ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559

[ 18+ จัดเต็ม ] มิติที่ 6 ซาดะ อาเบะ รักวิปริตสยองขวัญ

ช่วงปีคริสต์ศักราช 1936  ที่ญี่ปุ่นแล้ว ไม่มีเรื่องราวใด จะสร้างความน่ากลัว ได้เท่ากับเรื่องราวของเธอ มิติที่ 6 วันนี้ เราจะพาคุณไปพบกับ หญิงสาวคนหนึ่ง ที่ได้สร้างคดีสยองขวัญขึ้นมา คดี 1  แต่สุดท้ายสิ่งที่เธอทำ ได้สร้างให้เธอกลายเป็นวีรสตรี  

วันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ 1905  เขตคันดะ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ได้ถือกำเนิดขึ้นมา เธอคือ ซาดะ อาเบะ  เธอคือลูกสาวคนที่ 7  จากพี่น้องทั้ง 8 คนของ นายชิเงโยชิ และนางคัตสึ อาเบะ  ที่มีอาชีพทอเสื่อทาทามิขายเลี้ยงชีพ เป็นรายได้สู่ครอบครัว ซึ่งครอบครัวอาเบะเป็นครอบครัวที่รักความซื้อสัตย์สุจริต เพราะชิเงโยชินั้นที่จริงแล้ว เป็นเพียงบุตรบุญธรรมที่ได้รับการอุปการะจากตระกูลอาเบะที่รับเขาเข้ามา เพื่อช่วยงานกิจการทอเสื่อส่วนนางคัตสึเองก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริตเช่นเดียวกัน  และแม่ของซาดะเองก็รักและดูแลเอาใจใส่ซาดะมากเพราะต่อมาบรรดาพี่น้องทั้ง 8 คน ของครอบครัวนี้ก็ทยอยเสียชีวิตกันไป เหลือรอดมาจริงๆเพียง 4 คนเท่านั้น ซึ่ง 1 ใน 4 ที่รอดชีวิตนั้นก็มี ซาดะ อาเบะ ที่โชคดีได้มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ชีวิตในวัยเด็กของเธอ จะได้พบกับเรื่องราวที่ไม่ค่อยจะดีกับครอบครัวเธอสักเท่าไหร่  เพราะเธอมีพี่ชายที่เป็นคนเจ้าชู้และแอบยักยอกเงินของครอบครัวหนีไปเพียงลำพัง  ซึ่งเหตุนี้เองทำให้คุณแม่ของซาดะพยายามดูแลเอาใจใส่ลูกสาวคนนี้ เป็นพิเศษ  เมื่อซาดะต้องการอะไร อยากทำอะไร แม่ของเธอก็จะตามใจ แม้กระทั่งเมื่อซาดะต้องการจะเรียน การร้องเพลง และเล่นเครื่องดนตรีซามิเซ็ง ที่ในยุคนั้นมันคือการละเล่นของเหล่าเกอิชาที่จะต้องเรียนรู้ทักษะวิชานี้ไว้บริการในร้านน้ำชาของญี่ปุ่น ซึ่งคุณแม่ของเธอก็สนับสนุนเต็มที่

 ต่อมาเมื่อซาดะอายุ 15 ปี ชีวิตของเธอก็พบกับเรื่องเลวร้าย ในวันหนึ่งเธอถูกข่มขืนโดยคนรู้จัก ถึงแม้แต่พ่อแม่ของเธอ ก็ช่วยอะไรไม่ได้แม้ว่าจะพยายามปกป้องลูกสาวตัวเองอย่างถึงที่สุดแล้วก็ตาม  แต่เพราะความเข้าใจผิดบางอย่างที่มาถึงหูชิเงโยชิพ่อของเธอ ทำให้เขาเข้าใจว่าเธอทำตัวสำส่อนเอง ถึงถูกข่มขืน เขาโกรธมากเลยสั่งลงโทษลูกสาวตัวเอง ด้วยการไล่ให้ไปเป็นเกอิชา สุดท้าย เธอจึงถูกขายให้กับสำนักเกอิชาในโยโกฮาม่า

