 แนะนำให้ท่านผู้ชมค่อย ๆ ดูไปด้วยกัน พร้อมช่วยกันตั้งข้อสังเกตไปด้วย
ดังนี้

คลิปวีดีโอที่จับภาพเอลิซ่า แลมไว้ได้

ในช่วงตลอดเวลาของคลิป กล้องตัวนี้จับภาพจากมุมของลิฟท์โดยไม่เห็นว่าภายนอกมีอะไร หรือเกิดอะไรขึ้น เวลาที่ปรากฏในคลิปก็ค่อนข้างคลุมเครือ ตัวภาพไม่ค่อยชัดเจน และในบางจุด ที่ปากของเอลิซ่าก็ดูเหมือนจะมีจุดรบกวน ซึ่งอาจเป็นเพียงความผิดพลาดทางการบันทึกก็เป็นได้

ซึ่งตอนต้นของคลิปนั้น เอลิซ่าได้เข้ามาในลิฟท์ ในชุดฮูดสีแดง ทับเสื้อทีเชิตสีเทา ใส่กางเกงขาสั้นและรองเท้าสีดำ โดยเธอเข้ามาจากทางซ้ายไปที่คอนโทรเลอร์ของลิฟท์ จากนั้นกดเลือกชั้นที่จะไปแล้วเดินถอยหลังมาชิดที่มุม หลังจากนั้นไม่นาน ดูเหมือนว่าลิฟท์จะมีปัญหาไม่สามารถปิดประตูได้ เธอจึงโผล่หัวออกไปดูนอกลิฟท์ มองซ้ายมองขวาไปมา แล้วรีบถอยกรูดกลับมาข้างใน จากนั้นก็เดินไปที่คอนโทรลของลิฟท์ ซึ่งประตูก็ยังคงเปิดอยู่อย่างนั้น

เอลิซ่าเดินออกไปยืนที่หน้าประตู มองไปด้านข้าง แล้วก็เดินเข้าออก หันไปมาดูลุกลี้ลุกลน มีช่วงหนึ่งที่เธอหายไปจากกล้องเห็นแต่ด้านหลังของเธอที่อยู่นอกลิฟท์ ซึ่งลิฟท์ยังคงเปิดอยู่

เธอเอามือกุมหัวเหมือนเจออะไรบางอย่างก่อนจะเดินกลับเข้ามากางแขนอยู่ระหว่างประตู จากนั้นก็ไปที่คอนโทรลของลิฟท์อีกครั้ง คราวนี้ เธอกดปุ่มทุกปุ่มของลิฟท์ก่อนที่จะกลับไปยืนชิดกำแพง แล้วใช้ทั้งสองมือประกบที่ใบหูราวกับเสียสติ

จนในที่สุด เธอเดินออกไปข้างนอกลิฟท์อีกครั้ง คราวนี้เธอทำท่าโบกมือแปลก ๆ ดูเกร็ง ๆ ผิดธรรมชาติเป็นอย่างมาก ต่อจากนั้นเธอก็กลับเข้ามาในลิฟท์อีก จนกระทั่งในที่สุด เธอก็เดินออกจากลิฟท์ไป และตรงนี้นี่เอง ลิฟท์ก็สามารถปิดประตูได้เป็นปกติ

วีดีโอฟุตเทจชุดนี้ถูกนำไปโพสต์ซ้ำแล้วซ้ำอีกตามเวบไซต์หลายแห่ง รวมถึงเวบโย่วกู๋ เวบไซต์วีดีโอคลิปชื่อดังของจีน ซึ่งมีผู้ชมคลิปนี้มากถึง 3 ล้านวิว และมีคอมเมนต์มากถึง 4 หมื่นความเห็น โดยใช้เวลาเพียงสิบวันเท่านั้น โดยความเห็นส่วนใหญ่บอกว่า ดูแล้วหลอนจนขนหัวลุก ตัวสั่นไปหมดเลย