หลังจากนั้น ชีวิตการเป็นเกอิชาของเธอก็ไม่ได้สวยหรู เธอกลายเป็นเกอิชาชั้นต่ำ ที่มีหน้าที่ขายบริการทางเพศเป็นหลัก มากกว่าจะบริการร้องเพลงหรือเล่นดนตรีให้แขกฟัง จนในที่สุด เธอก็ป่วยเพราะติดโรคซิฟิลิสซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศร้ายแรงของสมัยนั้น และได้กลายเป็นโสเภณีไปจริง ๆ

 ในปี 1930  ซาดะอาเบะได้ทำงานอยู่ในสถานบริการทางเพศชื่อดังย่านโอซาก้า เธอเป็นโสเภณีที่ชอบสร้างปัญหา เธอมักจะแอบขโมยเงินแขก และพยายามหนีออกจากที่ทำงาน จนผ่านไป 2 ปี เธอก็สามารถหนีออกมาได้สำเร็จ ซาดะเริ่มอาชีพใหม่ เป็นพนักงานเสริฟ คอยบริการแขกในร้านอาหาร แต่ค่าแรงมันก็ไม่ได้มากมายเหมือนเมื่อครั้งเป็นโสเภณี เธอจึงตัดสินใจกลับไปทำอาชีพหญิงบริการอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใบอนุญาตทำอาชีพนี้แล้ว ในปี 1932

ต่อมาในปี 1933 คัตสึ แม่ของซาดะก็เสียชีวิตลง และต่อมา ชิเงโยชิก็เสียชีวิตตามไป ตอนนี้ไม่มีใครเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเธออีกแล้ว ซาดะจึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่โตเกียว เพื่อเข้าสู่อาชีพโสเภณีเต็มตัว

ซาดะ อาเบะถูกตำรวจจับกุมในข้อหาทำอาชีพขายบริการทางเพศโดยไม่มีใบอนุญาตที่นาโงย่า ในปี 1934 แต่ก็ได้รับการปล่อยตัวออกมา เธอจึงไปทำงานในสถานบริการของนาย คินโนะสุเกะ เคซาฮาระ และยกระดับขึ้นเป็นเมียเก็บของเขาในเวลาต่อมา ในขณะนั้น ซาดะเองก็พยายามบอกให้คินโนสุเกะ เลิกกับภรรยาปัจจุบัน แล้วมายกย่องเธอให้เป็นภรรยาหลวง แต่คินโนสุเกะเองก็ปฏิเสธ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่สิ้นสุดลง ซาดะจึงออกเดินทางไปเมืองนาโงย่า ซึ่งภายหลังเกิดคดีนั้น คินโนะสุเกะได้พูดถึงซาดะว่า “เธอคือโสเภณีชั้นต่ำ ตัวตนของเธอสำหรับนั้น น่ากลัวมากอย่าไปเข้าใกล้”

หลังจากนั้นปี 1935 ซาดะ พยายามออกจากอาชีพโสเภณีอีกครั้ง โดยคราวนี้เธอออกมาทำงานเป็นสาวใช้อยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เธอได้แอบมีความสัมพันธ์กับลูกค้าระดับสูงคนนึ่ง เขาคือนาย โกโระ โอมิยะ เขาเป็นอาจารย์ เป็นนายธนาคาร และเป็นถึงสมาชิกสภาของญี่ปุ่น แต่เพราะผิดกฎทางร้านที่เธอทำอยู่ ที่ห้ามไม่ให้คนทำงาน มีอะไรกับลูกค้า จึงทำให้ซาดะลาออกไป เธอเดินทางออกจากนาโงย่า แล้วกลับไปที่โตเกียวอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เอง เธอได้กลับมาพบกับโกโระ อีกครั้ง แม้ภายหลังนายโกโระ ได้รู้ว่าซาดะป่วยเป็นซิฟิลิซ แต่ก็ได้ดูแลเลี้ยงดูเธอเป็นอย่างดี ให้ที่พักกับเธอในรีสอร์ทน้ำพุร้อนคุซัสสึ จนถึงปี 1936 นายโกโร่เล็งเห็นความสามารถในการหาเงินของซาดะ จึงได้ส่งเธอไปฝึกงานอยู่ที่ร้านอาหารโยชิดายะ เป็นร้านอาหารปลาไหลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในโตเกียว และที่นี่เอง ชีวิตของเธอ ก็ได้พบกับชายที่ชื่อว่า คิชิโซ อิชิดะ ชายผู้ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของซาดะ อาเบะ ไปตลอดกาล