บางทฤษฎีอธิบายถึงพฤติกรรมของเอลิซ่า แลมว่า เธออาจถูกด้านมืดของโรงแรมเซซิลครอบงำ บ้างก็ว่าตอนกำลังกดลิฟท์เล่นเหมือนเด็กนั้น เธอกำลังเล่นเกมยึดลิฟท์ ไม่ก็แซวว่าเธอกำลังหาทางไปอีกมิติ แต่ก็มีบางความเห็นที่น่าสนใจ บอกว่าเธออาจกำลังหนีใครบางคนที่กำลังเข้ามาทำร้ายเธอ รวมถึงพฤติกรรมโบกไม้โบกมือของเธอนั้น อาจมาจากอาการหลอนของยาที่เธอรับประทานเข้าไป ยิ่งพอมารู้ว่าเธอป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ด้วย ยิ่งทำให้ทฤษฎีหลังนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก

ผู้ชมคลิปนี้หลายคนต่างถกเถียงกันว่า ตัวคลิปอาจถูกตัดต่อบางส่วนทิ้งไปก่อนที่จะถูกเผยแพร่ด้วย เพราะว่าเวลาที่ปรากฏอยู่ในคลิปนั้น มีบางช่วงกระโดดหายไป เหมือนถูกตัดทิ้ง แต่ความจริงทั้งหมดที่แน่ ๆ คือ วิดีโอจากกล้องวงจรปิดชุดนี้ ไม่ได้ช่วยเหลือในการสืบสวนแต่อย่างไรเลย

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามค้นหาตัวเอลิซ่าจากวีดีโอกล้องวงจรปิดเรียบร้อยไม่นาน ทางโรงแรมก็ได้รับแจ้งจากแขกในห้องพักต่าง ๆ ว่า ให้ช่วยตรวจสอบน้ำในห้องพักหน่อย เนื่องจากน้ำไม่ค่อยไหล บางห้องก็แจ้งว่าสีของน้ำมันดูแปลก ๆ และมีกลิ่นเหม็นมาก ทางโรงแรมจึงส่งช่างไปตรวจสอบว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ในตอนเช้าของวันที่ 19 กุมภาพันธ์ นั้นเอง เจ้าหน้าที่โรงแรมขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของแทงค์เก็บน้ำขนาด 1,000 แกลอน หรือ 3.78 ลูกบาศก์เมตร์ จำนวน 4 ถัง ซึ่งแทงค์เหล่านี้คือแหล่งน้ำที่ถูกแจกจ่ายไปตามส่วนต่าง ๆ ของโรงแรม และช่างของโรงแรมก็ได้ฝาเปิดแทงค์เพื่อตรวจสอบสาเหตุของปัญหา จนกระทั่งมาถึงใบหนึ่ง ที่เปิดฝาออกมาแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่โรงแรมคนนั้นถึงกับตกตะลึงกับสิ่งที่อยู่ภายในถังน้ำนั้น

ใช่แล้ว... เอลิซ่า แลม ลอยอืดอยู่ในแทงค์น้ำใบนี้นี่เอง
ในตอนบ่ายวันเดียวกัน ทางโรงแรมได้จัดการถ่ายน้ำออกจากแทงค์จนหมด เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงเข้ามาจัดการตัดผนังแทงค์น้ำเพื่อนำร่างที่อืดของเอลิซ่าออกมา เนื่องจากไม่สามารถนำร่างออกมาจากฝาด้านบนได้นั่นเอง

ท่ามกลางความตื่นตระหนก แขกในโรงแรมเซซิลทั้งหมดถึงกับเผ่นออกจากโรงแรมทันที บางคนคิดว่าตัวเองน่าจะหลงดื่มน้ำเข้าไปด้วย ใช่แล้ว มันคือน้ำที่แช่ร่างอืดกว่า 2 สัปดาห์ของเอลิซ่า แลม...