หลังจากที่ทั้งสองได้พบกัน ก็ถูกเกิดถูกตาต้องใจ ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเวลาผ่านไปเพียง 4 เดือน ทั้งสองก็มีความสัมพันธ์ทางเพศกันในร้านอาหาร คิชิโซพบว่าเขาและซาดะนั้น มีรสนิยมชอบการแต่งบทกวีแนวโรแมนติกเหมือนกัน จึงมักจะมีกิจกรรมแต่งกลอน ร้องเพลง ในขณะที่ทำกิจกรรมทางเพศ ในสถานที่ต่าง ๆ ที่ตัวเองไปเปิดห้องเอาไว้ โดยที่แม้จะมีแม่บ้านเข้ามาในห้องเพื่อทำความสะอาด พวกเขาก็ยังคงมีอะไรกันต่อไปไม่หยุด ดูเหมือนพวกเขาทั้งสองจะตกอยู่ในความลุ่มหลงทางเพศมากจนน่ากลัวเสียแล้ว เพราะในบางครั้งที่คิชิโซไม่เข้าร้านไปทำงาน ซาดะเองก็เกิดอากาหึงหวงออกนอกหน้า เพราะเข้าใจว่าเขาอาจกลับไปหาภรรยาเก่า ซาดะเปลี่ยนไป กลายเป็นคนดื่มหนัก และชอบความซาดิสม์จนถึงขั้นถูกคิชิโซแจ้งตำรวจดำเนินคดีฐานทำร้ายตนด้วยมีดเล่มใหญ่ในขณะที่กำลังมีอะไรกัน และแล้ว ในวันที่ 11 พฤษภาคม เธอได้แอบไปซื้อหามีดแล่ปลาดิบ และมีดทำครัว เพื่อเตรียมการอะไรบางอย่าง

วันที่ 16 พฤษภาคม คศ. 1936 ซาดะ ได้วางแผนชวนคิชิโซ ชวนไปมีอะไรกันในโรงแรม โอยุ ย่านโตเกียวอย่างที่เคย ๆ ทำ และเมื่อไปถึง ก่อนที่จะเริ่มทำอะไรนั้น ซาดะได้ปามีดปักไปที่หว่างขาของเขา เฉียดอวัยวะเพศไปนิดเดียว โดยเธอให้เหตุผลว่า เธอทำเพราะอธิษฐานว่า ถ้าคิชิโซนอกใจ มันคงปักเข้ากลางเป้าไปแล้ว ซึ่งคิชิโซได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อนความกลัว จากนั้นจึงเริ่มมีอะไรกัน ซึ่งในครั้งนี้คิชิโซได้ขอให้ซาดะใช้สายรัดเอวชุดกิโมโน มารัดคอของเขาระหว่างที่มีอะไรกันนั้นด้วย เพื่อเพิ่มรสชาติในการเสพสุขที่สมัยนี้เรียกว่า ออโต้ อีโรติก นั่นเอง โดยได้ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมากว่า 2 ชั่วโมง จนในที่สุด คิชิโซ เริ่มหายใจไม่ออก เขาจึงเริ่มใช้ยากล่อมประสาทกว่า 30 เม็ด และบอกกับซาดะว่า “ถ้าจะเอาเชือกมารัดคอรอบนี้ ก็รัดอย่าหยุดล่ะ จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอีก” ซาดะได้ยินดังนั้นจึงเข้าใจว่า คิชิโซ ต้องการให้เธอฆ่าเขาเสีย
 
เวลาขณะนั้น ประมาณ 2:00น ของวันที่ 18 พฤษภาคม 1936 ซาดะ อาเบะ ได้ตัดสินใจลงมือฆ่า คิชิโซ อิชิดะ ในขณะที่เขาหลับด้วยการใช้สายสะพายที่เรียกว่า โอบิ ของเธอ รัดคอ และบีบคอเขาจนขาดใจตาย ซึ่งหลังจากนั้นอีกไม่กี่ชั่วโมง ซาดะก็ได้ใช้มีดทำครัวที่เธอเตรียมเอาไว้ ตัด “อวัยวะเพศ” ของคิชิโซมาเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วยการนำไปห่อไว้ในปกนิตยาสาร พร้อมทั้งใช้เลือดของอิชิดะ เขียนบรรยายความในใจของเธอลงบนศพที่บริเวณต้นขาซ้าย และแขนซ้าย โดยเธอเขียนว่า
ซาดำ คิชิ คิริ หรือ ซาดะ คิชิ คู่กัน และลงชื่อ ซาดะ เอาไว้ พร้อมกับแกะสลักชื่อซาดะ เอาไว้ที่แผ่นที่นอน และหอบอวัยวะเพศของเขาหนีออกจากโรงแรมไปเมื่อเวลา 8:00น. โดยบอกกับพนักงานโรงแรมว่า คิชิโซหลับอยู่ อย่าเข้าไปรบกวน