ทางโรงแรมตัดสินใจโอนแขกไปพักยังโรงแรมอื่น ๆ และคอยตรวจสอบสุขภาพของแขกที่ย้ายออกไปด้วย เพื่อความแน่ใจว่าแขกของโรงแรมไม่มีใครได้รับผลกระทบจากน้ำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ได้ออกคำสั่งห้ามดื่มน้ำจากแหล่งดังกล่าวจนกว่าจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซึ่งกินเวลายาวนาน

หลังจากนำร่างของเอลิซ่า แลมออกจากแทงค์มาแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำเธอไปยังสถาบันนิติเวชเพื่อชันสูตรศพ โดยวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2013 มีรายงานสรุปออกมาว่าเธอเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ สาเหตุจากอาการของโรคไบโพลาร์นั่นเอง

โดยรายงานฉบับเต็มนั้น ถูกเผยแพร่ในอีกสี่เดือนต่อมา ซึ่งตรงกับเดือนมิถุนายน ในรายงานได้แจ้งว่า ร่างของเธอถูกพบในสภาพเปลือยเปล่าอยู่ในแทงค์ที่มีน้ำอยู่ประมาณสามในสี่ มีเสื้อผ้าชุดเดียวกันกับในวีดีโอคลิปลอยอยู่รอบข้างตัวเธอ มีทรายติดอยู่นิดหน่อย และได้พบกุญแจห้องของเธอด้วย

ที่เกิดเหตุ ดาดฟ้าโรงแรมเซซิล

ร่างของเอลิซ่านั้นอยู่ในสภาพอืดเต็มที่ แต่กระนั้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้พบร่องรอยว่าเธอถูกทำร้าย หรือถูกข่มขืนแต่อย่างใด แม้แต่ซอกเล็บก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ บ่งบอกว่าเธอถูกข่มขืน จึงสรุปได้ว่า เอลิซ่า แลมนั้น น่าจะฆ่าตัวตาย

ผลการตรวจเลือดของเธอนั้นพบร่องรอยการใช้ยา และมีการพบกล่องใส่ยาของเธอด้วย ซึ่งสารเคมีที่พบในเลือดก็เป็นยาจำพวก ไซนูแทบ และไอบูโพรเฟน ทั้งนี้ ไม่มีร่องรอยการดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาเสพติดใด ๆ ตกค้างอยู่ในระบบเลือดของเธอเลย

แม้ผลชันสูตรจะบอกว่าเธอตายอย่างไร แต่มันก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า เธอลงไปในแทงค์น้ำนั้นได้อย่างไร เพราะทั้งประตูและบันไดของโรงแรมที่จะพาเธอไปยังดาดฟ้าได้นั้นต่างก็ล็อกแบบนิรภัยเอาไว้ ซึ่งคนที่จะสามารถผ่านระบบนิรภัยไปได้นั้น จะต้องใช้คีย์การ์ดในการเปิด แต่ว่าบางที เธออาจจะใช้ทางหนีไฟก็เป็นได้ เพราะมันน่าจะเป็นทางเดียวที่ทำให้เธอสามารถหลบหลีกระบบป้องกัน ซึ่งตามสามัญสำนึกแล้ว เธอก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดี


เมื่อสามารถอธิบายว่าเธอขึ้นไปบนดาดฟ้าโรงแรมได้อย่างไร ก็มีคำถามต่อมาว่า เธอเอาตัวเองเข้าไปในแทงค์น้ำได้อย่างไร เพราะแทงค์น้ำทั้ง 4 นั้น มีความสูงถึง 2.4 เมตร แถมยังเป็นทรงกระบอกกลมไม่มีตรงไหนที่จะสามารถปีนขึ้นไปได้เลย ขนาดเจ้าหน้าที่โรงแรมยังต้องใช้บันไดปีนขึ้นไป ไหนจะฝาปิดที่หนักมากอีก มันไม่น่าจะสามารถยกขึ้นได้ด้วยแรงของผู้หญิงด้วยซ้ำ แถมในตอนแรกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้สุนัขดมกลิ่นบริเวณนั้น ก็ไม่ได้พบอะไรผิดสังเกต เธอทำได้อย่างไรกันนะ ?