หลังจากนั้นซาดะจึงเดินทางไปพบกับนายโกโร่ โอมิยะ ชายที่ฝากเธอเข้าทำงานกับคิชิโซ โดยเธอได้กล่าวขอโทษเขาซ้ำไปซ้ำมา และให้เหตุผลที่ขอโทษเพราะเธอได้ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียงอนาคตการเมืองของเขาก่อนจะหนีหายไป



และแล้วเรื่องราวต่าง ๆ ก็แดงขึ้น เรื่องราวของซาดะได้ถูกพูดถึงอย่างมาก ทางการพยายามตามหาเธอ ท่ามกลางข่าวลิอว่าพบตัวของเธออยู่ที่ไหน ที่นั่นก็จะวุ่นวายถึงขั้นจราจรติดขัดเลยทีเดียว หลายคนเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การตื่นตกใจ ของซาดะ อาเบะ”

จนในวันที่ 19 พฤษภาคม 1936 สามวันหลังเกิดเหตุ ซาดุที่หนีมาพักอยู่ในฌรงแรมชินางาวะ เมืองโตเกียว เธอยังคงใช้ชีวิตปกติสุข และแอบร่วมรักกับอวัยวะเพศของคิชิโซด้วยปาก และใส่ในอวัยวะเพศของเธอด้วย โดยวันนี้ เธอได้เขียนจดหมายให้กับโอมิยะ ในความว่า จะขอลาไปฆ่าตัวตาย หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์สยองมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ โดยเธอจะไปโดดหน้าผากับคิชิโซที่ภูเขาอิโคมะ ระหว่างนาราและโอซาก้า แน่นอน คิชิโซที่เธอกล่าวไว้ในจดหมายนั่นก็คือพวกอวัยวะเพศของเขานั่นเอง

ยังไม่ทันได้ทำอะไร ในวันที่ 21 พฤษภาคม ช่วงเวลาบ่ายสี่โมงเย็น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เบาะแสของเธอว่าอยู่ที่ไหน ก็ได้ทำการบุกเข้าจับตัวเธอที่กำลังนั่งอยู่ในห้อง ซาดะพูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “ไม่ต้องมีพิธีการอะไรมากหรอกค่ะ ฉันนี่แหละ ซาดะ อาเบะ” เมื่อเธอพูดแบบนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่เชื่อ หาว่าเพ้อเจ้อ เธอจึงชูอวัยวะเพศของคิขิโซให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดู เท่านั้นแหละ ทุกคนถึงกับตกตะลึง พูดไม่ออก เพราะไม่เชื่อว่า หญิงสาวคนนี้หรือ ที่เพิ่งฆ่าคนตาย ทำไมเธอถึงนั่งสงบเยือกเย็น ยิ้มให้กับพวกเขาอย่างไม่สะทกสะท้านเหมือนเล่นตลกแบบนี้


ซาดะ อาเบะ จึงถูกจับในข้อหาฆาตกรรมในวันที่ 21 พฤษภาคม 1936 พร้อมกับหลักฐานสำคัญ พวกสวรรค์ของคิชิโซ ด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม ไม่สะทกสะท้านอะไรเลย ต่อมาภายหลังเธอถูกจับกุมตัวแล้ว อวัยวะเพศของคิชิโซ ซึ่งประกอบด้วยปิกาจู้และลูกจูออนของเขา ได้ถูกนำไปเก็บรักษาที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ในพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียนแพทย์ และได้หายไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยไม่มีใครพบเห็นอีกเลยจนถึงปัจจุบัน