แต่ก็มีการสันนิษฐานว่า เธออาจปีนขึ้นไปบนจุดสูงที่สุดของโรงแรมด้วยบันไดด้านข้าง แล้วจึงหย่อนตัวลงมาบนแทงค์ จากนั้นก็แค่พยายามเปิดฝา ถอดเสื้อผ้าออกแล้วหย่อนตัวเองลงไปในแทงค์น้ำ ก็เป็นไปได้เช่นกัน

หลังจากที่เอลิซ่าเสียชีวิตไป เวบบล็อกส่วนตัวของเธอ กลับพบว่ามีการอัพเดตต่อ เป็นไปได้ว่ามันเกิดจากระบบอัพเดตบล็อกอัตโนมัตที่เธอตั้งค่าเอาไว้ ซึ่งมันก็เป็นคุณสมบัติทั่ว ๆ ไปของเวบบล็อกเช่นกัน

ในส่วนของโทรศัพท์มือถือของเธอที่คาดว่าเธอใช้มันในการอัพโพสต์บนบล็อกนั้น ถูกรายงานว่าหายไป ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า โทรศัพท์ของเธอนั้นถูกขโมยไป และการอัพเดตหลังจากการเสียชีวิตไปแล้วของเธอนั้น ก็อาจจะเกิดจากคนที่ขโมยมันไปได้แฮ็กเวบบล็อกของเธอเพื่ออัพโพสต์ต่อ นี่ก็อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งก็ได้

ทางโรงแรมเองก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นแขกที่พัก พากันฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายและค่าทำขวัญ ทั้งทางพ่อแม่ของเอลิซ่าเอง ก็เรียกร้องค่าเสียหายฐานโรงแรมไม่มีระบบป้องกันที่ดีพอ ทำให้ลูกสาวของพวกเขาต้องเสียชีวิต ไหนทางโรงแรมจะต้องจัดการวางระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สยองขวัญเช่นนี้ซ้ำขึ้นมาอีก

ครอบครัวของเอลิซ่า แลม

หลังจากที่เล่ามาทั้งหมด แม้ว่าปริศนาการเสียชีวิตของเอลิซา แลม จะถูกสรุปไปแล้วก็ตาม ผู้คนมากมายก็ยังคงพูดถึงปริศนาที่ยังไม่ถูกไขให้กระจ่างในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีเส้นทางที่เธอใช้ในการฆ่าตัวตาย วิธีการที่เธอเปิดฝาแทงค์ และสาเหตุสำคัญที่ทำให้เธอต้องขึ้นไปที่นั่น

ที่สำคัญ ที่ลิฟท์ตัวนั้นเธอได้พบอะไรกันแน่ ?  หรือว่าแท้ที่จริงแล้ว เรื่องราวทั้งหมด มาจากมโนภาพของเธอ ที่เป็นผลจากอาการทางประสาทของเธอเพียงอย่างเดียว ?  แล้วท่านผู้ชมล่ะ คิดว่าอย่างไร ?

หลังจากอ่านจบ อย่าลืมทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ

อ้างอิงแหล่งข้อมูลจาก En.Wikipedia.org
เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ปล. บทความนี้อาจมีหลายอย่างผิดจากความเป็นจริง เนื่องจากแปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ

แท็ก: เอลิซ่า แลม, Elisa Lam, สยองขวัญ,มัมมี่,ฆาตกร, ฆาตกรรม,10 อันดับ, อสุรกาย, ที่มีอยู่จริง, รวมวีดีโอ, ประหลาด, ที่สุดในโลก, น่ากลัว, วีดีโอ, เรื่องแปลก, คลิป, ผี, ผีหลอก, ผีดุ, หลอน, วีดีโอซึ้งๆ, ตลก, ร้าย, คลิป, น่าสนใจ, วีดีโอ, รายการ, น่าสนใจ, ข่าวลือ, ข่าว, วันนี้, สารคดี, ช็อค, เรื่องจริง, เรื่องเล่า, ผี, หนังใหม่, เงา, เต็มเรื่อง, เดอะช็อค, บรึ๋ย, คลิบผีจริง, ผีกระสือ, ผีกระสือตัวจริง, ผีกระสือ, ตัวเป็นๆ, ผีกระสือของจริง, ผีกะ, ผีกระจก, ผีกองกอย, ผีกอง, ปราบ, ผีกระหัง, ผีกาก้า, ผีโพง, ผีโรงเย็น, ผีชีวะ, ลึกลับที่สุดในโลก, หนังผี, ปอบ, ปอบหยิบ,  คนอวดผี,  วิญญาณ,  รวมเรื่อง, น่ากลัว, บันทึกลึกลับ, ปริศนา