ในส่วนของซาดะ อาเบะ หลังจากถูกจับได้ และนำตัวขึ้นศาลในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1936 เป็นวันแรก เธอได้พูดบางอย่างต่อหน้าผู้พิพากษาและฝูงชนที่เข้ามาขมการดำเนินคดี ใจความว่า “ชั้นเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คิชิโซนั้นคือคนที่ฉันรัก เป็นคนที่ฉันยอมมีอะไรด้วยโดยไม่เคยหวังในตัวเงินเลย”

จนในที่สุด วันที่ 21 ธันวาคม 1936 ศาลได้พิจารณาโทษของซาดะ อาเบะ ว่าเป็นคดีฆาตกรรมทำให้ศพพิการ ซึ่งซาดะได้ให้การปฏิเสธเพราะต้องการรับโทษประหาร สุดท้ายเธอได้รับพิพากษาโทษให้จำคุกเพียง 6 ปี ในสถานกักกันหญิงจังหวัก โทชิกิ หลังจากที่เธอเข้าคุกไป เรื่องของเธอก็เป็นที่พูดถึงไปทั่ว ซึ่งเรื่องที่พูดคุยนั้น ไม่มีใครประณามเธอว่าเป็นฆาตกรเลย กลับกันแล้ว เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรสตรี ซึ่งสาเหตุเพราะช่วงนั้น คนญี่ปุ่นมักยกย่องอาชญากรรมหญิงเพราะความรักของเธอที่มีให้กับคิชิโซ ที่ลุกขึ้นมาจากการครอบงำของสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ซะอย่างนั้น

ผ่านมาจนถึงเวลาที่เธอได้ถูกปล่อยตัวออกจากคุก เธอได้เปลี่ยนชื่อ นามสกุล โดยรู้กันเพียงอักษรย่อว่า วาย ในระยะแรก ๆ เธอไปทำงานเป็นสาวบาร์ ก็จะถูกสังคมแถวนั้นล้อเลียนว่าเธอฆ่าผัว จนหลายครั้งเธอเองก็ระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ถึงขั้นตบตี หรือแม้แต่ใช้สายตาจ้องมองด้วยความโกรธอย่างน่ากลัว

จนในปั 1969 ซาดะอาเบะได้ปรากฏตัวในภาพยนต์สารคดีแนวอาชญากรรมชื่อ ซาดะ อาเบะ อินซิเดนท์ และหลังจากนั้น เธอก็หายสาปสูญไปท่ามกลางกระแสสังคมที่ค่อย ๆ ลืมเลือนเรื่องของเธอ และพบตัวเธออีกครั้งโดยผู้กำกับภาพยนต์ชื่อดัง โอชิมะ นางิสะ โดยตอนนั้น เธอได้บวชเป็นชีในวัดแถวคันไซไปแล้ว

เรื่องราวของซาดะ อาเบะ ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ประวัติของเธอถูกตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแม้แต่ประเทศตะวันตกยังต้องเขียนเรื่องของเธอเป็นหนังสือออกจำหน่ายในชื่อ William Johnson’s Geisha, Stranger, Star: A Woman, Sex and Morality in Modern Japan” ในปี 2005 และปรากฎชื่อของเธอในวรรณกรรมอีหลายเรื่อง แม้แต่ภาพยนต์ก็ยังนำเรื่องของเธอมาสร้างในชื่อ Shi tsu ra ku en จนได้รับรางวัลภาพยนต์ญี่ปุ่นถึง 13 รางวัล จนชื่อภาพยนต์เรื่องนี้ ถูกนำมาใช้เป็นศัพท์แสลงของคำว่ามีชู้ และถูกสร้างเป็นภาพยนต์อนิเมชุั่นในเชื่อเดียวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรีที่ถูกผู้ชายกดขี่ในรูปแบบแอคชั่น แฟนตาซี
และได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์อีกถึง 3 เรื่อง คือ A Woman Call Sada Abe ในปี 1975 , In the Realm of the Senser ในปี 1976 และ Sada ในปี 1998

ชีวิตของซาดะ อาเบะนั้น อาจจะไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรกับตัวเธอเองเลย แต่เรื่องราวของเธอ กลับสร้างแรงผลักดันให้กับสังคมญี่ปุ่นอย่างกว้างขวาง มาจนถึงปัจจุบัน เราควรยกย่องเธออย่างไรดี




เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง